‘หนู-อู๊ดด้า’ไม่แตะม.112 ยุบพรรค-พีระวิทย์ พ้นสส. ‘ตู่ ’ปัดตอบกุนซือจ่อออก

แกนนำ พปชร. เตรียมถก ‘บิ๊กป้อม’ จี้เลิกอุ้มส.ส.คิดตีจากไปซบพรรคอื่น ‘บิ๊กตู่’ ไม่ตอบ ‘ทศพร ศิริสัมพันธ์’จ่อไขก๊อกกุนซือนายกฯ บอกลาออกก็คือลาออก หลังทิ้งเก้าอี้ประธานบอร์ด ปตท. ยันไม่เกี่ยวการเมือง ‘จุรินทร์’ ไม่กดดันนายกฯ ปรับครม. ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทยย้ำไม่แตะมาตรา 112 ‘อนุทิน’ ประกาศลั่น ไม่สังฆกรรมพรรคก้าวไกล รวมถึงทุกพรรคที่เสนอแก้ไข ศาลรัฐธรรมนูญมติ 7 ต่อ 2 ยุบพรรค ‘ไทรักธรรม’ ‘พีระวิทย์’ พ้นส.ส.ทันที ถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี กรณีจูงใจชาวบ้านสมัครสมาชิก สั่งประธาน กกต.แจงเพิ่มกรณีร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.

‘บิ๊กตู่’ลั่น‘ทศพร’ลาออกคือลาออก
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ลาออกจากประธานคณะกรรมการอิสระ และประธานกรรมการ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และมีข่าวว่าเตรียมลาออกจากประธานคณะที่ปรึกษาของ นายกฯ ด้วย ว่า เขาลาออกก็คือลาออก ผู้สื่อข่าว ถามว่าไม่เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ แต่เดินไปยังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าทันที

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธตอบคำถามเรื่องการลาออกของนายทศพร ว่าเกี่ยงโยงกับการปรับครม.หรือไม่ โดยถามกลับว่า นายทศพรเป็นใคร ผู้สื่อข่าวตอบว่าเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของนายกฯ และอดีตประธานบอร์ด ปตท. พล.อ.ประวิตร นิ่งคิดสักครู่ แต่ไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นรถอกจากทำเนียบรัฐบาล

ขออย่าโยงการเมือง
ด้านน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าประเด็นเรื่องการลาออกของนายทศพรไม่มีเหตุผลอะไรที่จะนำไปเชื่อมโยงทางการเมือง เพราะการลาออกเป็นเหตุผลส่วนตัวของนายทศพร เวลานี้นายกฯ และรัฐบาลมุ่งเน้นทำงานตามกรอบของนโยบายเพื่อมุ่งเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก อย่าไปพุ่งเป้าความขัดแย้งหรือกระแสในสังคมที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะเวลานี้รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมเอเปค จึงอยากให้ทุกคนเตรียมพร้อม กับการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ

เมื่อถามว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าอาจถูกบีบ ให้ลาออก น.ส.ทิพานันกล่าวว่า การลาออก น่าจะเป็นเหตุผลส่วนตัว ไม่ได้เกิดมาจากความขัดแย้งตามที่มีการคาดเดาต่างๆ

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบเหตุผลการลาออกของนายทศพร แต่ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการจะเข้ามารับตำแหน่ง ทางการเมือง หรือ รัฐมนตรีในการปรับครม.ที่อาจมีขึ้น

โฆษกรัฐปัดนายกฯลดบทบาท
นายอนุชากล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ปรับบทบาทการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโดยเฉพาะประเด็นการเมือง ว่า ขณะนี้นายกฯ มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วม นายกฯ จะใช้วิธีกำชับหน่วยงานและสั่งการ โดยมอบหมายสำนักโฆษกประจำสำนักนายกฯ และทีมงานโฆษกประชาสัมพันธ์เผยแพร่ ส่วนเรื่องทาง การเมืองยืนยันว่าทุกอย่างมีเสถียรภาพ รวมทั้งเรื่องปรับครม. เรื่องการบริหารจัดการภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และเรื่องต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการให้เป็นเรื่องที่ ผู้เกี่ยวข้องของพรรคเป็นผู้ชี้แจง

สำหรับเรื่องปรับ ครม. นายกฯ ได้พูดแล้วว่าช่วงนี้ยังไม่ได้พิจารณา แต่ในอนาคต คงต้องว่ากันอีกที แต่ขณะนี้ขอช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม หรือเหตุโศกนาฏกรรมที่จ.หนองบัวลำภู นายกฯ ต้องการฟื้นฟูและเยียวยาครอบครัวและญาติที่ได้รับผลกระทบอย่างดีที่สุด โดยไม่มี เรื่องอื่นเข้ามาแทรก จึงต้องการทำเรื่องเหล่านี้ ให้เสร็จสิ้นก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่เกี่ยวข้องกับการที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการลดบทบาทตัวเองทางการเมืองลงใช่หรือไม่ นายอนุชา ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ แต่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการโฟกัสเรื่องการแก้ปัญหาของประชาชนก่อน ต่อข้อถามว่า ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งธงจะไม่ให้สัมภาษณ์ หลังศาลรัฐธรรนูญวินิจฉัยผ่านปมวาระนายกฯ 8 ปี นายอนุชากล่าวว่า ในข้อเท็จจริงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ด้วยเหตุการณ์และสถานการณ์มากกว่าที่เกิดขึ้นหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จะมีประเด็นและสิ่งต่างๆ ที่ต้องแก้ไข เป็นเรื่องของจังหวะเวลา การทำงาน อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยการประชุมสภาด้วย อาจทำให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสิ่งต่างๆ ลดน้อยลงไป เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่เคยบอกใช่หรือไม่ว่าจะวางมือทางการเมือง นายอนุชา ไม่ตอบคำถาม

แก้ท่วม – พรรคเพื่อไทยจัดเสวนา “ลุ่มเจ้าพระยา ชี มูน ท่วมขนานใหญ่ เพื่อไทยแก้ได้” โดยมี นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พร้อมส.ส.พรรค ร่วมเสวนาถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการช่วยเหลือประชาชน เมื่อวันที่ 19 ต.ค.

ยังไม่จัดครม.สัญจร-เน้นเอเปค
นายอนุชากล่าวถึงแนวคิดการปรับประชุมครม.นอกสถานที่ หรือครม.สัญจร หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ว่า นายกฯ ยังไม่ได้พูดถึง ตอนนี้เน้นการทำงานที่เกี่ยวข้อง กับการประชุมเอเปคในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตือนในกรอบ 180 วันก่อนสภาครบวาระ

จริงๆ แล้วการประชุมเอเปคจะเริ่มวันที่ 14 พ.ย.นี้ ไม่ใช่วันที่ 18 พ.ย.ที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจจะเริ่มทยอยมา การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเริ่มก่อน จึงต้องเตรียมความพร้อม ทุกส่วนและทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความมั่นคง ความปลอดภัย การจัดรายละเอียด การต้อนรับ ไม่ใช่เฉพาะผู้นำอย่างเดียว แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดบสูงรวมถึงคู่สมรส ที่จะมาด้วย ซึ่งนอกเหนือจากการประชุมหลักจะมีกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ นายกฯ บอกว่าถึงเวลาต้องลงรายละเอียดแล้ว คู่สมรสรัฐมนตรีจะมีส่วนร่วมในกิจกรรม โดยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ จะเป็นประธาน ในกิจกรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ห่วงการชุมนุมต่างๆ ที่จะมาแสดงศักยภาพในช่วงที่ผู้นำหลายประเทศมาไทยหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ตอนนี้เราพยายามให้ทุกคนทราบถึงความสำคัญในการประชุมนี้ ไม่ว่าจะมีทัศนคติ ด้านการเมืองในรูปแบบไหน การเป็นเจ้าภาพประเทศไทยได้ประโยชน์ ไม่ใช่กลุ่มการเมืองใดได้ประโยชน์ ถือว่าคนไทยเราร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดีและดูแลเรื่องสิ่งต่างๆ ที่อาจจะไม่เหมาะสมในช่วงระยะเวลาการประชุม ในทางกลับกันต้องทำให้เกิดความประทับใจ ทำให้ทุกๆ ชาติที่มีโอกาสมาประชุมและกลับไปพูดต่อๆ ได้ในสิ่งที่ดี

พปชร.ชง‘ป้อม’เลิกอุ้มคนคิดตีจาก
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ ว่า จากกระแสข่าว ส.ส.หลายคน เตรียมย้ายออกจากพรรคไปลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กับพรรคการเมืองอื่น ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยแกนนำพรรค บางคนเตรียมหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค เพื่อเสนอให้หยุดการดูแล ส.ส.เหล่านี้ โดยเฉพาะหตุการณ์ที่มี ส.ส.ของพรรคหลายคน ไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จ.บุรีรัมย์ ซึ่งบางคนมีข่าวนานแล้วว่าจะย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และบางคนพึ่งจะเปิดตัวในวันดังกล่าว

ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ดูแล ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการทำพื้นที่มาโดยตลอด แบบไม่น้อยหน้าพรรคอื่น และยังดูแลอยู่เหมือนเดิมแม้บางคนมีข่าวจะย้ายออกจากพรรคก็ตาม ซึ่งแกนนำพรรคบางส่วนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ขณะนี้ ส.ส.เหล่านี้ได้รับการดูแลสองทาง ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคที่จะย้ายไปอยู่ ดังนั้น ในเมื่อชัดเจนว่าจะไม่อยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องดูแลอีกต่อไป และหันมาให้ความสำคัญกับคนที่ยังอยู่กับพรรคแทน

สำหรับในพื้นที่ที่ ส.ส.ของพรรคจะย้ายออก ไปนั้น ขณะนี้มีคนมาแสดงความประสงค์ จะขอลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคแทนจำนวนมาก เพราะมองว่าแม้กระแสจะไม่ดี แต่เป็นพรรคขนาดใหญ่ มีทรัพยากรพร้อมที่จะสู้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ด้วยกัน และมีโอกาส ชนะมากกว่าลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กับพรรคขนาดเล็ก อีกทั้งในบางจังหวัดแม้ต้องเสีย ส.ส.ไป แต่นักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นกลไกสำคัญทำให้ชนะเลือกตั้งในปี 2562 ยังอยู่กับพรรค สามารถสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.คนใหม่ได้ ขณะเดียวกัน ยังพบว่าพรรค การเมืองขนาดใหญ่ซีกฝ่ายค้านมีปัญหาเรื่องการจัดตัวผู้สมัครส.ส. คนที่ผิดหวัง ได้หันมาสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐแทน ในส่วน พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งไม่ค่อยมี ส.ส.ของพรรค พลังประชารัฐย้ายออก ปรากฏว่าขณะนี้เป็นภาค ที่มีผู้ประสงค์ขอลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐมากที่สุด

‘อู๊ดด้า’ไม่กดดันปรับครม.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องการปรับครม.ในโควตาของพรรค หลังพล.อ.ประยุทธ์ บอกให้รออีกนิด ว่า ได้คุยกับนายกฯ ไปก่อนหน้านี้ หลังจากนี้เป็นดุลพินิจของนายกฯ ที่จะพิจารณาว่า จะดำเนินการเมื่อไร อย่างไร ตนให้เกียรตินายกฯ ไม่ไปคาดคั้น เพราะถือว่าภารกิจของพรรคประชาธิปัตย์เสร็จสิ้นแล้ว ขอให้ทุกคนให้เวลา นายกฯ ใช้ดุลพินิจ เราเคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเข้าใจดีว่าต้องดูอะไรบ้าง ขอให้ทุกคนให้เกียรติและให้เวลากับนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวคนระดับแกนนำ พรรคอาจย้ายออก นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่มีใคร ย้ายออก นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธไปแล้ว และไม่รู้ว่าข่าวมาจากไหน บางข่าวก็มุ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ติดลบ บางข่าวก็ปรารถนาดี และปรารถนาไม่ดีกับเราก็มี

ย้ำไม่แตะมาตรา 112
“ในภาพรวมทุกพรรคเมื่อเข้าสู่โหมด เลือกตั้งย่อมเกิดปรากฏการณ์มีคนเข้าคนออก สามารถเกิดได้จากหลายเหตุผล เช่น บางเขตเลือกตั้งมีผู้เสนอตัวลงสมัครมากกว่า 1 คน เมื่อพรรคตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง อีกคนอาจไปลงสมัครพรรคอื่น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดเตรียมผู้สมัครไว้ครบหมดแล้ว และจะทยอยเปิดตัวผู้สมัครส.ส.สมุทรสาคร นครศรีธรรมราช พัทลุง นครราชสีมา” นายจุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ส.ส.ภาคใต้มากขึ้น นายจุรินทร์กล่าวว่า มั่นใจและเคยพูดไว้หลายครั้งแล้วว่าต้องเกินกว่าที่เคยได้ 22 ที่นั่ง แน่นอน และกล้ายืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่เสนอเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเป็นสถาบันการเมือง ทำงานโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมและประชาชนเป็นหลัก ไม่ยึด ผลประโยชน์ส่วนตัว ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพร้อมสนับสนุนการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์มากขึ้น โดยไม่แตะหมวดหนึ่งหมวดสอง ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีบทคุ้มครองประมุขของประเทศ

ภท.ก็ไม่แก้ 112-ไม่ร่วมหอก.ก.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเสนอแก้ไขกฎหมาย อาญามาตรา 112 ว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่มีนโยบาย ไม่มีความคิดเรื่องแก้ไขมาตรา 112 และไม่เข้าใจว่าคนที่เสนอแก้ไขเดือดร้อนอะไรกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถ้าเราไม่คิดทำผิดกฎหมาย ทำไมต้องกลัวรับโทษทางกฎหมาย ตนเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน จะมีก็แต่กลุ่มคนที่คิดจะท้าทาย คิดจะทำผิดกฎหมาย แต่ก็กลัวโทษตามกฎหมาย จึงมาเรียกร้องให้แก้กฎหมาย มีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ควรแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ควรจะไปแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก่อน

“ผมมั่นใจว่าการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่มีทางได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ใครจะคิดอย่างไร ลงมติอย่างไร ก็เป็นสิทธิของเขา แต่พรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรค พูดแทนสมาชิกทุกคนได้เลยว่าเราไม่แก้ไข และจะคัดค้าน ขัดขวางถึงที่สุด รวมทั้งจะไม่ร่วมมือร่วมทำงานกับพรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ทุกระดับ รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า หรืออีกกี่ครั้งก็ตาม” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าพรรคภูมิใจไทย จะไม่จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 นายอนุทินกล่าวว่าไม่มีทางอย่างแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะพรรคก้าวไกล แต่จะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคการเมืองที่มีนโยบาย มีแนวคิดแก้ไขมาตรา 112 รวมอยู่ด้วย เพราะมีอุดมการณ์ขัดแย้งกันจนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

ศาลรธน.สั่งยุบพรรคไทรักธรรม
เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 1/2565 กรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักธรรม หรือท.ธ. (ผู้ถูกร้อง) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 30 เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคล ผู้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง ตามมาตรา 92 วรรคสอง และห้ามมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่น หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมือง ขึ้นใหม่ ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามมาตรา 94 วรรคสอง

โดยศาลรัฐธรรมนูญ มีประเด็นต้องวินิจฉัย 3 ประเด็น ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 45 ประกอบ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 94 วรรคสอง คือ

1.มีเหตุสมควรยุบพรรคผู้ถูกร้องตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 30 หรือไม่

2.กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.พรรค การเมือง มาตรา 92 วรรคสอง หรือไม่ เพียงใด

3.กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ถูกยุบพรรค จะจดทะเบียนพรรคขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคใหม่อีกไม่ได้ ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ถูกยุบตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 94 หรือไม่

จูงใจชาวบ้านสมัครสมาชิก
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หัวหน้าพรรคไทรักธรรม (นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค) มอบหมายให้นายมนัส มีชาวนา จูงใจชาวบ้าน ต.ป่ามะข้าม อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร สมัครสมาชิกพรรค เชิญชวนให้กลุ่มทำดอกไม้จันทน์ สมัครสมาชิกพรรคโดยไม่ต้องเสียค่าเข้า และค่าบำรุงพรรค โดยเสนอว่าจะซื้อวัสดุอุปกรณ์ทำดอกไม้จันทน์ และรับซื้อคืนดอกละ 1 บาท กระทั่งพรรคไทรักธรรม มีสมาชิกพรรค ครบ 500 คน และเปิดสาขาพรรคได้ที่ จ.พิจิตร วิธีการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หัวหน้าพรรคไทรักธรรม มอบหมายนายมนัสดำเนินการ จึงฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีผลผูกพันกับพรรค

แม้การยุบพรรคไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา กระทบเจตนารมณ์กฎหมาย เพราะกฎหมายประสงค์ให้เสริมสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง รวมถึงกระทบต่อสมาชิกพรรคอีกจำนวนมาก ที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกันในการจัดตั้งพรรค แต่การหาสมาชิกพรรคด้วยวิธี ดังกล่าว ไม่อาจส่งผลให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข้ง และเป็นองค์กร ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ผลักดันแนวคิดของประชาชน ไปสู่การปฏิบัติได้

เพราะการสมัครสมาชิกพรรค เกิดจากการหลงเชื่อ จูงใจของพรรคผู้ถูกร้อง บุคคลที่เข้ามา เป็นสมาชิกพรรค ไม่ได้ศรัทธาพรรค ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของ ไม่ได้ใส่ใจมาดำเนิน กิจกรรม มีส่วนร่วม แต่สมัครเพราะมุ่งหวังเงิน จากการทำดอกไม้จันทน์ หรือประโยชน์อื่นใด ที่พรรคเสนอให้เท่านั้น ไม่ได้เป็นไปตามความมุ่งหมาย เจตนารมณ์เสรีภาพจัดตั้งพรรค ตามวิถีทางปกครองประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์และตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

ตัดสิทธิ‘พีระวิทย์-กก.บห.’ 10 ปี
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง สั่งให้ ยุบพรรคไทรักธรรม ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ประกอบมาตรา 30

เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างเดือน ก.ย.2561-ม.ค 2562 เป็นช่วงเวลามีการกระทำเป็นเหตุให้ยุบพรรค ตามมาตรา 92 วรรคสอง มีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง และห้ามผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว จดทะเบียนพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคอื่น หรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรค การเมืองขึ้นใหม่อีก ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ตาม 94 วรรคสอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทำให้นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.บัญชี รายชื่อ ในทันที ซึ่งพรรคไทรักธรรมเป็นหนึ่งในพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาลและมีส.ส.เพียง คนเดียว

สั่งปธ.กกต.แจงเพิ่มกม.เลือกตั้ง
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษากรณีประธานรัฐสภาส่งความเห็นของส.ว. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 132 ว่า ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. มาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 และมาตรา 10 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 มาตรา 83 มาตรา 86 มาตรา 90 มาตรา 91 และมาตรา 258 ก. ด้านการเมือง (2) หรือไม่ และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่

ศาลอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและมอบหมายให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนศึกษาค้นคว้ากฎหมายและข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่.. พ.ศ….. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาล

ส่วนกรณีที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของส.ส.และส.ว.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 132 ว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. มาตรา 25 และมาตรา 26 มีข้อความขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 หรือไม่ และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา อาศัยอำนาจตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้ประธานกกต. ชี้แจงเพิ่มเติมตามประเด็นที่ศาลกำหนดและยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ส่งคำวินิจฉัยฉบับเต็มคดี 8 ปีให้สลค.
ศาลรัฐธรรมนูญ ยังออกเอกสารชี้แจง กรณีสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกรณีการเผยแพร่ ความเห็นส่วนตนของตุลาการภายหลังจาก ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 14/2565 ลงวันที่ 30 ก.ย.2565 เรื่อง ประธานสภาผู้แทน ราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่นั้น

ทั้งนี้ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 75 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 41 กำหนด ให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่ วันที่มีคำวินิจฉัย สำหรับความเห็นส่วนตนของตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะให้เผยแพร่ ผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการศาล ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการส่งคำวินิจฉัยดังกล่าว ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สำหรับความเห็นส่วนตนของตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะได้ดำเนินการเผยแพร่ผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการศาล ตามกรอบระยะเวลาดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน