สภาอุตสาหกรรมเสนอรัฐช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ ลดหย่อนภาษี พักชำระหนี้ 6 เดือน ช่วยโรงงาน-กิจการถูกน้ำท่วม ในหลวง-พระราชินี ส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กรณีพายุโซนร้อนนาลแก พัดเข้าหลายพื้นที่ เกิดอุทกภัย และดินถล่มรุนแรงในเกาะลูซอน เกาะวิสายาส และเกาะมินดาเนา ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก กรมอุตุฯ แจ้งแนวโน้มพายุนาลแกเคลื่อนเข้ามณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ไม่ส่งผลกระทบกับไทย ปภ.เร่งระบายน้ำในพื้นที่ 14 จังหวัดยังท่วมขัง มีประชาชนได้รับผลกระทบ 209,455 ครัวเรือน
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความ เสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
กรณีพายุโซนร้อนนาลแก (Nalgae) พัดเข้าหลายพื้นที่ของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ระหว่างวันที่ 29-31 ต.ค. 2565 ความว่า
“ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าเกิดอุทกภัยและดินถล่มรุนแรงจากพายุโซนร้อนนาลแกในเกาะลูซอน เกาะวิสายาส และเกาะมินดาเนา พายุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงกว้าง ในนามของประชาชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่าน และประชาชนชาวฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประสบความสูญเสียและทุกข์โศกจากภัยพิบัติครั้งนี้”
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนเรื่อง พายุ “นัลแก” ฉบับที่ 6 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันเดียวกัน พายุโซนร้อนกำลังแรง นาลแก บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 115.1 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 90 ก.ม. ต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 10 ก.ม. ต่อชั่วโมง พายุนี้มีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนในช่วงวันที่ 2-3 พ.ย. ขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ในช่วงวันที่ 2-5 พ.ย. ทำให้พายุอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว โดยพายุนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
วันเดียวกัน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกประกาศ เรื่องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ ว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 4-5 พ.ย. มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง
กอนช.ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำด้วยฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก บริเวณภาคใต้ ในช่วงวันที่ 4-6 พ.ย. ได้แก่
1.จ.สุราษฎร์ธานี (อ.ท่าฉาง กาญจนดิษฐ์ ดอนสัก เกาะสมุย และเกาะพะงัน) 2.จ.นครศรีธรรมราช (อ.ขนอม เมือง สิชล จุฬาภรณ์ ท่าศาลา นบพิตำ พระพรหม เชียรใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ ชะอวด หัวไทร และปากพนัง) 3.จ.พัทลุง (อ.เมือง กงหรา ป่าบอน ศรีบรรพต บางแก้ว และเขาชัยสน) 4.จ.สงขลา (อ.หาดใหญ่ กระแสสินธุ์ ระโนด สะเดา สทิงพระ สะบ้าย้อย และสิงหนคร) 5.จ.ยะลา (อ.ยะหา และเบตง) 6.จ.ปัตตานี (อ.สายบุรี) และ 7.จ.นราธิวาส (อ.จะแนะ ยี่งอ ระแงะ และสุไหงปาดี)
ขณะที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และอ่าวไทย และความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง รวมถึงมีการระบายน้ำจากเขื่อนลงแม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง โดยในช่วงวันที่ 28 ก.ย.-2 พ.ย.ได้เกิดอุทกภัย รวม 59 จังหวัด 353 อำเภอ 1,879 ตำบล 11,770 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 528,063 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 12 ราย ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัด รวม 67 อำเภอ 537 ตำบล 3,766 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 209,455 ครัวเรือน
สถานการณ์ภาพรวมระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด ดังนี้ 1.นครสวรรค์ 2.ขอนแก่น 3.มหาสารคาม 4.กาฬสินธุ์ 5.ร้อยเอ็ด 6.ศรีสะเกษ 7.อุบลราชธานี 8.ชัยนาท 9.สิงห์บุรี 10.อ่างทอง 11.พระนครศรีอยุธยา 12.ปทุมธานี 13.สุพรรณบุรี และ 14.นครปฐม
สำหรับการให้ความช่วยเหลือ ปภ.โดย ปภ.จังหวัด ที่ประสบภัยได้ประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งระบายน้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป
ที่จ.พัทลุง หลังจากเกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดพัทลุง ท้องที่ อ.กงหรา ทำให้น้ำป่าได้ไหลหลากลงมาตามน้ำตกหนานสูง ในพื้นที่ ต.คลองทรายขาว น้ำเอ่อล้นตลิ่ง หลากท่วมบ้านเรือนประชาชน 10 กว่าหลังคาเรือน ในพื้นที่บ้านหูเล่ หมู่ 8 ต.ชะรัด อ.กงหรา น้ำไหลบ่าท่วมพื้นที่การเกษตรสวนยางพารา และสวนผลไม้เป็นวงกว้าง
ส่วนปริมาณน้ำสะสมบนภูขาเทือกเขาบรรทัด ในพื้นที่อ.กงหรา อ.ศรีนครินทร์ อ.ศรีบรรพต และอ.ตะโหมด มวลน้ำจำนวนมากได้ไหลหลากได้ลงตามน้ำตกต่างๆ น้ำมีสีขุ่นแดง ทางจังหวัดจึงแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยริมเทือกเขาบรรทัด ในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ระมัดระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ขณะประชาชนที่อาศัยบริเวณที่ลุ่มต่ำขอให้ระมัดระวังน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากตามลุ่มน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจส.อ.ท.โพล (FTI Poll) ครั้งที่ 22 เดือนต.ค.2565 หัวข้อ “มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ” จาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่าผลกระทบของปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่ 53.4% มีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและผลกระทบจากอุทกภัยในระดับปานกลาง ส่วนผู้บริหาร 28.4% กังวลมาก และผู้บริหาร 18.2% กังวลน้อย
“ผู้บริหาร ส.อ.ท.จึงเสนอขอให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัย โดยผู้บริหาร ส.อ.ท. 67.6% อยากให้ภาครัฐออกมาตรการให้ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอสังหา ริมทรัพย์และเครื่องจักรไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 100% อีก 65.9% อยากให้ออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการจากอุทกภัย อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 1% และมีการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” นายมนตรีกล่าว
นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48.3% มีข้อเสนอให้รัฐตั้งกองทุนรับประกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เพื่อให้ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ ส่วน 43.8% เสนอให้สำนักงานประกันสังคมช่วยชดเชยค่าจ้างแรงงาน 50% ให้แก่ธุรกิจที่ได้รับผล กระทบ โดยปี 2566 ผู้บริหาร ส.อ.ท. 47.7% มีความกังวลต่อความเสี่ยงในการเกิดปัญหาอุทกภัยมากกว่าผู้บริหาร 39.2% มีความกังวลต่อความเสี่ยงในการเกิดปัญหาน้ำแล้ง ซึ่งทั้ง 2 ปัญหา เป็นการบ้านที่สำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและน้ำแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่าการที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ไม่เพียงพอ เช่น อ่างเก็บน้ำ ฟลัดเวย์ ประตูระบายน้ำ เป็นต้น ประกอบกับการบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยและน้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่ จนส่งผล กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและทำให้ภาคธุรกิจได้รับความเสียหาย ดังนั้น ผู้บริหาร ส.อ.ท.จึงเสนอขอให้ภาครัฐมีการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยขอให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ เช่น ฟลัดเวย์ โครงการแก้มลิง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน เป็นต้น รวมทั้งบูรณาการปรับปรุงผังเมือง ผังน้ำ ทั่วประเทศ และแก้ปัญหาสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำอย่างเป็นระบบ