‘กัญชา’กับ‘สุราก้าวหน้า’ อนุทินว้าก-เจาะยางภท. ป้อม-โทนี่โบ้ยคดีตากใบ

‘บิ๊กตู่’เมินไม่ตอบสื่อ บี้ถามปมนายกฯ คนละครึ่ง-สมัครสมาชิก พปชร. บอก ‘เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น’ ‘อนุทินโวยเกมการเมือง ตั้งธงยื้อ ร่างพ.ร.บ. กัญชา เจาะยางภูมิใจไทยช่วงใกล้เลือกตั้ง ปธ.วิป-รองโฆษกรัฐบาลป้องครม.ไม่เกี่ยว กระแสคว่ำ 2 ร่างพ.ร.บ.กัญชา-สุราก้าวหน้า ชี้นายกฯ ไม่แทรกแซง อัยการยื่นฟ้อง ‘ชวน’ คดีหมิ่น ‘ทักษิณ’ ก่อนหมดอายุความ 3 วัน ‘ชวน’ เผยขอให้อัยการสั่งฟ้องเอง ‘โทนี่’ ขอโทษชาวมุสลิม เหตุการณ์ตากใบปี 47 ย้อนถาม ‘บิ๊กป้อม’ สมัยนั้นเป็นผบ.ทบ. จะชดเชยผู้สูญเสียยังไง ‘ประวิตร’ โบ้ยกลับไปถาม อดีตนายกฯ

‘บิ๊กตู่’ยังอุบท่าทีการเมือง
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2565 หลังประชุมผู้สื่อข่าวถามว่าจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือไม่ และคิดอย่างไรกับแนวคิดนายกฯ คนละครึ่งเทอมในสมัยหน้ากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “การเมืองผมไม่พูด” พร้อมเดินขึ้นไปนั่งในรถ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะมีความชัดเจนได้เมื่อไหร่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น” และโบกมือส่งสัญญาณให้คนขับรถเคลื่อนรถออก

ต่อข้อถามว่าคิดว่ามีความจำเป็นต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่าแสดงว่าจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์หันมากล่าวว่า “ไม่รู้” ก่อนที่ขบวนรถจะเคลื่อนออกไปยังตึกไทยคู่ฟ้า

เวลา 16.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 10/2565 พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงไม่ให้สัมภาษณ์ เพียงโบกมือทักทายสื่อมวลชน พร้อมกล่าวว่า “จะไปเซ็นต์งานต่อ” แล้ว เดินทางออกจากกระทรวงกลาโหม

‘หนู’ซัดตั้งธงยื้อร่างพ.ร.บ.กัญชา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่…) พ.ศ. …มีแนวโน้ม ไม่สามารถพิจารณาวาระ 2 ได้ทันในการเปิดประชุมสภาวันที่ 2 พ.ย.นี้ และอาจต้องเลื่อนไปพิจารณาสัปดาห์ที่ 3 ของการประชุมแทน ว่า ก่อนหน้านี้มีการเตะถ่วงทั้งที่เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ การออก พ.ร.บ.จะเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับการใช้กัญชาและกัญชง ทำให้เกิดความสะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มีปัญหาหรือมีอุปสรรค

เดิมมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้ามาหลายร่าง สุดท้ายร่างของพรรคภูมิใจไทยได้เป็นต้นเรื่อง โดยส.ส.เกินกึ่งหนึ่งค่อนข้างมากมีมติรับหลักการ เมื่อเข้าสู่กรรมาธิการ (กมธ.) เดิมมี 45 มาตรา พรรคต่างๆ ได้เพิ่มความเห็น กมธ.โหวตทีละมาตราจนขยายไปเป็น 90 กว่ามาตรา ดังนั้น การที่มาคว่ำกันกลางสภาก็กลืนน้ำลายตัวเองทั้งนั้น เพราะท่านมีส่วนผลักดันข้ามาจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งร่างที่ออกมาถึงวาระพิจารณา ไม่ใช่ร่างของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นร่างของผู้แทนราษฎร

หวังเจาะยางภท.-ใกล้เลือกตั้ง
“มันเกิดช่วงใกล้เลือกตั้งทำให้รู้ว่านโยบายกัญชาโดนใจประชาชน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ ทำได้จริง พูดแล้วทำ ทำแล้วสำเร็จ มันถูกใจประชาชน มันก็ เจาะยางกัน ถ้าผิดไปจากนี้ เขาต้องไม่รับหลักการตั้งแต่วาระแรก แต่นี่รับกันตั้งแต่วาระแรกที่ 378 เสียง มากกว่ารัฐมนตรีที่ถูกลงมติ ไม่ไว้วางใจอีก วิเคราะห์ไปแต่ละจุดจะเห็นว่า มันเป็นเกมการเมือง” นายอนุทินกล่าว

ในชั้นกมธ.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอว่าต้องมีเรื่องนันทนาการ เพียงแต่ต้องควบคุมเรื่องเวลา พื้นที่ มีการขออนุญาต แต่ในกมธ.บอกว่าไม่ได้เพราะเพิ่งออกมาจากบัญชียา เสพติด ต้องขอให้ประชาชนมั่นใจก่อน แล้วก็สรุปว่ายังไม่สมควรดันเรื่องนันทนาการเข้าไป เราฟังและแก้ไขทั้งหมดตามที่เสนอกันมา

“สุดท้ายเมื่อสมบูรณ์ผ่าน กมธ.จากทุกพรรค ก็นำเรื่องเข้าสภาบรรจุเป็นวาระที่ 2 แต่นายสาทิตย์ (วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์) กลับมากังวล แล้วไม่ปรึกษากับนายกนก บทนำท่านก็ไม่อ่านแล้วมาบอกว่ากฎหมายหละหลวม นายสุทิน (คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย) มาบอกว่าที่ตอนนั้นรับหลักการ เพราะรับใน 45 มาตรา ไม่ได้รับใน 90 มาตรา สรุปว่า ตอนเป็น 45 มาตราของภูมิใจไทยก็รับ แต่พอทำให้ดีขึ้น มาจากทุกพรรคช่วยกันคิด ช่วยกันเขียนท่านไม่รับแบบนั้นหรือ มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เป็นการพยายามเอาสีข้างเข้าถู คนเหล่านั้น ไม่ได้ทำกฎหมาย แต่เหมือนกับว่ามีธงแล้ว ไม่ให้ผ่าน ก็พูดไปเรื่อย” นายอนุทินกล่าว

จี้รัฐบาลเอาให้ชัด-อย่าค้างคา
ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้หารือว่าจะเลื่อนร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ขึ้นมาพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาหรือไม่ แต่พรรคมีท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่ควรให้ร่างกฎหมายดังกล่าวค้างคา หรือถูกดึงเรื่องไว้ เนื่องจากไม่เกิดประโยชน์ อีกทั้งในภาวะที่สังคมเป็นห่วงต่อการควบคุมกัญชาในภาวะสุญญากาศ ดังนั้น สภาควรพิจารณาให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้คว่ำร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง รวมถึงร่างพ.ร.บ.สรรพสามิต (ฉบับที่…) พ.ศ. …หรือ ร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ในวาระ 3 นายกรวีร์กล่าวว่า วิปรัฐบาลต้องคุยกันให้ชัดว่าจะเอาอย่างไร ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ถือเป็นกฎหมายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลบรรจุให้เป็นนโยบายของรัฐบาล ขณะที่การพิจารณาวาระแรกนั้น สภาล้วนเห็นด้วย แต่เมื่อเข้าสู่วาระ 2-3 จะไม่สนับสนุนก็ต้องคุยกันให้ชัดเจน

เมื่อถามว่าหากกระแสรัฐบาลมาทางคว่ำร่างกฎหมาย จะมีปัญหากับการทำงานร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า “ผมถึงบอกว่าควรทำให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร เพื่อให้เราวางแนวทางที่จะทำต่อไปหลังจากนี้”

ประธานวิปรบ.ป้องครม.ไม่เกี่ยว
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 31 ต.ค. วิปรัฐบาลจะนัดประชุมเพื่อหารือถึงการประชุมสภาวันที่ 2-4 พ.ย. ส่วนกรณีที่มีประเด็นการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า และ ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ที่ครม.ส่งสัญญาณให้คว่ำในวาระ 3 นั้นใน หลักการการทำงาน ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ใช่ร่างกฎหมายของรัฐบาล

แม้ร่างพ.ร.บ.สรรพสามิต รัฐบาลจะเคยเสนอ แต่เมื่อพิจารณาในชั้นกมธ.แล้ว จึงถือว่าเป็นร่างของกมธ. ขณะที่ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ก็ไม่ใช่กฎหมายของรัฐบาล แต่เป็นกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอ จึงไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับครม. ในการทำงาน วิปรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลกฎหมายของรัฐบาล ส่วนการลงมติร่างกฎหมายฉบับใดนั้น เป็นหน้าที่ของสมาชิก และดุลพินิจของส.ส. แต่ในเนื้อหากฎหมายที่กมธ.ทำเสร็จแล้ว ตนยังไม่ได้ดูเนื้อหาและรายละเอียด

เมื่อถามว่าการประชุมวิปรัฐบาลในวันที่ 31 ต.ค. จะชี้ชัดถึงแนวทางการลงมติหรือไม่ นายนิโรธกล่าวว่า วิปรัฐบาลต้องหารือกัน แต่การลงมติจะเป็นอย่างไรนั้นต้องให้แต่ละพรรคการเมืองหารือเป็นข้อสรุปอีกครั้ง

ยันนายกฯไม่แทรกแซง
ขณะที่น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ อยู่เบื้องหลังสั่งการให้คว่ำร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้าที่จะพิจารณาในสภาวาระ 2-3 วันที่ 2 พ.ย.นี้ว่า ไม่เป็นความจริง พล.อ.ประยุทธ์ตระหนักดีถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ไม่เคยก้าวล่วงและแทรกแซงอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาเป็นอำนาจหน้าที่ ส.ส. ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนกฎหมายทุกฉบับ หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา แต่ไม่อาจก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ สั่งการให้ผ่านหรือไม่ผ่านร่างกฎหมายได้

“รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มากกว่าผลแพ้ชนะทางการเมือง ดังนั้น ผลการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ จะสั่งการหรือชี้นำควบคุมเสียงในสภาได้ กระแสข่าวที่ออกมาอาจเป็นการ ตีตนไปก่อนไข้ และมุ่งหวังจะสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม” น.ส.ทิพานัน กล่าว

เปิดตัว – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส. ศรีสะเกษของพรรค ประกอบด้วยนายประมวล ศรีแสง, นายเฮงธนกฤติ คำโสภา และนายไชยยงค์ รัตนวัน ที่จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

พท.เชื่อฝ่ายค้านไม่กลับมติหนุน
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) รองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า วิปฝ่ายค้านยังไม่ได้หารือเพื่อแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า เข้าใจว่าวันที่ 1 พ.ย. จะประชุมวิปฝ่ายค้าน อีกครั้ง ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เคยทดลองทำเรื่องนี้ เพียงแต่ไม่ได้ออกมาใน รูปแบบพ.ร.บ.สรรพสามิต ในรูปแบบสุราก้าวหน้า แต่ทำผ่าน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์หรือโอท็อป ตอนนั้นเพิ่งเริ่มต้น อาจยังไม่เข้าที่ ช่วงนั้นบริษัทสุรายักษ์ใหญ่มาลดแลกแจกแถมทำให้ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ แต่ในพ.ร.บ.สรรพสามิต ต่างกัน เพราะเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยประกอบการได้ ต้องเสียภาษีเหมือนกัน เรื่องนี้ควรเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อย ยืนได้ด้วยตัวเอง ให้เขาได้ไปต่อสู้ในตลาดกันเอง เรื่องสุราต่างจากกัญชา เชื่อว่าสุราควบคุมได้ง่ายกว่า

นายกฯ อย่าไปวิตก จะเกิดเหล้าต้มเกลื่อนเมือง แต่ควรเปิดกว้างให้ทุกคนอยู่ในระบบ จะได้บริหารจัดการสุรา เบียร์ท้องถิ่นได้ นานาชาติก็เปิดให้เกิดการแข่งขันกัน ฝ่ายค้านยังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้ทุกฝ่ายเห็นด้วยกันทั้งหมด รวมทั้งพรรคในรัฐบาลก็เห็นด้วยที่อยากเปิดให้ชุมชนได้ผลิตสุราหรือเบียร์ได้ แต่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง ส่วนตัวมองว่าฝ่ายค้านคงไม่กลับมติ เพราะเป็นเรื่องที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน เรื่องนี้รัฐบาลต้องระมัดระวัง โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้วคนก็มองรัฐบาลหนุนแต่ทุนใหญ่ ไม่ให้ทุนเล็กได้เกิด ดังนั้นควรให้แข่งขันในตลาดดีกว่า ใครทำอยู่รอดก็ไปต่อได้ ทำแล้วไม่รอดก็ไปไม่ได้อยู่ดี

อย่าบิดเบือน – นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการรณรงค์สื่อสารนโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวชี้แจงกรณีพรรคเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อใช้กฎหมายคุ้มครองสถาบัน แต่บางพรรคที่คัดค้านการแก้ไขได้บิดเบือนเหตุผลของพรรคก้าวไกล ที่อาคารอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

ก้าวไกลแจงแก้มมาตรา112
ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการรณรงค์สื่อสารนโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวกรณีหลายพรรคคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า เราเคารพสิทธิของทุกพรรคที่จะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง แต่ที่จำเป็นต้องชี้แจงเพราะเหตุผลที่หลายพรรคใช้แสดงถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรืออาจเป็นความจงใจที่จะบิดเบือน เพราะในเชิง ข้อเท็จจริง ข้อเสนอแก้ไข 112 ไม่ได้ทำให้ประเทศเราไม่มีกฎหมายคุ้มครองประมุข แต่เป็นข้อเสนอทำให้กฎหมายคุ้มครองประมุขในประเทศเราทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น

มาตรา 112 มี 3 ข้อสำคัญที่อาจเป็นปัญหาที่เราเสนอให้แก้ไขคือ 1.ลดความหนักของโทษ ปัจจุบันกำหนดโทษหมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ จำคุก 3-15 ปี ซึ่งหนักเท่ากับการฆ่าคนโดยไม่เจตนา และสูงกว่าโทษ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่นที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคจึงเสนอให้ลดโทษ เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท 2.กำหนดผู้ฟ้องให้ชัดเจน ปัจจุบันใครก็ร้องทุกข์กล่าวโทษคนอื่นได้ อาจส่งผลอันไม่พึงประสงค์ต่อสถาบัน

3.วางขอบเขตการบังคับใช้ มาตรา 112 ระบุแค่ความผิดจากการ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย แต่ในทางปฏิบัติเห็นถึงความคลุมเครือและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้มาตลอด จึงเสนอให้บัญญัติให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองกรณีการแสดงความเห็นโดยสุจริต หรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ การแสดงความเห็นโดยสุจริตเกี่ยวกับสถาบันพรรคเคารพสิทธิเห็นต่าง แต่หากพรรคนั้นคัดค้านด้วยการยกเหตุผลที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงที่พรรก้าวไกล นำเสนอ อยากให้มีความจริงใจและจริงจังมากขึ้น ในการร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงข้อเสนอในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์

อัยการยื่นฟ้อง‘ชวน’หมิ่น‘ทักษิณ’
ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 25 ต.ค. พนักงานอัยการนำตัว นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มายื่นฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2555 นายชวนได้ไปบรรยายในงานโรงเรียนการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้พูดถึงกระบวนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อครั้งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่เกิดความผิดพลาด

สำหรับคดีนี้พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกรส่งสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องเฉพาะในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเเละไม่ฟ้องในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้พนักงานอัยการวันที่ 20 ต.ค.2565 ซึ่งคดีจะหมดอายุความ 28 ต.ค.2565

‘ชวน’เผยขอให้ฟ้องร้องเอง
เวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีมอบหมายนายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา เป็นทนายความติดตามคดีนี้ว่า คดี ดังกล่าวจะหมดอายุความ 28 ต.ค.นี้ แต่คดียังอยู่ที่สถานีตำรวจ ยังไม่มีหมายเรียกมาถึงตน ถ้าตนต้องรอหมายคดีอาจขาดอายุความได้ และจะส่งผลให้ตำรวจและอัยการเสียหาย ส่วนตัวถือหลักว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน จึงได้ขอให้นายราเมศ ประสานตำรวจและอัยการ พร้อมขอให้อัยการดำเนินการฟ้องร้องเพื่อไม่ให้อายุความขาด

เมื่อตนถูกกล่าวหาก็มีหน้าที่สู้คดีไปตามกระบวนการ ทำให้ขณะนี้อัยการสั่งฟ้องเป็นที่เรียบร้อยและได้พิมพ์ลายนิ้วมือในฐานะ ผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ส่วนกรณีหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาที่ยังไปไม่ถึงตนนั้น เพิ่งได้รับรายงานเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาว่าหมายดังกล่าวเพิ่งไปถึงจ.ตรังแล้วเมื่อมีคดีเกิดขึ้นก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังยืนยันกรณีกรือเซะ-ตากใบ เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลขณะนั้นหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า เรื่องที่ฟ้องร้องเป็นเรื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาในสมัยนั้นที่มีการใช้คำพูดเรียกว่าโจรกระจอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยืนยันหลายครั้งว่าเป็นความผิดพลาดที่นำไปสู่ความสูญเสียครั้งสำคัญจนมาถึงทุกวันนี้ แต่ทั้งหมดเนื่องจากเมื่อเป็นคดีความแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคดี

พร้อมสู้คดี-ไม่ปล่อยหมดอายุ
ก่อนหน้านี้ นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา โพสต์เฟซบุ๊กว่า อย่าให้ “คดีขาดอายุความ” กับ “หลักการ” ที่มั่นคง กับคนชื่อ “ชวน หลีกภัย”

ผมได้รับโทรศัพท์จากท่านชวน ได้สอบถามเรื่องคดีนี้ สาระสำคัญหลักการที่ท่านได้ย้ำชัดคือ “ราเมศอย่าให้คดีขาดอายุความ องค์กรตำรวจ องค์กรอัยการจะเสียหายได้ จะต้องยึดหลักในการเคารพกฎหมาย ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” พร้อมสู้คดี

จึงเป็นที่มาในวันที่ 25 ต.ค.2565 ที่ท่านชวนให้ผมในฐานะทนายความประสานทุกฝ่ายเพื่อเข้าพบพนักงานอัยการส่งตัวฟ้องศาล พิมพ์ลายนิ้วมือ เดินทางไปพบพนักงานอัยการ และไปศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อให้พนักงานอัยการได้นำตัวไปฟ้องต่อศาล และประกันตัว

3 วันที่จะขาดอายุความ มีคนแนะนำว่าให้ดึงเวลาเพื่อให้ขาดอายุความคดีจะได้จบไป ท่านชวน ไม่เลือกเส้นทางดังกล่าว แต่ยังคงยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง เป็นตัวอย่างในการเคารพกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ในส่วนของเนื้อหาคดีขออนุญาตไม่กล่าวถึง งานนี้รับประกัน น่าติดตามชมไม่น้อยกว่าคดียุบพรรค และคดีทุจริตจำนำข้าว เพราะข้อเท็จจริงทั้งหมดในสมัยรัฐบาลทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่กรือเซะ เหตุการณ์ที่ตากใบ เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์จากการปราบปรามยาเสพติด จะ ถูกยกขึ้นมาชำแหละอีกรอบหนึ่งผ่านคดีนี้อย่างแน่นอน

‘โทนี่’ขอโทษเหตุการณ์ตากใบ
นายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม กล่าวผ่าน CareTalk x Care ClubHouse ครั้งที่ 45 เมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค.ถึงการครบรอบ 18 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากว่า ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับผู้สูญเสีย เมื่อ 18 ปีที่แล้วที่เกิดเหตุ เป็นช่วงรอมฎอนพอดี ตนกำลังตีกอล์ฟและได้รับรายงานว่ามีการไปล้อมโรงพักตำรวจอยู่นาน ผลสุดท้ายมี เจ้าหน้าที่ใช้น้ำฉีดมีผู้เสียชีวิต จากนั้นมีการสลายการชุมนุมและจับตัวผู้ชุมนุม

“ผมไม่รู้ว่าจับไปไหนไม่มีใครรายงานเลย มาทราบภายหลังว่ามีคนตาย และมีการลำเลียงผู้ต้องหาที่นำไปซ้อนกันจนขาดอากาศหายใจ ผมไม่รู้ว่าทำวิธีนี้ พอรู้ก็ยังต่อว่าเพราะผมยิ่งเกลียดคนโง่อยู่ด้วย จนถูกเกลียดชังจากชาวมุสลิมที่นั่น มาทราบทีหลังว่าพวกก็ทราบว่าเป็นการกระทำของทหารฝ่ายไม่เอาผม ผมไม่รู้ว่าใครสั่งการอะไร แม้ไม่ได้สั่งการแต่ตอนนั้น ผมเป็นนายกฯ ต้องขอโทษพี่น้องชาวมุสลิม ถือว่าเป็นการผิดพลาดอย่างแรงกับการลำเลียงผู้ต้องหาแบบนั้น” นายทักษิณกล่าว

โยนถาม‘บิ๊กป้อม’ชดเชยผู้สูญเสีย
เมื่อถามว่าแถลงการณ์ของกลุ่มบีอาร์เอ็นระบุถึงการล้างเผ่าพันธุ์ นายทักษิณกล่าวว่า เรื่องเผ่าพันธุ์ไม่มี เป็นความผิดพลาดการลำเลียงผู้ต้องหาไปค่ายทหาร นายกฯ ไม่สามารถ สั่งการได้ขนาดนั้น บีอาร์เอ็นที่มาแถลงเป็นการพูดเอาหล่อ พวกนี้ตนได้ไปพบมาแล้วบ้าง

ส่วนเรื่องการชดเชยผู้สูญเสียให้ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นเป็นผบ.ทบ.อยู่ จะชดเชยอะไรเพราะเป็นหน้าที่เขา ตอนนี้ตนไม่ได้เป็นอะไรแล้ว วันที่เสียหายมันอยู่ในมือของทหาร และคนที่มาพูดกับตนตอนเจอที่เยอรมันที่เป็นสันติบาลมาเลเซียนั้นเขารู้ว่ามีคนพร้อมจะล้มตน จนมีกปปส.ออกมา ยอมรับว่าเหตุการณ์ใต้เป็นเรื่องที่ต้องใช้การเมืองนำ ถ้ายังใช้ทหารอยู่คงไม่มีประโยชน์ นายทหารใหญ่ไม่เห็นไปนอนไปกินกับชาวบ้าน ตนต่างหากที่ไปนอนค่ายทหาร ตนไปหมด ไม่กลัว

ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงเหตุการณ์ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค. 2547 ซึ่งนายทักษิณ ระบุให้ถามข้อเท็จจริงกับพล.อ.ประวิตร ว่า ให้ไปถามนายทักษิณ เมื่อถามว่าในช่วงเวลาดังกล่าว พล.อ.ประวิตร เป็นผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตรไม่ตอบคำถาม และขึ้นรถเดินทางกลับทันที

‘บิ๊กตู่’สั่งตรวจเข้มคลังอาวุธ
วันที่ 26 ต.ค. พ.อ.จิตนาถ ปุณโณทก รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 10/2565 ที่มีพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า รมว.กลาโหมกำชับให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เข้มงวดกวดขันการรักษาความปลอดภัยคลังอาวุธและยุทโธปกรณ์ของหน่วย ตลอดจนเน้นย้ำและกําชับให้ผู้บังคับหน่วย รวมถึงเวรยามและกําลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ ต้องหมั่นตรวจสอบคลังที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการลักลอบนําอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งเครื่องกระสุนของหน่วยออกไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่มิชอบ หรือนําออกไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ฟ้องรองเลขาปปช.รวย658ล.
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช.ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ รวมมูลค่า 658,680,980.32 บาท ทรัพย์สินในชื่อนางธนิภา พวงจำปา คู่สมรส 1.ห้องชุดที่ถนน Kensington High Street ลอนดอน สหราชอาณาจักร มูลค่า 220,330,890.45 บาท 2.เงินฝากในบัญชีธนาคาร 194,587,589.87 บาท 3.เงินลงทุน 243,762,500.00 บาท

การไต่สวนเนื่องจาก ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีแสดงทรัพย์สินนายประหยัด กรณีเข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการป.ป.ช.แล้วมีเหตุอันควรสงสัยว่า ร่ำรวยผิดปกติ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน ในส่วนของการตรวจสอบบัญชีนายประหยัด กรณีเข้ารับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดว่า นายประหยัดจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง ซึ่งอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองแล้ว

ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิด นายอรรถพงษ์ แซ่แต้ นายกเทศมนตรีตำบลแม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินมาก/เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอ้างได้ตามกฎหมาย 18 รายการ เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เงินลงทุนร้านกาแฟ สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. บ้านเดี่ยวชั้นเดียวพร้อมที่ดิน เงินฝาก ที่ดิน โรงเรือนพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น รวมมูลค่า 23,843,992.45 บาท มีมติส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ สั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และส่งคำวินิจฉัยโดยสรุปไปยัง ผู้มีอำนาจสั่งให้พ้นตำแหน่งภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

นอกจากนี้ มีมติกรณี นายประจวบ ธรณี ครั้งดำรงตำแหน่งนายช่างโยธา ระดับชำนาญงาน ส่วนพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ สำนักทรัพยากรน้ำ ภาค 4 จ.ขอนแก่น ร่ำรวยผิดปกติ ไต่สวนพบนายประจวบ และนางเกษแก้ว ธรณี คู่สมรส มีพฤติการณ์เกี่ยวกับกระแสเงินไหลเวียนผิดปกติเกินกว่ารายได้แต่ละเดือนรวม 296 รายการ เป็นเงิน 254,973,876.14 บาท และยังซื้อที่ดิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 17 แปลง ซื้อยานพาหนะราคาสูงด้วยเงินสด

มีมติชี้มูลความผิด นายทรงศักดิ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผอ.ฝ่ายปฏิบัติการและซ่อมบำรุง สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินโดย ไม่มีมูลจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่า 3,297,516.50 บาท จะส่งอัยการสูงสุดยื่นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบ สั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อไล่ออกภายใน 60 วัน

มีมติชี้มูลความผิด นายสมหมาย จันทร์ฉาย นายกอบต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินมากผิดปกติ 49 รายการ และทรัพย์สินในชื่อภรรยาที่ไม่ได้ จดทะเบียนสมรส 9 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สิน 119,327,444.22 บาท

จ่อใช้กม.ป้องผิดซ้ำคดีเพศ-รุนแรง
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา สาระสำคัญเป็นการกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง อาทิ 1.กำหนดให้มีคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มีหน้าที่ เช่น กำหนดนโยบายและแผนการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิด ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะ และคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มีหน้าที่ เช่น กำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ เป็นต้น

2.มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด เช่น พนักงานอัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดในระหว่างรับโทษจำคุก เพื่อป้องกันไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ ด้วยมาตรการทางการแพทย์ หรือมาตรการอื่นๆ ที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกำหนดในกฎกระทรวง 3.มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาด ภายหลังพ้นโทษ หากมีเหตุให้เชื่อว่านักโทษเด็ดขาดจะกระทำความผิดซ้ำภายหลัง พ้นโทษ ศาลอาจมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษได้ เช่น ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด ห้ามเข้าเขตกำหนด ห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ห้ามก่อให้เกิดอันตรายต่อละแวกชุมชนที่ตนพักอาศัย ให้พักอาศัยในสถานที่ที่กำหนด เป็นต้น

4.มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ศาลอาจมีคำสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษแก่นักโทษเด็ดขาด หากศาลเห็นว่ามีเหตุเชื่อได้ว่าผู้นั้นจะไปกระทำความผิดซ้ำ และไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกันไม่ให้ไปกระทำความผิดได้ และ 5.การคุมขังฉุกเฉิน กรณีมีเหตุ เชื่อได้ว่าผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระทำความผิดและมีเหตุฉุกเฉิน หากไม่มีมาตรการอื่นที่อาจป้องกันไม่ให้ผู้ถูกเฝ้าระวังกระทำความผิดได้ เมื่อพนักงานอัยการร้องขอ ศาลอาจสั่งคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังได้ไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ทั้งนี้ ให้นำพ.ร.บ.นี้ไปใช้บังคับกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล รวมถึงกรณีที่จะมีการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาด ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามที่กำหนดอยู่ในวันก่อนวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน