ปปช.ชี้มูลอาญา-วินัย ‘3ป.’ปิดห้อง-หารือลับ ตู่ไม่ตอบข่าวยุบสภา ฝ่ายค้านคาด 24 ธค.
ป.ป.ช.ฟัน ‘เอ๋-ชนม์สวัสดิ์’ โยงคดีทุจริตเงินทอนวัด กว่า 100 ล้าน สมัยเป็นนายกอบจ.สมุทรปราการ ‘3 ป.’ ปิดห้องถกลับ ‘บิ๊กตู่’ ส่ายหน้า บอกไม่ทราบ หลังสื่อจี้ถามยุบสภา 24 ธ.ค. ‘ป้อม’ ก็ไม่ตอบ ‘วิษณุ’ ชี้ช่อง ‘ประยุทธ์’ อาจอยู่เกิน 8 ปี ‘ณัฐวุฒิ ’เชื่อไม่มีทางเพื่อไทยจับมือพปชร.ตั้งรัฐบาล ปชป.ไม่ประมาท ผลโพลชี้คนภาคใต้ยังหนุน ‘พิธา’ ชี้เป็นไปได้ยุบสภา 24 ธ.ค. ขอบคุณคนกรุงเชียร์นั่งนายกฯ วอนส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้านโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ‘สมคิด’ นำทีมสร้างอนาคตไทยบุกอีสาน
‘บิ๊กตู่’ถก‘3 ป.’-รูดซิปยุบสภา
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำ เขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการ ประชุมเอเปค ปี พ.ศ.2565 ครั้งที่ 3/2565 ในเวลา 09.30 น. แต่ได้เลื่อนเป็นเวลา 10.10 น. เนื่องจากก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาประมาณ 30 นาที พูดคุยส่วนตัวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ห้องรับรองสีเหลือง ตึกสันติไมตรี
เวลา 12.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถามถึงกระแสข่าวการยุบสภาในวันที่ 24 ธ.ค. โดยหันหน้าหนีทันทีพร้อมส่ายหน้าก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที

หารือ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พูดคุยหารือกันก่อนร่วมประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเอเปค ที่ทำเนียบรัฐบาล 31 ต.ค.
‘ประวิตร’อุบคุยกับนายกฯ
ต่อมาเวลา 15.25 น. ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ครั้งที่ 2/2565 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภาที่ออกมาในช่วงจะมีการประชุมเอเปคกลางเดือนพ.ย.นี้ ว่า “ไม่ทราบครับ ไม่ทราบ”
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุอาจมีการยุบสภาก่อนวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะครบกำหนดเวลาให้ส.ส. ย้ายพรรคได้ในกรณีสภาครบวาระ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ว่า ให้ไปถามพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อถามว่าได้คุยกับ นายกฯ บ้างหรือยัง พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบ
‘หนู’ลั่นต้องผ่านเอเปคไปก่อน
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าว การยุบสภาวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ว่า ไม่ทราบ เป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ตัดสินใจ ต่อข้อถามว่ามองกระแสเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ผ่าน การจัดประชุมเอเปคกลางเดือนพ.ย.นี้ไปก่อน และสัปดาห์นี้คงจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมจัดการประชุมเอเปค
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสัญญาณจะยุบสภา ส่งมายังพรรคร่วมรัฐบาลหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า อำนาจหน้าที่การยุบสภาเป็นของ นายกฯ เราจะไปคาดการณ์หรือก้าวล่วงอะไรไม่ได้ และเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของวาระสภาชุดนี้อยู่แล้ว จึงต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอด ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรกับสูตรการจับมือจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะจับมือกับขั้วใด นายอนุทินกล่าวว่า เคยพูดไว้แล้วขอให้รอผลการเลือกตั้ง เย็นวันเลือกตั้งค่อยมาถาม
ต่อข้อถามว่า ขณะนี้มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เตรียมย้ายมาสังกัดมาอยู่พรรคภูมิใจไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเข้ามาพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.กลุ่มปากน้ำ พรรคพลังประชารัฐจะย้ายมาซบหรือไม่ หลังมีภาพ นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม แกนนำกลุ่มปากน้ำก้าวหน้า มารับประทานอาหารร่วมกัน นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องภาพที่ปรากฏเป็นเรื่องการเกี่ยวดองทางครอบครัว รู้อยู่แล้วว่าตนเป็นดองกันอย่างไรกับนายชนม์สวัสดิ์ เมื่อถามว่าจะเกี่ยวดองกันทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า “ลูกอยู่ แต่พ่อไม่อยู่ ลูกแต่งงานเมื่อไรก็เข้าบ้าน ก็เป็น ลูกผมไง”
‘วิษณุ’ชี้ช่อง‘ตู่’เป็นนายกฯเกิน 8 ปี
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับวาระนายกฯ 8 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ได้อีก 2 ปี ถึงปี 2568 ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ โดยนายวิษณุย้อนถามกลับว่า “แล้วทำไมจะไม่ยุติ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า นักกฎหมายระบุว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจตีความได้เกิน 2 ปี นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มีอะไรจะตีความแล้ว ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเริ่มต้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เหตุที่เริ่มวันนั้นอธิบายชัดเจน ศาลไม่ได้บอกว่าจะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ แต่ศาลบอกว่าเริ่มเมื่อใด และเมื่อระบุจุดเริ่มต้น ก็จะเข้ามาตรา 158 วรรค 4 ที่ระบุว่า นายกฯ จะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง ถือว่าเป็นข้อยุติโดยสิ้นเชิง
ต่อข้อถามว่า หากพล.อ.ประยุทธ์สามารถกลับมาเป็นนายกฯ ได้อีกหลังเลือกตั้งครั้งหน้า พอถึงปี 2568 ไม่จำเป็นต้องตีความอีกใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ไม่ต้องร้องแล้ว แต่อาจมีการร้องกันอีก อันนี้คือผมหาเรื่องพูด เพราะในมาตรา 158 บอกว่า 8 ปี ไม่ได้นับเวลารักษาการ สมมติว่ามีการรักษาการ 5 เดือน 8 เดือน 10 เดือน แต่บางคนอาจบอกว่าต้องออกเลยหากครบ 8 ปี จากที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกให้เริ่มนับ ขณะที่อีกฝ่ายบอกไม่ออก ยังไงก็ต้องอยู่”
เมื่อถามว่า นักกฎหมายบางคนอ้างมาตรา 159 ที่ระบุถึงกระบวนการได้มาของนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 อาจทำให้ตีความให้อยู่ต่อไปอีกได้ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ แต่ตนมองว่าเป็นประเด็นเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอแล้วไม่ต้องอยู่ได้แล้ว
ปชป.ไม่ประมาท-โพลชี้ชาวใต้หนุน
นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า จากการสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) หัวข้อ “คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนใต้” ปรากฏว่า พรรคการเมืองที่คนใต้มีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) อันดับ 1 คือพรรคประชาธิปัตย์นั้น คือผลลัพธ์ของ การทำงานที่ต่อเนื่องมาตลอดของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนไม่ได้กังวลที่มีหลายพรรคการเมืองมีเป้าหมายในพื้นที่ภาคใต้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่สมัยการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เราทำงานด้วยความทุ่มเทเสมอมา
แม้ผลสำรวจจะระบุว่าพี่น้องชาวใต้ยัง เชื่อมั่นและให้โอกาสไว้วางใจให้พรรคประชา ธิปัตย์ทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนมากที่สุด เรายังต้องศึกษารายละเอียด เพื่อใช้ในการดำเนินการทางการเมืองต่อไป วิธีแบบนี้จึงทำให้พรรคอยู่มาได้อย่างยาวนาน จนเป็นสถาบันทางการเมืองในปัจจุบัน
“ผมไม่เคยประมาทสำหรับการเลือกตั้ง โดยใช้ผลงานและการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักและปรารถนาดีต่อบ้านเกิดเมืองนอนเป็นสิ่งตอบแทนคนใต้ตลอดมา ยืนยันว่า รู้สึกภูมิใจที่เกิดเป็นคนใต้ ภูมิภาคที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ ตรงไปตรงมา และรักใครรักจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคอยย้ำเตือนตัวเองว่าจะไม่มีวันลืมพระคุณชาวใต้ทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องเขต 3 พัทลุงที่เลือกผมมารับใช้งาน” นายนริศ กล่าว
‘พิธา’ขอบคุณคนกรุง-โวหมัดฮุก
ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์กรณี นิด้าโพล เผยผลสำรวจประชาชนในกทม. สนับสนุนให้เป็นนายกฯ เป็นอันดับ 1 ว่า ขอบคุณชาวกทม. ที่ให้กำลังใจและให้ความนิยม ตนจะพยายามนำเรื่องนี้เป็นแรงผลักดันที่ไม่ใช่แค่เป็นคะแนนนิยม แต่จะเป็นแคนดิเคตนายกฯ ที่ มุ่งมั่นและขยันมากที่สุด เพื่อซื้อใจประชาชน ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ในกทม.
ผู้สื่อข่าวถามว่ากลัวหรือไม่ที่พล.อ. ประยุทธ์ ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับที่ 2 นายพิธากล่าวว่า เราต้องทำงานหนักต่อไป และคงไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการเข้าหาประชาชน ในเรื่องว่าที่ผู้สมัคร นโยบายพรรค และความพร้อมในการเข้าบริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจท้าทายอย่างที่เป็นอยู่
ส่วนการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 นายพิธากล่าวว่า คาดว่าน่าจะยื่นญัตติช่วงกลางเดือนพ.ย. วันนี้มีการประชุมหัวหน้าพรรค แต่ 1 พ.ย.จะประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) คงชัดเจนมากขึ้นเรื่องเวลาในการอภิปราย ยังมีข้อมูลที่ต้องชี้แจง ให้ประชาชนทราบหลายเรื่องที่ยังค้างคาใจ ทั้งนโยบายขายที่ดินให้ต่างชาติ ปัญหา ยาเสพติด โศกนาฏกรรมใน จ.หนองบัวลำภู ปัญหาเศรษฐกิจทั่วไป แน่นอนต้องมีเรื่องทุจริต การบริหารที่ผิดพลาด เรายังเหลือ หมัดฮุกสุดท้าย คือมาตรา 152 ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าแค่เปิดการประชุมธรรมดา เพราะเกิดขึ้นโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง และก่อนการยุบสภาหากเกิดขึ้น
คาดเป็นไปได้ยุบสภา 24 ธ.ค.
ส่วนกรณีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะยุบสภาก่อน 24 ธ.ค. นายพิธากล่าวว่า วันที่ 24 ธ.ค.เป็นระยะเวลา 90 วันก่อนรัฐบาลครบวาระ ซึ่ง ส.ส.หลายคนอาจย้ายพรรคกันก่อนวันได้ จึงเป็นสมมติฐานที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการยุบสภาก่อนจะมีการย้ายพรรค หรือการซักฟอกตัวเอง ก่อนหาสังกัดสู้ศึกในการเลือกตั้ง ก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะไปถึงขนาดนั้นหรือไม่
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลเตรียมเลือกตั้งและกังวลปัญหางูเห่าที่จะย้ายพรรคหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ข่าวการยุบสภามีมานานแล้ว เพราะการรักษาอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ราบรื่น พรรคก้าวไกลจึงมีการเตรียมตัว สิ่งที่กังวลหากมีการยุบสภาเกิดขึ้นคือความยุติธรรมในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งเขต จึงอยากสื่อสารไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความชัดเจนในการแบ่งเขตแต่ละจังหวัด จาก 350 เขตเปลี่ยนเป็น 400 เขต ควรบอกให้ชัดว่าการแบ่งเขตจะออกมาเป็นอย่างไร จะทำให้การ หาเสียงราบรื่นและผลประโยชน์จะตกที่ประชาชน หากกกต.ยังประวิงเวลาหรือทำให้ช้าออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ความชัดเจนในการหาเสียงไปได้ลำบาก ส่วนเรื่องงูเห่าของพรรคคงไม่มีปัญหา

ขอเสียงหนุน – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่อาคารอนาคตใหม่ เรียกร้อง ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต หรือกฎหมายสุราก้าวหน้า ที่จะเข้าสภาพิจารณาวาระสุดท้าย ในวันที่ 2 พ.ย.นี้
วอนโหวตผ่านสุราก้าวหน้า
จากนั้นเวลา 10.30 น. นายพิธา และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล แถลงขอแรง ส.ส.สนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต หรือกฎหมายสุราก้าวหน้า ที่จะพิจารณาวาระสุดท้ายในสภา วันพุธที่ 2 พ.ย.นี้
นายพิธา กล่าวว่า กระแสข่าวที่ว่า พล.อ. ประยุทธ์ อ้างข้อกังวลเรื่องเหล้าเถื่อนและสุขลักษณะ ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลร่วมออกเสียงคว่ำกฎหมายนั้น เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ความกังวลกับสุราของชาวบ้าน ไม่เท่าเทียมกับความกังวลต่อสุราของนายทุนและสุรานำเข้า “สิ่งที่เถื่อนไม่ใช่เหล้า แต่คือกฎหมาย และการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่มารังแก ผู้ประกอบการ และการที่นายทุน ขุนศึก ศักดินา รวมหัวกันเพื่อทำให้เกิดการผูกขาดของอุตสาหกรรมสุรา กดทับตลาดของคนธรรมดาทั่วไปต่างหาก”
ขอส่งสารไปถึง ส.ส.ต่างพรรค เรื่องนี้เป็นชัยชนะของประชาชน ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ นี่คือโอกาสในการทำผลงาน เพิ่มการส่งออกสินค้าสุราไทย ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงสาธารณสุข การมีผู้ประกอบการสุราระดับโลกอยู่ทั่วทุกประเทศ สอดรับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และจะเกิด เม็ดเงินภาษีมาช่วยเหลืองบด้านสาธารณสุข
ขอส่งสารไปถึง ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยว่า ตนจำได้ดี ก.ย.2545 รัฐบาลพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เคยจัดมหกรรมสุราไทยและโอท็อป จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารที่ส่งต่อกระบวนการปลดล็อกสุราไทยให้เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะเดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์นี้ของอดีตนายกฯ ทักษิณต่อไปให้เกิดผลสำเร็จ ในการโหวต วันที่ 2 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ เรื่องนี้จะเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงของพรรคแน่นอน
ด้านนายเท่าพิภพกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับคนส่วนมาก ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต แต่รวมถึงคนทำงานในบาร์ คนทำงานในระบบโลจิสติกส์ เกษตรกร นำไปสู่การจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล ดังนั้น การที่ฝ่ายผู้มีอำนาจจะพยายามแทรกแซงให้เกิดการล้มกฎหมายฉบับนี้ ขอเตือนอีกครั้งว่าจะเป็นการนำไปสู่การขีดเส้นความขัดแย้งใหม่ในสังคม เป็นการประกาศสงครามระหว่างคน 99% กับคน 1% ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันกดดันไปยัง ส.ส.ของตัวเอง ให้พวกเขาโหวตเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อคน 1% ของประเทศนี้

16ปี‘นวมทอง’ – นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมแกนนำเสื้อแดง ร่วมรำลึกครบรอบ 16 ปี การเสียชีวิตของนายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ชนรถถัง แล้วฆ่าตัวตายประท้วง คมช.ยึดอำนาจ ด้วยการแขวนคอที่ใต้สะพานลอย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 31 ต.ค.
‘เต้น’บอกเดาใจ‘ประยุทธ์’ยาก
ที่สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ สะพานลอย ถนนวิภาวดีรังสิต นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาว่า ถ้าวิจารณ์ตามสภาพของรัฐบาล คิดว่าถ้าอยู่ต่อไปนานมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง และในทางการเมือง รัฐบาลเองก็จะเสียหายเช่นเดียวกัน ถ้าวิเคราะห์จากมุมนี้ก็ไม่ควรไปต่อแล้ว แต่ถ้ามองจากความเป็น พล.อ.ประยุทธ์ มองจากการยึดติดในอำนาจ ไม่ยอมปล่อยวาง อาจเป็นไปได้ว่า ต่อให้บอบช้ำ ประเทศเสียหายแค่ไหน พล.อ. ประยุทธ์ก็ยังยืนยันว่าทำถูกแล้ว และรักษาอำนาจต่อไป
ส่วนตัวอยากให้ไปเลยเดี๋ยวนี้ ถ้าประเมิน เชื่อว่าถึงที่สุดจะมีการยุบสภา แต่จะเป็นวันที่ 24 ธ.ค. ตามกรอบเวลาย้ายพรรคหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะอยากอยู่ ต่อไปยาวๆ แล้วยุบสภาตอนโค้งสุดท้ายปลายสมัยก็เป็นได้ เพราะการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ เอาหลักการใดๆ มาจับไม่ได้ หลักความถูกต้อง ชอบธรรม หลักประโยชน์ประชาชนมาจับไม่ได้ เอาแต่หลักความต้องการของตัวเองและพวก ทำให้เราคาดเดาลำบาก
ลั่นไม่มีทางพท.จับมือพปชร.
ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ ตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งครั้งหน้า นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ยังไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะไปจับมือกับพลังประชารัฐ หรือขั้วการเมืองที่ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจ พลังประชารัฐวันนี้ แม้ความสัมพันธ์ทางอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร มีรอยร้าวเห็นชัด แต่ความสัมพันธ์ทางอำนาจมักจะถูกเข้ามาจัดการโดยผลประโยชน์ทางการเมือง หรือสมประโยชน์ทางการเมือง ต่อให้ขัดแย้งกัน ไม่อยากอยู่ร่วมกัน แต่ถ้าผลประโยชน์ทางอำนาจการเมือง ทำให้ต้องอยู่กันต่อ ตนว่า 3 ป. อาจจะเข้า ข่ายนี้
ส่วนตัวคิดว่าหลายคนในพรรคเพื่อไทยพูดชัด เรื่องชนะแลนด์สไลด์ ตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาของประเทศ ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ตนคิดว่าจะเป็นแบบนี้ ดังนั้นการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ประเมินสถานะว่าพรรคเพื่อไทยจะไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐ นอกจากไกลจากความจริงแล้ว ยังเป็นการวิเคราะห์ที่มาก่อนเวลานานไปมาก
“วันนี้ถ้าจะประเมินว่าเมื่อไหร่จะมีการยุบสภา ยุบสภาแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในสนามเลือกตั้ง มองกันตรงนี้ดีกว่า การใช้อำนาจใช้ทรัพยากร ใช้กระสุนดินดำที่มากมายมหาศาลในช่วงหลัง มันจะเลยเถิดไปถึงขั้นไหน พรรคเพื่อไทยประกาศเป้าหมายแลนด์สไลด์ เพื่อเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคพลังประชารัฐ และต้องเอาชนะ ส.ว. 250 ที่นั่ง ที่ถือเป็นพรรคสาขาของพลังประชารัฐ ดังนั้น ถ้าจะไปร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้ หากประกาศต่อประชาชนว่าจะแลนด์สไลด์ ต้องยืนยันในการเดินหน้าไปยังวิถีทางประธิปไตย”
‘สมคิด’นำทีมสอท.บุกอีสาน
ที่ทำการพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย เตรียมนำทีมผู้บริหารพรรค ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และนายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคอีสาน เดินสายภาคอีสาน โดยจะเปิดเวทีปราศรัยแรกที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 5 พ.ย. ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส. ภาคอีสานของพรรค
นอกจากการจัดกิจกรรมทั่วประเทศ พรรคเตรียมความพร้อมนับถอยหลังเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป โดยจะจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับนโยบาย ทิศทางการทำงานและความเคลื่อนไหวของพรรค ตลอดจนความเห็นและประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ทำการพรรค หรือนอกสถานที่ ทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่พ.ย.เป็นต้นไป
ฟัน‘เอ๋-ชนม์สวัสดิ์’คดีเงินทอนวัด
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.วันที่ 31 ต.ค. มีมติชี้มูลความผิด นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ กับพวก ประมาณ 5-7 ราย กรณีทุจริตการจัดสรรเงินอุดหนุนแก่วัดใน จ.สมุทรปราการ โดยมิชอบช่วงปี 2554-2556 จำนวนกว่า 20 โครงการ ในการบูรณะบำรุงวัด และเตาเผาศพ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท โดยมีมติชี้มูลความผิด นายชนม์สวัสดิ์ ทั้งวินัยและอาญา
ในคดีอาญาเห็นว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 กรณีเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่จัดทำ จัดซื้อและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1-4 แสนบาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ