มีป้อม-อู๊ดด้าด้วย‘หนู’ฉะพรรคร่วม
ครม.ยุค ‘รัฐบาลมาร์ค’ ระทึก ป.ป.ช.จ่อฟ้องยกคณะ คดีมันสำปะหลังจีทูจี ‘บิ๊กป้อม-จุรินทร์ -กัลยา’ มีชื่อติดโผด้วย พ่วงอดีตข้าราชการอีก 14 ราย ส่วนสมัยรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์’ เอกชนพัวพันคดีมันเส้นจีทูจีเพียบ ขายให้บริษัทจีนโดยมิชอบ ‘อนุทิน’ โวยครม.ยื้อประกาศสธ. คุมช่อดอกกัญชา ฉะพรรคร่วมไร้มารยาท ทำผิดสัตยาบัน ลั่นฟ้องประชาชนตอนหาเสียงเลือกตั้ง ถูก ขัดขวางยังไง เผยไม่กล้าจีบ ‘รมช.สาธิต’ เข้าภูมิใจไทย ปชป.เมินลูกพรรคแห่ไขก๊อก ยึดเป้ากวาดส.ส.ใต้ 40 ที่นั่ง สร้างอนาคตไทยคาด หลังเอเปค การเมืองเคลื่อนไหวใหญ่
คดีมันจีทูจี-เล็งฟ้องครม.ยุคมาร์ค
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยความคืบหน้าการไต่สวนกรณีโครงการขายมันสำปะหลัง แบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และโครงการขายมันเส้นแบบ จีทูจีสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เสร็จสิ้นแล้ว เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณานั้น
พบคดีซื้อขายแป้งมันสำปะหลังแบบจีทูจีสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ปรากฏชื่อผู้ถูก กล่าวหา 46 ราย เป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) 32 ราย อดีตข้าราชการ 14 ราย โดยครม. ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ ครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ครั้งเป็นรองนายกฯ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ครั้งเป็นรองนายกฯ และในฐานะประธานกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครั้งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายวีระชัย วีระเมธีกุล ครั้งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ
นายกรณ์ จาติกวณิช ครั้งเป็นรมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ครั้งเป็น รมช.คลัง นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ ครั้งเป็น รมช.คลัง นายอิสสระ สมชัย ครั้งเป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายธีระ วงศ์สมุทร ครั้งเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายศุภชัย โพธิ์สุ ครั้งเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายโสภณ ซารัมย์ ครั้งเป็น รมว.คมนาคม นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ครั้งเป็น รมช.คมนาคม
‘บิ๊กป้อม-อู๊ดด้า-กัลยา’โดนด้วย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเป็น รมว.กลาโหม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครั้งเป็น รมว.สาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ครั้งเป็น รมช.สาธารณสุข คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ครั้งเป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายสุวิทย์ คุณกิตติ ครั้งเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ครั้งเป็นรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ครั้งเป็น รมช.คมนาคม นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ครั้งเป็น รมว.พลังงาน นางพรทิวา นาคาศัย ครั้งเป็น รมว.พาณิชย์ ในฐานะกรรมการนโยบาย มันสำปะหลัง นายอลงกรณ์ พลบุตร ครั้งเป็น รมช.พาณิชย์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ครั้งเป็น รมว.มหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ครั้งเป็น รมช.มหาดไทย นายถาวร เสนเนียม ครั้งเป็นรมช.มหาดไทย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครั้งเป็น รมว.ยุติธรรม นายไพฑูรย์ แก้วทอง ครั้งเป็น รมว.แรงงาน นายธีระ สลักเพชร ครั้งเป็น รมว.วัฒนธรรม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครั้งเป็น รมว.ศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ครั้งเป็น รมช.ศึกษาธิการ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ ครั้งเป็น รมช.ศึกษาธิการ
พ่วงอดีตข้าราชการอีก 14 ราย
ขณะที่คณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง 14 ราย ประกอบด้วย นายกนก คดีการ ครั้งเป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ ครั้งเป็น ผู้ช่วย รมว.พลังงาน และครั้งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) นางอรสา มั่นคงขันติวงศ์ ครั้งเป็นผู้ตรวจฯ พณ. นายโอฬาร พิทักษ์ ครั้งเป็นผู้ตรวจฯ พณ. นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ครั้งเป็นรองอธิบดีกรมการปกครอง นายเดโช จันทร์หอม ครั้งเป็นวิศวกรชำนาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน น.ส.สุนิสา ตามไท ครั้งเป็น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงอุตสาหกรรม
น.ส.ลดาวัลย์ คำภา ครั้งเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายพิมล ชมพูพันธ์ ครั้งเป็นรองผอ.ฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ นางวัชรี วิมุกตายน ครั้งเป็น ผู้ตรวจฯ พณ. รักษาการแทนอธิบดีกรม การค้าภายใน นายอภิชาต จงสกุล ครั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายมนัส สร้อยพลอย ครั้งเป็นผู้ตรวจฯ พณ. รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ครั้งเป็นรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
ขายต่ำเกณฑ์-ให้บริษัทจีนมิชอบ
พฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ระบุ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ร่วมกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ในรายงานผลการสอบสวนการซื้อขายมันสำปะหลังจีทูจี ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับ บริษัท China Marine Shipping Agency Lianyungang Co.,Ltd ตัวแทนจากจีน 1.4 แสนตัน วงเงินรวม 1,460 ล้านบาท ในยุคที่นางพรทิวา นาคาศัย เป็นรมว.พณ. เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2553 ที่ สตง. นำส่งไปให้ปลัด พณ.เพื่อรับทราบ และสั่งดำเนินคดีทางอาญาและวินัยกับ นายมนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งเป็นผู้ตรวจ พณ. รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศ
สรุปพฤติการณ์ว่า การซื้อขายแป้งมันสำปะหลังกับบริษัท China Marine Shipping Agency Lianyungang Co.,Ltd ขายต่ำกว่าเกณฑ์ที่ครม.กำหนด รวมถึงบริษัท China Marine Shipping Agency Lianyungang Co.,Ltd ยังไม่ได้รับการมอบอำนาจจากประเทศจีน และวัตถุประสงค์ของบริษัทไม่ใช่การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จึงไม่ใช่บริษัทที่มีอำนาจลงนามทำสัญญาในนามของจีน นอกจากนี้ยังมีการโอนสิทธิ์ดังกล่าวไปให้บริษัทเอกชนประเทศไทยอย่างน้อย 3 แห่ง เข้ามาดำเนินการซื้อขายแป้งมันสำปะหลังแทนด้วย
สมัย‘ปู’-ภาคเอกชนเพียบ
ขณะที่คดีซื้อขายมันเส้นจีทูจีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏชื่อผู้ถูกกล่าวหารวม 31 ราย ได้แก่ ผู้เจรจา ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ผู้ลงนามในสัญญา และผู้เกี่ยวข้องกับ ซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ รวมทั้ง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งเป็นรมว.พณ. พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ครั้งเป็นเลขานุการรมว.พณ. นายมนัส สร้อยพลอย ครั้งเป็นอธิบดีกรม การค้าต่างประเทศ นางปราณี ศิริพันธ์ ครั้งเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ ครั้งเป็นรองอธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศ
บริษัท Hainan Province Grain and oil Trading Company Mr.Chen Houpeng ผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท Hainan Province Grain and oil Trading Company, บริษัท Hainan Grain Warehousing Industrial Corporation Mr. Xing Gucun ผู้มีอำนาจ ลงนามของบริษัท Hainan Province Grain and oil Trading Company, บริษัท Hainan Grain and Oil Industrial Trading Company Mr.Lin Haihui ผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท Hainan Grain and Oil Industrial Trading Company,
ด้านผู้รับมอบอำนาจ ผู้แทนนิติบุคคลของผู้รับมอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัทที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ เจ้าของเงินที่เกี่ยวข้องกับการชำระค่ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และ ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว ได้แก่ บริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด นายชู หมิง เช็น เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด, น.ส.ลิอุ ยุก หมิง ไอลีน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด, นายชู หมิง คิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด
นายสุธี เชื่อมไธสง Miss Chen Yifan บริษัท พี เอส ซี สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), น.ส.อารยา กำปั่นแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท พี เอส ซี สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), นายสุมนต์ เสรีธรณกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท พี เอส ซี สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), นายสรัญ เสรีธรณกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท พี เอส ซี สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), นายสิรินทร์ เสรีธรณกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท พี เอส ซี สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), นายสราวุธ เสรีธรณกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท พี เอส ซี สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน)
น.ส.เรณู รักแม่ Ms. Liang Jinmei บริษัท เอส บี พรีเมียร์ โปรดักส์ จำกัด, นายสมบูรณ์ วัฒนวานิชย์กุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทเอสบี พรีเมียร์ โปรดักส์ จำกัด, นายลิตร พอใจ บริษัทสุวรรณเกลียวทอง จำกัด, นายจักรพงศ์ ปิติพรสัมฤทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทสุวรรณเกลียวทอง จำกัด และนายสมคิด เอื้อนสุภา
จ่อชงที่ประชุมป.ป.ช.ชี้ขาด
พฤติการณ์ตามสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. รับฟังได้ว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง รวม 7 สัญญา ปริมาณรวม 4,790,000 ตัน จำนวนเงินรวม 30,642,500,000 บาท บริษัทที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายกับกรมการค้าต่างประเทศ ตัวแทนของราชอาณาจักรไทยไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบหมาย หรือรับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน ให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี
การกระทำมีวัตถุประสงค์เอื้ออำนวยหรือช่วยเหลือให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายหรือหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่าง เป็นธรรม ประกอบกับการพิจารณาเห็นชอบเรื่องราคาซื้อขายข้อเท็จจริงปรากฏว่า ให้ความเห็นชอบในราคาตามข้อเสนอของบริษัท ซึ่งต่ำกว่าข้อเสนอของฝ่ายไทย เว้นแต่สัญญาที่ 2/2013 ซึ่งเสนอราคาเท่ากันทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความ เสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง
ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังอยู่ระหว่างชั้นพิจารณาของ ป.ป.ช. มีสิทธิต่อสู้คดีอีกในชั้นอัยการและชั้นศาล จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล อันถึงที่สุด
‘อนุทิน’ว้ากครม.ยื้อประกาศสธ.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมครม.ได้ซักถามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ฉบับปรับปรุงใหม่ เพื่อควบคุมการใช้ “ช่อดอก” ว่า การลงนามประกาศของสธ.เป็นการลงนามตามมติของคณะกรรมการส่งเสริมและควบคุมพืชสมุนไพร เมื่อรัฐมนตรีลงนามแล้วได้ส่งมายังสำนักงานเลขาธิการครม. เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมครมเมื่อวันที่ 15 พ.ย.มีการสอบถามความชัดเจนเรื่องดังกล่าว นายอนุทินกล่าวว่า คงเป็นความเข้าใจผิด อะไรบางอย่าง เพราะการประกาศของกระทรวงต่างๆ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ซึ่งเป็นผู้รักษาราชการตามกฎหมายนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้ามาขอความเห็นชอบหรือขอมติใดๆ จากครม. ดังนั้นถ้าครม.มีประเด็นสงสัยอย่างไรก็ถามได้ ยินดีตอบ แต่ไม่ใช่ว่าต้องเข้าครม.ก่อนแล้วจึงจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นคนละประเด็นกัน ไม่มีขั้นตอนนั้น ซึ่งการประชุมครม.ครั้งที่ผ่านมาตนติดภารกิจที่ต่างประเทศ ถ้าอยู่ด้วยก็จบไปแล้ว
ต่อข้อถามว่าเบื้องต้นได้อธิบายให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อธิบายแล้ว เพราะถ้าเป็นเรื่องที่นายกฯ มีความสงสัยตนก็ต้องกราบเรียนอยู่แล้ว และการประชุมครม.ในวันนั้น นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข คงไม่ได้ดูเรื่องนี้ในรายละเอียด เมื่อนายกฯ ให้ชี้แจงเลยไม่สะดวกที่จะชี้แจง ส่วนอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ก็ถูกเรียกตัวมาด่วนโดยที่ไม่ได้เตรียมข้อมูล ซึ่งจริงๆ แล้วตนลืมไปนิด เพราะเป็นเรื่องของรัฐมนตรีว่าการ คือตน น่าจะรอสักนิดตนจะสามารถชี้แจงทุกอย่าง
ซัดพรรคร่วมไร้มารยาท
ทุกคนบอกเป็นห่วง ทุกคนบอกมีความกังวล โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล แต่พอ ออกกฎหมายกลับบอกว่าไม่เอา จะเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดมันคนละเรื่อง การ เอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจะย้อนแย้ง กับนโยบายของรัฐบาล ตอนเข้ามาจะมาบอกว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทยหาเสียงเรื่องกัญชามาตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้ว และตอนฟอร์มรัฐบาลทุกพรรคก็ยอมรับนโยบายของแต่ละพรรค พรรคภูมิใจไทย ก็ยอมรับนโยบายทางการเกษตร นโยบายคนละครึ่ง นโยบายสิ่งแวดล้อม ของพรรคร่วมรัฐบาล
“ถ้าถามถึงมารยาทพรรคภูมิใจไทยก็ยกมือสนับสนุนเวลามีมติอะไรต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมติไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยยกมือสนับสนุนให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่โดนอภิปรายทุกคน รัฐมนตรีบางคนเป็นหัวหน้าพรรค บางที ลูกพรรคตัวเองยังไม่สนับสนุน แต่พรรค ภูมิใจไทยสนับสนุนทุกคน ตอนเข้ามา 51 คนเราก็ยกมือทั้ง 51 คน ตอนนี้เรามี 60 กว่าคน อีก 10 กว่าคนเราก็ยกให้ ถ้าถามถึงเรื่องมารยาทนี่คือคำตอบ เรามีทั้งมารยาทและ กาลเทศะทุกๆ อย่าง” นายอนุทินกล่าว
จริงๆ แล้วต่างคนต้องต่างทำหน้าที่ของตนเองจะดีที่สุด สนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาล และรู้จักการอยู่ด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์ทำให้เกิด ความเป็นปึกแผ่น ทำให้ประเทศสามารถ เดินหน้าไปได้ มีความสามัคคี รัฐบาลถ้ามีความสามัคคี รัฐบาลก็เข้มแข็ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทุกภาคส่วนก็เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้โชคดีที่พรรคภูมิใจไทยยังยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด ตนยึดถือมากๆ ในกติกาของการอยู่ร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดว่าหลังประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ทันใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า กฎหมายอยู่ในสภาอยู่แล้ว การที่จะบอกว่าพรรคภูมิใจไทยไม่รอบคอบหรือกระทรวงสาธารณสุขหรือตนไม่รอบคอบในการออกกฎหมายไม่ใช่เลย เรามีระยะเวลา ถ้าอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยความเข้าใจกฎหมายแบบนี้ก็เสร็จแล้ว และจะผ่านขั้นตอนไปถึงวุฒิสภาแล้ว ไม่รอบคอบอยู่อย่างเดียวคือนึกไม่ถึงว่าพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยกันเองจะมาขวางกันเอง นี่คือความไม่รอบคอบของตน
เตรียมฟ้องประชาชนถูกขวาง
ต่อข้อถามว่า มั่นใจว่าเรื่องนี้จะเสร็จทันก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าเสร็จไม่ทันก็เอามาหาเสียงบอกกับพี่น้องประชาชนว่าเราถูกขวางอย่างไร ขอให้ประชาชนได้สนับสนุนเพราะมันมาเกือบจะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ยังไงก็หยุดไม่ได้ นโยบายใครนโยบายมัน ถ้าจะมาอยู่ร่วมกันก็ต้องสนับสนุน เพราะไม่ใช่นโยบายที่ผิดกฎหมาย และยังไม่เห็นอะไรที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่พูดเลย ไม่เอากัญชาแต่เอาเหล้าก้าวหน้า อย่างนี้มันก็นะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำไปสู่การพิจารณาการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันในครั้งต่อไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพูดกันถึงเรื่องรัฐบาลต่อไป เอาว่าใครทำงานเยอะ ทำแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชนแค่ไหน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน วันนี้เรายังทำงานเดินหน้าต่อยอด ส่วนเรื่องการฟ้องศาลปกครองเพื่อยกเลิกประกาศสธ. นายอนุทินกล่าวว่า ไปห้ามคนไปฟ้องศาลปกครองไม่ได้ แต่ฟ้องแล้วจะฟ้องอย่างไร ฟ้องให้ยกเลิกอย่างนั้นหรือ ซึ่งก็แล้วแต่ศาล แต่คนที่ไปฟ้องได้รับผลกระทบโดยตรงหรือเปล่า และเกิน 3 เดือนหรือยัง มีปัญหาอะไรที่ทำให้ประเทศเกิดความระส่ำระสายเกิดโกลาหลหรือเปล่า ก็ไม่มี
“ประกาศสธ.บอกว่าห้ามในที่สาธารณะเขียนไว้ชัดเจนทุกอย่าง ห้ามช่อดอก ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างจะเกินคำว่าเสรี ค่อนข้างควบคุมเป็นอันมาก แต่การใช้ประกาศควบคุมมันดี ถ้าคนเข้าใจดีขึ้น มีความคุ้นชิน ใช้แต่ในด้านที่เป็นประโยชน์ซึ่งประกาศเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ยกเลิกได้ ปรับปรุงได้ เปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายไปกำหนดบางเรื่องอาจจะปรับปรุงแก้ไขลำบาก ดังนั้น จึงมี 2 อันทั้งส่วนที่เป็นประกาศและส่วนที่เป็นกฎหมาย กฎหมายเพื่อควบคุมการใช้ในทางที่ผิด ถ้าห่วงว่าคนจะเอาไปใช้ในทางที่ผิดต้องออกกฎหมาย แต่ไม่ใช่ว่าห่วงปุ๊บ กฎหมายไม่ให้ออก แล้วบอกจะเอากลับไปเป็นยาเสพติดแบบนี้มันผิดสัตยาบันในการร่วมรัฐบาล” นายอนุทินกล่าว
ลั่นไม่กล้าจีบ‘สาธิต’เข้าภท.
นายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวในรายการข่าว ช่องหนึ่ง ถึงภาพรับประทานอาหารกลางวัน พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกจีบเข้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ว่า ไม่กล้าจีบนายสาธิตเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย นายสาธิต เป็น รมช.สาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ของพรรค ที่ผ่านมาก็ทำงานด้วยดีใน กระทรวงสาธารณสุข ตนยังเคยบอกว่า นายสาธิตจะมีอนาคตที่ดีในพรรคประชาธิปัตย์ อย่างแน่นอน
“ท่านมีอนาคตที่ไกลในพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว เราจะไปดึงท่านมาทำไม ที่พรรคภูมิใจไทยเองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถ อยู่เยอะ คงไม่มีที่ที่เหมาะสมสำหรับท่าน เรื่องนี้ไม่มีมูลเลย ผู้สื่อข่าวมโนหรือทึกทัก กันไปเองหรือเปล่า เพราะเห็นเราทำงาน กันด้วยดี การรับประทานอาหารเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมาไม่มีการพูดเรื่องจีบนายสาธิต แต่เป็นการหารือเรื่องงานต่างๆ และสถานการณ์การเมืองธรรมดาเท่านั้น” นายอนุทินกล่าว
ปชป.เมินคนไขก๊อก-ยืนเป้าส.ส.ใต้
ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส. นครศรีธรรมราช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการหาเสียงในพื้นที่ ภาคใต้หลังส.ส.ของพรรคย้ายออกหลายคนว่า ภาพรวมไม่มีปัญหา เพราะคนที่ย้ายออกจากพรรคไปก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เราทราบดีว่าเขาคุยกับพรรคการเมืองอื่นอยู่ เมื่อเขาออกจากพรรคเราก็เปิดตัวคนใหม่ เป็นผู้สมัคร ทำให้ไม่มีปัญหาอะไร และเร่ง ดำเนินการเปิดตัวผู้สมัครในทุกจังหวัด ซึ่งขณะนี้เปิดตัวไปหลายจังหวัดแล้ว และใน วันที่ 20 พ.ย. จะเปิดตัวผู้สมัครในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จ.ยะลา โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ออกไปจำนวนหนึ่ง จะทำให้เป้าหมายที่จะได้ส.ส.ภาคใต้เปลี่ยนไปหรือไม่ นายชัยชนะกล่าวว่า เป้าหมายยังเหมือนเดิม คือจ.นครศรี ธรรมราช ได้ส.ส.ยกจังหวัด และในภาคใต้ ได้ ส.ส. 40 ที่นั่ง เพราะทุกพรรคการเมืองที่เคลื่อนไหว และบอกว่าพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง รวมทั้งตัวผู้สมัคร ซึ่งมีพรรคเดียวที่พร้อมที่สุดคือประชาธิปัตย์
ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่ เพราะมีหลายพรรคที่ลงไปเจาะภาคใต้ โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายชัยชนะกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะวันนี้ไม่ใช่มีเฉพาะรวมไทยสร้างชาติเท่านั้น ยังมีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชาติ (ปช.) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของฤดูกาลเลือกตั้งที่ทุกพรรคต้องทำกิจกรรม และรวมไทยสร้างชาติที่ได้คนของประชาธิปัตย์ไป ก็เป็นคนยุคก่อน บางคนแพ้เลือกตั้ง ส่วนที่เป็นส.ส.ปัจจุบันที่ย้ายไปไม่น่าจะเกิน 2-3 คน จึงไม่น่าจะมีผล กระทบกับประชาธิปัตย์
พท.เย้ยพรรครัฐบาลแตก
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่)…พ.ศ. … ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภา หลังการประชุมเอเปคว่า ชัดเจนว่าเรื่องนี้มีความเห็นต่างใน ทุกระดับ ทั้งระดับชุมชน ระดับการเมือง และระดับสังคม ฉะนั้นความขัดแย้งก็ต้องมี ในส่วนของรัฐบาลตนคิดว่าหากทำความเข้าใจกันไม่ได้ ก็ต้องเป็นความขัดแย้งแน่นอน วันนี้เท่าที่ฟังดูท่าทีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย น่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องและ ไปคนละทางแล้ว อยู่ที่ว่าเขาจะจำกัดความ ขัดแย้งอยู่แค่ที่วงกัญชาหรือจะลามไปเรื่องอื่นหรือไม่เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านยังยืนยันว่าหากกัญชาไม่ได้ถูกใช้ในทางการแพทย์ จะไม่โหวตผ่านให้ใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ใช่ เรายังยืนยันว่าสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ ถ้านอกเหนือทางการแพทย์และออกไปในเชิงสันทนาการเราไม่เห็นด้วย วันนี้เขาบอกว่าคุมอยู่ แต่เรามองว่าคุมไม่ได้ คุมแค่นี้ไม่ใช่ในเชิงทางการแพทย์อย่างเดียวแน่นอน
เมื่อถามว่าการประชุมพรรค ในวันที่ 28 พ.ย. จะมีไฮไลต์อะไรพิเศษหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นปกติ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคบ้างให้เหมาะสมกับสถานการณ์
สอท.เปิดศูนย์ฯเมืองตราด
ที่ทำการพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลาง มีนายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการพรรค เข้าร่วม
วันเดียวกัน ที่อ.เมือง จ.ตราด นายสนธิรัตน์ เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงาน พรรคสร้างอนาคตไทย จ.ตราด และเปิดตัวนายกิตติธัช ไชยอรรถ ผู้แสดงเจตจำนง เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ตราด นายบุญสนอง หิรัญรักษ์ ผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระยอง และ นายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ ผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. สมุทรปราการ
นายสนธิรัตน์กล่าวปราศรัยว่า พรรค สร้างอนาคตไทยเป็นพรรคใหม่ เป็นทีมเศรษฐกิจ บริหารเรื่องเศรษฐกิจมาโดยตลอด รวบรวมคนแก้ปัญหาบ้านเมือง แก้ปัญหา ปากท้องการทำมาหากิน และเราได้รับการยอมรับจากประชาชนว่าเป็นพรรคที่มี มือเศรษฐกิจที่มีฝีมือดีที่สุด จึงกล้าอาสา มาพบพี่น้อง และเราไม่มีคำครหา ไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีคอร์รัปชั่น มีแต่คนทำงาน หากอยากได้ส.ส.ที่มีหัวใจทุ่มเทให้ประชาชน ขอให้เลือกพรรคสร้างอนาคตไทย ซึ่งมี นโยบาย 2 ข้อ และสิ่งแรกที่จะทำหากเป็นรัฐบาล คือ พักหนี้ 5 ปี ทั้งต้นและดอก เติมทุนด้วยนโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง แม้เป็นพรรคใหม่ แต่ไม่ใช่ของใหม่ เพราะเคยสร้างพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลมาแล้ว
จับตาหลังเอเปคการเมืองร้อน
นายสนธิรัตน์ให้สัมภาษณ์ ถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังการประชุมเอเปคว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะหลังจากวันที่ 30 พ.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. หากเสร็จสิ้น ประเทศไทยจะเข้าสู่ความพร้อมในการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ จึงคาดว่าอาจจะเกิดการเคลื่อนย้ายของบิ๊กเนมในทางการเมือง การประกาศจุดยืนและความชัดเจนทาง การเมือง อาจจะเห็นการควบรวมพรรคที่อาจเกิดขึ้น บรรดานักการเมืองมีการลาออกจากการเป็นส.ส.ปัจจุบันไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ๆ เชื่อว่าการเมืองจากนี้จะไม่สงบนิ่ง จะมีการแปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นเวลาที่เข้าสู่โหมดการเมืองอย่างแท้จริง และพรรคพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเตรียมแผนระยะสั้น ระยะยาว และจะปรับแผนตามสถานการณ์การเมือง
ส่วนผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค มีความพร้อมลงสนามเลือกตั้งประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เวลาที่เหลือเรา จะเร่งเดินเครื่องเต็มที่ การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นบัตรสองใบ จึงต้องวางยุทธศาสตร์ทั้ง เรื่องส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ โดย ตั้งเป้าจำนวน ส.ส.ให้เพียงพอพร้อมรับใช้ประชาชน และประเมินตลอดเวลา พยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้ทะลุเป้าที่วางไว้