ผลนิด้าโพล-ชี้ภาคตะวันออก อิ๊งนายกฯ-ทิ้ง‘พิธา-ประยุทธ์’ จุรินทร์นำทัพลง3จังหวัดใต้ สว.ถกประชามติแก้รธน.วันนี้
คนภาคตะวันออกเชียร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’เป็นนายกฯ และเลือกพรรคเพื่อไทยอันดับ 1 นิด้าโพลสำรวจประชาชน 8 จังหวัด ภาคตะวันออก โดยมี ‘พิธา’ ตามมาอันดับ 2 ทิ้งห่าง ‘บิ๊กตู่’ อันดับ 3 แกนนำพปชร. ‘วีระกร’ เร่ง ‘ประยุทธ์’ เข้าซบพรรค มั่นใจไม่เป็นสมาชิกรทสช.แน่ ‘จุรินทร์’ เปิดตัว 12 ผู้สมัครส.ส.ชายแดนใต้ มั่นใจปชป.ได้ที่นั่งส.ส.ภาคใต้เพิ่ม ‘สุรทิน’ พรรคเล็กจี้นายกฯ ยุบสภาก่อนสิ้นปี 65 ลั่นไม่โหวตผ่าน ร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ เหตุพรรคที่เสนอกฎหมายไม่สร้างสัมพันธ์ที่ดี วุฒิสภาพิจารณาญัตติทำประชามติแก้รธน.ทั้งฉบับวันนี้ ส.ว.เสียงแตกโหวตหนุน-ไม่หนุนทำพร้อมวันเลือกตั้ง
โพลชี้ตอ.หนุน‘อิ๊ง’นายกฯ-‘ตู่’ที่ 3
เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “คนที่ใช่ พรรคที่ชอบของคนภาคตะวันออก” สำรวจระหว่างวันที่ 7-10 พ.ย.2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,001 หน่วยตัวอย่าง
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 25.09 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง พรรคเพื่อไทย (พท.) เพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ชื่นชอบนโยบายของพรรคเพื่อไทย ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบผลงานของตระกูลชินวัตร
อันดับ 2 ร้อยละ 16.64 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ ชื่นชอบนโยบายของพรรคก้าวไกล ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบอุดมการณ์ของพรรคก้าวไกล
อันดับ 3 ร้อยละ 13.64 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต ต้องการให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร
อันดับ 4 ร้อยละ 13.09 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 8.50 พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย (สร.) เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์สุจริต และชื่นชอบวิธีการทำงาน อันดับ 6 ร้อยละ 7.25 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เพราะเป็นคนมีประสบการณ์ด้านการบริหาร ชื่นชอบผลงานในอดีตที่ผ่านมา และต้องการเปิดโอกาสให้ ผู้หญิงเข้ามาบริหารประเทศ อันดับ 7 ร้อยละ 2.80 นายกรณ์ จาติกวณิช พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) เพราะเป็นคนมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร
‘อนุทิน’อันดับ 8-‘สมคิด’11
อันดับ 8 ร้อยละ 2.35 นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพราะเป็นคนพูดจริงทำจริง และชื่นชอบนโยบายของพรรคภูมิใจไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.60 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพราะมีประสบการณ์ด้านการบริหาร และชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เพราะเป็นคนที่พูดจริงทำจริง มีประสบการณ์ด้านการบริหาร และชื่นชอบพรรคเพื่อไทย ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 10 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพราะเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ชื่นชอบแนวคิดและวิธีการทำงาน และไม่ตอบ/ไม่สนใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน เป็นต้น
อันดับ 11 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) เพราะเป็นคนมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ มีวิสัยทัศน์ และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร และร้อยละ 2.94 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยภักดี (ทภด.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายเทวัญ ลิปตพัลลภ พรรคชาติพัฒนากล้า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคประชาชาติ (ปช.) นายชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ และนายวิกรม กรมดิษฐ์
เทใจเลือกส.ส.พรรคเพื่อไทย
สำหรับพรรคการเมืองที่คนภาคตะวันออกมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต ในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 19.29 พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 15.79 ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 10.14 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 5 ร้อยละ 6.95 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.80 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 7 ร้อยละ 3.05 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.75 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.10 พรรคชาติพัฒนากล้า และร้อยละ 3.45 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ตอบ/ไม่สนใจ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) พรรคไทยภักดี พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) และพรรคประชาชาติ
ด้านพรรคการเมืองที่คนภาคตะวันออกมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 19.09 พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 16.24 ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 10.00 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 5 ร้อยละ 7.30 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 4.10 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.85 พรรคไทยสร้างไทย
อันดับ 8 ร้อยละ 2.70 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.00 พรรคสร้างอนาคตไทย และร้อยละ 3.04 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคกล้า พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ตอบ/ไม่สนใจ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคไทยภักดี พรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติ
‘วีระกร’จี้‘ประยุทธ์’ซบพปชร.
นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่ารอจังหวะถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้ารวมไทยสร้างชาติ หลังหมดช่วงประชุม เอเปค จะมีการคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. ถึงเรื่องนี้หรือไม่ ว่า เราไม่มีการพูดคุยเลย เพียงแค่เรียนท่านเพื่อพิจารณาเฉยๆ หลังจากที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าท่านอยู่ได้แค่ 8 ปีคือถึงเดือนเม.ย.2568 หากมีการเลือกนายกฯ ในสภาผู้แทนราษฎรช่วงเดือนก.ค.2566 ท่านจะอยู่ได้อีกแค่ 1 ปี 9 เดือน ดูแล้วไม่คุ้ม เพราะหลังจาก 1 ปี 9 เดือนไปแล้วต้องมาโหวตเลือกนายกฯ ใหม่อีก สู้มาแตะมือแบ่งกันทำงานดีหรือไม่
หากแตะมือแบ่งกันทำงาน ลุงตู่ก็ยังมีบารมีเหมือนเดิม เป็นรองนายกรัฐมนตรี ความสำคัญก็ไม่ได้หย่อนไปกว่ากันเหมือนตอนที่พล.อ.ประวิตรเป็นตอนนี้ ทุกคนก็รู้จักและมีความเกรงใจท่านทั้งสองเท่าๆ กัน จึงเป็นที่มาของการเชิญท่านมา ถ้าท่านอยากช่วยงานลุงป้อมก็ขอให้เข้ามาเป็นสมาชิกพลังประชารัฐ
เชื่อไม่ไปรทสช.แน่
ส่วนพรรคที่จะเชิญพล.อ.ประยุทธ์ไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น เชื่อว่าถ้าท่านจะมาท่านมาพลังประชารัฐดีกว่า เพราะพลังประชารัฐยังไงก็เป็นแกนนำรัฐบาล ท่านจะไปอยู่พรรคเล็กๆ อย่างรวมไทยสร้างชาติจะเหมาะสมหรือไม่ จะได้ส.ส.ถึง 25 คนพอเสนอชื่อท่านเป็นนายกฯ หรือไม่ก็ไม่รู้ ถ้าไม่ถึง 25 คนก็จบแค่นั้น ซึ่งลุงตู่ไม่เล่นการเมือง ไม่ได้สังกัดพรรค ตนจึงกล้าท้าพนันกันคนละ 1 โต๊ะจีนเลย แต่ไม่มีใครรับคำท้า
เมื่อถามว่า มองว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ไปร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติจริงๆ จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร นายวีระกรกล่าวว่า ไม่มี แต่ถ้ามาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐก็แน่นอน เหมือนหนุนให้พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ เพราะความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อท่านในหลายกลุ่ม หากท่านอยู่พรรคพลังประชารัฐเป็นประโยชน์แน่นอน เพียงแต่ท่านจะมีความคิดว่าอยากมาช่วยพล.อ.ประวิตรหรือไม่ ตนคิดว่ามีอยู่สองทางเลือกคือ ท่านลอยตัวเหมือนเดิม รอให้คนเสนอชื่อเฉยๆ แต่ไม่สังกัดพรรค กับท่านยอมสังกัดพรรคสักที มาช่วยพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ แต่ทางเลือกที่จะไปพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างไรก็ไม่มีโอกาสและไม่มีเปอร์เซ็นต์เลย แต่จะมาพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ก็ 50:50

ปชป.ใต้ – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค พร้อมแกนนำพรรค เปิดตัว 12 ผู้สมัครส.ส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ม.ราชภัฏยะลา เมื่อวันที่ 20 พ.ย.
‘อู๊ดด้า’เปิดตัวผู้สมัครชายแดนใต้
เมื่อเวลา 10.40 น. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จ.ยะลา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง และคณะ “จุรินทร์ ออนทัวร์ จังหวัดชายแดนใต้” เข้าร่วมงานประชุมสมาชิกพรรค “รวมพลังประชาธิปัตย์ ปลายด้ามขวาน” พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. 12 เขต ของ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส
นายจุรินทร์กล่าวบนเวทีท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรค และประชาชนเข้าร่วมงานหลายพันคน ที่ต้องการให้นาย จุรินทร์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ว่า สำหรับพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้กับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่คนอื่นไกล เราเป็น พี่น้องกันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนไทย เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขพรรคการเมืองที่ชื่อว่า “ประชาธิปัตย์” นับเนื่องมาอย่างยาวนาน
ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องความมั่นคงยังมีอยู่ แต่ยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ปากท้องของพี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาธิปัตย์มีนโยบาย “พัฒนานำปืน” เพราะการพัฒนาคือหัวใจ และการพัฒนาต้องทำในหลายมิติทั้งเรื่องการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องอาชีพความเป็นอยู่ ที่จะขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เดินหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
“เราพร้อมที่จะอยู่ร่วมกับพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วจับมือกับทุกคนในการเดินหน้าพาพี่น้องไปสู่ความสงบ และความสุขต่อไปในอนาคต แม้แต่ไทยพุทธ เราก็ไม่ได้ทิ้ง ไม่ได้แยกศาสนา เราต้องการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นโยบายประกันรายได้ ไม่แยก พุทธ-มุสลิม ใครเป็นเกษตรกรเมื่อราคายางดี ราคาปาล์มดี ราคาข้าวดี พี่น้องเอาเงินไปทั้งหมด แต่ภายใต้นโยบายประชาธิปัตย์ ถ้าวันไหนราคาตกต่ำ เรามีเงินชดเชยให้ที่เรียกว่าเงินส่วนต่าง ไม่แยกพุทธ ไม่แยกมุสลิม ได้ทุกคน เพราะนี่คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์ตั้งใจดูแลพี่น้องจังหวัดชายแดนใต้ คนใต้ทั้งประเทศ และคนไทยทั้งประเทศ” นายจุรินทร์กล่าว
มั่นใจเที่ยวหน้าได้ส.ส.มากขึ้น
สำหรับผู้สมัคร ส.ส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ผู้สมัครส.ส.ปัตตานี 4 คน นายสนิท นาแว อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปัตตานี นายมนตรี ดอเลาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะกรูด และนายกเทศมนตรี ตำบลมะกรูด ดร.ยูนัยดี วาบา ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา อ.สายบุรี อุปนายกสมาคมโรงเรียนเอกชนภาคใต้ ส.อ.สุริยา กูทา อดีตกำนันตำบลกระโด
ผู้สมัคร ส.ส. นราธิวาส 5 คน นายวัสสันต์ ดือเระ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางปอ นายเมธี อรุณ ศิลปินนักร้องนำ ลาบานูน นายสุลัยมาน มะโซ๊ะ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.นราธิวาส นายไซดี เจ๊ะหามะ อดีตผู้สมัคร ส.ส. นราธิวาส อดีตรองนายแพทย์สาธารณสุข จ.นราธิวาส นายเจะอามิง โตะตาหยง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย
ผู้สมัคร ส.ส. ยะลา 3 คน นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ กก.บห. หจก.พงษ์ไทย และ บ.มิตรทองสงขลา นายอับดุลเล๊าะ บุวา อดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดยะลา นายณรงค์ ดูดิง อดีต ส.ส. จังหวัดยะลา
“จังหวัดชายแดนภาคใต้คราวที่แล้วเราได้ที่นั่งเดียว แต่ครั้งหน้าผมมั่นใจว่าเราได้มากขึ้น เลือกตั้งครั้งหน้าประชาธิปัตย์สู้ทุกเขต และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนในที่นี้ มีโอกาสปักธงประชาธิปัตย์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอพี่น้องอย่าทิ้งพวกเรา และพวกเราประชาธิปไตยไม่เคยทิ้งพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะประชาธิปัตย์คือพรรคของเรา คือพรรคของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้สมัครทุกคนเป็นคนของเรา เป็นคนของพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ผมจึงพา 12 คนของเรา พรรคของเรา มาคารวะและขอหัวใจสนับสนุนจากพี่น้องชายแดนใต้ทุกคน” นายจุรินทร์กล่าว
ชี้การเมืองหลังเอเปคอ่อนไหว
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองหลังการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ว่า หลังจากนี้ก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระ การเมืองไทยจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัวแล้ว และจะมีความอ่อนไหวมากขึ้น ทุกสถานการณ์ทั้งการทำงานของรัฐบาล รัฐสภา รวมถึงปัจจัยแวดล้อมภายนอก สามารถเป็นประเด็นได้ทั้งหมด โดยพรรคการเมือง จะลงพื้นที่ทำกิจกรรม มีการประกาศนโยบาย และเปิดตัวผู้สมัครมากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สอดคล้องกันในหลายๆ ประเทศที่รัฐบาลจะครบวาระ
ส่วนความมั่นใจในสนามเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้นั้น ยังคงมีความมั่นใจไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมี ส.ส.ที่ย้ายสังกัดก็ไม่กระทบต่อเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะจำนวน ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ เพราะหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคได้ส.ส.อยู่ที่ 21-22 ที่นั่ง แต่หลังจากนี้มั่นใจว่าตัวเลขจะดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะพรรคได้เตรียมการพัฒนา และปรับตัวมากขึ้น จนการเลือกตั้งซ่อมที่หาดใหญ่ จ.สงขลา มาถึงจ.ชุมพร เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พบว่า เสียงตอบรับต่อพรรคดีขึ้น และจิตวิญญาณประชาธิปัตย์ก็ฟื้นกลับคืนมา จึงมั่นใจว่า เราจะได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อถามว่าหากมีการผลัดใบ หรือย้ายพรรค ก็ไม่กระทบกับการส่งตัวผู้สมัครใช่หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องการเตรียม ผู้สมัครนั้นครบเกือบหมดแล้ว อาจเรียกว่าครั้งนี้เป็นล็อตเกือบสุดท้ายแล้วสำหรับการเปิดตัวผู้สมัครจังหวัดชายแดนใต้ 3 จังหวัด ส่วนในภาพรวมระดับประเทศ จะทยอยเปิดตัวไปเรื่อยๆ และจะพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละจังหวัดต่อไปเพราะต้องกระจายกัน ประชาธิปัตย์เป็นพรรคระดับประเทศไม่ใช่พรรคระดับท้องถิ่น ฉะนั้นต้องมีผู้สมัครกระจายไปทุกภาค
‘วรงค์’เผยคนใต้ต้องการ‘รีเซ็ต’
ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งอยู่ระหว่างเดินสายในกิจกรรมไทยภักดีล่องใต้ ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ย.2565 ในพื้นที่ จ.กระบี่-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช ซึ่งช่วงบ่ายวันที่ 20 พ.ย. ได้จัดเวทีพบปะพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานีเพื่อเสนอแนวคิดและนโยบายของพรรคไทยภักดี ที่หอประชุมโรงเรียนเวียงสระ ต.เวียงสระ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี
นพ.วรงค์ เปิดเผยว่า 2 วันที่ผ่านมาของการเดินสายรับฟังความคิดเห็นพี่น้องคนใต้ ตนสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจของพี่น้องในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นว่า จะไปทางไหนดีเพราะพี่น้องคนใต้เป็นคนยึดมั่นในอุดมการณ์ เป็นคนจริง เป็นนักสู้ รักความถูกต้อง ครั้งหนึ่งเคยสู้กับระบอบทักษิณจนได้รับชัยชนะ มาวันนี้ประเทศยังอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะไปซ้ายพรรคเดิมที่เคยมีอุดมการณ์ก็เปลี่ยนไป เอานายทุนสีเทามาดูแลการเลือกตั้งของพรรค ใช้เงินเยอะมาก แต่ถ้าจะมาของใหม่พรรคการเมืองใหม่ที่กำลังเข้ามา ขนเงินมาเยอะ เงินที่โกงชาติ สุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือประชาชนทั้งหมด
เสียงของพี่น้องคนใต้บอกกับตนว่า วันนี้การเมืองภาคใต้ไม่เหมือนเดิม ถึงเวลาที่จะต้องรีเซ็ต การเมืองพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งตนยืนยันกับ พี่น้องว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องรีเซ็ต ให้พี่น้องกรีดเลือดแล้วมาส่องกล้องดูดีเอ็นเอ จิตวิญญาณการต่อสู้ของพี่น้องคนใต้สอดคล้องกับจิตวิญญาณการต่อสู้ของพรรคไทยภักดีพรรคเดียว วันนี้ไม่ต้องหวั่นไหว พรรคไทยภักดีจะเป็นที่พึ่งของพี่น้องคนใต้
วันนี้พรรคไทยภักดีกำลังต่อสู้กับระบบล้มล้างการปกครอง ซึ่งตราบใดที่เราตื่นตัว ยืนยันว่า เราสู้ได้ จะไม่ยอมให้มีการยกเลิกมาตรา 112 เช่นเดียวกันปัญหายาเสพติด พรรคยืนยันนโยบายปราบโกง เพราะหากไม่มีสินบน ไม่มีการทุจริต ปัญหายาเสพติดจะลดลง
‘สุรทิน’บี้นายกฯยุบสภาก่อนสิ้นปี
นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่(ปธม.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศยุบสภาก่อนสิ้นปี 2565 หลังจากที่รัฐบาลเสร็จสิ้นภารกิจเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคแล้ว เนื่องจากมองว่าส.ส.อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ดังนั้น ควรยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่
ส่วนความพร้อมที่จะเลือกตั้งนั้น พรรคประชาธิปไตยใหม่ ไม่มียุบพรรค พร้อมส่ง ส.ส.เขตเลือกตั้ง 250 เขต โดยเป็นพื้นที่ภาคอีสานทุกเขต และกทม. ส่วนบัญชีรายชื่อ 100 คน หากกติกาเลือกตั้งว่าด้วยสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ใช้ 500 หารค่าเฉลี่ย พรรคพร้อมส่งเต็มจำนวน
สำหรับกรณีที่สภายังมีวาระร่างกฎหมายสำคัญที่ค้างอยู่ เช่น ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง(ฉบับที่…) พ.ศ… ที่รอพิจารณาในวาระสองนั้น เชื่อว่าไม่มีส.ส.คนไหนยกมือให้ผ่าน แม้จะผ่านได้จะไม่ได้เสียงจากส.ส.กลุ่มพรรคเล็กแน่นอน ซึ่งตนเคยบอกหลายครั้งว่าอยู่ในสภา ความสัมพันธ์ระหว่างคนเสนอร่างกฎหมายและส.ส. ต้องพอสมควร ตนเป็นหัวหน้าพรรคต้องคุย ไม่ใช่เดินผ่านไปเฉย แต่ละพรรคมีสิทธิเสนอร่างกฎหมายได้ แต่หากไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจะผ่านยาก
ลั่นไม่โหวตผ่านกม.กัญชา
“คุณเคยถามเพื่อนหรือไม่ อยู่ในสภาถือว่าเป็นรัฐมนตรี ไม่เคยถามเพื่อน คุณไม่ใช่พ่อเขา ซึ่งแต่ละพรรคกว่าจะได้ส.ส.มา หมดเงินไปเท่าไร จะมากดดันให้ยกมือให้ ใช้มติรัฐบาลบีบพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีทางหรอก เที่ยวหน้าก็สู้กันอีกในสนามเลือกตั้ง ไม่มีใครกลัวใคร นักเลงเลือกตั้งไม่เคยกลัว รอบนี้ ชาวบ้านรู้หมดแล้วว่าคืออะไร ที่ผ่านมาพรรคเล็กอุ้มรัฐบาลทุกอย่าง ช่วงนี้หากจะให้กฎหมายรัฐบาลผ่านไม่มีทาง จำไว้ในสมองเลย ตอนนั้นหากไม่มีพล.อ.ประวิตร ไม่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย(ศท.) เป็นรัฐบาลไม่ได้ ตอนนี้อยากได้ทุกอย่าง ไม่มีทาง” นายสุรทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นความสัมพันธ์ส.ส. หมายถึงการต่อรองอะไรหรือไม่ นาย สุรทินกล่าวว่า “ผมไม่มีต่อรองอะไรทั้งนั้น เที่ยวนี้ ชาวบ้านก็คนเหมือนกัน โควิดที่ผ่านมาทำเสียหายกันมาก ร่างกฎหมายกัญชาจะไม่มีเสียงจากพรรคเล็กแน่นอน ผมขอให้นายกฯ ยุบสภาดีกว่า ให้ชาวบ้านเลือกหากใครชอบยาเสพติดก็เลือกกัญชา แต่ผมไม่สนับสนุน”
‘เสรีพิศุทธ์’ฟันธงอยู่ครบเทอม
วันเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์หลังการเปิดตัวศูนย์ประสานงานพรรคเสรีรวมไทย ที่จ.สมุทรปราการ ว่า เป็นการเตรียมพร้อมเลือกตั้ง และประกาศว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ส่วนการเฟ้นหา ผู้สมัคร ส.ส. ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ขณะที่การดำเนินงานของพรรค ล่าสุดได้ทยอยเปิดตัวนโยบายของพรรคที่จะใช้สู้ศึกเลือกตั้ง โดยเป็นนโยบายเดิมที่ได้หาเสียงไว้ในปี 2562 และเป็นนโยบายที่มาจากประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของตน รวมทั้งการลงพื้นที่ไปทั่วประเทศ โดยเน้นนโยบายที่ทำได้จริงและให้ประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด
ผู้สื่อข่าวถามถึงการประเมินเรื่องการยุบสภาหลังเสร็จการประชุมเอเปคแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าจะมียุบสภา เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายกฯ จากการยึดอำนาจ เตรียมตัวเป็นนายกฯ มานาน ดังนั้นไม่ยอมคืนอำนาจง่ายๆ อีกทั้งกลไกตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สามารถทำได้ เขาจึงสบาย ส่วนตัวเชื่อว่าจะอยู่ครบเทอม เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดในเดือนพ.ค.2566 และกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ คงเป็นช่วงเดือนมิ.ย.2566
เมื่อถามว่าหากไม่ยุบสภาจะมีผลอย่างไรกับพรรคการเมืองหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบต่อพรรคการเมือง แต่ประชาชนได้รับผลกระทบแน่ หากพล.อ.ประยุทธ์อยู่ยาว ทุกคนเดือดร้อนจากการบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ คนไทยแปลกที่ยอมรับพล.อ.ประยุทธ์ ผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจ แม้เป็นคนดีที่ถูกยอมรับ แต่มาด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง ตนไม่เอาแม้จะมีฝีมือ บ้านเมืองนี้เดือดร้อนเพราะกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ผู้นำไม่ยึดถือกฎหมาย
ส.ว.ห่วงญัตติประชามติฝ่ายค้าน
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. กรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 21 พ.ย. เพื่อพิจารณาญัตติของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำประชามติถามความเห็นประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า การทำประชามติตามกฎหมายประชามติเป็นอำนาจของครม. ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งตนไม่เห็นด้วยที่พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล เสนอญัตติดังกล่าวพร้อมสนับสนุนให้ทำช่วงวันเดียวกับที่มีการเลือกตั้ง เนื่องจากมองว่าการทำประชามติมี 2 ทาง คือ ก่อนเลือกตั้งหรือหลังการเลือกตั้ง หากทำในวันเดียวกับที่มีการเลือกตั้ง จากประสบการณ์แล้วอาจทำให้ผู้มาใช้สิทธิสับสน และการตั้งคำถามประชามติ อาจทำให้ประชาชนสับสนได้
“ผมมองว่าถึงเวลาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เพื่อลดความขัดแย้ง ผ่านการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่จะทำประชามติเมื่อใดขอให้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจโดยตรง ส่วนการลงมติในญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอนั้น ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องการเมือง หรือให้พรรคใดพรรคหนึ่งใช้เป็นข้ออ้างในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ส.ว.ที่มีหน้าที่ลงมติสุดท้าย ส่วนตัวจึงเห็นด้วยกับการทำประชามติ แต่ไม่อยากให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง” นายกิตติศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า การลงมติในญัตติดังกล่าวจะเป็นในทิศทางใด นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ต้องดูอีกครั้ง ตนไม่อยากให้เป็นข้ออ้างว่าเป็นผลงานของพรรคการเมือง และไปกระทบหน่วยงานอื่น เชื่อว่าการประชุมวุฒิสภาเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว จะมีการอภิปรายกันพอสมควรก่อนลงมติว่าจะไปในทางไหน
‘คำนูณ’ย้ำจุดยืนโหวตหนุน
ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เปิดเผยว่า วันที่ 21 พ.ย. เวลา 09.00 น. วิปวุฒิสภาจะประชุมเพื่อพิจารณาญัตติของสภา เพื่อให้ครม.ทำประชามติถามความเห็นประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะให้ลงมติในวันที่พิจารณา คือวันที่ 21 พ.ย.เลยหรือไม่ หรือตั้งกมธ. เพื่อศึกษา เบื้องต้นยังไม่มีผู้ใดที่เสนอให้ตั้งกมธ. ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการอภิปรายของ ส.ว. โดยตามวาระคือเรื่องที่เสนอให้พิจารณาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตนสนับสนุน เนื่องจากกระบวนการที่รัฐสภาต้องพิจารณาตามพ.ร.บ.ประชามติ เป็นกระบวนการต้นทางที่จะทำให้การทำประชามติเกิดขึ้น อีกทั้งเป็นการทำหน้าที่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นทำได้ แต่ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนก่อน และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้วเสร็จต้องกลับไปถามประชามติของประชาชนอีกครั้ง เมื่อรัฐสภาเห็นชอบแล้ว กระบวนการต้องผ่านไปยังครม. ดังนั้นส.ว.ไม่ควรขัดขวางกระบวนการขั้นต้นดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีผู้เสนอให้ทำประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ส่วนตัวมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำของระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งในกฎหมายเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายประชามติ อีกทั้งการทำประชามติเป็นคนละวัตถุประสงค์กับการเลือกตั้ง ส่วนจะมีผลต่อการเลือกตั้งส.ส.ที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันหรือไม่นั้น ตนมองว่าเมื่อส.ส.โหวตเป็นเอกฉันท์ในญัตติดังกล่าว เท่ากับว่าทุกพรรคเห็นตรงกัน และไม่มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน
ก.ก.หวังวุฒิสภาไฟเขียว
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้เสนอญัตตินี้ เรามีความตั้งใจให้การทำประชามติครั้งนี้ทำขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งส.ส.ที่จะมาถึง เพื่อให้การเข้าคูหาของพี่น้องประชาชนเกิดความสะดวก ทำพร้อมกันในคราวเดียว และจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชน
ทราบว่าการดำเนินการเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศ มีวุฒิสมาชิกบางท่านที่คิดว่าอาจติดขัดในเรื่องระเบียบกฎหมาย จึงต้องการเสนอตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้ก่อน ซึ่งอาจจะยาวนานถึง 60 วัน หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้โอกาสที่จะจัดประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก และจะส่งผลให้มีค่าใช้จ่าย ทั้งที่สามารถประหยัดได้ รวมถึงการทำประชามติเช่นนี้เป็นกระบวนการที่สอดคล้องตามนัยยะของศาลรัฐธรรมนูญ ที่หากต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการถามประชาชนก่อน
ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น สามารถแก้ไข กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้ หากญัตตินี้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะอ้างกฎระเบียบใดๆ มาขวางกั้นความต้องการที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ตนและพรรคก้าวไกลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพิจารณาญัตติดังกล่าวของวุฒิสภา จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนหวัง
โฆษกรัฐชี้ทวงหนี้โหดผิดกม.
เมื่อวันที่ 20 พ.ย. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แม้หน่วยงานภาครัฐและธนาคารพาณิชย์จะได้ออกเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการหลอกลงทุนและการปล่อยกู้ผ่านออนไลน์ แต่ยังคงมีประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ และที่พบมากขึ้นคือการที่แก๊งมิจฉาชีพส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ทวงถามหนี้เงินกู้ พร้อมชักชวนให้กู้เงินในวงเงินเพิ่มเติม จึงขอแนะนำให้ประชาชนหากถูกแก๊งทวงหนี้ แอบอ้าง ข่มขู่ตั้งสติให้ดี แล้วบันทึกข้อมูลการสนทนา ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยเพื่อใช้ในการดำเนินคดีภายหลัง หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน ทางธนาคารแห่งประเทศไทย โดยศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ได้รวบรวมข้ออ้างที่คนทวงหนี้ใช้บ่อย ซึ่งมักอ้างกฎหมายมาขู่ให้ลูกหนี้กลัว ดังนั้นสิ่งที่ลูกหนี้ต้องรู้เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ เช่น 1.การขู่ว่าเป็นหนี้ไม่จ่ายจะติดคุก ซึ่งความจริงคือ การไม่จ่ายหนี้ไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายอาญา แต่เจ้าหนี้สามารถฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้
2.จะมีการยึดทรัพย์ทันทีถ้าไม่จ่าย ซึ่งความจริงคือ เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องต่อศาลจนคดีถึงที่สุดก่อน 3.กฎหมายให้ทวงหนี้ได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น
น.ส.รัชดากล่าวว่า ถ้าประชาชนถูกทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ลูกหนี้สามารถร้องเรียน หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร.1213 โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่าการติดตามทวงหนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-500,000 บาท
“นอกจากนี้ตามที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดงาน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” สัญจร 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และคู่ขนานกับงานดังกล่าวยังมีการเปิดลงทะเบียน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ออนไลน์” ซึ่งเดิมจะหมดระยะเวลาการลงทะเบียน ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่ด้วยมีประชาชนสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก จึงได้ขยายเวลาการลงทะเบียนออกไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 66 โดยลงทะเบียนได้ที่ www.bot.or.th/debtfair เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้อย่างครอบคลุม จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีปัญหาการชำระหนี้ ลงทะเบียน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ออนไลน์” ในครั้งนี้”