ตร.ล่ามานาน-ตัวแสบ ได้ค่าคอมฯอื้อซ่า4ล. กลับมาเสวยสุขที่ไทย ให้ออกพตต.ขายข้อมูล พณ.ก็สั่งสอบขรก.สาว
จนมุมแล้วคอลเซ็นเตอร์แอบอ้าง เป็นผกก. ลวงตุ๋นเงินหมอที่ชุมพรสูญ 100 ล้าน หนีตำรวจไทย-เขมรทลายตึกประตูดำปอยเปตหอบเงินกลับไทย เผยเป็นดาวรุ่งขบวนการลีลาลวงเหยื่อโดดเด่นกินค่าคอมมิสชั่นกว่า 4 ล้าน อ้างจำใจทำกลัวนายทุนตื้บ แฉยิบรายละเอียดขบวนการใครทำยอดดีมีเลี้ยงหมูกระทะ ตำรวจภาค 7 ให้ออกราชการแล้ว ‘พ.ต.ต.’ขายข้อมูล ยังปฏิเสธอ้างฉกข้อมูลให้เพื่อนสาวทำวิจัย ป.โท พณ.สั่งสอบขรก.ที่เข้าไปมีเอี่ยว ‘บิ๊กเด่น’ แบ่งงานคดีตุ๋นให้แต่ละหน่วยรับผิดชอบ ฮึ่มฟันตร.ละเลยผู้เสียหาย
จับดาวรุ่งแก๊งคอลฯ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ต.ค. ที่บก.สส.บช.น.พญาไท กรุงเทพฯ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. หัวหน้าชุดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 แถลงข่าวจับนายชลวิชา หรือเบียร์ ปานสมุทร อายุ 32 ปี ชาวจ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2298/2565 ลงวันที่ 28 ต.ค.2565 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตฯ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ และร่วมกันฟอกเงินฯ
ผู้ต้องหาถูกจับกุมบริเวณลานจอดรถร้านเค้กบ้านสวน (ขาเข้าสระบุรี) ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนคุมตัวไปตรวจอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด ประกอบด้วย สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม, แหวน กำไร และสร้อยโลหะคล้ายทองคำ น้ำหนัก รวม 8 บาท 3 สลึง, นาฬิกาข้อมือ 2 เรือน, เงินสด 2,619 บาท, ธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์ 1 ดอลลาร์, ธนบัตรสกุลเงินกัมพูชา 16,500 เรียล, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง รวมของกลางที่ตรวจยึด 16 รายการ
สืบเนื่องจากศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ 58 หมายจับ ต่อมาวันที่ 12 ก.ย พล.ต.อ.วรรณวีระ สม ผู้ช่วย ผบ.ตร./ผบช.กองบัญชาการรักษาความมั่นคงภายใน ตำรวจกัมพูชา และคณะ เข้าพบ ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ประเทศไทย ร่วมกันวางแนวทางหารือปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว และมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ที่หลอกลวงให้โอนเงินใน ขั้นตอนสุดท้าย หรือเรียกว่าสายสามทั้ง 2 คดีนี้ ได้เงินไปกว่า 150 ล้านบาท คือ นายชลวิชา ผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานสาย 3 ที่ปลอมเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผกก.สภ.เมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน จนนำมาสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว
ต่อมาตำรวจ PCT ร่วมกับตำรวจกัมพูชา ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประตูดำ เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่นายทุนชาวไต้หวันใช้ เส้นทางลับพาพนักงานคอลเซ็นเตอร์คนไทยหลบหนีออกไป โดยนายชลวิชาเป็นหนึ่งในคนที่หลบหนีไปได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าหลบหนีกลับเข้าประเทศไทยจึงสืบหาเบาะแสกระทั่งตามจับได้ในที่สุด
แฉยิบทุกขั้นตอน
สอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่า ข้ามไปประเทศกัมพูชาทางช่องทางธรรมชาติ ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันที่เมืองปอยเปต ตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ก่อนถูกย้ายไปทำงานเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตึกประตูดำเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนวิธีการหลอกปลอมเป็นตำรวจจะมีทีมงานนำสคริปต์สนทนาการเจรจาพูดคุยที่แปลเป็นภาษาไทยให้หัดอ่าน พร้อมพูดคุยกับเพื่อนทีมงาน หากทำยอด ได้มากถึง 1 ล้านบาท ทางตัวการใหญ่จะจัดงานเลี้ยงให้ โดยเฉพาะหมูกระทะ เนื่องจากเป็นอาหารที่พิเศษสุด เพราะทีมงานไม่สามารถออกไปด้านนอกได้
นายชลวิชาให้การว่า เริ่มหลอกลวงเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์สาย 2 อ้างตัว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ยศร้อยตำรวจโท แต่ทำมาได้ระยะหนึ่ง หัวหน้าชาวไต้หวันเห็นถึงความสามารถ ในการหลอกลวงจึงเลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่ สาย 3 อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ยศพันตำรวจเอก สำหรับขบวนการคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้แบ่งงานเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย พนักงานสาย 1 ทำหน้าที่อ้างเป็นพนักงานหรือบริษัทขนส่งเกี่ยวกับการส่งสิ่งของผิดกฎหมาย พนักงานสาย 2 อ้างเป็นร้อยเวรเจ้าของคดีและเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เสียหายส่งต่อให้พนักงานสาย 3 ที่อ้างตัวเป็นผู้กำกับหรือรองผู้กำกับ เพื่อปิดยอด
ตั้งแต่ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถหลอกลวงผู้เสียหายได้ 7-8 ล้านบาทต่อเดือน และเคสใหญ่ๆ ที่หลอกได้มี 3 ครั้ง คือ 1.ช่วงประมาณเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลอกลวง นางอำภา ข้าราชการครูเกษียณ ได้เงินประมาณ 11 ล้านบาท 2.ช่วงประมาณเดือน ก.ค. หลอกลวง นายชาญชัย นักลงทุนหุ้น ได้เงินประมาณ 41 ล้านบาท และ 3.ประมาณต้นเดือน ต.ค. หลอกลวง นางรัชนี เป็นหมออยู่เมืองชุมพร เป็นเคสล่าสุดที่ได้หลอกลวง โดยเป็นผู้หลอกลวงหลักในเคสนี้ และมีเพื่อนชื่อ เต๋า (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ช่วยพูดคุย หลอกลวงด้วย ได้เงินประมาณ 101 ล้านบาท
แก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้มีพนักงานเป็นคนไทย 50-60 คน ส่วนเงินเดือนที่ได้จากการทำงานตั้งแต่เริ่มงาน ช่วง 1-3 เดือนแรก ได้เงินเดือนประมาณ 20,000 บาท เมื่อเป็นพนักงานเก่าได้ปรับเงินเดือนเพิ่มเป็น 30,000 บาท และค่าคอมมิสชั่นอีกร้อยละ 3 จาก ยอดเงินที่หลอกลวงได้ และคอมมิสชั่นล่าสุดที่สามารถหลอกลวงได้ 101 ล้านบาท ได้เงินสดมากว่า 2.5 ล้านบาท และเคสเก่าที่เคย หลอกลวงได้ 40 ล้านบาท ได้เงิน 1,400,000-1,500,000 บาท และเคสเก่าที่เคยหลอกลวงได้ 10 ล้านบาท ได้เงินสด 300,000 บาท รวมทั้งหมดที่ทำงานมาได้เงินมาทั้งหมดประมาณ 4,000,000 บาท

แก๊งคอล – ตร.ชุดปฏิบัติการที่ 5 ศปอส.ตร. จับกุมนายชลวิชา หรือเบียร์ ปานสมุทร แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปลอมเป็น ผกก.สภ.เมืองเชียงราย หลอกลวงแพทย์หญิงและเหยื่ออีกหลายราย จนสูญเงินร่วม 150 ล้านบาท ที่ สน.พญาไท เมื่อ 29 ต.ค.
อ้างกลัวถูกตื้บต้องทนทำ
“ตอนหนีกลับไทยพกเงินสดติดตัวไว้ 600,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือใช้สร้างบ้านรวมประมาณ 1 ล้านบาท แบ่งให้ญาติใช้จ่าย รวม 1 ล้านบาท ซื้อทองรูปพรรณมาเก็บไว้ประมาณ 5 แสนบาท ที่เหลือนำมาใช้จ่ายส่วนตัวและส่วนหนึ่งนำไปใช้เล่นพนันออนไลน์ เพื่อความสุขส่วนตัว ตั้งแต่ที่ทำคอลเซ็นเตอร์มาปีกว่า ผมรู้สึกผิด แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน ถ้าหากว่าไม่ ทำตาม หรือหนี จะถูกจับ ถูกขัง และทำร้ายร่างกาย ผมไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่เห็นเพื่อนๆ โดน ทำให้ต้องทำงานต่อ ฝากเตือนประชาชนหากมีสายแปลกก็ควรจะตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์จากอินเตอร์เน็ตก่อน หรือตัดสายทิ้งและบล็อกเบอร์โทรศัพท์ไปเลย ส่วนคนที่อยากจะมาทำงานแบบนี้ถึงแม้ได้เงินเยอะแต่ไม่ได้ใช้ และถูกจับกุมด้วย” นายชลวิชากล่าว
พล.ต.ต.ธีรเดชเผยว่า หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่ออายัดเงินที่ผู้ต้องหาได้ จากการหลอกลวงมาทั้งหมด และติดตามให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงเงิน 41 ล้านบาท และผู้เสียหาย (แพทย์) ที่ถูกหลอกลวงกว่า 100 ล้านบาท เข้ามายืนยันเสียง ทั้งคู่ยืนยันว่าเสียงของนายชลวิชาเป็นเสียงเดียวกันกับที่อ้างเป็นผู้กำกับมาหลอกลวง
“เงินที่ไปต่างประเทศอาจติดตามยาก แต่เคสนี้ทราบว่าได้เงินเปอร์เซ็นต์จากการหลอกลวงรวม 4 ล้านบาท และเงินรางวัลที่ได้จากการหลอกคนไทยเขาจะไม่ได้ใช้เลย จะติดตามคืนผู้เสียหายต่อไป ส่วนญาติตำรวจอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดร่วมกันฟอกเงินหรือไม่ และข้อหาอื่นๆ ที่เข้าข่ายความผิดด้วย ทั้งยังมีผู้ร่วมกระทำผิดที่ทำหน้าที่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกันหลอกลวงอีก 57 คน จะขยายผลจับกุมมาดำเนินคดี ต่อไป” พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าว
พตต.ขายข้อมูลอ้างทำวิจัย
ส่วนกรณีที่ ตำรวจไซเบอร์ บุกจับ 2 เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นนายตำรวจยศ พ.ต.ต. และเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่นำข้อมูล คนไทยกว่า 1,000 คน ขายให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยตรวจพบมีเงินโอนเข้าบัญชี วันละ 2 หมื่น หรือเดือนละ 600,000 บาท ต่อมา พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 สั่ง พล.ต.ต.วันชัย ธารณธรรม ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า มีหมายจับมาจากศาลอาญา ส่งไปที่ สภ.อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ พ.ต.ต. ผู้ต้องหากำลังปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่คุมตัว ไปสอบที่ บช.สอท. ต่อมาพล.ต.ต.วันชัย ธารณธรรม ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ลงนามในคำสั่งตำรวจภูธรประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ให้พ.ต.ต.รายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ต่อมา พ.ต.ต.รายดังกล่าวได้รับการประกันตัวในชั้นศาลเมื่อวันที่ 11 ต.ค. และเข้าเซ็นรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการที่สภ.อ่าวน้อย ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา และพล.ต.ต.วันชัยยังตั้งคณะกรรมสอบสวน เพื่อสอบวินัย พ.ต.ต. โดยจะนำข้อมูลจากพนักงานสอนสวน บช.สอท.เพื่อประกอบสำนวนการสอบวินัยโดยจะเร่งดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน
รายงานแจ้งอีกว่า พ.ต.ต.รายดังกล่าวยังให้การปฏิเสธ กล่าวอ้างว่า เข้าไปดูฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของผู้เสียหาย (ทร.14) หลายครั้งระหว่าง เดือนก.ค.-ส.ค. เพื่อนำข้อมูลให้เพื่อนสาวที่เป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ นำไปใช้เพื่องานวิจัยในระดับปริญญาโทเท่านั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีผลตอบแทนเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเดือนละกว่า 6 แสนบาทดังกล่าว
ทั้งนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พื้นฐานครอบครัวของ พ.ต.ต.นั้น มีฐานะดี ปัจจุบันได้รับเงินกงสี เดือนละ 50,000 บาท และยังเพิ่มให้อีก 20,000 บาท ยังไม่รวมเงินเดือนตำรวจ และรายได้อื่นๆ ซึ่ง พ.ต.ต.จะมีเงินใช้เดือนละ ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท
พณ.สอบจนท.มีเอี่ยว
วันเดียวกัน นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดแถลงถึงกรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าไปพัวพันในคดีดังกล่าวว่า กรมการค้าภายในสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ข้าราชการคนดังกล่าวแล้ว ขีดเส้นภายใน 5 วันต้องเสร็จ ทั้งนี้ หากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยต่อไป หากพบผิดวินัยร้ายแรง จะมีโทษปลดออกหรือไล่ออก โดยจะดำเนินการตามกฎหมายสูงสุดทั้งวินัยและอาญา
ทั้งนี้ กรมได้รายงานเรื่องดังกล่าวไปยังปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้รับทราบตั้งแต่ วันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยนายจุรินทร์สั่งการให้สอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และให้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) อย่างเต็มที่
เบื้องต้น กรมสั่งให้ย้ายเจ้าหน้าดังกล่าว เข้ามาปฏิบัติงานส่วนกลางแล้ว ระหว่างรอตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากตรวจสอบพบมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องจะดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 กล่าวว่า จากการสอบสวนพ.ต.ต.และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ให้การเป็นประโยชน์ ได้แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อยู่ระหว่างขยายผล ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แต่ไม่พบว่ามีพนักงานธนาคารเข้าไปเกี่ยว โดยในส่วนพ.ต.ต.นั้นเมื่อถูกดำเนินคดีจะให้ออกราชการต่อไป ส่วนข้าราชการพาณิชย์โยงกับคดี สน.ชนะสงครามที่มีการจับกุมเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำกันเป็นขบวนการ มีนายทุนจีนและมีบัญชีม้า
รายงานข่าวแจ้งว่าพนักงานสอบสวน บช.สอท.อยู่ระหว่างประสานเพื่อเข้าสอบสวนผู้เกี่ยวข้องกรณีที่เข้าระบบตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรนั้นมีอำนาจหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าระบบหรือไม่ เบื้องต้นผู้ต้องหาที่เป็นพ.ต.ต.และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทั้งสองรายได้รับการประกันตัวไปแล้ว ส่วนอีกหนึ่งรายซึ่งเป็นข้าราชการอีกคน พนักงานสอบสวน บช.สอท.อยู่ระหว่างสอบสวนขยายผลเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกง หลังนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินสดโดยเงินที่ถอนออกมาเป็นเงินที่แก๊งคอลโอนมาให้ผู้ต้องหาเป็นค่าตอบแทน
‘บิ๊กเด่น’แบ่งงานคดีตุ๋น
ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 458/2565 ลงวันที่ 21 ต.ค. เรื่องการรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และ การมอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ “ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)
เนื่องจากปัจจุบันคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระทำความผิดที่หลากหลายซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินการรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้ออกคำสั่ง 20 ข้อ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.65 เป็นต้นไป
คำสั่งดังกล่าว มีใจความสำคัญ อาทิ ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีผู้แจ้งมาแจ้งความร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน (Walk in), ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีผู้แจ้งได้แจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์, การกำหนดลักษณะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยให้สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนรับผิดชอบสอบสวน ดังนี้ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า ซื้อขายบริการ คดีข่มขู่หรือคุกคามทางเพศ คดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือข่มขู่คุกคาม คดีหลอกลวงให้โอนเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ ให้สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด บช.น. และบช.ภาค 1-9 รับผิดชอบการสอบสวน
คดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน คดีหลอกลวงให้รักแล้วลงทุน คดีข่าวปลอม คดีที่กระทำต่อระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยผิดกฎหมาย คดีเรียกค่าไถ่ทางคอมพิวเตอร์ คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม คดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่เป็นขบวนการ คดีหลอกลวงให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล คดีหลอกลวงให้ลงทุนที่ไม่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า บริการ ข่มขู่คุกคาม หลอกโอนเงินที่เป็นขบวนการ หรือมีผู้เสียหายจำนวนมากหลายพื้นที่ ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด บช.สอท. รับผิดชอบการสอบสวน
คดีหลอกลวงให้ลงทุนที่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน แชร์ลูกโซ่ คดีกู้เงินออนไลน์ที่เรียกดอกเบี้ยเกิดอัตรา คดีหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ หรือค้ามนุษย์ที่มีลักษณะเป็นขบวนการ ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด บช.ก. รับผิดชอบทำการสอบสวน
ทั้งนี้ ให้ศปอส.ตร.เป็นหน่วยรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ และรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและลักษณะคดี ควบคุมระบบรับแจ้งความออนไลน์ ส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ เพื่อให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามระเบียบและสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ฮึ่มฟันตร.ละเลยผู้เสียหาย
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ยังประชุม ศปอส.ตร. ครั้งที่ 8/2565 ประจำเดือนตุลาคม เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติบูรณาการการทำงานร่วมกัน เสมือนว่าเป็น “สถานีตำรวจประเทศไทย” สามารถประสานการปฏิบัติกันได้โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ให้มีผู้ประสานงานแต่ละสถานี ศูนย์ PCT, บก. และภาค
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ผบช.และผบก.ให้ความสำคัญ และเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง ทุกครั้ง โดยให้ประชุมติดตามงานในหน่วยอย่างน้อยเดือนละ 2-4 ครั้ง, ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับออกตรวจเยี่ยมเยียนสถานีตำรวจ กองบังคับการ ตรวจสอบกำกับดูแลให้มีการลงข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้องเป็นปัจจุบัน และการดำเนินการของสถานีตำรวจในภารกิจหลัก และภารกิจสนับสนุนการปฏิบัติของสอท.และบช.ก. ซึ่งให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับออกตรวจการปฏิบัติงานของหน่วยในสังกัดเพื่อรับทราบปัญหาข้อขัดข้องแล้วนำมาแก้ไข หากหน่วยปฏิบัติต่างๆ เกิดปัญหาข้อขัดข้องในระหว่างการปฏิบัติงานสามารถเสนอปัญหา รวมทั้ง ข้อเสนอแนะมายังศปอส.ตร.ได้ตลอดเวลา
กรณีผู้เสียหายวอล์กอิน (walk in) ให้พนักงานสอบสวนแนะนำและช่วยเหลือให้ ผู้เสียหายลงในระบบรับแจ้งความออนไลน์ทุกรายและให้สอบปากคำผู้เสียหายตามคำสั่ง ตร.ที่ 468/2565 ลง 21 ต.ค.65 เรื่องการรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบฯ หากตรวจพบว่าไม่มีการลงในระบบและสอบปากคำผู้เสียหายตามนัยคำสั่งข้างต้นจะพิจารณาข้อบกพร่องหัวหน้าสถานีและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้ผบช.สอท./เลขานุการ ศปอส.ตร. กำหนดแบบฟอร์มสำหรับการตรวจกำกับดูแลของผู้บังคับบัญชาระดับ บช./ภ. บก./ภ.จว. เพื่อให้การกำกับดูแลในการรับแจ้งความออนไลน์เป็นไปแนวทางเดียวกัน
บิ๊กตู่สั่งล้างบางโกงออนไลน์
ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานเกี่ยวข้องต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด และหากเป็นกรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในขบวนการทำผิดนั้นจะต้องลงโทษเด็ดขาด เมื่อไม่นานมานี้ที่ประชุมครม.หารือถึงปัญหาดังกล่าวและได้มีมติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอความร่วมมือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม และให้เร่งติดตามการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้แล้วเสร็จโดยเร็วด้วย และให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรวบรวมผลการดำเนินการและรายงานต่อนายกฯ ภายใน 30 วัน
นอกจากนั้น หลังครม.มีมติมอบหมายเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 65 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ ดีเอสไอ บก.สอท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางเร่งรัดและแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างเร่งด่วน