เพื่อไทย-ก้าวไกลรุมแซะ สูตรนายกฯตู่สู่ลุงป้อม ‘ปุ้ม’ค้านรวมสอท.-ทสท.

‘บิ๊กตู่’โพสต์ชวนคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีจัดประชุม เอเปคเดือนพ.ย.นี้ ‘ประวิตร’ ฟิตอีกลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ส.ส.พปชร.จี้พรรค เร่งโชว์ผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศ ปชป.เปิดตัว 4 ผู้สมัครส.ส.สมุทรสาคร ชาวบ้านกระหึ่มเชียร์ ‘อู๊ดด้า’ เป็นนายกฯ เพื่อไทยเย้ยพปชร.ขาดแคลนผู้นำ เสนอ ‘หมดที่ลุงตู่ สู่ลุงป้อม’ แซะยิ่งทำชาวบ้านสิ้นหวัง ‘เต้น’ขย่ม‘บิ๊กตู่’ เจอเด็กพปชร.ท้าทาย ดัน ‘หม่อมอุ๋ย’ คัมแบ๊กทีมเศรษฐกิจ ‘สุรนันทน์’ค้านควบรวมสอท.-ทสท. หวั่นหาเสียงสะดุด ชาติพัฒนากล้า คุยทีมเศรษฐกิจรวมตัวท็อป-ดีไม่แพ้ใคร

‘บิ๊กตู่’ปลื้มฝ่าวิกฤต-ฟื้นประเทศ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สถานการณ์โควิด ที่ผ่านมาเกือบ 3 ปี ทำให้รัฐบาลจำเป็น ต้องออกมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยเฉพาะการปิดประเทศส่งผลให้รายได้หลักจากการท่องเที่ยวลดลงไปอย่างมาก แต่ทำให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้เราเริ่มใช้นโยบาย เปิดประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจาก “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างดี จนขยายออกไปยังพื้นที่อื่นๆ และมาสู่ การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ส่งผลให้การขับเคลื่อน การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง

ตนมีความยินดีที่ได้รับรายงานว่าท่ามกลาง วิกฤตพลังงานของโลก นโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล ยังคงสามารถสร้างรายได้ การค้า การลงทุน ได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จาก 2 ด้าน หลัก คือ 1.การขยายตัวของการลงทุนจาก ต่างประเทศ 2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งโครงการของรัฐบาล ที่ช่วยส่งเสริม การท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าประเทศ คือมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทย ที่ดำเนินการ มาตั้งแต่ปี 2560 ตั้งแต่เริ่มโครงการ มีภาพยนตร์ ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว 43 เรื่อง เกิดรายได้หมุนเวียนในเศรษฐกิจประมาณ 8,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาตรการ ที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศและคุ้มค่า โดยเงินลงทุนสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดได้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำทั่วประเทศ และเป็นการสนับสนุน ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทย ต่อชาวโลกอีกด้วย

ชวนเป็นเจ้าบ้านที่ดีจัดเอเปค
ปัจจัยทั้งสองประการ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ของรัฐ และการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ และนโยบายช่วยเหลือประชาชน จากปัญหาค่าครองชีพ ทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2565 (ต.ค.2564-ส.ค.2565) ได้มากถึง 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าประมาณการถึง 117,898 ล้านบาท หรือ 5.5% และสูงกว่า ช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.8% ซึ่งผลการจัดเก็บ รายได้แสดงถึงสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ปรับตัว ดีขึ้น การกำหนดนโยบายที่สอดคล้อง สอดรับ กับสถานการณ์ รวมทั้งตัวเลขการบริโภคและการท่องเที่ยวของไทยที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว จากนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาล

“ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน องค์กรธุรกิจเอกชนทุกขนาด ที่ร่วมแรงร่วมใจกัน จนเราผ่านพ้นวิกฤตหลายครั้งมาได้ และเดินหน้าพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ในเดือนพ.ย.นี้ เรามีงานใหญ่และสำคัญอย่างยิ่ง คือการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค ที่จะสร้าง ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยอีกครั้ง ในการต้อนรับผู้นำประเทศชั้นนำ ทั่วโลกสู่สยามเมืองยิ้ม ผมเชื่อมั่นว่าเราจะดำเนิน ภารกิจนี้ได้สำเร็จลุล่วง ด้วยความร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกคนในการเป็นเจ้าบ้าน ที่น่าประทับใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

‘บิ๊กป้อม’ทัวร์ยะลา-ปัตตานี
เวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ลงพื้นที่ จ.ยะลาและปัตตานี เพื่อติดตามขับเคลื่อนงานพัฒนาและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) โดยมี พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ต้อนรับ

พล.อ.ประวิตรและคณะ เยี่ยมชมนิทรรศการ ท้องฟ้าจำลอง จากการจัดตั้ง หอเฉลิมพระเกียรติรายอกีตอ ตามพระราชดำริ กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ และติดตามการช่วยเหลือแรงงานไทยจากสถานการณ์โควิด-19 และการเตรียมการ จัดแรงงานไทยจาก จชต.ไปทำงานประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ศูนย์ราชการ จชต.

จากนั้น พล.อ.ประวิตรเป็นประธานพิธีเปิด “มหกรรมแรงงานไทยจาก จชต. สู่ตลาดแรงงานที่มีทักษะโลกมุสลิม” และพบปะแรงงานที่ประสงค์เดินทางไปต่างประเทศ ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาและความมั่นคงในพื้นที่ จชต. โดยรับทราบการเปิดสถาบันภาษานานาชาติ เน้นการเรียนรู้ ทั้งภาษาไทย มลายู อาหรับ ตุรเคีย มลายู จีนและอังกฤษ พร้อมเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนภาษา 4 ภาษา

เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตปชช.
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขอขอบคุณ ศอ.บต.และกระทรวงแรงงานที่ร่วมแก้ปัญหาการว่างงานของประชาชนในพื้นที่ ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 ได้กว่า 14,500 ราย และขับเคลื่อนความร่วมมือแรงงาน ไทย-ซาอุดี อาระเบีย และประเทศมาเลเซีย ได้กว่า 30,000 ตำแหน่งงาน โดยสั่งการ ศอ.บต.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเรียนรู้และการพัฒนาตามช่วงวัยของเด็กเล็ก ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ไม่มีงานทำและขาดรายได้

ขอให้เน้นความทั่วถึง ทั้งการส่งเสริมอาชีพ และจัดหางาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้สามารถดำรงชีพและช่วยเหลือครอบครัว ได้อย่างมั่นคง โดยให้ประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรม พัฒนางานระดับหมู่บ้านชุมชนที่เปิดให้เอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุน และให้เร่งพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจนราธิวาสและเมืองต้นแบบให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น โดยต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตประชาชน เช่น อุตสาหกรรมฮาลาล และ BCG และให้มีการเชื่อมต่อกับต่างประเทศ ภายใต้ศักยภาพทุนมนุษย์และทรัพยากรในพื้นที่ที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ในลักษณะมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน

ส.ส.พปชร.จี้โชว์ผู้สมัคร-คุยใต้ปึ้ก
นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมส.ส.ของพรรคในวันที่ 27 ต.ค. ว่า เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ประกอบกับขณะนี้ใกล้เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว และเท่าที่ทราบวันดังกล่าวพรรคจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หลายเขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ด้วย แต่อยากเสนอให้เร่งเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ที่พรรควางตัวไว้ทั่วประเทศโดยเร็ว ประชาชนจะได้รับทราบว่าพรรคมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเปิดนโยบายเด่นๆ ว่าที่ผ่านมาพรรคมีผลงานอะไรออกมาบ้าง ควรทำให้เป็นรูปธรรม

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตรียมเปิดตัวผู้สมัครส.ส.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 12 พ.ย. และแสดงความมั่นใจว่า จะได้ส.ส.ยกจังหวัดนั้น มองว่าเป็นการเพ้อฝัน เหมือนคนฝันกลางวัน และยิ่งระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกับยางพารา มีขึ้นมีลงเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่พรรคอื่นเป็นบอนสี ดังชั่วคราวเท่านั้น มองว่าเป็นการพูดที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรดูถูกพรรคอื่นเช่นนี้ เป็นการพูดที่ประชดประชันจนเกินไป ส่วนตัวมีความมั่นใจว่าคะแนนของพรรคพลังประชารัฐ ในภาคใต้เสียงยังดี ความนิยมไม่ลดลงเลย เนื่องจากมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ จังหวัดที่มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐอยู่แล้ว คือ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส มั่นใจว่าไม่มีส.ส.สอบตก มีแต่จะได้เก้าอี้เพิ่มกว่าเดิม โดย 20 เก้าอี้ เป็นเป้าหมายที่พอใจแล้ว เพราะเราไม่กล้าพูดว่าจะกวาดภาคใต้เด็ดขาด เนื่องจากต้องให้เกียรติส.ส.พรรคการเมืองอื่นด้วย

‘อู๊ดด้า’มั่นใจปักธงสมุทรสาคร
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ จ.สมุทรสาคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคกลาง ร่วมเปิดตัว ผู้สมัครส.ส.สมุทรสาคร ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายชวพล วัฒนพรมงคล นักการเมืองรุ่นใหม่ เป็นรองนายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร รองประธานหอการค้าจ.สมุทรสาคร เขต 2 นายภูดิส แก้วตระกูลโชติ วิศวกรหนุ่ม อดีตรองนายก อบต.ท่าทราย เขต 3 นายธนวัฒน์ ทองโต (ส.จ.ช้าง) ทนายความ และ เขต 4 นายนิติรัฐ สุนทรวร อดีตส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์

นายจุรินทร์กล่าวว่า เศรษฐกิจของสมุทรสาคร จะต้องเดินหน้าด้วยเศรษฐกิจ 3 ขา คือ ขาที่ 1 อุตสาหกรรม เพราะเป็นตัวจักรขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจของสมุทรสาคร ขาที่ 2 เกษตรกรรม มีความสำคัญกับชาวสมุทรสาครโดยเฉพาะบ้านแพ้วซึ่งปลูกมะพร้าว ลำไย กล้วยไม้ มะนาว และมีพืชผลการเกษตรอื่นๆ ที่เราจะทิ้งฐานการเกษตรไม่ได้เพราะยังทำเงิน ให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด และขาที่ 3 คือ การเดินหน้าด้วยการประมง ซึ่งภายใต้หลักคิดของประชาธิปัตย์คือการฟื้นประมงกลับคืนมาให้เจริญเติบโตก้าวหน้าไปด้วยกันได้ทั้งประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์

โดยรูปธรรมที่เกิดขึ้นในอนาคต คือ การแก้ไขพ.ร.ก.ประมง ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเคร่งครัดจนทำให้ธุรกิจประมง เดินหน้าต่อไปไม่ได้ แม้เราจะยอมรับกติกา ไอยูยู แต่ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมกับประเทศไทย และไม่มีผลบั่นทอนกิจการการประมงของประเทศด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีจุดสมดุลของมันอยู่ ดังนั้น ในการเลือกตั้งเที่ยวหน้ามั่นใจว่าเรามีโอกาสที่จะปักธงได้อีกครั้ง ที่จ.สมุทรสาคร เพราะชาวบ้านกับเรามีความสัมพันธ์กันมานาน นายอเนก ทับสุวรรณ ก็ยังอยู่กับพรรค และสมาชิกของเราก็สนับสนุน อยู่ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ๆ ที่เดินเข้ามาเป็นสมาชิก ก็มีจำนวนมากที่เข้ามาช่วยกัน

จากนั้นมีเสียงจากชาวบ้านที่เข้าร่วมการเปิดตัวผู้สมัครได้ตะโกนให้กำลังใจนายจุรินทร์ หัวหน้าพรรค และผู้สมัครของพรรคว่า “ประชาธิปัตย์จงเจริญ ขอให้ท่านได้เป็น นายกฯ เพื่อมาฟื้นประมงสมุทรสาคร” ท่ามกลาง เสียงปรบมืออย่างกึกก้อง

เปิดตัว – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวผู้สมัครส.ส.สมุทรสาคร ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายชวพล วัฒนพรมงคล เขต 2 นายภูดิส แก้วตระกูลโชติ เขต 3 นายธนวัฒน์ ทองโต เขต 4 นายนิติรัฐ สุนทรวร มั่นใจสามารถปักธงได้ ที่จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

ชูจุดยืน‘ประชาธิปไตยท้องอิ่ม’
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์มีความรู้จักมักคุ้นกับคนในพื้นที่มาเป็นเวลานาน จึงได้เตรียมการเรื่องพื้นที่โดยเฉพาะการปรับตัวให้เข้ากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะการเลือกตั้งเที่ยวหน้าจะไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่เป็นการเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว นำคะแนนพรรคกับคะแนนคนมามัดรวมกันเป็นข้าวต้มมัด แต่การเลือกตั้งเที่ยวหน้า จะแยกเป็นบัตร 2 ใบ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่แก้ไขเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

พรรคยังได้เตรียมนโยบายไว้ชัดเจนแล้ว โดยภาพรวมจะมุ่งหน้าทำงานทั้งด้านการเมืองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน ไม่แยกเฉพาะการเมืองทิ้งเศรษฐกิจ หรือทำแต่เศรษฐกิจทิ้งการเมือง เพราะเศรษฐกิจ กับการเมืองจะต้องเดินไปด้วยกัน ฉะนั้น นโยบายทางการเมืองของประชาธิปัตย์จึงมีจุดยืนยึดมั่นในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนั้น ประชาธิปไตยที่ประชาธิปัตย์ต้องการเห็นจะต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ประชาธิปไตยท้องอิ่ม” เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากทางเศรษฐกิจได้ภายใต้กลไกการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนล้มเจ้านั้นประชาธิปัตย์ไม่เอา

เชื่อมโยงคนทุกรุ่น-ไม่แบ่งข้าง
ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดขายใหม่ของพรรค ที่เน้นการแก้ไขเศรษฐกิจคู่กับการเมือง นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นจุดขายที่เราได้ประกาศ มาก่อนหน้านี้แล้วว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจกับการเมืองต้องแก้ควบคู่กันไป ต้องเป็นประชาธิปไตยท้องอิ่ม นี่เป็นสิ่งที่ตนมั่นใจว่าประชาชนและประเทศไทยยามนี้ต้องการ และต้องการเห็นความชัดเจนในรายละเอียดของนโยบายที่จะตามมาว่า ประชาธิปไตย ท้องอิ่มประกอบด้วยอะไรบ้างที่จะทำให้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และทำให้คนไทยทั้งประเทศท้องอิ่มขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น นี่คือจุดยืนที่เราประกาศชัดเจน และจุดยืนที่ประชาธิปัตย์เราแสดงออกด้วยการพูดมาก่อนหน้านี้คือ เรายึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญคือ ไม่เอาล้มเจ้า ไม่เอายาเสพติด ซึ่งเป็นจุดที่คิดว่ามีความสำคัญ และสังคมต้องการเห็นการเดินหน้าที่มีความชัดเจน ในสิ่งเหล่านี้

เมื่อถามว่าการประกาศจุดยืนลักษณะนี้ จะเป็นการแบ่งข้างประชาชนหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ไม่ได้แบ่งข้าง แต่เป็นการแสดงจุดยืนในทางการเมืองที่พรรคการเมืองต้องมีความชัดเจนในเรื่องจุดยืนทางการเมือง สิ่งที่เราทำทุกวันนี้คือการเชื่อมโยงคนทุกรุ่น ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคการเมืองของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเท่านั้น แต่จุดแข็งประชาธิปัตย์คือการเป็นพรรค การเมืองของคนทุกรุ่น แม้แต่วันนี้ที่สมุทรสาคร ก็มีทั้งรุ่นอาวุโส มีทั้งคนที่มั่นคงแน่นเหนียวอยู่กับพรรคมาตั้งแต่อดีต มีคนรุ่นกลางที่เป็นนักธุรกิจ ทำการค้า การเกษตร และมีเด็ก รุ่นใหม่ๆ หลายคน การเชื่อมโยงนี้เป็นสิ่งที่เราทำอยู่ในดีเอ็นเอของความเป็นเราอยู่แล้ว เพราะนี่คือจุดแข็งของประชาธิปัตย์

พท.เย้ย‘หมดที่ลุงตู่ สู่ลุงป้อม’
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรี ธรรมราช กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคพลังประชารัฐ ประกาศว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ส.ส. 150 ที่นั่ง ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะต้องออกมาพูดเพื่อปกปิดจุดอ่อนและสร้างจุดแข็ง เป็นการสร้างจิตวิทยามวลชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในพรรคของตัวเอง แต่สำคัญว่าการพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคตัวเองต้องอยู่บนพื้นฐานที่คนฟังแล้วเชื่อถือได้ และมีข้อเท็จจริงรองรับ ตนไม่อยาก ไปวิจารณ์ในแง่ลบหรือซ้ำเติม แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏทั้งการเลือกตั้งซ่อมทุกครั้งที่ผ่านมา การสำรวจความนิยม และปรากฏการณ์ เลือดไหล ตลอดจนปฏิกิริยาจากประชาชนและสังคม เป็นตัวชี้วัดได้ว่า พรรคใดอยู่ในสถานการณ์ใด และเป็นการวาดหวังเกินความเป็นจริงหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายรงค์ระบุว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สามารถเป็นนายกฯ ได้อีกประมาณ 2 ปี ไม่เป็นปัญหาในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกฯ ต่อได้ หรือ “หมดที่ลุงตู่ สู่ลุงป้อม” นายสุทินกล่าวว่า ถ้าพรรคพลังประชารัฐยังมีผู้นำที่สมบูรณ์มีตัวเลือกที่เพียงพอและไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนผู้นำ ก็จะเสนอแคนดิเดต นายกฯ ที่อยู่ตามจำนวนวาระ 4 ปี ยังไม่เคยเห็น ว่ามีพรรคใดในประเทศไหนเสนอแคนดิเดต นายกฯ ที่อยู่ในวาระได้ไม่เต็ม แต่หากพรรคพลังประชารัฐขาดแคลนจริงก็สามารถเสนอได้ อาจจะเป็นรูปแบบใหม่ครั้งแรก ส่วนประชาชน จะยอมรับหรือไม่ก็อยู่ที่ประชาชนคิดว่า จะเอาการบริหารงานที่ต่อเนื่อง หรือไม่ต่อเนื่อง

แซะพปชร.ทำสิ้นหวัง-แต่ช่วยพท.
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่พรรคพลังประชารัฐ ชูกลไกต่อเนื่อง ‘หมดที่ลุงตู่ สู่ลุงป้อม’ นั้น ประชาชนคงไม่สามารถฝากผีฝากไข้กับพรรคแกนหลักรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐได้ เพราะขนาดแกนนำและสมาชิกพรรคยังไม่รู้อนาคตของตนเอง บางคนวิตกกังวลหนัก ถึงขั้นพูดถึงภาวะล่มสลายของพรรคทหารเฉพาะกิจที่จะมาเร็วกว่าที่คาด

พล.อ.ประยุทธ์สามารถเป็นนายกฯ ได้ถึงปี 2568 แต่จะได้เป็นหรือไม่ ต้องให้ประชาชน ทั้งประเทศ 66 ล้านคนเป็นคนวินิจฉัย รู้ว่า ลูกพรรคพลังประชารัฐอยากช่วยกันออกมาพูด แต่การพูดแบบไม่มียุทธศาสตร์ ยิ่งพูดยิ่งสับสน ความเชื่อมั่นไม่เหลือ การอธิบาย ‘หมดที่ลุงตู่ สู่ลุงป้อม’ ไม่ได้ทำให้เกิดความหวังอะไร ในทาง ตรงกันข้ามฟังแล้วกลับรู้สึกสิ้นหวังวังเวง

ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปกติพรรคใดจะเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ หากเสนอคนที่อยู่ได้ ไม่ครบวาระก็เป็นเรื่องของพรรคนั้นๆ แต่ถ้าจะเสนอจริงตามนั้น ตนมองว่าจะทำให้กระทบ ต่อความเชื่อมั่นประชาชน เพราะไม่มีประโยชน์ อะไรที่พรรคการเมืองใดจะทำอย่างนั้น พรรคพลังประชารัฐหมดคนแล้วหรือ มีแค่พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นหรืออย่างไร

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐ คงต้องไคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ ถ้าบอกจะให้พล.อ.ประวิตรมาเป็นต่อจากพล.อ.ประยุทธ์ ทำไมไม่เสนอให้เป็นนายกฯ ตั้งแต่แรก แต่ถึงอย่างไรหากเขาจะเอาแบบนั้นจริง เราก็ยินดีเพราะถือว่าเป็นการช่วยพรรคเพื่อไทย ทางอ้อม เพราะคนจะไม่เชื่อถือการเปลี่ยน นายกฯกลางสมัยเช่นนี้ เหมือนสุภาษิตไทย ที่ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกกัน” นายสมคิดกล่าว

แสงสว่าง – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และทีมงาน Bangkok Creative City ของพรรค เที่ยวชมงานและร่วมฉลองเทศกาลดิวาลี เทศกาล แห่งแสงสว่าง 2565 ที่ย่านพาหุรัด กทม. เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

เชื่อต้องแลกกับจำนวนส.ส.
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เข้าใจว่าพรรคพลังประชารัฐอยู่ในสภาพจำยอมและรู้ดีว่าคะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ตกต่ำมากที่สุด จนอาจเป็น ที่เกลียดชังของคนจำนวนมาก แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีความสำคัญ เพราะยังมีเครือข่ายที่สร้างไว้ตั้งแต่เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้ง 250 ส.ว. ยังคงฟังพล.อ.ประยุทธ์ มากกว่าพล.อ.ประวิตร ซึ่งส.ว. 250 คนถือเป็น คะแนนที่มากกว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลรวมกัน ดังนั้นการที่บอกว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นก่อนแล้วพล.อ.ประวิตรเป็นทีหลังนั้น ก็เป็นไปตาม สภาพความเป็นจริงที่พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้า พรรค ส.ส.ของพรรครู้ว่าพล.อ.ประวิตรจะเล่น การเมืองแอ๊กทีฟนานๆ ไม่ได้ จึงเป็นสภาพจำยอม

“ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ร่วมจริง พรรคพลังประชารัฐจะได้เปรียบเพราะยังมี 250 ส.ว. ซึ่งจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นเกรงใจ ขณะเดียวกันคะแนนนิยมที่พรรคพลังประชารัฐได้จะน้อยลงอย่างมาก ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐจึงต้องแลกระหว่างเสียงส.ว.หรือจำนวน ส.ส.” นายจาตุรนต์กล่าว

หากยังคงเป็น 3 ป. จะเป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนจะทำให้ถึงขั้นแลนด์สไลด์หรือไม่นั้น พรรคเพื่อไทยต้องทำงานอีกมาก ต้องพยายามสร้างความนิยมให้สูงมากขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทยไม่เช่นนั้น 3 ป. จะมีอำนาจต่อไป

ขย่มชงชื่อ‘อุ๋ย’ท้าทาย‘‘ตู่’
นายจาตุรนต์ กล่าวกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ เตรียมเชิญ หม่อมอุ๋ย-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เข้ามาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เคยออกมาจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตรร่วมเป็นแกนนำ การจะกลับเข้าไปร่วมงานกันอีก ถ้าดูจากสภาพภายนอกไม่ง่ายนัก ไม่รู้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธรคิดอย่างไร ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ แต่ไปอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะอยู่กับนายกฯ ที่ไม่มีวิสัยทัศน์และไม่ฟังใคร และไม่มีทางเปลี่ยนนิสัยดังกล่าวได้ ดังนั้นการกลับเข้าไปคงช่วยรัฐบาลไม่ได้ การที่พรรคพลังประชารัฐย้อนกลับไปที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร สะท้อนให้เห็นว่ามองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นใคร ความร่วมมือจากส่วนอื่นก็มีน้อยเต็มที

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัว เพื่อไทย โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ ทางการเมือง ว่า ตั้งแต่รอดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ภาวะผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ถูกท้าทายและทำลายอย่างต่อเนื่องโดยสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เริ่มด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า ไปต่อไม่ได้ ต้องให้พล.อ.ประวิตรเป็นนายกฯ แทนหลังการเลือกตั้ง ต่อด้วยเร่งรัดให้สมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแสดงความชัดเจนทางการเมือง ล่าสุดเปิดชื่อม.ร.ว.ปรีดิยาธร ว่าเหมาะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่นี้อยู่

หม่อมอุ๋ยเคยเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คนแรกยุคคสช. แล้วถูกปรับออกแบบจบไม่สวย หลังจากนั้นแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์หลายรอบ เปิดชื่อมาแบบนี้ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่แม่ไม้มวยไทยเรียกว่าบาทาลูบพักตร์ ลูบหน้านายกฯ โดยตรง พลังประชารัฐวันนี้เห็นจะมีแต่สายใต้ ที่ยังเชิดชูนายกฯ ส่วนสายเหนือ อีสาน กลาง กำลังมองทิศทางลม นี่คือราคาที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องจ่าย เมื่อต้องการดึงเวลาอยู่ในอำนาจต่อไป

ปรับครม.ก็เกลี่ยโควตาในพรรคยาก ไม่ปรับ ก็ไม่ได้เพราะประชาธิปัตย์จะเอา เอเปคก็ดูกระท่อนกระแท่น ไม่คึกคักเหมือนคราวก่อนที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพ ถ้าหวังเรื่องหลังเอเปคภาพลักษณ์รัฐบาลจะดีขึ้น ยังมองไม่ออกว่าจะดียังไง เทียบอาการแล้วพล.อ.ประวิตร ดูมั่นใจ ลีลาลื่นไหลกว่ามาก

ก.ก.ชี้‘รักพี่เสียดายน้อง’
ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า การขยับจังหวะก้าวของพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานความไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วจะเสนอใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยเฉพาะกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถกลับมาเป็นนายกฯ ได้ 4 ปีเต็ม อย่างไรก็ตาม มีความคลาดเคลื่อนเรื่องการดำรงตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า จะเหลืออีกแค่ 2 ปีนั้น ความจริงถ้านับจากปี 2566 จะมากกว่า 2 ปี เพราะต้องหักช่วงเวลาที่เป็นรักษาการนายกฯ เช่น อาจจะมีการยุบสภาหรือระหว่างยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ นายกฯ คนใหม่ ดังนั้นจะมีเวลา 2 ปี 5 เดือนหรือ 2 ปี 8 เดือน

รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดช่องว่าจะให้เลื่อนรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองที่ได้เป็นนายกฯ ขึ้นมาอัตโนมัติ ดังนั้นจึงต้องกลับไปสู่กระบวนการที่หากพล.อ.ประยุทธ์ ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปีก็ต้องสรรหานายกฯ คนใหม่ ซึ่งการสรรหานายกฯ คนใหม่ในครั้งหน้า จะต้องมาจากเสียงสภาผู้แทนราษฎรล้วนไม่มีเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาอีกแล้ว ดังนั้น นายกฯ คนต่อไป ที่จะขึ้นมาแทนพล.อ.ประยุทธ์จึงไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคพลังประชารัฐ แต่อาจจะมาจากแคนดิเดต นายกฯ จากพรรคการเมืองอื่น ที่สภาให้ความเห็นชอบ

‘ปุ้ม’หวั่นรวมพรรคฉุดงานสะดุด
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ประธานภาค กทม. รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความนิยมหลังเปิดตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคว่า ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ประชาชนให้การตอบรับนายสมคิดเป็นอย่างดี เข้าใจอย่างชัดเจนว่านายสมคิดมีความเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจ ในการพื้นที่กทม. ของพรรคก็ใช้ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจหาเสียงเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามถึงทิศทางการทำงานกับพรรค หลังโพสต์ว่า “Maybe it is time to move on.. มีนัยยะหรือต้องการสื่อสารประเด็นอะไรหรือไม่ นายสุรนันทน์กล่าวว่า ในตัวแทนภาค กทม. มีส่วนหนึ่งที่คิดว่าเราทำงานสามัคคีกันดี และลงพื้นที่กันเต็มที่แล้ว เมื่อประชาชนถามว่า จะไปรวมกับพรรคอื่นๆ หรือไม่ และรวมพรรค แล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบ และไม่เห็นด้วย

ส่วนตัวไม่ติดใจอะไรหาก กก.บห.คุยกันแล้วว่าการรวมพรรคเป็นประโยชน์ แต่ในส่วนของว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคสร้างอนาคตไทย แต่ละคนค่อนข้างเป็นห่วงว่า การรวมพรรคจะทำให้สิ่งที่หาเสียงไว้กับประชาชนสะดุดลง และจะถูกมองว่า รวมพรรคเพื่อคะแนนตัวเอง ทั้งที่ประชาชนอยากได้นายสมคิดเป็นนายกฯ และอยากได้นโยบายที่พรรคนำเสนอตามที่ประชาชนสะท้อนกลับมา เราเลยไม่อยากให้สะดุด หากรวมแล้วไปสะดุด แล้วเราต้องไปอธิบายกับประชาชนใหม่ว่า ไม่ได้มีแค่นายสมคิดคนเดียวแล้ว แต่มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และคนอื่นๆ เข้ามาอีก ก็เป็นเรื่องที่อธิบายยากเหมือนกัน

เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าการรวมพรรค จะทำให้การหาเสียงสะดุดลงใช่หรือไม่ นายสุรนันทน์กล่าวว่า ตนไม่ค่อยห่วงคุณหญิง สุดารัตน์ เพราะพรรคไทยสร้างไทยอ่อนแรงไปมากหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะคุณหญิงสุดารัตน์เป็นคน ที่ทำพื้นที่ กทม.มานาน และตนไม่ได้มีเรื่องอะไรกับคุณหญิงสุดารัตน์ ช่วงหลังคุณหญิงสุดารัตน์ไปเน้นพื้นที่อีสาน และในกทม. ยังไม่ได้ทำพื้นที่มาก หากสามารถ รวมกันได้ โดยคุณหญิงสุดารัตน์ดูแลอีสาน และตนดูกทม. ช่วยกันก็ไม่น่ามีปัญหา แต่หากมีพื้นที่ทับซ้อนมาก จะทำให้สะดุด เมื่อมีเวลาเตรียมตัว เลือกตั้งเพียง 3 เดือน จึงไม่มีเวลาปรับโครงสร้าง จะทำให้งานสะดุด

หนังสือดี – คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ และนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ สองอดีตรมว.วัฒนธรรม เยี่ยมชมบูธสำนักพิมพ์มติชน ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 (Book Expo Thailand 2022) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

ชพก.เปิดนโยบายปลายปีนี้
ที่พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) กรุงเทพฯ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค คณะผู้บริหารพรรค และทีมนโยบาย ประชุมเตรียมนโยบายพรรคที่จะสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อเตรียมความพร้อม สู่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

นายกรณ์กล่าวว่า หลังจากมีการปรับทัพพรรคชาติพัฒนากล้าเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว พรรคมีความตั้งใจช่วยบ้านเมือง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างโอกาส สร้างรายได้เพิ่มให้กับประเทศชาติและประชาชน จึงนำแนวความคิด ทางนโยบายของทั้งสองพรรคเดิม ที่เคยมีการขับเคลื่อนนโยบายไว้ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนของพรรคต่อไป โดยไม่เกินปลายปีนี้จะเริ่มเปิดแนวความคิดของชาติพัฒนากล้า ให้ประชาชนได้รับรู้

พรรคชาติพัฒนากล้า เป็นการผสมผสานระหว่างรุ่นใหญ่กับรุ่นใหม่ มีทั้งมิติประสบการณ์ ทักษะทางการเมือง และความรู้ทางเศรษฐกิจ แม้ไม่ใช่พรรคใหญ่ที่สุด แต่มั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจ เป็นทีมผสมผสานที่ดีไม่แพ้ใคร ตั้งแต่ความรู้ของรุ่นใหม่ มีความเข้าใจ ในเทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ไปจนการคลัง รุ่นใหญ่ในทีมมีทั้งอดีตรองนายกฯ ที่ดูแลเศรษฐกิจ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เกือบครบทุกกระทรวง รวมถึงนักวิชาการ ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ มารวมตัวกันที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของพรรค เพื่อช่วยเหลือประชาชน

โปรดเกล้าฯ‘บัณฑิตย์’เป็นองคมนตรี
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี มีรายละเอียดดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีตามประกาศ ลงวันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2565 แล้วนั้น

บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พล.อ.บัณฑิตย์ มลายอริศูนย์ เป็น องคมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน