ปชป.ยันมติเดิม ปล่อยฟรีโหวต กกต.ออกเกณฑ์ ชงทำประชามติ

‘อนุทิน’แจงเข้าใจข้อกังวลสังคมกรณีกัญชา ถึงออก ประกาศสธ.คุมช่อดอก หวังร่างพ.ร.บ.ผ่านสภาโดยเร็ว ‘ศุภชัย’ย้ำออกกฎหมายโดยตรง ช่วยแก้ปัญหาชาวบ้าน-ตำรวจสับสน ปชป.ยันปล่อยฟรีโหวตวาระ 2 และ 3 ‘รมต.สุชาติ’ เตรียมเปิดอนาคตการเมืองหลังเอเปค เปรยโดนแทงหลังบ่อย ‘หมอระวี’เล็งเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถึง ‘ชวน’ 30 พ.ย. ยันไม่สุดซอย ส.ส.เพื่อไทยเชื่อผ่านยาก กกต.คลอดหลักเกณฑ์เสนอครม.ทำประชามติ กำหนดประชาชนเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน เนื้อหาต้องชัดเจน และไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

ครม.ยื้อประกาศสธ.-หวั่นขัดกม.
ความคืบหน้ากรณีที่ นายอนุทิน ชาญ วีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ฉบับปรับปรุงใหม่ เพื่อควบคุมการใช้ “ช่อดอก” เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2565 ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยประกาศจะมีผลบังคับใช้หลังจากที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา

ต่อมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 15 พ.ย. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้หยิบยกประกาศฉบับดังกล่าวมาหารือ เนื่องจากเห็นว่าแม้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ที่ประชุม ครม. แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากจะพูดคุยกันให้เข้าใจตรงกันก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และในตอนท้าย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม. ว่า จะนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในวันที่ 22 พ.ย. เพื่อปรับแก้ไขและนำเสนอต่อ ครม. อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า กรณีนี้ ถือเป็นประกาศกระทรวงฉบับแรกที่ถูก ครม. นำเข้ามาพิจารณาในที่ประชุม เนื่องจากตามกระบวนการ หากกระทรวงจะออกประกาศอะไร ต้องผ่านความเห็นจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง นำเสนอไปยังคณะกรรมการภายใต้พระราชบัญญัตินั้นๆ เท่านั้น เมื่อผ่านความเห็นชอบทั้งหมดแล้ว จะนำเสนอไปยังรัฐมนตรี เพื่อ ลงนามในประกาศ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจ โดยชอบธรรมตามกฎหมาย จากนั้นเลขาธิการ ครม. มีหน้าที่นำประกาศนั้น ออกเผยแพร่ ในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนครม.สามารถยับยั้งการประกาศได้หรือไม่ แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวว่า ไม่เคยมีประกาศใดที่ต้องนำเข้าพิจารณาใน ครม. หรือคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้น คำถามคือ กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นการก้าวล่วงอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายหรือไม่ และต้องไปดูต่ออีกว่า หากเลขาธิการ ครม.ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ จะมีความผิดหรือไม่

‘อนุทิน’จี้ออกพ.ร.บ.กัญชา
ด้านนายอนุทินให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น ว่า รับทราบความเห็นจากที่ประชุม ครม.แล้ว ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น จึงยังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลใดๆ

ต่อมา เพจเฟซบุ๊ก “อนุทิน ชาญวีรกูล” ของนายอนุทิน โพสต์ข้อความสืบเนื่องจากกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับร้านขายกัญชาเพื่อสันทนาการ พร้อมเร่งสภาให้พิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไปว่า ได้เห็นข่าวท่านส.ว.สมชาย แสดงความกังวลเกี่ยวกับร้านค้าที่ขายกัญชาให้ นักท่องเที่ยวสูบในร้าน ผมได้รับฟัง และเข้าใจข้อกังวลของสังคมในเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ระหว่างที่เรารอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ในสภา

นั่นคือเหตุผลที่เราออกประกาศสมุนไพรควบคุมกัญชาฉบับใหม่ที่ปรับปรุงจากฉบับเดิม เพราะประกาศฉบับเดิมเน้นควบคุมการขายให้เด็ก และสตรีมีครรภ์ แต่ฉบับใหม่มีการห้ามการขายช่อดอกทั้งหมดไม่ว่ากับใคร ยกเว้นได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการขาย ช่อดอกที่แปรรูปเพื่อสูบด้วย แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยืนยันว่าการสูบกัญชาแบบคนที่ใช้เป็นจะไม่เป็นอันตรายเท่าเหล้าบุหรี่ ซึ่งเราก็ทำเพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลของสังคมโดยตรงระหว่างรอ พ.ร.บ.กัญชาฯ

นอกจากนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ว่าด้วยเรื่องกำหนดช่อดอกเป็นสมุนไพรควบคุมนั้น ผมได้ลงนาม และส่งไปที่สำนักงานเลขาธิการครม. เพื่อให้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หมายความว่าหลังประกาศฉบับนี้ถูกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ใครก็เปิดร้านกัญชาเพื่อสูบไม่ได้ ขายช่อดอกไม่ได้ ยกเว้นคนที่ขอใบอนุญาต ซึ่งเราเปิดช่องไว้สำหรับการแพทย์ อย่าลืมว่ามีการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค และบำบัดการติดยาเสพติด เช่นพวกยาบ้าได้ด้วย

ผมเห็นตรงกับท่านส.ว. อยากให้สภาพิจารณาผ่านกฎหมายโดยเร็ว ไม่ควรประวิงเวลา เพราะถ้ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ในที่เดียวกัน แทนที่จะเป็นประกาศหลายฉบับอย่างที่มีอยู่ ก็ย่อมสะดวกกว่าสำหรับผู้บังคับใช้ หากมีอะไรที่กระทรวงสาธารณสุขทำเพิ่มเติมได้ระหว่างนี้ เราจะดำเนินการอย่างดีที่สุด

แก้ชาวบ้าน-ตำรวจสับสน
นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา ร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีการเผยแพร่ภาพเยาวชนสูบกัญชา ว่า แบบนั้นผิดกฎหมายแน่นอน ตำรวจเข้าไปจัดการได้เลย ไปหาตัวผู้ที่ให้กัญชากับเด็ก หรือขายกัญชาให้เด็กได้เลย ตำรวจต้องทำหน้าที่ของท่าน เพราะมีกฎหมายออกมาแล้ว คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม

ทั้งฉบับเก่าและฉบับล่าสุด เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามเยาวชน คนท้อง สตรีให้นมบุตรเข้าถึงกัญชา ระบุโทษชัด คนให้ คนขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตำรวจลุยได้เลย ท่านทำได้ และท่านทำมาแล้ว ยกตัวอย่างจากเคสที่ จ.ศรีสะเกษ ก็ลงตลาดไปตามล่าหาคนขาย แสดงว่าตำรวจทำได้ ถ้าบังคับใช้กฎหมายจริงจังจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

ปัญหาตอนนี้ส่วนหนึ่งเพราะตำรวจจำนวนมากไปจนถึงสังคมยังสับสนกับกฎหมายกัญชา ที่ออกมาในรูปของประกาศสารพัด ซึ่งการให้เด็กใช้ผิดกฎหมายแน่นอน แต่ตำรวจอาจยังไม่รู้ สังคมเองก็อาจยังไม่ทราบ เนื่องจากความเป็นประกาศ เลยดูไม่เข้มแข็ง ไม่จริงจัง ทั้งที่เป็นกฎหมาย ความสับสน ทำให้เกิดความกล้าๆ กลัวๆ กว่าจะเข้าใจเรื่องประกาศก็ต้องอาศัยเวลา

ถ้า มีพ.ร.บ.ออกมาความสับสนจะหายไปทันที เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะอยู่ในเล่มเดียว อยู่ในพ.ร.บ.ก็จบ สังคมจะรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ขณะที่ตำรวจจะมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ จับเป็นจับ ขังเป็นขัง จับเสร็จ ขังเสร็จ เปิด พ.ร.บ.โชว์เลย นี่คือประโยชน์ของ พ.ร.บ. นี่คือความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะ

ขอเสียง – นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตลาดเทศบาลอำเภอชะอวด พบปะให้กำลังใจและแนะนำตัวว่าที่ ผู้สมัครใหม่ของพรรคกับพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ

ปชป.คงมติปล่อยฟรีโหวต
ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส. นครศรีธรรมราช ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ว่า เรื่องนี้ควรหยิบยกไปพิจารณาในที่ประชุมวิปรัฐบาล วันที่ 21 พ.ย. เวลา 13.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะพิจารณาในที่ประชุมสภาวันที่ 23 พ.ย. หากทันก็น่าจะพิจารณาได้ ส่วน วิปรัฐบาลยืนยันเหมือนเดิม ที่ให้การลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. แต่ต้องเอาประกาศกระทรวงมาพิจารณาอีกครั้ง

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะประชุม ส.ส.พรรควันที่ 22 พ.ย. ซึ่งขณะนี้มีคณะทำงานติดตามศึกษาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ และประกาศกฎกระทรวง โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง ดำเนินการอยู่ ซึ่งทั้ง 3 คนนี้จะชี้แจงใน ที่ประชุมว่าหลังจากศึกษาแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง โดยหลักการพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในหลักการเดิม ว่าร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ควรมีความชัดเจน และให้มีพ.ร.บ. ให้ส่งเสริมทางการแพทย์ แต่เท่าที่ทราบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังไม่ชัดเจนและไม่ตอบโจทย์คำถาม 13 ข้อของพรรคประชาธิปัตย์

“ขณะนี้เท่าที่พูดคุยกัน แม้จะมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขออกมา ก็ยังไม่ชัดเจน ต้องฟังคณะทำงานพรรคชี้แจงเหตุผลทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร จึงจะมีมติออกมาอีกครั้ง แต่ต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบ เพราะกฎหมายกัญชา เป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชนและหวังผลระยะยาว พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ จึงยึดหลักการที่เคย ตัดสินใจไปแล้ว เหมือนเดิม” นายชินวรณ์กล่าว

ก้าวไกลนัดถกทิศทาง 22 พ.ย.
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับพรรคก้าวไกล ได้นัดหมายวันที่ 22 พ.ย. เพื่อลงมติการประชุมส.ส.ว่าจะโหวตกฎหมายฉบับนี้ไปในทิศทางใด กมธ.สัดส่วนพรรคก้าวไกลได้ขอสงวนความเห็นในกฎหมายนี้จำนวนมาก จึงต้องรอดูว่าจะสามารถโน้มน้าวสภาให้เห็นด้วยกับกมธ. เสียงข้างน้อยได้หรือไม่

ส่วนความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลเราเห็นมาเป็นระยะแล้ว โดยในการโหวตวาระ 1 แทบจะไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่เมื่อเข้าใกล้การประชุมวาระ 2-3 ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มมีความขัดแย้งเข้มข้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้ ส่งผลให้กลายเป็นความขัดแย้งภายในครม.ด้วย ดังนั้นคงจะเกิดเหตุการณ์นี้ในสภาไม่ต่างกันเท่าใด

จากนี้ เราจะเห็นภาพฝ่ายที่เป็นรัฐบาลเห็นตรงข้ามกัน และจะส่งผลต่อการลงคะแนนในที่สุดด้วย จึงถือว่าเป็นภาพสะท้อนการเมืองไทยที่ชัดเจนมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไหร่จะยิ่งเห็นอาการไม่ลงรอยกันของพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น เพราะในการเลือกตั้งทุกพรรคคือคู่แข่งกัน

นวดไทย – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เยี่ยมชมบูธของกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีบริการนวดไทย นวดสมุนไพร ทำสปาหินร้อน เปิดให้บริการภายในศูนย์สื่อมวลชนการประชุมเอเปค ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 16 พ.ย.

‘เฮ้ง’เปรยโดนแทงหลังบ่อย
เวลา 11.20 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางมาเยี่ยมชมบูธของกระทรวงแรงงาน ภายในศูนย์สื่อมวลชนที่เปิดให้บริการนวดแผนไทย นวดตอกเส้น และสปาหินร้อน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

โดยนายสุชาติได้ทดลองนวดคอ บ่า ไหล่ และเอาตอกเส้น ได้พูดหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ผมเป็นคนชอบนวด นวดบ่อย โดยเฉพาะนวดคอ บ่า ไหล่ เพราะมีอาการหลังตึง เป็นพังผืด แต่ที่หลังแข็งไม่ใช่ปวดอะไรมากนัก แต่เพราะโดนแทงบ่อยๆ มีมีดอยู่ข้างหลัง

เปิดอนาคตการเมืองหลังเอเปค
นายสุชาติให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลดีกับรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า ถ้ามองในมุมการเมืองคงมองแบบนั้น แต่ในฐานะรัฐบาลและนายกฯ มองเรื่องความก้าวหน้าของประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ถ้ามองในมุมการเมืองก็จะพุ่งเป้าไปในทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเรื่องใดที่พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สั่งการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า เวลานี้เราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค สิ่งสำคัญคือการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยทั้งประเทศภาคภูมิใจไทย เรื่องนี้สำคัญที่สุด เรื่องอื่นเราไม่มีพูดถึง ขอย้ำว่าเราพุ่งเป้าไปที่ประเทศเป็นหลัก

ส่วนความชัดเจนทางการเมืองนั้น นายสุชาติกล่าวว่า ในส่วนของตนคงหลังจาก ประชุมเอเปคให้งานสำคัญผ่านพ้นไปก่อน ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวโน้มจะยังอยู่กับพล.อ. ประยุทธ์ หรือพล.อ.ประวิตร นายสุชาติ กล่าวว่า ให้รอนิดนึง เวลานี้เอางานสำคัญก่อน เพราะตนตั้งใจและมองว่าการประชุมเอเปคเป็นงานสำคัญที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและทั่วโลกเห็นศักยภาพ ซึ่งนายกฯ ตั้งใจและเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ รวมถึงคนไทย ทุกคนเฝ้ารอการประชุมวันนี้ จึงอยากให้การจัดการประชุมมีความสมบูรณ์แบบและพัฒนาประเทศ สร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศและคนไทยทุกคน

‘ระวี’ลุยพ.ร.บ.นิรโทษกรรม
นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.) ที่ต้องการเพิ่มประเด็นในร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมใน 4 กรณีคือ คดีกบฏ คดีผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คดียุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง และคดีทุจริตที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายมงคลกิตติ์ และยังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าว

ส่วนการพูดคุยเพื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ตนเสนอนั้นเป็นไปได้ เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเนื้อหา โดยเดินสายพูดคุยกับแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ เบื้องต้นมีประเด็นที่เป็นข้อเสนอมาจากพรรคเพื่อไทย (พท.) โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอประเด็นนิรโทษกรรมคดีทุจริตที่มีเหตุมาจากการเมือง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอ เช่น คดีอาญาที่รุนแรง การเผาสถานที่ราชการ ที่เป็นฝ่ายประชาชน ซึ่งได้รับการลงโทษ ติดคุกแล้ว เป็นต้น ซึ่งตนจะเดินสายหารือกับพรรคก้าวไกลด้วย

เล็งชง‘ชวน’ 30 พ.ย.-ยันไม่สุดซอย
ตอนนี้อยู่ในขั้นเตรียมการเสนอ คาดว่าหากเป็นไปได้จะเสนอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ไม่น้อยกว่า 20 คนเพื่อเสนอร่างกฎหมาย และหากสามารถพูดคุยได้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อาจทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวเลื่อนลำดับการพิจารณา นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ และแล้วเสร็จทันสมัยประชุมสภานี้ ส่วนการรับฟังความเห็นของประชาชนนั้น เบื้องต้นอาจทำเป็นกระบวนการคู่ขนาน

สำหรับความเห็นของฝ่ายค้าน รวมถึงฝ่ายรัฐบาลที่เสนอนั้นสามารถพูดคุยกันได้เพิ่มเติมว่าจะพิจารณาอย่างไร โดยคุยกันได้ในชั้นกรรมาธิการ ยืนยันว่าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เตรียมเสนอนั้นจะไม่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง เหมือนกรณีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย เมื่อปี 2556 แน่นอน เพราะมีกรอบและกติกาที่เป็นเงื่อนไข

พท.เชื่อผ่านยาก-รอสมัยหน้า
นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องที่นพ.ชลน่านเสนอเพิ่มเติมประด็นนิรโทษกรรมคดีทุจริต ที่มีมูลเหตุจากการเมือง แต่การจะเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสภา ต้องฟังความเห็นให้รอบด้าน ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกันอย่างเอกฉันท์จึงจะสำเร็จ หากเสนอตามความเห็นของ นพ.ระวีอย่างเดียว หรือฟังความเห็นไม่รอบด้าน จะเกิดความขัดแย้ง ประท้วงกันวุ่นวายอีก

ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมของ นพ.ระวี จะสำเร็จ เพราะถ้าเข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินต้องส่งให้นายกฯ เห็นชอบก่อนเข้าสภา ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างน้อย 2 เดือน นายกฯ จึงจะเห็นชอบ เมื่อส่งเข้าสภาแล้ว กว่าจะพิจารณาวาระ 1-3 เสร็จ ก็กินเวลาอีกหลายเดือน ดูแล้วเสร็จไม่ทันสมัยประชุมสภานี้ที่จะหมดวาระวันที่ 28 ก.พ.2566 แน่ เพราะในสภามีกฎหมายสำคัญค้างวาระพิจารณาอีกมาก ควรรอไว้หลังเลือกตั้ง ได้รัฐบาลใหม่แล้วค่อยมาพิจารณาอีกครั้งจะเหมาะสมกว่า

กกต.คลอดเกณฑ์ประชามติ
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่ประกาศ กกต. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อครม. เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2565 ที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ลงนามเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา

มีรายละเอียดที่น่าสนใจ อาทิ กำหนดให้การเข้าชื่อเสนอต่อครม.เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติต้องมีจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และไม่ถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา 20 มาตรา 21 และมาตรา 24 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 การเสนอเรื่องการเข้าชื่อให้จัดทำเป็นเอกสารและข้อมูล โดยหนังสือกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอ ต้องมีเนื้อหาที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ว่าประสงค์จะออกเสียงในเรื่องใดและเรื่องนั้นมิใช่เรื่องที่ต้องห้ามมิให้ออกเสียงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นในส่วนของรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าชื่อต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเลขประจำตัวประชาชน ชื่อ ชื่อสกุล และลายมือชื่อของ ผู้มีสิทธิเข้าชื่อทุกคน โดยให้จัดทำในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ใส่แผ่นบันทึกข้อมูล หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบพกพา ในการดำเนินการให้ผู้แทนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อยื่นเอกสารและข้อมูลด้วยตนเองต่อสำนักงาน กกต. หรือสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์ : [email protected])

เมื่อสำนักงาน กกต.ได้รับเอกสารและข้อมูล ให้ตรวจสอบรายละเอียดในหนังสือการเข้าชื่อให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเอกสาร ซึ่งในกรณีที่ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนให้แจ้งผู้แทนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อ พร้อมทั้งส่งเรื่องคืนเพื่อดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วนและยื่นต่อสำนักงานกกต.ตามวิธีการที่กำหนดภายใน 60 วัน แต่หากผู้แทนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ดังกล่าวให้การเสนอเรื่องการเข้าชื่อเสนอต่อครม.เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียงเป็นอันยุติในคราวนั้น

5 หมื่นคนเข้าชื่อชงครม.
ผู้มีสิทธิเข้าชื่อมีสิทธิถอนการร่วมเข้าชื่อได้ภายใน 10 วันนับแต่วันที่สำนักงานกกต.ได้รับเอกสารโดยให้ยื่นเอกสารด้วยตนเองต่อสำนักงานกกต. หรือสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดในหนังสือการเข้าชื่อแล้วเสร็จให้สำนักงาน กกต.ส่งเอกสารให้สำนักเลขาธิการครม.เพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเสนอต่อครม. เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง ดำเนินการตรวจสอบการเข้าชื่อของผู้มีสิทธิ เข้าชื่อว่ามีความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

หากตรวจสอบแล้วพบว่าเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อผู้ใดไม่ถูกต้องให้หักออก หากยังมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อครบจำนวน 50,000 คนให้ดำเนินการต่อไป แต่หากผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่ครบจำนวนให้รายงานสำนักเลขาธิการครม.เพื่อยุติการเสนอเรื่อง และให้แจ้งผู้แทนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อพร้อมทั้งส่งเรื่องคืนให้ผู้แทนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อและแจ้ง สำนักงานกกต.ทราบ ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอนการร่วมเข้าชื่อเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หรือตรวจพบว่าผู้มีสิทธิเข้าชื่อตายภายหลังจากที่ได้เข้าชื่อแล้ว ให้ถือว่าการร่วมเข้าชื่อของผู้นั้นยังคงมีผลอยู่

ในส่วนของการเสนอรายงานต่อครม. ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำความเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบในเรื่องที่จะเสนอต่อครม.เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง โดยมีระยะเวลาในการตรวจสอบการเข้าชื่อ รูปแบบรายงานความเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบ ให้เป็นไปตามที่สำนักเลขาธิการครม.กำหนด ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ให้กกต.เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของกกต.ให้ถือเป็นที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน