กกต.สอบพปชร. เงินบริจาค3ล้าน

พปชร.โหมนโยบายประชารัฐ ‘ป้อม’ ตั้งกรรมการ 3 ทีม ‘ฟิล์ม-รัฐภูมิ’โผล่ร่วมด้านสังคม กกต.ตั้งคณะทำงานสอบปมรับบริจาค 3 ล้าน จากนายทุนจีน ปชป.ฉะน้องเทพไทเล่นใหญ่แถลงลาออก รับใบสั่งแกนนำพรรคใหม่ เพื่อไทยปลื้มผลโพลหนุนพรรค-อุ๊งอิ๊ง ยันเป็นพลังมุ่งมั่นแลนด์สไลด์ ‘ชัช’ รีแบรนด์พลังท้องถิ่นไท สู้ศึกเลือกตั้ง ป.ป.ช.แถลงยันเอาผิด ‘ชนม์สวัสดิ์’ กับพวก คดีเงินอุดหนุนวัดใน จ.สมุทรปราการ วงเงิน 338 ล้าน เตรียมชงอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต ปลายปีจ่อชี้คดีระบายข้าว จีทูจีภาค 2 กับคดีขายมันจีทูจี

ปปช.ยันฟันชนม์สวัสดิ์กับพวก
วันที่ 14 พ.ย. ที่สำนักงาน ป.ป.ช สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงกรณีการชี้มูลความผิดนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สมุทรปราการ กับพวก คดีเงินอุดหนุนวัด ใน จ.สมุทรปราการ ว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นการ ร่วมกันกระทำผิดระหว่างนายชนม์สวัสดิ์ กับพวก โดย ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พบนายชนม์สวัสดิ์ ครั้งเป็นนายก อบจ.กับพวก อนุมัติเบิกจ่ายเงินวัดในสมุทรปราการจริงรวม 68 โครงการ 856 ล้านบาทเศษ ซึ่งเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้กับวัดในช่วงดังกล่าว

ต่อมา ป.ป.ช.พบว่ามีอย่างน้อย 20 โครงการ วงเงิน 338 ล้านบาทเศษ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีตัวละครคือ นายปกรณ์ เนตรประภา กรรมการบริษัท เอเวอร์กรีน เอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับผู้บริหาร อบจ. จะเป็นตัวแทน อบจ.ประสานวัดว่าต้องการเงินอุดหนุนจาก อบจ.ไปก่อสร้างเมรุ หรือศาลาการเปรียญหรือไม่ แล้วจัดทำคำขอ แบบแปลนให้เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ลงนาม

พฤติกรรมแสวงหาประโยชน์
เมื่อ อบจ.รับคำขอแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้แก่ นายอำนวย รัศมิทัต นายก อบจ.ช่วงปี 2554 และนายชนม์สวัสดิ์ นายก อบจ.ปี 2555-2556 ร่วมกับนายมนัส บุญอารีย์ ปลัด อบจ.ระหว่างปี 2554-2555 และนายสายัณฑ์ รักษนาเวศ ปลัด อบจ.ระหว่างปี 2556 พร้อมนายวิชัย จันทร์จำรูญ ผอ.กองการศึกษาฯ นายชัยยศ ตั้งจิตดำรงรัตน์ ผอ.กองช่าง และนายอนุวัต ควรคิต ผอ.ฝ่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตั้งงบประมาณรายจ่ายเงินอุดหนุน ผลักดันเสนอโครงการเข้าสภา อบจ. โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด แบบแปลน และราคาประมาณก่อสร้างว่าถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่

เมื่อ อบจ.อนุมัติแล้ว นายปกรณ์แจ้งวัด เพื่อนัดหมายขึ้นเงิน แล้วมอบเงินครึ่งหนึ่ง ให้นายปกรณ์ จากนั้นบริษัทเอเวอร์กรีน ที่นายปกรณ์เป็นกรรมการ เข้ามารับจ้างโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุน กระบวนการเริ่มต้นถึงจบผู้แทนกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาคือบริษัทผู้รับเหมา ภายหลัง อบจ.อนุมัติเงินอุดหนุน ทั้งนาย ชนม์สวัสดิ์ กับพวกไม่ได้ตรวจสอบติดตามใช้จ่ายเงินอุดหนุนเลย ลักษณะน่าจะร่วมกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากเงินอุดหนุน ดังกล่าว ขณะที่ทุกโครงการมีปัญหาจากการก่อสร้าง ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา จ้างช่วง ทิ้งงาน ไม่ตรงแปลน รายการประมาณราคาไม่ถูกต้อง ราชการเสียหายร้ายแรง

พบตำรวจ – นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชู 3 นิ้วทักทายผู้มาให้กำลังใจ ก่อนเข้าพบตำรวจสน.นางเลิ้ง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. กรณีถูกแจ้งความเอาผิดโพสต์หมิ่นนายกฯ ซึ่งพนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ

ส่งอสส.ฟ้องอาญา
คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาเห็นว่า นายชนม์สวัสดิ์ และนายอำนวย เมื่อครั้งเป็นนายกอบจ.สมุทรปราการ มีมูลความผิด ฐานละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ส่วนนายปกรณ์ และบริษัท เอเวอร์กรีน ผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 86 ป.ป.ช. จัดทำรายละเอียดและเตรียมส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในพื้นที่ที่มีอำนาจวินิจฉัยต่อไป ไม่สามารถเอาผิดเรื่องฮั้วประมูล เพราะการจ่ายเงินอุดหนุนให้วัดนั้นวัดไม่มีระเบียบเรื่องดังกล่าว มีลักษณะคล้ายคดีเงินทอนวัด เป็นอำนาจของวัดจะดำเนินการ แตกต่างกับถ้าเป็นราชการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง

ส่วนการดำเนินคดีนายชนม์สวัสดิ์ ช่วงใกล้เลือกตั้งที่ถูกมองเป็นเรื่งการเมืองนั้น ป.ป.ช.พิจารณาเรื่องนี้มาต่อเนื่อง นำเรื่องส่ง ป.ป.ช.เพื่อรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ถ้าหลักฐานไม่พอก็ต้องกลับมาหาข้อมูลเพิ่มใหม่ ทุกอย่างมีไทม์ไลน์ที่ตรวจสอบได้ ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่บังเอิญมาเสร็จช่วงนี้พอดี อีกทั้งต้องเร่งพิจารณาเพื่อให้เอาผิดทั้งทางวินัยและอาญาได้ควบคู่กันไป เนื่องจากยังมีผู้ถูกกล่าวหาที่ยังรับราชการอยู่

ลุ้นชี้ขาด‘ข้าวจีทูจี-มันจีทูจี’
เลขาฯ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ภาค 2 ที่มีการกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีกระแสข่าวเตรียมเสนอที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่พิจารณาภายใน พ.ย.นี้ ว่า ไม่สามารถตอบรายละเอียดได้เพราะต้องรอองค์ประชุม ป.ป.ช.ครบวันไหน เนื่องจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. มีนโยบายว่าเรื่องนี้เป็นคดีใหญ่ สมควรให้องค์ประชุมครบถ้วนเพื่อพิจารณา แต่เชื่อว่าน่าจะเสร็จทันภายในปลายปี 2565

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีจีทูจีอื่นๆ เช่น คดีการระบายมันสำปะหลัง (มันเส้น) แบบ จีทูจีนั้น นายนิวัติไชยกล่าวว่า คดีมันเส้นเสร็จแล้วเช่นกัน ทั้ง 2 สำนวนเตรียมนำเสนอ ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เมื่อถามว่า คดี มันเส้นจีทูจีที่ระบุว่าเสร็จแล้วหมายถึงสมัย รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช่หรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า น่าจะหมายถึงเสร็จทั้ง 2 รัฐบาล แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีมันสำปะหลังจีทูจี ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนเกิดขึ้น 2 ช่วง 1.รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กรณีสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) ร่วมกับ ตร. และกมธ.กิจการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พัวพันไปถึงบริษัท China Marine Shipping Agency Lianyungang Co., Ltd

2.รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีกล่าวหาการทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังแบบจีทูจี เชื่อมโยงถึง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ เสี่ยเปี๋ยง กับนพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ รวมทั้งกลุ่มบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด

กกต.สอบพปชร.รับ3ล้าน
รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องขอให้ กกต.ตรวจสอบพรรค พปชร. กรณีรับเงินบริจาค 3 ล้านบาทจากนายทุนชาวจีน ซึ่งเป็นเจ้าของสถานบันเทิงชื่อดังย่านยานนาวานั้น เลขาธิการกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ตั้งคณะทำงานไต่สวนและสืบสวนขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยขั้นตอนการทำงานทางคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน รวมทั้งเรียกผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ภายในกรอบระยะเวลา 30 วัน แต่หากไม่แล้วเสร็จ คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนสามารถขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน เพื่อรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐาน และพยานให้ครบถ้วน ก่อนจัดทำเป็นความเห็นเสนอต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและรายงานเข้าที่ประชุมกกต.พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ คำร้องของนายศรีสุวรรณ ให้ตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 72 ห้ามพรรคการเมืองรับเงินหรือทรัพย์สินประโยชน์อื่นใดโดยรู้ หรือควรรู้ว่าแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมาตรา 74 ระบุว่า ห้ามพรรคการเมืองรับเงินจากบุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย

สำหรับคำร้องของนายศรีสุวรรณ ยื่นให้กกต. เพื่อตรวจสอบว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 44 ห้ามรับบริจาคเพื่อกระทำการ หรือสนับสนุนการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ, มาตรา 72 ห้ามพรรคหรือสมาชิกพรรครับบริจาคจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย และ มาตรา 74 ห้ามรับบริจาคโดยรู้หรือควรรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว ขอให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบ พปชร. ตามมาตรา 92(3) ของรัฐธรรมนูญ 2560

พปชร.ยันรับเงินทำถูกกม.
ขณะที่ พปชร.ยืนยันพรรคได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่าบุคคลที่ตกเป็นข่าวมีสัญชาติไทยตามกฎหมายและไม่มีคดี หรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในช่วงเวลาที่บริจาค และเงินที่บริจาคไม่เกิน 10 ล้านบาท ตามที่พ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนด ส่วนแหล่งที่มาของเงินทราบว่ามาจากการประกอบธุรกิจ ดังนั้นพรรคจึงจัดทำรายงานที่ประกอบด้วยเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมถึงสำเนาบัตรประชาชนของผู้บริจาค ส่งให้กกต.แล้วตั้งแต่ปี 2564 ถือว่ารายงานดังกล่าว ครบถ้วนสมบูรณ์ และมั่นใจว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ พปชร.จึง ไม่ได้กังวลเรื่องดังกล่าว และไม่ได้เตรียมการรับมืออะไรเป็นพิเศษ แม้ว่ากกต. จะตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินบริจาคก็ตาม เพราะถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับทางพรรค แต่เป็นเรื่องที่กกต. จะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ฟิล์ม-รัฐภูมิโผล่ร่วมงานพปชร.
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เผยว่า พปชร.ได้วางนโยบายขับเคลื่อน และสานต่อ 3 พันธกิจหลัก ประกอบด้วย 1. สวัสดิการประชารัฐ: ขจัดความเหลื่อมล้ำ 2.เศรษฐกิจประชารัฐ: สร้างความสามารถและโอกาสที่เท่าเทียม และ 3.สังคมประชารัฐ : สงบสุข เข้มแข็ง แบ่งปัน ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำนโยบายที่สอดรับกับความต้องการประชาชน และการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอนาคต มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้กินดี อยู่ดี

ล่าสุดพรรคแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 3 พันธกิจ 10 คน อาทิ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์

และแต่งตั้งคณะกรรมการแยกตามพันธกิจหลักของพรรค ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการประชารัฐ มี นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล นายนัทธี ถิ่นสาคู น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ และน.ส.สุรดา จุนทะสุตธนกุล 2. คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประชารัฐ มี นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ นายชวน ชูจันทร์ นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และนายภาคิน สมมิตรธนกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ

3.คณะกรรมการขับเคลื่อนสังคมประชารัฐ ประกอบด้วย นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ นายชวน ชูจันทร์ นายสุทา ประทีป ณ ถลาง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายกานต์ กิตติอำพน นายปรมะ บุญเขื่อง น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นายแสนหล้า พันธุ์ราดล และ นายนิธิวุฒิ โรจน์ประสิทธิ์พร

ปาฐกถา – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) กล่าวปาฐกถา ‘ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป’ โดยแนะนำไทยใช้เวทีประชุมเอเปค ประกาศความเป็นผู้นำอาเซียน เพื่อให้ไทยยังอยู่ในสายตาของจีนที่เป็นประเทศมหาอำนาจโลก ที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน สี่พระยา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ย.

พรรค‘ชัช’รีแบรนด์สู้ศึก
น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) เผยถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ครั้งที่ 2 ในวันที่ 21 พ.ย. ว่า เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง ในงานจะเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ของพรรค ทีมงานคนรุ่นใหม่ และเปิดตัวนโยบายพรรค โดยรายละเอียดที่ชัดเจนนั้น ในวันที่ 18 พ.ย. แกนนำพรรคจะนัดหารือเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนแถลงอีกครั้ง ทั้งนี้นโยบายที่พรรคเตรียมเสนอคือ การสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยมีแนวทางการทำกาสิโน เป็นหนึ่งในกลไกสร้างรายได้

สำหรับการเลือกตั้งสมัยหน้าตนไม่หวั่นไหว แม้จะมีพรรคใหญ่หรือบ้านใหญ่ประกาศชนะทุกเขตใน จ.ชลบุรีก็ตาม เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสีสันทางการเมือง แต่การตัดสินใจเลือกตั้งขึ้นอยู่กับประชาชน และตลอด 4 ปีที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมใหญ่ของ พทท. กำหนดจัดที่ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมเดอะรอยัล ริเวอร์ บางพลัด จัดในหัวข้อ พลังท้องถิ่นไท พลังประเทศไทย โดยจะเปิดตัวทีมงานใหม่ และเสวนาหัวข้อถึงเวลาที่ “พลเมืองไทย ต้องใหญ่กว่า นักการเมือง” โดยมี นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ รองหัวหน้าพรรค, น.ส.ชามา คงอุดม หรือ มะปราง พิธีกรรายการไปไหนก็ได้, น.ส.กวินนาถ และ นางกอบบุญ ทางสวัสดิกุล นักวิชาการ ร่วมเสวนา

พท.ขอบคุณผลโพลเชียร์อิ๊ง
น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีนิด้าโพลเผยแพร่สำรวจประชาชนภาคกลางเมื่อ 13 พ.ย. และภาคเหนือเมื่อ 6 พ.ย. ส่วนใหญ่สนับสนุน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ และยังเลือก พท.เป็นอันดับหนึ่ง ในการเลือก ส.ส. เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ไว้ใจเลือก พท.ให้เป็นพรรคในใจ และขอบคุณแทน น.ส.แพทองธาร แม้ยังไม่ประกาศตัวเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ก็ยังได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นมากขนาดนี้ ตอกย้ำว่าพี่น้องประชาชนสนับสนุนแนวทางนโยบาย และผู้สมัครของพรรค เราจะแปรเปลี่ยนเสียงสนับสนุนเป็นภารกิจในการคิดค้นนโยบายเพื่อสร้างรายได้ สร้างชีวิตใหม่ให้ประชาชน ปลดเปลื้องพันธนาการความทุกข์ระทมที่ประชาชนต้องพบเจอมาตลอด 8 ปี พท.จะชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ถือว่าเป็นชัยชนะของพี่น้องประชาชน ผลโพลเป็นภาพสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนบางส่วน หลังจากนี้ พท. และผู้สมัครจะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักต่อไป

นิกรเมินโพล-โวเรตติ้งท็อปดี
นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นของนิด้าโพล ต่อการตัดสินใจเลือกผู้แทน พรรค การเมืองและแคนดิเดตนายกฯ ครบทุกภาค โดยพรรคเพื่อไทย(พท.) และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มีคะแนนนำทุกภาค ว่า ไม่มีผลต่อ ชทพ. เป็นผลสำรวจความเห็นระหว่างทางที่ไม่สามารถชี้วัดผลการเลือกตั้งได้ทั้งหมด การโหวตของประชาชนให้ความสนใจโหวตพรรคใหญ่ พรรคที่รู้จักเป็นหลัก เลือกตั้งครั้งหน้ายังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ การเมืองแบบดั้งเดิม การเมืองแบบฐานรากที่ประชาชนคงวิถีเดิม ที่ไม่ออกมาแสดงความเห็น จากการวัดกระแส นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม หัวหน้า ชทพ.แบบโฟกัสกรุ๊ปพบว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดี เชื่อว่านายวราวุธ ยังอยู่ในกระแสและได้รับผลตอบรับที่ดี เป็นความนิยมที่เพิ่มมากอย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปเน้นคนรุ่นใหม่

วันที่ 22 พ.ย. พรรคเตรียมประชุม กก.บห.และส.ส. เพื่อจัดทำนโยบาย ตอนนี้พรรคมี จุดขายคือ หัวหน้าพรรค สิ่งที่ต้องทำคือการทำนโยบายที่เป็นเรื่องอนาคต เรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ มั่นใจป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ได้ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 25 คน จะเป็นไปได้ เพราะเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคจะใช้การเลือกตั้งแบบเน้นจุด แทนการส่งผู้สมัครส.ส.ครบทุกเขต

กดดันสส.-สว.ผ่านปลดล็อกท้องถิ่น
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้เสนอแก้ไขกฎหมาย โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ Thanathorn Juang roongruangkit-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น จดหมายเปิดผนึก ถึงประชาชนที่เคารพ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการและบุคลากรท้องถิ่นทั่วประเทศไทย เรียกร้องให้ช่วย ส่งเสียงให้รัฐสภาผ่านร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ประเด็นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ภายหลังคณะก้าวหน้าและพรรค ก้าวไกล (ก.ก.) เดินหน้าจัดรณรงค์ใน 30 จังหวัด มีประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพวกเราทั้งสิ้น 80,772 รายชื่อ และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบรายชื่อ มีเอกสาร ครบถ้วน 76,591 รายชื่อ

นายธนาธรระบุ ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา 29-30 พ.ย. จึงขอให้พี่น้องประชาชน รวมถึงนายก อปท. สมาชิกสภา และข้าราชการท้องถิ่นทุกคนช่วยกันรณรงค์ และส่งเสียงเรียกร้องไปยังสมาชิกรัฐสภา ให้ลงคะแนนรับหลักการร่างฉบับนี้

ปชป.ฉะน้องเทพไท-แผนเล่นใหญ่
นายชัยชนะ เดชเดโช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวกรณีนายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ ประกาศเตรียมลาออก ปชป. และเตรียมคืนเสื้อแจ๊กเกต ว่า จากข่าวนายพงศ์สินธุ์ ใจความสำคัญคือการอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมกับผลโพล ไม่ได้รับเลือก เป็นตัวแทนพรรคให้ลงสมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช และตัดสินใจลาออก มีการแย้มว่ามีบุคคลระดับแกนนำที่เคยออกจากปชป.ไป ติดต่อขอให้ไปอยู่พรรคใหม่ โดยให้มีการเล่นใหญ่ถึงขั้นคืนเสื้อแจ๊กเกตของพรรคนั้น ตนขอชี้แจงกรณีทำโพลคัดเลือกผู้สมัครช่วง ต.ค. ตนเรียกทั้งนายพงศ์สินธุ์ และว่าที่ ร.ท.ยุทธการ รัตนมาศ ให้รับทราบขั้นตอนการทำโพล สำรวจความนิยมก่อนคัดเลือกว่าใครจะได้ลงสมัครในพื้นที่ อ.หัวไทร และ อ.ชะอวด ซึ่งคาดจะเป็นเขตเลือกตั้งใหม่ ทั้งสองก็รับทราบและยอมให้ทำโพล เมื่อมีการแถลงเปิดผลโพล 15 ต.ค. ว่าที่ ร.ท.ยุทธการ ได้รับความนิยมในผลโพล นายพงศ์สินธุ์ ยกกรณีที่ตัวเองเคยลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครศรีฯ เมื่อมี.ค.2564 มากล่าวอ้างเพื่อให้พรรคส่งลงสมัคร และหลังเปิดตัวว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส. เมื่อ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา นายพงศ์สินธุ์ ก็โวยวายว่าถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

นายพงศ์สินธุ์ยอมรับให้มีการทำโพลสำรวจความคิดเห็นมาตั้งแต่ต้น และกระบวนการสำรวจทั้งหมดก็เหมือนกับการทำโพลพื้นที่อื่นๆ ที่มีสมาชิกพรรคประสงค์จะลงสมัคร ส.ส.มากกว่า 1 คน หากนายพงศ์สินธุ์จะตัดสินใจไม่ยอมรับผลโพลและโวยวายว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งจากพรรค เพื่อเป็นเหตุอ้างไปหาสังกัดใหม่ก็เป็นสิทธิ์ของนายพงศ์สินธุ์ แต่ตนในฐานะมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครส.ส. ในพื้นที่และถูกพาดพิงถึง จำเป็นต้องชี้แจงความจริง เพราะกระบวนการทั้งหมดอธิบายทั้งข้อเท็จจริงและตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้น เพียงว่าแต่ละฝ่ายจะยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้มากน้อยขนาดไหน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน