3มิตรไม่ชัดอยู่หรือไป กม.พรรคการเมืองฉลุย
‘บิ๊กตู่’ยังกั๊ก สมัครเข้ารวมไทยสร้างชาติ บอกกำลังพิจารณา เลื่อนประกาศอนาคตทางการเมือง ไปต้นปีหน้า พลังประชารัฐส่อวุ่นอีก ส.ส.หลายคนเตรียมตีจาก หาก ‘ธรรมนัส’ คืนรัง ‘สมศักดิ์’ พลิ้ว สามมิตรขอดูดินฟ้าอากาศก่อนว่าจะอยู่กับ ‘ตู่’ หรือ ‘ป้อม’ 2 ส.ส.ตระกูล ‘โพธิพิพิธ’ ทิ้ง ‘เสี่ยเฮ้ง’ ย้ายซบภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ ปัดสมัยหน้าไม่มีดีลนายกฯ คนละครึ่ง ‘วิษณุ’ ยอมรับห่วงร่างพ.ร.ป.เลือกตั้ง ชี้ชะตา 30 พ.ย. แต่เชื่อไม่ยุบสภาทันที หากผ่านยิ่งไม่ต้องยุบ ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ชี้ร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ สภาสุดป่วน ล่มซ้ำซาก
‘บิ๊กตู่’คิกออฟช่วยชาวนาเพชรบูรณ์
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะเป็นประธานในพิธีเปิด KICK OFF มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ในวันพฤหัสบดีที่ 24 พ.ย. ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเดินหน้าโครงการสำคัญของรัฐบาลในการส่งมอบความช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จัดงาน KICK OFF มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ที่ จ.เพชรบูรณ์ เนื่องจาก จ.เพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวนมากที่สุดในเขตภาคเหนือ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70,000 ราย ประมาณการโอนเงินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ผ่านสำนักงาน ธ.ก.ส. ทุกสาขาของจ.เพชรบูรณ์ รวมจำนวนเงินกว่า 900 ล้านบาท
เผยกำลังพิจารณาซบรทสช.
เมื่อเวลา 09.35 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กทม. ภายหลังการเป็นประธานในพิธีการประชุมสมัชชาสมาพันธ์ทหารผ่านศึกอาเซียน ครั้งที่ 21 พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธตอบคำถามถึงการแสดงจุดยืนและอนาคตทางการเมือง รวมถึงปฏิเสธการชี้แจงกระแสข่าวการสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
เมื่อถามว่ายังไม่ส่งใบสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ส่ายหน้า พร้อมกล่าวสั้นๆ เพียงว่า “กำลังพิจารณาอยู่”
ส่งซิกอนาคตการเมืองรู้ปีหน้า
เวลา 13.30 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ระยะเร่งด่วน 3 เดือน หลังเสร็จงาน ได้ เดินทางกลับ โดยทันทีที่เห็นสื่อมวลชนมาดักรอสัมภาษณ์ ได้ถามว่า เรื่องอะไร
ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า มีกระแส แยกทางกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แล้วจริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ และหันหลังขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวถามต่อเรื่องความชัดเจนอนาคตทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ได้ถอดหน้ากากอนามัย หันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าว เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ เคยระบุว่าหลังประชุมเอเปคจะมีความชัดเจน ท่าทีทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า“ หลัง เอเปคก็ปีหน้าไง”
‘วิษณุ’แจงเป็นสมาชิกพรรคใหม่ได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพล.อ.ประยุทธ์จะสมัครเป็นสมาชิกพรรค การเมืองอื่น โดยที่ปัจจุบันเป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐว่า ไม่ทราบว่านายกฯ เป็นสมาชิกพรรคใดแล้ว แต่ตอนนี้นายกฯ สามารถสมัครสมาชิกพรรคการเมืองได้ แม้จะมีชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2562 แต่หากยุบสภา บัญชีแคนดิเดตนายกฯ เก่าจะหายไป เพราะต้องเลือก นายกฯ คนใหม่ ตอนนี้ยังไม่มีเหตุที่ต้องหา นายกฯ ดังนั้นการมีชื่อในบัญชีเก่าจึงไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่ถ้าเกิดเหตุจำเป็นต้องหานายกฯ ใหม่ บุคคลนั้นต้องจัดการตัวเองโดยหาพรรคใหม่แค่พรรคเดียว จะกลับไปอยู่พรรคเดิม หรือจะไปสมัครพรรคอื่นก็ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่มาจากบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ ยังไปสมัครอื่นได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทำได้ เพราะจะไม่ดูคุณสมบัติระหว่างที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องเลือกนายกฯ ตัวอย่างกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย (พท.) แต่ตอนนี้คุณหญิงสุดารัตน์ มีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) แต่ถ้าจากนี้จำเป็นต้องหานายกฯ คนใหม่ คนที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ต้องจัดการตัวเองให้มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน
รับห่วงกม.เลือกตั้ง-ไม่ยุบสภา30พ.ย.
ต่อข้อถามว่า หากนายกฯ ไปสมัครสมาชิกพรรคในขณะนี้ จะเกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เป็นปัญหา ทุกครั้งช่วงปลายสมัยรัฐบาล และกำลังจะมีการเลือกตั้งมักเกิดแบบนี้เสมอ เช่น รัฐมนตรีคนหนึ่งเคยอยู่พรรคหนึ่ง แต่ตั้งใจว่าจะย้ายไปอยู่พรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็เริ่มไปหาเสียงเสียงให้พรรคใหม่ที่จะไปสังกัด ทำให้นายกฯ ตัดสินใจปรับครม. อย่างในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรับครม. เพราะรู้ว่ารัฐมนตรีบางคนจะไม่อยู่และจะเป็นปรปักษ์ในการหาเสียง จึงปรับออกและหาคนใหม่มาแทน
นายวิษณุกล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. หรือกฎหมายลูก ในวันที่ 30 พ.ย.ว่า ยอมรับว่าเป็นห่วง ผู้สื่อข่าวถามว่าถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เกี่ยว และรับรองว่านายกฯ ไม่ยุบสภาในวันที่ 30 พ.ย.นี้ เพราะมีภารกิจอะไรที่ต้องทำในวันนั้นหลายอย่าง เมื่อถามว่าจะเป็นเวลาหลังจากนั้นหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ค่อยมาถามใหม่กันทุกวันแล้วกัน แต่ยืนยันไม่ใช่ 30 พ.ย.แน่ และหากตัดสินออกมาแล้วว่า ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วจะไปยุบทำไม หรือถ้าตัดสินว่าขัดและไปยุบ ใครจะทำอะไรต่อ จึงไม่มีเหตุอะไรที่จะไปยุบและอันธพาลถ้ายุบตอนนั้น
‘สมศักดิ์’พลิ้ว‘3มิตร’อยู่กับใคร
ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์บอกกับรัฐมนตรีบางส่วนระหว่างกินมื้อกลางวันหลังการ ประชุมครม.เมื่อวันที่ 22 พ.ย. รัฐบาลจะอยู่จนถึงมี.ค.2566 ว่า “เรื่องนี้ผมไม่ทราบ และไม่ได้ยิน”
ผู้สื่อข่าวถามกรณีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ประกาศจะย้ายตามพล.อ.ประยุทธ์ แล้วส่วนตัวจะเลือกอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ หรือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนได้แถลงถึงประเด็นดังกล่าวไปแล้ว
ต่อข้อถามว่ากลุ่มสามมิตรจะประกาศจุดยืนทางการเมืองเมื่อใด นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะชัดเจนช่วง ม.ค.2566 หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่ามีเหตุผลอะไรในการพิจารณา นายสมศักดิ์กล่าวว่า เหตุผลทางการเมืองและข้อมูลต่างๆ ต้องดูให้เรียบร้อย ดิน ฟ้า อากาศค่อยว่ากัน เมื่อถามว่าขณะนี้ดินฟ้าอากาศทางการเมืองเป็นอย่างไร นายสมศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ครบถ้วน
ส.ส.นครศรีฯ-สงขลาไปกับ‘ตู่’
นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ กล่าวยอมรับว่าขณะนี้ ส.ส. ภายในพรรคกำลังอยู่บนทางสองแพร่ง ที่จะตัดสินใจว่าจะอยู่กับ พล.อ.ประวิตร หรือจะไปร่วมงานการเมืองที่พรรครวมไทยสร้างชาติ กับพล.อ.ประยุทธ์ ส่วนตนหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.เขต มาแล้ว 4 ปี ได้รับการดูแลจากพล.อ.ประวิตร เป็นอย่างดี และในฐานะ ส.ส.ภาคใต้ ยอมรับว่ากระแสที่ทำให้ได้รับเลือกตั้งมาจากความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ หากท้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็พร้อมติดตามไปร่วมงานด้วย
“ผมขอตอบแบบไม่อ้อมค้อม และ น้องชายก็จะไปด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้รับคำยืนยันจากกลุ่ม ส.ส.สงขลา 3 คน พร้อมไปทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งผมได้แจ้งเจตจำนงของตัวเองไปแล้วว่า หากพล.อ.ประยุทธ์อยู่พรรคพลังประชารัฐ จะขออยู่พรรคพลังประชารัฐด้วย แต่หากตัดสินใจไปก็จะขอติดตามไปด้วย จึงได้เรียนกับพล.อ.ประวิตรโดยตรง ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร จากนี้เพียงรอความชัดเจนทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์” นายสายัณห์กล่าว
ตนมีความมั่นใจว่าหากไปทำงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะยังสามารถรักษาเก้าอี้ ส.ส.นครศรีธรรมราช ไว้ได้ เพราะเมื่อประเมินจากผลสำรวจความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ ในพื้นที่ภาคใต้ยังอยู่ที่ร้อยละ 25 และเชื่อว่า หากแยกกันทำงานการเมืองจะไม่เกิดปัญหาแข่งกันเองระหว่างพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตนยังรักและเคารพพล.อ.ประวิตร เหมือนเดิม รักเหมือนพ่อคนหนึ่งที่ได้ดูแลตัวเอง และได้ดูแล ส.ส.ภาคใต้ทุกคน
หลายคนชิ่ง-ถ้า‘ธรรมนัส’คืนรัง
ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังมีความชัดเจนว่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) หลายคนในกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย จะกลับมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ปรากฏว่าส.ส.หลายกลุ่มในพรรคเกิดปฏิกิริยาต่อกรณีดังกล่าว ทั้งกลุ่มเพชรบูรณ์ของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรค รวมถึงส.ส.กลุ่มสามมิตร หลายคนอึดอัดและลำบากใจหาก ร.อ.ธรรมนัสกลับมาจะทำให้พรรคหาเสียงลำบาก เนื่องจากติดภาพลักษณ์ด้านลบและครั้งอยู่ในพรรคก็มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ถึงขั้นส.ส. บางคนออกปากว่าหาก ร.อ.ธรรมนัส กลับมาจะย้ายออกไป แต่ส.ส.หลายคนไม่กล้านำ เรื่องนี้ไปพูดกับ พล.อ.ประวิตร เพราะเกรงว่าจะสร้างความลำบากใจให้หัวหน้าพรรค
ส่วนกลุ่มสามมิตรยังไม่ได้ตัดสินใจ ต้องการดูความชัดเจนระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าแยกทางกันอย่างเป็นทางการแน่นอนแล้ว จึงจะกำหนดแนวทางของกลุ่ม โดยเชื่อว่าไม่เกิน 1-2 สัปดาห์นี้ จะมีความชัดเจนเงื่อนไขหลักๆ ของกลุ่มสามมิตรคือ ต้องเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลเท่านั้น จึงมี 3 ทางเลือก คือ อยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อ หรือย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือย้ายกลับไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย
2 พี่น้องโพธิพิพิธทิ้ง ‘เฮ้ง’ ไปภท.
ก่อนหน้านี้คนสนิทของ พล.อ.ประวิตร ได้โทรศัพท์หา ส.ส.หลายคนในพรรคให้ไปพบ พล.อ.ประวิตร และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร.ที่รับผิดชอบพื้นที่อีสานตอนบน เพื่อพูดคุยเรื่องความชัดเจนว่าจะอยู่พรรคต่อหรือไม่ แต่หลายคนยังดึงเวลาการเข้าพบออกไปอีก 1 สัปดาห์ เพื่อรอดูว่า ร.อ.ธรรมนัส กลับมาแน่นอนหรือไม่ หรือจะมาเฉพาะ ส.ส.บางคน
ส่วนส.ส.ในกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ที่มีข่าวว่าจะพา ส.ส. 12 คนย้ายไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ปรากฏว่า ส.ส.บางคนจะไม่ตามนายสุชาติไป โดย 2 ส.ส.กาญจนบุรี คือ นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ สองพี่น้อง ล่าสุดมีแนวโน้มสูงเลือกจะไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และหากตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแล้วอาจเปิดตัวช่วงปลาย พ.ย.นี้
‘หนู’เชื่อไม่ยุบสภาเร็วๆนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพล.อ.ประยุทธ์ ระบุในที่ประชุมครม.จะอยู่ถึง มี.ค.2566 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล โดยนึกไม่ถึงว่าจะอยู่กันมาจนแทบครบวาระ และในที่ประชุมได้เปิดวีดิทัศน์ผลงานรัฐบาล ซึ่งนายกฯ มีท่าทีอารมณ์ดีและแจ้งว่าให้อยู่เช่นนี้กันไป ยังไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ไม่ได้พูดว่าจะอยู่ถึง มี.ค.หรือเม.ย.2566 แต่ขอให้อยู่ทำงานกันไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าวางใจได้หรือไม่ว่าจะไม่ยุบสภาช่วงนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ดูท่าทาง นายกฯ ยังไม่มี ระดับนายกฯ ไม่มาบอกว่าจะไปพรรคโน้นพรรคนี้ ได้แต่บอกทำงานกันไป สามัคคีกันก็อยู่ยาว ไม่สามัคคีก็อยู่สั้น ถ้าถามตนคงอยู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปเจออุปสรรคขวากหนามในอนาคต ทั้งเรื่องการเมืองหรือเรื่องในสภาซึ่งก็ไม่รู้ ต่อข้อถามว่าคิดว่าจะมีอุบัติเหตุยุบสภาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าถามในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาถึงขนาดนี้ถือว่าครบเทอมแล้ว เวลาที่เหลือจากนี้ไปต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลา
ปัดไร้ดีลนายกฯคนละครึ่ง
ต่อข้อถามว่าจากที่ทำงานใกล้ชิดนายกฯ คิดว่าจะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดูว่ายังสู้อยู่ ทำงานปกติ ส่วนจะไปหรือไม่ตนไม่รู้ ไม่กล้าถาม ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสว่านายอนุทินตกลงกับนายกฯ ว่าเป็นนายกฯ คนละ 2 ปี ในการเลือกตั้งสมัยหน้า นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่จริง ไม่มีดีลนี้ ดีลตำแหน่ง นายกฯ แบบนี้ยกกันไม่ได้ เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่าง และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และจะทำให้มั่นคง”
ส่วนกระแสข่าว นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลัง (รพ.) จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า มีการพูดคุยกับทั้ง 4 รายชื่อ และยังมีมากกว่าที่เป็นข่าว เมื่อถามว่าทั้ง 4 คน มีแนวโน้มมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนมีท่าทีของตัวเอง ต้องดูช่วงโค้งสุดท้ายพรรคที่เขาอยากไปสังกัดจะมีนโยบายอย่างไร ขณะนี้ยังไม่จับมือกันขนาดนั้น
‘แรมโบ้’จ่อนั่งหน.พรรคเทิดไท
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ว่าที่หัวหน้าพรรคเทิดไท (พทท.) เปิดเผยว่า พรรครวมไทยรักชาติ จะประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันที่ 26 พ.ย.นี้ เวลา 10.30-11.30 น. ที่โรงแรม เบสท์เวสเทิร์น พลัสแวนด้า แกรนด์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีวาระปรับเปลี่ยนชื่อพรรคและโลโก้ใหม่ จากพรรครวมไทยรักชาติ เป็นพรรคเทิดไท และนายสุชาติ บรรดาศักดิ์ จะลาออกจากหัวหน้าพรรครวมไทยรักชาติ ส่งผลให้มีการเลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ใหม่ทั้งหมด คาดว่าที่ประชุมคงจะเลือกตั้งให้ตนเอง เป็นว่าที่หัวหน้าพรรค นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ อดีตส.ส.นนทบุรี หลายสมัย เป็นว่าที่เลขาธิการ และ นายอานนท์ แสนน่าน อดีตประธานหมู่บ้านคนเสื้อแดงและปัจจุบันประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทย เป็นประธานยุทธศาสตร์ด้านมวลชน
ส่วนการส่งผู้สมัครส.ส.จะส่งครบทั้ง 400 เขต รวมถึงส.ส.บัญชีรายชื่อครบ 100 คนไม่ว่าสูตรการเลือกตั้งจะออกมาเป็นแบบใดก็ตาม
“ผมให้ความเคารพรักและศรัทธาในตัว นายกฯ ดังนั้นในทางการเมือง คงจะได้มีโอกาสหารือและรับข้อแนะนำจากนายกฯ และพร้อมรับคำแนะนำเพื่อไปปฏิบัติเพื่อยืนหยัดเคียงข้างสนับสนุนนายกฯ ไม่มีคำว่า แทงหลังหรือทอดทิ้งเด็ดขาด พร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่จนกว่าจะถึงเส้นชัย เพื่อให้กลับมาเป็นนายกฯขวัญใจประชาชนอีกครั้ง” นายเสกสกลกล่าว
มติเอกฉันท์กม.พรรคฯไม่ขัดรธน.
วันเดียวกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา 77 คน ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 และมาตรา 10 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 มาตรา 83 มาตรา 86 มาตรา 90 มาตรา 91 และมาตรา 258 ก.ด้านการเมือง (2) หรือไม่ และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปด้านการเมือง
ประเด็นที่ผู้ร้องเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญคือการลดค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค เดิมปีละไม่เกิน 100 บาท เหลือไม่เกิน 20 บาท ตลอดชีพลดเหลือไม่เกิน 200 บาท จากเดิมไม่น้อยกว่า 2,000 บาท เหตุผลคือกลัวจะเปิดให้เกิดนายทุนครอบงำและไม่เป็นพรรคของประชาชน และตัดคุณสมบัติผู้ต้องคดีอาญา การฉ้อโกง ยาเสพติด การพนัน การค้ามนุษย์และการฟอกเงิน หากคดีไม่ถึงขั้นติดคุกก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคได้
ประเด็นการตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ที่แก้ไขให้สามารถเลือกผู้สมัครได้จากเดิมที่เป็นหน้าที่ของตัวแทนประจำเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจขัดรัฐธรรมนูญที่ให้แต่ละเขตเลือกผู้สมัคร ประกอบกับการให้เลือกบุคคลจากรายชื่อคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครคัดเลือกมา ไม่น่าจะถูกต้องเพราะจะขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเลือกผู้สมัคร รวมทั้งการตัดเรื่องห้ามสมาชิกเรียกรับ ผลประโยชน์ หรือใช้อิทธิพลข่มขู่ในการเลือกผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งมีวาระพิจารณาเพียงเรื่องเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยเฉพาะเนื้อหาเรื่องการหาจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 100 แต่ตามคำร้องมีการอ้างถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ “พึงมี” ของการคำนวณส.ส
‘นิกร’มั่นใจกม.เลือกตั้งฉลุย
ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง แถลงว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จากนี้ต่อไปศาลรัฐธรรมนูญจะส่งคำวินิจฉัยกลับมายังนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป
สำหรับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันที่ 30 พ.ย. เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เพราะเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยกร่างเองทุกคำ และเข้าสู่ครม. ทั้งยังส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาด้วย จึงไม่น่ามีประเด็นที่ขัดรัฐธรรมนูญ หากจะมีปัญหาอยู่บ้าง คือ คำร้องของนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) ที่ร้องว่ากระบวนการพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องภายในสภาโดยแท้ ถ้าสภาเคาะว่าทำได้ ก็คือทำได้ จึงมองไม่ออกว่าขัดกับรัฐธรรมนูญมาตราใด
เมื่อร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับได้รับการวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว จะก้าวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีผู้ใดตอบได้ว่านายกฯ จะยุบสภาช้าหรือเร็ว ส่วนเหตุผลที่จะใช้เพื่อยุบสภานั้น อาจมาจากสภาที่วุ่นวายไม่สามารถทำงานได้ เป็นสภาป๋อมแป๋ม
สภาวุ่นโหวตกม.ปลดบิ๊กท้องถิ่น
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย เป็นประธาน เข้าสู่วาระประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น วาระ 2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว เริ่มต้นที่การลงมติมาตรา 7 จำนวนผู้เข้าชื่อถอดถอน ที่ตกค้างมาจากการพิจารณาสัปดาห์ที่แล้ว แต่สมาชิกอยู่กันบางตา ที่ประชุมต้องเสียเวลารอสมาชิกแสดงตนเป็นองค์ประชุมนานกว่า 15 นาที จึงมีสมาชิกมาแสดงตน 244 เสียง เกินกึ่งหนึ่งมาแค่ 7 เสียง จากจำนวนส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 474 คน
จากนั้นการลงมติมาตรา 9/1 ที่กมธ.เสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็นก็เกิดปัญหาอีกครั้ง เมื่อนายชวนถามว่า จะเห็นด้วยกับความเห็นกมธ.เสียงข้างน้อยหรือไม่ ที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างน้อย 163-75 คะแนน ทำให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประท้วงขอให้ถามคำถามใหม่ เนื่องจาก ส.ส.หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ประธานในที่ประชุมถามว่าเห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมากหรือไม่ เหมือนตามปกติที่เคยถามมา ทำให้คะแนนคลาดเคลื่อน แต่ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ยอม ระบุไม่สามารถลงมติใหม่ได้
ที่สุดนายชวน จึงขอมติที่ประชุมว่าจะอนุญาตให้ตั้งคำถามและลงมติใหม่หรือไม่ ทำให้ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ยอมแสดงตนเป็น องค์ประชุม เสียเวลารอนานกว่า 30 นาที ก็ยังไม่ครบ กระทั่งเวลา 12.50 น. นายชวนสั่งพักประชุม เพื่อไปหารือแนวทางแก้ปัญหา
เวลา 13.30 น. กลับมาเปิดประชุมใหม่อีกครั้ง ที่ประชุมยังคงถกเถียงกันเรื่องจะให้ลงมติมาตรา 9/1 ใหม่หรือไม่ ในที่สุดลงมติให้ลงมติใหม่ด้วยคะแนน 202 ต่อ 16 งดออกเสียง 10 ไม่ลงคะแนน 14
‘ชวน’เซ็ง’องค์ประชุมล่มอีก
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แสดงความไม่พอใจว่า การให้ลงมติใหม่จะเป็นบรรทัดฐาน สร้างประเพณีปฏิบัติที่ผิด พอโหวตแพ้ก็อ้างเข้าใจผิด อนาคตจะเกิดปัญหาถ้าแพ้ก็อ้างเข้าใจผิดอยู่เรื่อยๆ
ขณะที่นายชวนชี้แจงว่า ยืนยันว่าเมื่อมีความเข้าใจผิดในการลงมติสามารถลงมติใหม่ได้ เป็นเรื่องที่มีโอกาสผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ไม่เกี่ยวกับคะแนน ยืนยันไม่เคยทำอะไรที่ล่วงละเมิดหรือเอาเปรียบคนอื่น ไม่คิดทำ เหตุเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก 4 ปีอาจเกิดครั้งนี้ครั้งเดียว สำหรับตนแล้วโกง 1 คะแนน หรือทุจริต 1 บาทก็ไม่ทำ
หลังจากที่ประชุมโหวตให้ลงมติมาตรา 9/1 ใหม่ ก็ยังเกิดปัญหาขึ้น เมื่อส.ส.ในห้องประชุมอยู่กันบางตา นายชวนจึงแจ้งว่า เที่ยวนี้ไม่รอนานเพราะถ้าไม่ครบก็คือไม่ครบและต้องยอมรับ หลังจากรอองค์ประชุม 5 นาทีแล้ว ยังไม่มีทีท่าจะมีสมาชิกครบองค์ประชุม นายชวนจึงกล่าวว่า ดูด้วยตาแล้วคงยากจะครบองค์ประชุม ขอบคุณคนที่มา ส่วนใครที่ไม่มาจะขอเปิดชื่อให้ชาวบ้านไปถามกันเองว่า ทำไมไม่มาประชุม เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ขอปิดประชุม
เพื่อไทยโวยถูกปล้นมติ
เวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ แถลงว่า การประชุมสภาวันนี้ถือเป็นวันแรกหลังจากหยุดช่วงการประชุมเอเปค แต่เกิดเหตุการณ์องค์ประชุมไม่ครบเป็นเหตุให้สภาล่ม ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองของฝั่งรัฐบาลมีไม่มาก ไม่สามารถคงสภาวะการประชุมไว้ได้ สาเหตุหนึ่งมีการพูดถึงการเชิญสมาชิกบางกลุ่มไปเช็กชื่อกันที่บ้านป่ารอยต่อในวันที่มีการประชุมสภา
เรากำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งฝ่ายค้าน และพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นชอบกับสิ่งที่กมธ.แก้ไขมา เพราะเปลี่ยนไปจากหลักการเดิม คือ เมื่อประชาชนเข้าชื่อแล้วสมาชิกจะหลุดออกจากตำแหน่งทันที โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบ เราเป็นห่วงว่าช่วงเข้าสู่การเลือกตั้ง การจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เมื่อการประชุมมาถึงมาตรา 9/1 ที่ให้มีการลงมติใหม่ได้ ฝ่ายค้านจึงไม่ขอเป็นองค์ประชุมให้กระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการลิดรอน และปล้นมติคืนกลับไป ซึ่งสุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถรักษาองค์ประชุมไว้ได้
“จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แม้ว่าจะมีข่าวว่ารัฐบาลชื่นมื่นดี แต่ดูภาวะในสภาเช่นนี้ เชื่อว่า สภาเดินต่อลำบาก จึงเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีเวลาเหลือไม่มาก ช่วง ฮันนีมูนของท่านหมดแล้ว ถ้าท่านยุบสภาได้ก็ควรยุบ คืนอำนาจให้ประชาชน” นาย จุลพันธ์กล่าว
วิปรัฐบาลยันถูกต้องตามข้อบังคับ
ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พลังประชารัฐ เลขานุการวิปรัฐบาล แถลงข่าวภายหลังสภาล่ม
นายชินวรณ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการลงคะแนนใหม่ เป็นการวินิจฉัยถูกต้องของประธานสภา ตามข้อบังคับข้อที่ 9 และไม่เคยมีมาก่อนในสมัยประชุมสภานี้ จะมากล่าวหาประธานสภาไม่ดำเนินการตามข้อบังคับหรือกระทำที่อาจจะนำไปสู่พวกมากลากไปนั้น ตนคิดว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะประธานสภาย้ำแล้วว่าได้ดำเนินการตามตามหลักนิติธรรมตามข้อบังคับชัดเจน และวันนี้ผลการลงคะแนนว่าคะแนนเสียงข้างมากเห็นด้วยตามที่ประธานสภาวินิจฉัย แต่ฝ่ายค้านก็ไม่ได้แสดงตนด้วย
“ส่วนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านาเรียกร้องว่าให้มีการยุบสภาเพราะสาเหตุนี้นั้น คิดว่ายังไม่ใช่เป็นเหตุและปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ออกมายืนยันแล้วว่าจะอยู่ยาว สิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกร้องน่าจะเป็นอาการปากว่าขาสั่นมากกว่า ผมอยากเรียกร้องไปพรรคฝ่ายค้านมากกว่าว่าได้ไปหาข้อมูลมาอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 แล้วหรือไม่ ซึ่งเปรียบเสมือนการดีเบตกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพราะจะเป็นประโชน์ต่อประชาชนมากกว่า” นายชินวรณ์กล่าว
ด้านนายอรรถกรกล่าวว่า เราเข้าใจว่าจะลงมติตามกมธ.เสียงส่วนใหญ่ ตามปกติแล้วในกระบวนการลงมติในสภามักจะโหวตเห็นด้วยกมธ.เสียงส่วนใหญ่ ยอมรับว่าเรื่องนี้มีความผิดพลาดจริงๆ แต่ยืนยันว่าเสียงส่วนใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน
แฉฝ่ายค้านไม่แสดงตนอื้อ
นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ในที่ประชุมนายชวนไม่ได้ขานจำนวนองค์ประชุมที่ล่ม ปรากฏว่ามีผู้แสดงตนทั้งสิ้น 228 คน จากจำนวนองค์ประชุม 237 คน แบ่งเป็นฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทย มีผู้แสดงตน 11 คน จาก 131 คน, พรรคก้าวไกล(ก.ก.) แสดงตน 6 คน จาก 50 คน, พรรคเสรีรวมไทย(สร.) แสดงตน 3 คนจาก 11 คน, พรรคประชาชาติ ไม่มีผู้แสดงตน จาก 7 คน พรรคเพื่อชาติ แสดงตน 1 คนจาก 6 คน พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคไทยศรีวิไลย์ มีส.ส.พรรคละ 1 คน แต่ไม่แสดงตน
ส่วนฝ่ายรัฐบาล คือพรรคพลังประชารัฐ แสดงตน 77 คนจาก 96 คน, พรรคภูมิใจไทย แสดงตน 59 คน จาก 62 คน, พรรคประชาธิปัตย์ แสดงตน 42 คน จาก 52 คน, พรรคเศรษฐกิจไทย แสดงตน 3 คนจาก 16 คน, พรรค ชาติไทยพัฒนา แสดงตน 6 คนจาก 12 คน, พรรคเศรษฐกิจใหม่ แสดงตน 4 คนจาก 6 คน , พรรครวมพลัง แสดงตนทั้ง 5 คน, พรรค พลังท้องถิ่นไทยแสดงตน 3 คนจาก 5 คน, พรรคชาติพัฒนา แสดงตน 3 คน จาก 4 คน, พรรครักผืนป่าประเทศไทย แสดงตน 1 คน จาก 2 คน พรรคเล็กที่มีส.ส.พรรคละ 1 คนคือพรรคประชาภิวัฒน์ พรรครวมแผ่นดินไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคพลังธรรมใหม่ แสดงตน ขณะที่พรรคเพื่อชาติไทย พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ มีส.ส.พรรคละ 1 คนไม่แสดงตน
เมื่อรวมแล้วส.ส.ฝ่ายค้านที่แสดงตนมี 21 คน จาก 207 คน พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลแสดงตน 207 จาก 267 คน ส่วนรายชื่อไม่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อประธานไม่ได้ประกาศในที่ประชุมว่ามีจำนวนเท่าไรก็จะไม่มีการเปิดเผย