พท.แถลงการณ์-ต้าน ชลน่านหนุนสุราก้าวหน้า ป้อมดัน‘สังคมประชารัฐ’ ชู1ใน3นโยบายหาเสียง
เพื่อไทยออกแถลงการณ์ ค้านต่างชาติครอบครองที่ดิน อัดประยุทธ์เหตุแก้วิกฤตเศรษฐกิจล้มเหลว ลั่นได้เป็นรัฐบาลรื้อทิ้งแน่ ‘เต้น’ออกโรงฉะด้วยชี้เฉือนแผ่นดินขาย เปิดช่องธุรกิจสีเทาอวตารมาซื้อกลุ่มแรก ‘ปารีณา’ ก็ค้านแนะนายกฯ ฟังเสียงประชาชน ‘ชลน่าน’จ่อยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป 15-16 พ.ย. คาดเริ่มถล่มกลางเดือนธ.ค. เชื่อยุบสภาก่อนปีใหม่ ย้ำไม่เห็นด้วยยื่นยุบพปชร. จี้เคลียร์ที่มารับเงินบริจาคนายทุนจีน 3 ล้าน ‘ไพบูลย์’ ยันรับเงินบริจาคถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อพรรคไม่โดนยุบ ‘บิ๊กป้อม’ ตีปี๊บ ‘สังคมประชารัฐ’ ชูตั้งกองทุนรวมเพื่อสังคม ‘อันวาร์’อัดปชป.บีบออก จ่อพูดคุยพปชร.สัปดาห์หน้า
บิ๊กป้อมตีปี๊บ‘สังคมประชารัฐ’
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงนโยบายของพรรค พปชร.ว่า พรรคจะขับเคลื่อน “สังคมประชารัฐ สงบสุข เข้มแข็ง แบ่งปัน” ซึ่งเป็น 1 ใน 3 พันธกิจหลัก เพราะเชื่อว่าแต่ละชุมชน มีศักยภาพที่จะพัฒนาประเทศไปพร้อมกันได้ นโยบายรัฐที่ตอบสนองและส่งเสริมความสามารถของชุมชน จะนำมาซึ่งสังคมคุณภาพ ที่สะท้อนความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ โดยโครงสร้างของสังคมประชารัฐ จะเป็นการกระจายอำนาจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย ไปพร้อมองค์ความรู้ และเงินลงทุนในการเริ่มต้นพัฒนาความเป็นอยู่ ตั้งแต่พื้นที่ทำกิน การสร้างอาชีพ รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมชุมชน
สำหรับการสร้างสังคมประชารัฐ มี เป้าหมาย 4 ด้าน 1.กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค สร้างเมืองน่าอยู่ใกล้บ้าน เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพด้วยแนวคิด “30 เมืองน่าอยู่” โดยประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการสร้างที่อยู่อาศัย พัฒนาย่านธุรกิจ ย่านนวัตกรรม 2.ชุมชนประชารัฐ ร่วมพัฒนาบ้านเกิด ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้ ทุกคนอยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิด โดยจะมีกองทุนพัฒนาชุมชนประชารัฐ จะมีแหล่งน้ำชุมชน โครงการป่าไม้มีค่า และสร้างวิสาหกิจชุมชน
3.เมืองอัจฉริยะสีเขียว เพื่อความสุขของ ทุกคน เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสําคัญ คนจะต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อม เราจะปรับเป็นเมืองอัจฉริยะสีเขียวเพื่อความสุขของทุกคน โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคน เพื่อให้คนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างมีความสุข และ 4.สังคมประชารัฐสีขาว สังคมจะสงบสุข เข้มแข็ง แบ่งปันได้ ต้องเป็นประชารัฐสีขาว ที่ “ปลอดภัย ปลอดโรค ปลอดยาเสพติด”
ชงตั้งกองทุนรวมพัฒนาชุมชน
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อน มุ่งเน้นกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะส่งเสริมให้ตั้งกองทุนรวมเพื่อสังคม ซึ่งจะเข้าไปพัฒนาศักยภาพให้ชุมชนและประชาชน โดยรัฐทำหน้าที่ออกมาตรการ หรือกลไก ส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งกองทุน เพื่อเข้าไประดมทุนจากนักลงทุนในตลาดทุน ทั้งในและต่างประเทศ มีการกำกับดูแล โดยคณะกรรมการที่คัดเลือกจากนักลงทุนด้วยกันเอง ทำหน้าที่พิจารณาเข้าไปลงทุนในธุรกิจเพื่อสังคม พร้อมกับตัวชี้วัดความสำเร็จของการเข้าไปช่วยเหลือ ควบคู่กับการส่งเสริม ให้เกิดการขับเคลื่อนด้วยผู้ประกอบการคน รุ่นใหม่ ที่สนใจในการทำโครงการแก้ไขปัญหาสังคมที่ยั่งยืน แนวทางเหล่านี้ ล้วนแล้วเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
“จากนี้สังคมไทยจะมีครบทั้งสวัสดิการ ที่ดี เศรษฐกิจที่ดี และพื้นที่ที่ดี ประชาชนมีอาชีพ และมีพื้นที่ทำกินที่รัฐจะเข้าไปส่งเสริม สามารถขยายสินค้าและบริการไปในวงกว้าง ทำให้ชุมชนดูแลตัวเองได้ เมื่อเจ็บป่วยก็เข้าถึงสถานบริการสุขภาพได้อย่างสะดวก เยาวชนมีการศึกษาที่ดี เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะกลับมาพัฒนาชุมชนต่อไป พรรคจะสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับ คนไทย เพื่อตอบสนองคนไทยทุกคน นับแต่วันแรกที่มีลมหายใจ จนถึงวันสุดท้ายของ ลมหายใจ ด้วยแนวคิด จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน” พล.อ.ประวิตรกล่าว
พปชร.แจงรับเงินบริจาคถูกกม.
นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ถึงนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ นายทุนจีนที่ได้รับสัญชาติไทย มีชื่อบริจาคเงินให้พรรค 3 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ว่า เบื้องต้น พรรคตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ทุกประการ ไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่ง ขั้นตอนการรับบริจาค กฎหมายพรรคการเมืองเขียนไว้อย่างเคร่งครัด เมื่อได้รับบริจาคมาแล้ว ต้องจัดทำรายงานพร้อมจัดส่งเอกสาร หลักฐานต่างๆ รวมทั้งสำเนาบัตรประชาชนของผู้บริจาค และรายงานให้กกต.รับทราบ
กรณีนี้ได้รับบริจาคมาเมื่อเดือนพ.ค.2564 ทั้งนี้ พรรคระวังเรื่องการกระทำต่างๆ โดยต้องเป็นไปตามกฎหมาย กรณีที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นห่วงการให้สัมภาษณ์หรือการแสดงความเห็นของบางคน อาจใส่ความหรือวิจารณ์จนทำให้พรรคเสียหายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะกรณีนี้พรรคไม่ได้ทำผิดแต่อย่างใด
มั่นใจพรรคไม่โดนยุบ
เมื่อถามว่ามั่นใจว่าไม่มีเหตุนำไปสู่การยุบพรรคใช่หรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า ไม่มีเหตุที่ผิดกฎหมายแน่นอน เมื่อไม่ผิด คงไม่ต้องพูดถึงยุบพรรค เพราะไม่มีอยู่แล้ว ในฐานะฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว หากกกต.จะขอข้อมูลหรือเรียกไปสอบสวน ก็พร้อม ซึ่งกรณีนี้เป็นการรับเงินบริจาค พรรคต้องส่งเอกสาร ข้อมูลและรายงานให้กกต. รับทราบอยู่แล้ว ซึ่งกกต.ได้วางหลักเกณฑ์การรับเงินบริจาคไว้อย่างเข้มงวดและเคร่งครัด อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อใดที่พรรคได้รับบริจาคต้องรายงานให้กกต.ทราบโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากกต.คงได้ตรวจสอบกระบวนการรับบริจาคเมื่อปี 2564 มาบ้างแล้ว พรรคมั่นใจอยู่แล้วว่าไม่มีปัญหา
อันวาร์ซัดปชป.-เตือนแต่ไม่ฟัง
นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ลาออกจากพรรค ปชป.ว่า จากที่อ่านข้อความที่นายไตรรงค์เขียนไว้นั้น แปลได้ว่าเป็นเพราะเห็นว่าอุดมการณ์ของพรรค ปชป.เปลี่ยนไป และนี่เป็นสาเหตุหรือเปล่า ที่สมาชิกที่มีชื่อเสียงและอดีตรัฐมนตรีหลายคนลาออกไปจากพรรคกว่า 30 คนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ ตนเตือนพรรคมาตลอดเวลา 4 ปี
นายอันวาร์ระบุว่า ตนตัดสินใจร่วมงาน กับพรรค ปชป. ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงบัดนี้ รวมทั้งสิ้น 17 ปีเต็ม และใกล้ถึงเวลาที่ต้องจากพรรคนี้ไปเช่นเดียวกับนายไตรรงค์ เพียงแต่ ต่างกันตรงที่ว่า นายไตรรงค์เลือกจะลาออกเพราะเตือนแล้วเตือนอีก ด้วยความหวังดีว่าพรรคควรจะแก้ไขสิ่งใดบ้างแต่ไม่มีใครฟัง แต่ตนไม่ได้ลาออก แต่กำลังถูกบีบให้ออก ด้วยการไม่ส่งลงสมัครส.ส. ในสมัยที่ 5 ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ เตือนแล้วเตือนอีกด้วยความหวังดี แต่ผู้บริหารพรรคไม่มีใครฟัง เช่นกัน
แย้มนัดคุย พปชร.สัปดาห์หน้า
“ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว เพราะนายไตรรงค์ได้อธิบายไว้ในหนังสือ ลาออกอย่างละเอียดแล้ว และผมได้ทำหน้าที่ตักเตือนพรรคให้กอบกู้สถานะพรรคที่ตกต่ำเป็นอย่างมากในประวัติศาสตร์ของประชาธิปัตย์ โดยเสนอเอกสารเป็นหลักฐานซึ่งพรรคได้ลงรับไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ผมได้รับจากพรรคคือผู้บริหาร 2-3 คนในพรรค ตัดสินใจไม่ส่งผมลงสมัครรับเลือกตั้ง”
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้ากรณีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ลงไปที่ จ.ปัตตานี และให้สัมภาษณ์ระบุอยากจะให้มาพูดคุยกันนั้น นายอันวาร์กล่าวว่า นายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิป รัฐบาล ได้โทรศัพท์ติดต่อมาแล้ว และตกลงกันว่าจะมาพูดคุยในสัปดาห์หน้า เนื่องจากสัปดาห์นี้ไม่ว่าง ติดภารกิจทอดกฐินใน จ.นครสวรรค์ ส่วนผลการเจรจาพูดคุยเป็นประการใดจะแถลงข่าวแจ้งให้ทราบต่อไป
ชลน่านย้ำไม่เห็นด้วยยื่นยุบพปชร.
ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กทม. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนักธุรกิจชาวจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับผับฉาวย่านยานนาวา โดยมีชื่อบริจาคเงินให้พรรคพปชร. 3 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ว่า พรรคยังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ แต่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคให้ความเห็นเรื่องนี้ไปแล้ว
เมื่อถามว่าพรรคมีข้อบังคับหรือมาตรการเข้มงวดในการรับเงินบริจาคเพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า หลักการ รับเงินบริจาคเขียนไว้ในพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค การเมือง ซึ่งต้องปฏิบัติตาม และผู้บริหารของพรรคนั้นต้องรู้และแสวงหาข้อมูลให้ได้ว่าผู้บริจาคและเงินบริจาคมีที่มา ที่ไปอย่างไร
เมื่อถามว่าจากข้อมูลที่ปรากฏคิดว่าพรรคพปชร.จะถูกยุบจากกรณีเงินบริจาคหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรื่องนี้นายชูศักดิ์เปิดเผยข้อมูลแล้วว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องให้ร้อง ซึ่งพรรค พท.ไม่เห็นชอบด้วยกับช่องทางร้องยุบพรรค ตามกฎหมายปัจจุบันที่มีถึง 13 ช่องทาง แบ่งเป็นตามรัฐธรรมนูญ 3 ช่องทาง และกฎหมายลูก 10 ช่องทาง พรรค พท.ประกาศชัดว่าเราไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคโดยไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ เราเคยเสนอแก้กฎหมายและแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการจะให้ยุบพรรค ขอให้มีเหตุเดียวคือ การล้มล้างการปกครองเท่านั้น
ไม่เอากัญชาเสรี-หนุนสุราก้าวหน้า
หัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่) พ.ศ… จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาว่า พรรคประกาศชัดเจนสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ แต่ไม่เห็นด้วยกับกัญชาเสรีเพื่อสันทนาการ แต่ในร่างกฎหมายนี้หละหลวมมาก ไม่มีมาตรการควบคุมคำว่า กัญชาเสรี อีกทั้งเปิดช่องให้ใช้กัญชาอย่างแพร่หลาย จึงเป็นจุดยืนของพรรคพยายามเสนอแก้ให้มากที่สุด ซึ่งในวาระ 2 สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ แต่ถ้าเสียงข้างมากยังดันทุรัง พรรคต้องมีมติไม่เห็นด้วย
นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ส่วนร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้าที่รัฐบาลส่งสัญญาณคว่ำนั้น ในร่างที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้วเปิดช่องให้ผลิตสุราชุมชน และเปิดให้ผู้ผลิตมาขึ้นทะเบียนเพื่อความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพรรคเห็นด้วยในหลักการกับร่างดังกล่าว เราพร้อมสนับสนุนเต็มที่และไม่เห็นด้วยที่จะคว่ำร่างนี้ เพราะต้องการเปิดโอกาสและ ช่องทางทำมาหากินของประชาชน
จ่อยื่นอภิปรายกลางเดือนพ.ย.
นพ.ชลน่านกล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เดิมจะยื่นตั้งแต่เปิดสภา แต่มีเหตุการณ์ด่วนมากกว่า คือญัตติด่วนเรื่องโศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภู และปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จึงต้องเลื่อนการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไปเป็นช่วงกลางเดือนพ.ย. คาดว่าวันที่ 15-16 พ.ย. และจะได้อภิปรายในช่วงกลางเดือนธ.ค. โดยเนื้อหาที่จะยื่นอภิปรายจะใช้กรอบนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อของรัฐบาลเป็นหลัก โดยจะเจาะลึกข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด บ่อนและ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล อย่างไรก็ตาม หากไม่ยื่นอภิปรายในช่วงนี้อาจไม่มีโอกาสอภิปราย เพราะอาจมีอุบัติเหตุทางการเมืองหลังประชุมเอเปค เช่น มีการยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 24 ธ.ค.ตามกระแสข่าว จึงใช้เงื่อนไขนี้มาประเมินช่วงเวลายื่นอภิปราย
เมื่อถามถึงความมั่นใจว่าจะยุบสภาในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะผู้มีอำนาจยุบสภาคือนายกฯ แต่มั่นใจ 90 เปอร์เซ็นต์ว่าน่าจะยุบสภาก่อนครบวาระ เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐบาลได้ประโยชน์มากที่สุด ต้องมีมาตรการทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เช่น ของขวัญปีใหม่จาก งบประมาณแผ่นดิน จัดโครงการแจกแถม เช่น การเร่งให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในตอนนี้ เมื่อโครงการเหล่านี้ดำเนินการแล้วจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในช่วงยุบสภา
ก้าวไกลเชื่อรัฐบาลแจกปุ๊บยุบปั๊บ
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. และโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า แนวโน้มของรัฐบาลนี้อยู่ในช่วงเอาตัวรอดโค้งสุดท้าย ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านยังเหลือการอภิปรายตามมาตรา 152 เพื่อนำปัญหามาสะท้อนให้กับประชาชน และการอภิปรายครั้งนี้เข้าใกล้การเลือกตั้งใหม่ การหยิบยกประเด็นต่างๆ เช่น เหตุกราดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู กลุ่มทุนจีนบริจาคเงิน 3 ล้านบาทให้พรรคพปชร. และการบริหารจัดการน้ำท่วมในหลายๆ จังหวัดที่ไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากรัฐบาลขาดเสถียรภาพ นี่คือความล้มเหลวของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
“หากจับสถานการณ์ได้จะพบว่าเขากำลังวางแผนไทม์ไลน์แจกเงินให้กับประชาชนในช่วงโค้งสุดท้าย และมีแผนยุบสภาในช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้ประชาชนเปลี่ยนความสนใจจากการเมืองมาเป็นกีฬา อีกอย่างหนึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ รัฐบาลกำลังปูทางแจกของขวัญปีใหม่ โดยเปิดรับลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ ถือเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าให้กับพรรคแกนนำรัฐบาล หรือพรรค พปชร. ไทม์ไลน์จะแจกปุ๊บยุบสภา ทำให้ประชาชนจดจำการแจกในครั้งนี้ได้และเลือกเขาเข้ามาอีก แต่ผมไม่เชื่อว่าประชาชนจะเป็นแบบนั้น” นายณัฐชากล่าว
พท.ค้านปล่อยต่างด้าวซื้อที่ดิน
พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับกฎกระทรวง เรื่อง การซื้อที่ดินของคนต่างด้าวที่รัฐบาลผลักดัน ระบุว่า พรรควิตกกังวลและไม่เห็นด้วยกับร่างกฎกระทรวงที่รัฐบาลจะออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อชีวิตของคนไทยอย่างกว้างขวาง แทนที่จะคำนึงถึงการช่วยเหลือคนไทยจำนวนมากที่ยังไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตัวเองทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตที่ลูกหลานจะต้องซื้อบ้านและที่ดินในราคาที่ ปรับตัวสูงขึ้นจากกลไกการตลาดเช่นนี้
พรรคเห็นว่า เนื้อหาของกฎกระทรวงปี 2545 ในเรื่องเดียวกันนั้น มีเนื้อหาที่เข้มงวดและกำหนดเงื่อนไขที่คนต่างด้าวซื้อที่ดิน ได้ยากกว่า โดยพรรค มีความเห็นดังนี้ 1.การออกกฎกระทรวงในปี 2545 มีบริบทที่แตกต่างกับปี 2565 เนื่องจากรัฐบาลในปี 2545 ภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทยนั้น เพิ่ง เข้ามา บริหารประเทศในปี 2544 หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และประเทศไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อตกลงที่มีกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ ต้องแก้ไขกฎหมายในบางเรื่อง และชำระหนี้ ไอเอ็มเอฟ แต่การจะออกกฎกระทรวงของรัฐบาลขณะนี้ เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลตนเอง ถือว่าเป็นหลักฐานชี้ชัดถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลนี้
ลั่นเป็นรัฐบาล-รื้อทิ้งแน่
2.พรรคไม่เห็นด้วยกับการลดเงื่อนไขให้คนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้นในร่างกฎกระทรวง ไม่ว่าจะลดเงื่อนไขระยะเวลาการลงทุนลงจาก 5 ปีเหลือ 3 ปี และการเพิ่มประเภทและทางเลือกในการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดการลงทุนในภาคธุรกิจที่แท้จริง สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนไทย แต่กลับเปิดโอกาสให้นักลงทุนในตลาดการเงินที่เข้ามาหาประโยชน์ระยะสั้นและถอนทุนออกไปได้โดยง่าย โดยไม่มีพันธะต่อประเทศไทย มีโอกาสได้สิทธินี้ 3.พรรคขอแถลงว่า ทุกคนมีหน้าที่รักษาทรัพยากรที่ดินไว้ให้ลูกหลานไทยในอนาคต แต่รัฐบาลล้มเหลวในการเข้าใจเจตนารมณ์สำคัญนี้ และดำเนินการในทางตรงข้าม
ถ้ารัฐบาลนี้เดินหน้าออกกฎกระทรวงที่มีเนื้อหาตามที่มีมติ ครม. พรรค พท.จะเดินหน้าคัดค้าน และถ้าพรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนไปเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง พรรคจะแก้ไขกฎกระทรวงเรื่องการซื้อที่ดินของคนต่างด้าวให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีเงื่อนไขที่เข้มงวด ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ใช้บังคับมา มีการถือครองที่ดินตามกฎกระทรวงดังกล่าวไม่กี่รายเท่านั้น ถือว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนั้นแล้ว
‘เต้น’จวกเปิดช่องธุรกิจสีเทา
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กว่า 8 ปีของรัฐบาล 3 ป. ประชาชนจำนวนมากอยู่ในสภาพ คับแค้น ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลอ้างว่ามาถูกทาง ทุกอย่างกำลังดีขึ้น แต่กลับมี มติครม.เปิดช่องให้ต่างชาติเอาเงินมาลงทุน 40 ล้านบาท แล้วซื้อที่ดินครอบครองได้ พิจารณาแล้วไม่มีประโยชน์อื่น นอกจากบริหารจนเจ๊ง ไม่มีปัญญาหาเงินเข้าประเทศ
หากอ้างว่ารัฐบาลไทยรักไทยเคยทำไว้เมื่อปี 45 ต้องพูดให้ชัดว่ากฎกระทรวงแบบเดิมทำไว้ในสถานการณ์ที่ประเทศเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ อยู่ภายใต้เงื่อนไขของเจ้าหนี้เป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุม ไม่เกิดความเสียหาย ใช้หนี้ได้ก่อนกำหนด แต่การแก้ไขหลักเกณฑ์แบบที่เป็นอยู่นี้เสียมากกว่าได้ การมาทำในช่วงปลายรัฐบาล ซึ่งเป็นไปได้ว่าหลังเลือกตั้งอาจไม่ได้เข้ามาบริหารต่อ เหมือนกับเอาชาติขายทอดตลาด แล้วทิ้งภาระไว้ไม่รับผิดชอบ
นายณัฐวุฒิระบุต่ออีกว่า เป็นไปได้ว่า คนกลุ่มแรกที่จะอวตารมาลงทุนแล้วซื้อที่ คือกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวก่ออาชญากรรม ทั้งพนันออนไลน์ ผับ บาร์ ยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ น่าสังเกตว่าบาน เป็นดอกเห็ดในยุคนี้ บางรายถึงขั้นเป็น ผู้มีอุปการคุณ บริจาคเงินสนับสนุนพรรค แกนนำรัฐบาล ไม่มีหลักประกันให้ประเทศชาติและประชาชน การส่งเสริมการลงทุนเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ทำเหมือนคน สิ้นคิด เฉือนแผ่นดินขาย
ปารีณาวอน‘ตู่’ฟังเสียงประชาชน
น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กรณีกฎกระทรวงเรื่อง การซื้อที่ดินของคนต่างชาติ โดยระบุว่า เมื่อประชาชนไม่ต้องการแลกเงินลงทุนจากต่างชาติกับผืนแผ่นดินไทย สละไม่เอาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ และสละได้แม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้ลูกหลานเรา อย่างที่บรรพบุรุษไทยเคยทำกันมา
“อนาคตถึงลูกหลาน จะสามารถอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย แต่มันคือการเช่า ที่มีนายกฯ กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นต่างชาติ จึงขอให้นายกฯ โปรดฟังเสียงประชาชน จากใจสลิ่มชื่อ ปารีณา ที่จะเป็น เอฟซี พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดชีวิต รักเธอประเทศไทย” น.ส.ปารีณาระบุ

สู่สุคติ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข พร้อมนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชน ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ที่เมรุวัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 29 ต.ค.
พระราชทานเพลิง‘ระนองรักษ์’
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ที่เมรุวัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีพิธีพระราชทานเพลิง ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร อดีต รมช.การคลัง และอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิง และมีนักการเมือง ข้าราชการ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธี อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายสรอรรถ กลิ่นประทุม แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผวจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เพื่อไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง บุตรชาย และญาติ ให้การต้อนรับผู้ที่มาร่วมพิธี
สำหรับร.ต.หญิงระนองรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2499 เป็นบุตรของนายเลิศ หงษ์ภักดี และนางตรูจิตต์ หงษ์ภักดี สมรสกับว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี มีบุตร 3 คน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ระดับปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกริก นอกจากนี้ได้เข้าศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในรุ่นที่ 11 และเป็นรุ่นเดียวกันกับนักการเมืองชื่อดังอีกหลายคน และเข้าสู่งานการเมืองในปี 2549 จนได้รับตำแหน่งรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อมาในปี 2555 ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.นครราชสีมา และดำรงตำแหน่งถึงปี 2563
ต่อมาร.ต.หญิงระนองรักษ์ประสบอุบัติเหตุล้ม ส่งผลให้ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง เข้ารับการรักษาอาการในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ย. 64 เรื่อยมา กระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 65 ได้เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 66 ปี