‘พิพัฒน์’รมต.ท่องเที่ยวและกีฬาชงครม.ขอเปิดผับ ถึงตี 4 นำร่องแหล่งท่องเที่ยว 6 จังหวัดทั้งภูเก็ต, กระบี่, พังงา, สมุย, พัทยา ส่วนกรุงเทพฯ มี 3 แหล่งฮิต ทั้งถนนข้าวสาร ซอยคาวบอย ซอยพัฒน์พงศ์ หากครม. ไฟเขียว ต้องทำประชาพิจารณ์ วอน‘บิ๊กตู่’ ขอประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในช่วง ประชุมเอเปคช่วยปลดล็อกให้ชาวจีนมาเที่ยวไทย กระตุ้นท่องเที่ยว เพิ่มรายได้
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า แนวทางการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น. จากเดิม 02.00 น. ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเรื่องส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะสามารถเสนอได้ภายในการประชุมนัดวันที่ 15 พ.ย.นี้ ก่อนการประชุมเอเปค 2022 หรือการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก โดยหากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมครม. และกระทรวงมหาดไทย (มท.) สามารถออกข้อยกเว้นได้ ก็สามารถทำได้ทันที เพราะขณะนี้มีความพร้อมอยู่แล้ว โดยในพื้นที่ที่เสนอไป ได้แก่ ถนนบางลา ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, สมุย, พัทยา และกรุงเทพฯ ใน 3 พื้นที่ คือถนนข้าวสาร ซอยคาวบอย ซอยพัฒน์พงศ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยหากได้รับการอนุมัติจากครม.แล้ว จะเริ่มนำร่องที่แรกในถนนบางลา ภูเก็ต เพราะมีความพร้อมมากที่สุดทั้งด้านสถานที่ท่องเที่ยว ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และชาวชุมชนด้วย
นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า สำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะดำเนินการรวบรวมข้อมูลและโครงการ ข้อดีที่หากมีการขยายเวลาเปิดให้บริการสถานที่ท่องเที่ยวถึงตี 4 และวัตถุประสงค์นอกจากเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการกำกับดูแลสถานที่ท่องเที่ยว ที่แอบเปิดเกินเวลา แม้จะมีกฎหมายห้ามไว้ เมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันอย่าง ที่สัตหีบ ก็ป้องกันไม่ทัน เพื่อนำสิ่งที่ขณะนี้หลายแหล่งท่องเที่ยวลักลอบ หรือแอบทำผิดกฎหมายขึ้นมาไว้บนโต๊ะ ทำให้กำกับดูแลง่าย เกิดไฟไหม้ หรือเหตุไม่คาดฝันจะได้ช่วยกันได้ทันท่วงที หากครม.อนุมัติในหลักการแล้ว ในเรื่องการเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 จำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพราะการทำประชาพิจารณ์ เพื่อสำรวจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ชุมชน จึงจำเป็นต้องเปิดในแหล่งที่ต้องไม่มีการต่อต้านเท่านั้น ต้องเปิดในแหล่งที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 เพื่อการฟื้นประเทศด้วยท่องเที่ยวนั้น ในพื้นที่ถนนบางลา ต.ป่าตอง จ.ภูเก็ต ได้สำรวจและทำวิจัยถึงเรื่องการขยายเวลาการเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการบริหารพื้นที่ ดังต่อไปนี้ 1.รายได้เฉลี่ยต่อคืนจากร้านค้าและสถานบันเทิง ทํารายได้สูงสุด ช่วงเวลา 03.00 – 04.00 น. ประมาณ 78 ล้านบาท 2.รายได้เฉลี่ยต่อคืนจากร้านค้าและสถานบันเทิงยามค่ำคืนบนถนนบางลา ดังนี้ ณ เวลา 01.00 น. รายได้ 57.68 ล้านบาท, เวลา 02.00 น. รายได้ 59.99 ล้านบาท, เวลา 03.00 น. รายได้ 78.45 ล้านบาท และเวลา 04.00 น. รายได้ 34.61 ล้านบาท
3.พฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่ออกจากโรงแรมเวลา 23.00 น. ใช้เวลาในการท่องเที่ยวไม่ถึง 2 ชั่วโมง (รวมระยะเวลาเดินทางอีก 30-40 นาที) ส่งผลให้ไม่สามารถใช้จ่ายในสถานบริการได้หลายแห่ง และนานขึ้น สูญเสียโอกาสด้านรายได้เข้าประเทศ เฉลี่ยประมาณ 70 ล้านบาท/วัน 4.นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จับจ่ายใช้สอย และท่องเที่ยวช่วงเวลา 01.00-04.00 น. การปิดสถานบันเทิงยามค่ำคืนในเวลาเดิมนั้น ก่อให้เกิดความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยต่อบ้านเมือง มีโอกาสในการเกิดอาชญากรรม จากกรณีนักท่องเที่ยวยังไม่ยอมกลับที่พัก เดินไปเตร็ดเตร่ตามชายหาด และ 5. ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการให้ข้อมูลในพื้นที่มีความประสงค์ให้มีมาตรการขยายเวลาเปิด ปิด สถานบันเทิงยามค่ำคืน ตี 4
“เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการและแรงงานภาคการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ท่องเที่ยว เห็นควรมีการพิจารณาอนุญาตให้มีการขยายเวลาปิดสถานประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยวสําคัญจนถึงเวลา 04.00 น. เพื่อเป็นการขยายเวลาท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเกิดการท่องเที่ยวและใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลโดยตรงต่อรายได้ทางการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท/วัน (กรณีถนนคนเดินบางลา ภูเก็ต) อีกทั้งยังสร้างความพึงพอใจต่อของนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวยามค่ำคืนอีกด้วย” นายพิพัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ตามงานวิจัยพื้นที่ท่องเที่ยว บนถนนบางลาต.ป่าตอง จ.ภูเก็ต ข้อพิจารณาและความเร่งด่วน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ดําเนินการพิจารณาศึกษาและจัดทําประชาพิจารณ์ในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนมาตรการขยายเวลาเปิดสถานบริการจนถึง 04.00 น. ในพื้นที่นําร่อง ดังนี้ กทม. ที่ถนนข้าวสาร ถนนพัฒน์พงศ์ ซอยคาวบอย นานา ,พัทยา ที่แหลมบาลีฮาย ถนนคนเดิน, ภูเก็ต ที่ถนนคนเดินบางลา ต.ป่าตอง, กระบี่ ที่อ่าวนาง, สุราษฎร์ธานีที่ เกาะสมุย (หาดเฉวง ต.บ่อผุด ต.มะเร็ด) เกาะพะงัน (เฉพาะฟูลมูน และฮาล์ฟมูนปาร์ตี้) และ พังงา (เขาหลัก) โดยความเร่งด่วนมาตรการให้ทันรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเดือน พ.ย.-มี.ค.
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ที่จะมีเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ อาทิ ลอยกระทง คริสต์มาส เคานต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ การดูแลความปลอดภัยนั้น การจัดงานต่างๆ จะมีหน่วยงานดูแลภายใต้ ผู้ว่าราชการประจำจังหวัดอยู่แล้ว ซึ่งเน้นให้ฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเคร่งครัด ส่วนกระทรวงมีข้อสั่งการไปยังตำรวจท่องเที่ยวให้เสริมการดูแลเข้าไปเพิ่มเติม รวมถึงสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด การกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดงานต่างๆ ให้เข้มงวดเรื่องการรักษาความปลอดภัยในทุกกรณี และกำชับทางทีมผู้จัดงานอีเวนต์ให้มีมาตรการป้องกันเหตุในการจัดงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการความแออัด และการทำความเข้าใจทางหนีไฟ
“ขณะนี้ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้สั่งให้ผู้การทุกคนไปสำรวจพื้นที่ว่า มีที่ใดบ้างจะมีการจัดงานเทศกาลต่างๆ และให้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์อุบัติเหตุใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่าง อิแทวอน ว่าพื้นที่ของตัวเองสามารถรองรับคนเข้าร่วมได้มากน้อยเท่าใด เพราะต้องมีการตรวจสอบจำนวนคนเข้าพื้นที่ไม่ให้มากจนเกินไป อาทิ เกิดเหตุการณ์ล้มทับจนขาดอากาศหายใจได้” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า แนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าทั้งเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ จะต้องทำให้ได้อย่างน้อยรวมกัน 2.7 ล้านคน หรือเดือนละ 1.3 ล้านคน หรือกระตุ้นให้เกิดการ เดินทางของต่างชาติ อยู่ที่ 4.5-5 หมื่นคน ต่อวัน เพื่อให้ทั้งปี 2565 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำได้ที่ 10 ล้านคนตามเป้าหมาย ที่วางไว้ ขณะนี้เราเห็นสัญญาณที่ดีของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง
รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวโน้มตลาดชาวจีน ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทิศทางกลับมาเที่ยวไทย เนื่องจากรัฐบาลจีนยังใช้นโยบายซีโร่โควิด-19 และไม่ปลดล็อกให้พลเมืองเดินทางออกเที่ยวต่างประเทศ โดยคาดหวังว่าการที่นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเข้าร่วมประชุมเอเปคที่ไทย ครั้งนี้ จะมีการหารือร่วมกัน เพื่อให้ปลดล็อกเป็นบางมณฑลของจีนให้เข้ามาเที่ยวไทยได้อีกครั้ง ซึ่งจะถือเป็นความสำเร็จในการหารือร่วมกันครั้งนี้ โดยอยากเสนอให้นายกฯ หารือถึงประเด็นดังกล่าวร่วมกับสี จิ้นผิง เพื่อให้ประกาศผลลัพธ์ที่เป็นบวกออกมาด้วย
“ของขวัญปีใหม่ 2566 ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ขณะนี้ต้องยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่มีอะไรออกมา เพราะงบประมาณที่จะใช้ดำเนินโครงการต่างๆ ยังไม่มี ทำให้พอไม่มีเงินก็ไม่สามารถมีอะไรออกมาได้ แต่ภายในเดือนพ.ย.นี้ หากรัฐบาลอนุมัติงบประมาณอะไรออกมาเพิ่มเติม ก็อาจมีอะไรออกมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้ได้” นายพิพัฒน์กล่าว