นิเทศจุฬาฯค้าน ผิดวัตถุประสงค์
นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ออก โรงแถลงค้าน ‘กสทช.’ ใช้เงินกองทุน 1.6 พันล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ชี้ทำผิดวัตถุประสงค์ หวั่นกระทบต่อภารกิจ แผนงาน โครงการเข้าถึงสื่อของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก เสนอ ‘กกท.’ ถกภาคเอกชน อาจ ถ่ายไม่ครบทั้ง 64 แมตช์ รวมทั้งต้องแก้กฎ ‘มัสต์แฮฟ-มัสต์แคร์รี่’ เปิดช่องให้เอกชนกล้าลงทุน ด้าน ‘ศิริกัญญา’ ก้าวไกล เตือนกสทช.ทำผิดกฎหมาย ด้าน กสทช.ถกวันนี้หาทางออกซื้อลิขสิทธิ์
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ และผอ.ดร.มรรยาท อัครจันทโชติ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสาร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แถลงคัดค้านนำเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย
รศ.ดร.ปรีดากล่าวว่า คณาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนหลายคน ร่วมคัดค้านกรณีที่กสทช.จะนำเงิน 1,600 ล้านบาท ไปซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ซึ่งกรณีนี้ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือคนไทยควรได้ชมฟุตบอลโลก เพราะเป็นกีฬาสำคัญที่คนไทยติดตามเยอะมาก และถ่ายทอดสดต่อเนื่องยาวนาน แต่กสทช.ไม่ควรนำเงินกทปส.ไปซื้อลิขสิทธิ์ เพราะผิดวัตถุประสงค์ และงบค่อนข้างสูงมาก กระทบความมั่นคง และสภาพคล่องของกองทุนที่จะเหลือเงินใน บัญชีที่ 1 ราว 2,000 ล้านบาท และบัญชีที่ 2 อีกกว่า 800 ล้านบาท
“เงินกทปส.ที่หายไปจะส่งผลกระทบต่อภารกิจ แผนงาน และโครงการของกสทช. ซึ่งมีนโยบายสำคัญเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสื่อ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้สูงอายุ กสทช.ไม่ควรแทรกแซงเนื้อหารายการ ซึ่งควรจะเน้นรายการเฉพาะกลุ่มที่ไม่อาจหา รายได้ มากกว่าจะสนับสนุนเงินจำนวนมากในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ไม่สามารถหารายได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้” รศ.ดร.ปรีดากล่าว
คณบดีคณะนิเทศฯ จุฬาฯ กล่าวว่า นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนมองทางแก้ไขระยะสั้น ด้วยการเจรจากับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ ภาคเอกชน โดยตามระเบียบของกสทช.เปิดช่องให้พิจารณายกเว้นเป็นกรณีพิเศษได้ หากมีความจำเป็น โดยเฉพาะกฎมัสต์แฮฟ และมัสต์แคร์รี่ ที่ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าร่วมได้ แต่ควรเปิดทางให้กกท.คุยกับเอกชนได้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลงและง่ายมากขึ้น ส่วนระยะยาวควรพิจารณาทบทวนใหม่เกี่ยวกับกฎมัสต์แฮฟ และมัสต์แคร์รี่ ที่ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน
ขณะที่ผศ.ดร.มรรยาท กล่าวว่าเสนอว่าควรจะพิจารณาว่าจะถ่ายครบ 64 แมตช์ หรือไม่ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเองก็ไม่ได้ถ่ายครบ ถ่ายแมตช์สำคัญ ส่วนแมตช์ที่เหลือก็จ่ายเงินชมแบบเปย์เปอร์วิว จะทำให้ค่าลิขสิทธิ์ถูกลงได้ เพราะกสทช.ไม่ควรนำเงินทั้งหมดมาจับจ่ายใช้สอยภายใน 1 เดือนแล้วหายไป โดยผิดวัตถุประสงค์ แต่ถ้ามติของบอร์ดกสทช.ยังอนุมัติงบ 1,600 ล้านบาท เราคงรู้สึกผิดหวัง และต้องจับตามองติดตามกับการใช้เงินว่าไปเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดหรือไม่
“ถ้าอนุมัติจริง กสทช.จะต้องชี้แจงว่าเงินในส่วนที่หายไปมียอดคงเหลือเท่าไหร่ และกระทบต่อแผนงาน โครงการอะไรบ้าง เราต้องเกาะติดว่าไปเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ รวมถึงช่องถ่ายทอดสดต่างๆ ที่สามารถนำไปสร้างกลไกทางการตลาดได้ ผลประโยชน์จะไปเข้าที่ใคร หากกสทช.ยืนยันว่าจะนำเงินไปใช้ ก็ต้องขอให้ชี้แจงว่ามาจากตรงไหน และจะไม่กระทบต่อสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาคประชาชนโดย วงกว้าง” หัวหน้าภาควิชาการสื่อสาร คณะ นิเทศฯ จุฬาฯ กล่าว
ขณะเดียวกัน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่าคัดค้านกสทช.เตรียมใช้เงินกว่า 1,600 ล้านบาท ของกทปส.ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก การใช้เงินกองทุนของกสทช. เป็นการทำผิดกฎหมาย เพราะตามกฎหมายแล้วเงินกองทุนไม่ได้อนุญาตให้เอาไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก และน่าแปลกที่กรณีการควบรวมกิจการของทรูและดีแทค เราขอร้องให้กสทช.ทำตามกฎหมาย แต่กสทช.กลับ ไม่ทำ แต่ในกรณีนี้ กสทช.กลับรีบบิดเบือนอำนาจตัวเองตามใบสั่งผู้มีอำนาจ การกระทำแบบนี้ลักลั่นย้อนแย้ง
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าเราต้องจ่ายเงินแพงกว่าทุกประเทศในโลก ก็มาจากกฎเกณฑ์พิลึกพิลั่นของกสทช.เอง ทั้งกฎมัสต์แคร์รี่ที่ทำให้ต้องซื้อลิขสิทธิ์ทุกช่องทาง ทั้งทีวี อินเตอร์เน็ต มือถือ ทำให้เราต้องจ่ายแพงถึง 1,600 ล้านบาท แพงกว่าประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนามที่ซื้อในราคาไม่ถึง 1,000 ล้านบาท และกฎมัสต์แฮฟที่ทำให้ไม่มีเอกชนรายใดต้องการซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูงถึง 1,600 ล้านบาท เพราะเมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องให้ลิขสิทธิ์กับฟรีทีวีได้ถ่ายทอดสดทุกช่องทางเช่นเดียวกัน
“ขอวิงวอนกสทช.ให้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะองค์กรอิสระ ไม่อยู่ใต้คำสั่ง หรือใบสั่งจากใคร การกระวีกระวาดล้วงเงินในกระเป๋าตนเองมาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอล ทั้งที่เงินส่วนที่นี้คือเงินสำหรับการเข้าถึงดิจิทัลของเด็ก คนพิการ คนชรา กสทช.ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาได้แล้ว ไม่ควรบิดเบือนกฎหมายเพื่อเอาใจใคร หรือทำตามใบสั่งใคร ไม่อย่างนั้นประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระเงิน 1,600 ล้านบาท เราอยากให้การดูฟุตบอลโลกเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข อย่าให้ที่มาของเงินค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาจากวิธีการที่ไม่ชอบธรรม เบียดบังผลประโยชน์ของประชาชนอย่างนี้เลย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมกสทช. วันที่ 9 พ.ย.นี้ มีวาระเพิ่มเติมเรื่องขอรับการสนับสนุนงบประมาณการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หลังสำนักงานกสทช.ได้รับหนังสือชี้แจงการร้องของบประมาณ จากกกท.แล้ว ส่วนเรื่องความชัดเจนต่างๆ ต้องรอหลังประชุมบอร์ดกสทช.วันที่ 9 พ.ย.