‘บิ๊กป้อม’ปัดไม่รู้-ไม่คุยประยุทธ์เข้าซบ‘รทสช.’ทีมผู้กองจ่อกลับพปชร.
โต้ต่อรองเก้าอี้เลขาฯ
‘บิ๊กตู่’ เยือนเพชรบูรณ์ ปล่อยมุขกับชาวบ้าน ‘คงอยู่ไปอีกนาน’ ก่อนชี้แจงวุ่น หวั่นตีความผิด ‘บิ๊กป้อม’ อ้างไม่รู้ นายกฯ ขอแยกไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ ‘ไผ่ ลิกค์’ ยืนยัน 13 ส.ส.เศรษฐกิจไทย ย้ายกลับพลังประชารัฐแน่ พร้อมหนุน ‘ประวิตร’ เป็นนายกฯ ยันไม่เคยต่อรองเก้าอี้เลขาฯ พรรค ปชป.จี้นายกฯ ทูลเกล้าฯ ‘นริศ’ นั่งรมช.มหาดไทย ‘ชวน’ โต้ข้อหาไม่เป็นกลาง จี้ฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่รักษาองค์ประชุมสภา เพื่อไทยโวยทีมงานท่านประธาน เจตนาดิสเครดิต เปิดตัวเลข ฝ่ายค้านทำสภาล่ม
‘บิ๊กตู่’ลุยเพชรบูรณ์-‘สันติ’ปรี่รับ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 พ.ย. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายชัยวุฒิ ธนาคมา นุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิด KICK OFF มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจ.เพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวนมากที่สุดในเขตภาคเหนือ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70,000 ราย ประมาณการโอนเงินสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ผ่านสำนักงาน ธ.ก.ส. ทุกสาขาของจ.เพชรบูรณ์ รวมกว่า 900 ล้านบาท
เวลา 11.55 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ ต.ลานบ่า อ.หล่มสัก โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และนายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ต้อนรับ
ทันทีที่พล.อ.ประยุทธ์ลงเครื่องบิน นายสันติ ซึ่งเป็นชาวเพชรบูรณ์ และเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งมีข่าวว่าจะย้ายตามไปอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ปรี่เข้าไปไหว้อย่างนอบน้อมจนเกือบจะแทบอก แล้วคณะทั้งหมดเข้าห้องรับรองพิเศษประมาณ 15 นาที จึงออกจากสนามบิน โดยพล.อ.ประยุทธ์ใช้รถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ด ทะเบียน 8 กฒ 8382 กรุงเทพมหานคร ในการลงพื้นที่ครั้งนี้

เชียร์ลุง – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เดินทางไปติดตามโครงการแก้มลิงแก้ปัญหาน้ำท่วม ได้พบปะชาวเพชรบูรณ์ ท่ามกลางเสียงตะโกนลุงตู่สู้ๆ เชียร์ให้กำลังใจ และร่ำไห้สวมกอด ที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.
ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจ
ต่อมาเวลา 12.40 น. พล.อ.ประยุทธ์สักการะพระพุทธมหาธรรมราชา ที่พุทธอุทยานเพชรบุระ ต.สะเดียง อ.เมืองเพชรบูรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นำเยี่ยมชม “พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ องค์พระเนื้อโลหะหล่อด้วยทองเหลืองบริสุทธิ์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์
นอกจากนี้มีประชาชนจำนวนมากที่มาต้อนรับ และเข้ามาสวมกอดพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกล่าวว่า ขอกอดลุงตู่หน่อยนะ พวกเราขอเป็นกำลังใจให้กับลุงตู่ ชาวบ้านรักท่านนะ ขอเป็นกำลังใจ เราทุกคนรักชาติ ขอให้ท่านรักชาวบ้าน เราเป็นกำลังใจให้ท่านเสมอ ชาวบ้านยังมอบเสื้อยืดสกรีนลายสัญลักษณ์ประจำจังหวัดให้นายกฯ พร้อมตะโกน นายกฯสู้ๆ ลุงตู่สู้ๆ พวกเราอยู่ข้างลุงตู่ พวกเราเป็นกำลังใจให้ และชู 2 นิ้วให้กำลังใจนายกฯ ด้วย
ขณะที่นายสันติได้ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ นายกฯ ทำให้นายกฯ หันมาจับมือนายสันติ กล่าวว่า “เดี๋ยวถ้าได้จะสนับสนุนให้นะ รมต.สันติจะได้อุ้มพระองค์นี้ลงน้ำ” พร้อมผายมือไปทางองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ทำให้นายสันติยิ้มแก้มปริ และยกมือไหว้ประชาชน
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้ตรวจติดตามโครงการแก้มลิงที่ผันน้ำจากแม่น้ำป่าสักมาเก็บไว้ในสระน้ำขนาดใหญ่บริเวณด้านหลังพุทธอุทยานเพชรบุระ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำของจ.เพชรบูรณ์ และเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเพื่อช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์อย่างเป็นรูปธรรม และ เยี่ยมชมใต้ฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ประกอบด้วย พระพุทธรูปสำคัญๆ ของ จ.เพชรบูรณ์ รวมทั้งองค์พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย
หยอดหวานมาที่นี่ไม่เคยผิดหวัง
เวลา 13.00 น. น. ที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธี KICK OFF มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ทันทีที่มาถึงได้เดินทักทายประชาชนส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยู ขณะที่ภายในงานได้ เปิดเพลงใจเพชร ที่ประพันธ์คำร้องโดย พล.อ.ประยุทธ์ ต้อนรับด้วย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับประชาชนว่า ขอบคุณประชาชนชาวเพชรบูรณ์ และมาหลายครั้งก็ไม่เคยผิดหวัง วันนี้ยินดีที่ได้มาพบเกษตรกรชาวเพชรบูรณ์ และมาเป็นประธานในพิธีดังกล่าว เพื่อเป็นกำลังใจ และรักษาเสถียรภาพด้านราคา เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน
สิ่งแรกที่อยากจะเรียนคือจงภูมิใจในการอยู่ผืนแผ่นดินไทยให้มากที่สุด เพราะเป็น ดินแดนแห่งความสงบและสันติ เป็นดินแดนแห่งใต้พระบรมโพธิสมภาร และอยู่ร่มเงาใต้ ทุกศาสนา เป็นพหุวัฒนธรรม ซึ่งคนไทยอยู่ร่วมกันได้ แตกแยกกันไม่ได้ ถ้าแตกแยกเมื่อไหร่ศักยภาพและขีดความสามารถที่เรามีอยู่จะหมดไปทันที ไม่ว่าจะรัฐบาลตนหรือใครก็ตาม ทำให้สิ่งเหล่านี้เข้มแข็งขึ้น เติบโตขึ้น รวมพลังให้มากยิ่งขึ้น ในการเดินหน้าประเทศต่อไป เราทำแบบเดิมทั้งหมดไม่ได้อยู่แล้ว ตนคาดหวังว่า สิ่งที่ตนทำไว้วันนี้นั้น จะเป็นพื้นฐานและแนวทาง และจะต้องทำสิ่งที่ดีกว่านี้ไปเรื่อยๆ
ปล่อยมุข‘คงอยู่ไปอีกนาน’
ที่ผ่านมาตนเข้าใจความลำบากของท่าน ท่านยิ่งลำบาก ตนยิ่งลำบากกว่าท่าน ตนไม่ลำบากเหนื่อยกาย เหนื่อยใจเท่าท่าน แต่เหนื่อยว่าจะแก้ปัญหาให้กับพวกท่านได้อย่างไร นั่นคือหัวใจการเป็นรัฐบาล หัวใจการเป็นอะไรก็แล้วแต่ต้องนึกถึงประชาชนไว้ให้มากที่สุด แล้วหาวิธีการทำอย่างไรให้ทำได้ ซึ่งจะได้มากได้น้อยต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน
“ต้องรู้เท่าทันเกษตรยุคใหม่ และต้องพร้อมแก้ปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมตลอดมาตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกฯ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้และคงอยู่ไปอีกนาน” ทันทีที่พูดประโยคนี้จบ พล.อ.ประยุทธ์ ได้หยุดพูดชั่วขณะหนึ่ง และยิ้ม ทำให้ประชาชนที่นั่งฟังอยู่ปรบมือเสียงดัง ก่อนกล่าวต่อว่า “เอ๊ะ เดี๋ยวจะตีความผิดว่าผมอยู่อีกนาน อะไรทำนองนี้ ผมหมายความว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วงจะอยู่กับผมอีกนาน เดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก คือใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ และลองคิดดูว่าสิ่งที่ผมพูดมัน ถูกไหม ซึ่งทำก็ต้องถูกต้องและถูกใจด้วยใช่ หรือไม่ ฉะนั้นวันนี้มาตรการต่างๆ ออกมาหมดแล้ว”
วันนี้มาเพื่อให้เห็นหน้าเห็นตากัน ทำสัญญาใจกันว่าเราจะช่วยกัน ไปด้วยกันให้ได้ ทั้งการทำให้ประเทศปลอดภัย เป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าว ปีหนึ่งหรือสองปี อย่างนั้นมันไม่ใช่ ที่ตนอยู่มาวันนี้หลายปี ทำอะไรได้เยอะพอสมควรเหมือนกัน นี่ตนไม่ได้พูดว่าอยากหรือไม่อยากอยู่ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกัน เดี๋ยวจะไปตีความกันผิดอีก และตรงนี้จะเป็นยุทธศาสตร์ เป็นแผนแม่บท ส่งต่อไปยังรัฐบาลหน้า ใครจะมาใครจะไป ถ้าทำต่อก็จะเป็นอย่างนี้ และดีขึ้นเรื่อยๆ
ปชช.ร้องไห้ดีใจ-จะกราบเท้า
“ต้องการให้เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังที่ตั้งตรง แข็งแรง มีรอยยิ้ม ยิ้มสยาม ยิ้มสู้ ยิ้มไปเถิด มันจะเจ็บปวดอย่างไรยิ้มเข้าไว้ ความสุขมันอยู่ที่ใจ มันอาจจะมีความทุกข์ ผมก็ทุกข์ ที่ผมยิ้มอยู่นี้ ในใจผมก็ร้อนอยู่นะ แต่ก็ขอให้ยิ้มให้กับทุกคนมาพูดคุยปรับทุกข์ ผูกมิตรกัน ถ้ามีหน้าตาโมโหตลอดเวลา จะไม่กล้าเข้าหากัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องของอารมณ์ และยืนยันว่าผมไม่ใช่ศัตรูใครทั้งสิ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้พี่น้องชาวนา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
นายกฯ ไม่ใช่คนเก่งอะไรมากมาย เพียงแต่ศึกษา และนำมาคิด วันๆ ก็คิดๆๆๆๆ แล้วระบายไปยังรองนายกฯ รัฐมนตรี ซึ่งล้วนแต่มีคนเก่งมากมาย บางเรื่องส่งไปนานแล้วแต่ยังไม่กลับมา ก็ต้องเรียกมาถามกันหน่อยว่าทำไมเรื่องยังไม่ออกเสียที ได้หรือไม่ได้ ตนเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นโดยการรวมพลังของพวกเรา
“อย่าลืมยิ้มให้กัน ยิ้มให้กันทั้งวันใครจะว่าบ้าก็ช่างเถิด จะให้โมโหกันทั้งวันได้อย่างไร หากยิ้มแล้วจะคุยกันได้ ค่อยๆ ปรับเคมีให้ตรงกันได้ เดี๋ยวก็ไปได้ โกรธเคืองกัน แบ่งพวกแบ่งฝ่าย แบ่งสีแบ่งสัน ไม่ได้อะไรขึ้นมา พอเถิด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินสอบถามสารทุกข์สุกดิบของประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม ประชาชนบางคนเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ดีใจที่เจอนายกฯ และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล บางคนจะลงกราบที่เท้า แต่นายกฯ ได้ห้ามไว้ว่าไม่ต้องทำแบบนี้
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการลงพื้นที่ของ นายกฯ ครั้งนี้แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยทั้งทีมทหารและตำรวจอย่างเข้มงวด แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาใกล้ชิดนายกฯ มากขึ้น ทั้งสวมกอด ขอถ่ายภาพ และเข้ามา ร้องทุกข์โดยตรงได้แบบประชิดตัว
ขอสื่ออย่าใช้คำว่าอยากอยู่ต่อ
เวลา 15.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับจากจ.เพชรบูรณ์ และให้สัมภาษณ์หลังคิกออฟช่วยเกษตรกรที่เพชรบูรณ์แล้ว ยังมีโครงการเช่นนี้ต่อเนื่องในพื้นที่ใดอีกบ้าง ว่า เดี๋ยวขึ้นอยู่กับเขาเชิญ ซึ่งกระทรวงคลังเป็นผู้เชิญ และที่ไป ไปในนามของนายกฯ และไปติดตามงาน พร้อมไปทำความเข้าใจ อย่ามองว่าทุกอย่างเป็นการเมืองหมดเลย เพราะยังเป็นนายกฯ อยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่าดูเหมือนประชาชนเข้ามาโอบกอดดีใจที่ได้เจอนายกฯ อย่างนี้เป็นกำลังใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็เพราะเป็นนายกฯ ไง อย่างอื่นค่อยว่ากันอีกที ต่อข้อถามว่า 3 ทหารเสือ คือนายชัยวุฒิ นายสุชาติ และนายสันติ ที่ร่วมลงพื้นที่วันนี้ จะตัดสินใจทางการเมืองไปกับนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่าใครหรือ ให้ไปถามเขาเอง เมื่อถามว่าวันนี้ที่ประชาชนโอบกอดเป็นกำลังใจทำให้อยากอยู่ต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ใช่อยาก อย่าใช้ คำว่าอยากอยู่ต่อ
‘บิ๊กป้อม’เดินสายมหาสารคาม
ผู้สื่อข่าวรายงานหลังเกิดกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมส.ส.พรรคพลังประชารัฐบางส่วนจะออกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ และมีความไม่ชัดเจนในการกลับเข้าพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งของกลุ่มร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ทำให้เกิดความระส่ำเนื่องจากความไม่ชัดเจนของพล.อ.ประยุทธ์ และท่าทีของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ยังมีกำหนดลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจพบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจะไป จ.มหาสารคาม เพื่อเป็นประธานเปิดงาน “มรดกภูมิปัญญา พัฒนาสู่ความยั่งยืน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ในวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. เวลา 09.00 น. ที่เกาะแก้วหนองบัว อ.กันทรวิชัย โดยจะรับชมการแสดงแฟชั่น ผ้าไหมมัดหมี่ของดี 13 อำเภอ “ผ้าล้ำเลอค่า แห่งเมืองตักศิลานคร” ชมผลิตภัณฑ์สินค้า โอท็อปโครงการด้านปศุสัตว์ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 3 แสนตัว
จากนั้นเดินทางไปวัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) ต.เกิ้ง อ.เมือง เข้ากราบนมัสการพระครูภาวนาชยานุสิฐ (พระอาจารย์สุริยัญ โฆสปัญโญ ศิษย์หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) เกจิดังจังหวัดนครพนม เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางกลับกทม. ช่วงบ่ายวันเดียวกัน
ปัดไม่รู้‘น้องตู่’ขอแยกทาง
เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) พล.อ.ประวิตรเดินทางถึงประเทศไทยหลังเสร็จภารกิจการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ (ADMM Retreat) และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 9 (ADMM-Plus) ที่เมือง เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ว่าได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ ถึงสถานการณ์การเมืองหรือไม่ หลังมีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์เข้าพบเพื่อลาไปร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐบางส่วน แสดงความจำนงจะตามพล.อ.ประยุทธ์ไป ว่า “ก็ผมไปอยู่เมืองนอก ผมจะไปรู้ได้อย่างไร” เมื่อถามว่า ระหว่างที่อยู่กัมพูชาได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ ทางโทรศัพท์เรื่องการเมืองบ้างหรือไม่ พล.อ.ประวิตรไม่ตอบ
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผอ.พรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนต่อกระแสข่าวการแยกกันเดินของ 2 ป. รวมถึงกรณีโพสต์เฟซบุ๊กระบุจะตามพล.อ.ประยุทธ์ ไปด้วย เพียงแต่ส่งยิ้มให้ผู้สื่อข่าวเท่านั้น
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหน้าหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงข่าวพรรคพลังประชารัฐแตกแล้วจริงหรือไม่ว่า ไม่รู้
ก๊วน‘ธรรมนัส’จ่อเข้าพปชร.
นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจน ของส.ส.กลุ่มร.อ.ธรรมนัส ที่จะย้ายกลับไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ว่า ยังไม่ไปสมัครสมาชิก เพราะยังมีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาอยู่ จึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคดูขั้นตอนดำเนินการ หากไปทับซ้อนก็ไม่ดี หรือถ้าจะย้ายไปเลยต้องลาออก ก็ต้องพ้นจากส.ส. ต้องดูให้รอบคอบก่อน
เราทำงานร่วมกับพล.อ.ประวิตร ในทุกมิติ จุดยืนของพรรคเศรษฐกิจไทยเหมือนเดิม เราทำงานร่วมกับพล.อ.ประวิตรมาตลอด ท่านบอกอะไร ทำอะไร รวมถึงเวลาเรามีความเดือดร้อนอะไรในพื้นที่ คนที่เราเอาหนังสือไปยื่นให้ช่วยเหลือ คือพล.อ.ประวิตร ทำให้เราสามารถดูแลชาวบ้านได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าจะยังไม่ไปพรรคพลังประชารัฐตอนนี้ นายไผ่กล่าวว่า เอาเป็นว่าจะไม่สร้างความไม่สบายใจให้ใครดีกว่า อยู่ตรงนี้ซัพพอร์ตพล.อ.ประวิตร ได้ ตรงไหนที่ช่วยได้ เราเป็นเด็กดีอยู่แล้ว หากพล.อ.ประวิตรบอกว่ามาอยู่เลยก็พร้อมไป แต่ถ้ายังไม่สบายใจ ก็พร้อมซัพพอร์ตอยู่ตรงนี้
ต่อข้อถามว่าเป็นเพราะมีข่าวสมาชิกในพรรคพลังประชารัฐอึดอัดหากกลุ่มร.อ.ธรรมนัส ย้ายกลับมา นายไผ่ กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น คิดว่าที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐค่อนข้างชัดเจน ถ้าพูดแล้วต้องไปโจมตีใครขอไม่พูดดีกว่า และเท่าที่คุยกับเพื่อนส.ส. ปัญหาคงไม่มีอะไรแล้ว
วางตัวลงส.ส.ทั้ง 13 คน
ช่วงที่พบนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐที่ จ.กำแพงเพชร ยังแซวตนเลยว่า “พ่อแม่หุงข้าวไว้ให้แล้ว กลับมาเสียทีซิ” จึงเชื่อว่าตนและคนในพรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีอะไรกัน สิ่งสำคัญของการทำการเมือง คือรวมคน และเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะดูแลและเอาอยู่ทุกคน ที่ผ่านมาหากย้อนไปดูก็ชัดเจนว่าปัญหาเกิดจากในพรรค ที่บางครั้งนโยบายต่างๆ ไม่ได้รับการนำไปทำให้เป็นรูปธรรม เพราะไม่ได้รับการตอบสนองจากกลุ่มอำนาจหรือไม่
“ถ้าพล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเต็มตัว รวมถึงได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วย สิ่งที่เราพูดและทำทั้งหมด จะเป็นจริง เหมือนอย่างวันนี้ที่พล.อ.ประวิตร กำกับเรื่องน้ำ ก็มั่นใจว่ากำแพงเพชร ไม่มีครั้งไหนที่จะได้ งบประมาณบริหารจัดการน้ำ การลอกคู คลอง ที่ตื้นเขิน 10-20 ปียังไม่ได้ลอก รวมถึงหลายๆ อย่างมากมาย”
ผู้สื่อข่าวถามว่าร.อ.ธรรมนัส ได้คุยกับพล.อ.ประวิตร บ้างหรือยัง นายไผ่กล่าวว่า คุยกันแล้ว แต่ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่ารวมกันแล้ว เพราะมีเรื่องกฎหมาย ที่ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ จึงให้ฝ่ายกฎหมายดูก่อน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าต่อรองเก้าอี้เลขาธิการพรรค นายไผ่กล่าวว่าไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ เราเข้าไปเป็นสมาชิกธรรมดาได้ แต่ถ้าเห็นว่าตรงไหนที่ทำได้ก็ทำ ไม่มีการต่อรองตำแหน่ง ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะตอนนี้ถือว่าปลายสมัยรัฐบาล
เมื่อถามว่าจะไปทั้งหมดกี่คนในกลุ่ม นายไผ่กล่าวว่า ไปกันทั้งหมด 13 คน เพราะมีการแสดงจุดยืนและพูดคุยกันแล้วว่าไปไหนก็ไปด้วยกัน เราคงไม่มีไปไหนแบบเดี่ยวๆ ส่วนคนอื่นจะมีที่ไปพรรคภูมิใจไทย(ภท.)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด มีการตกลงกันแล้วว่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย 13 คน รวมถึงร.อ.ธรรมนัส จะย้ายกลับพรรคพลังประชารัฐ โดยพล.อ.ประวิตร ได้วางตัวลงสมัครเลือกตั้งไว้แล้ว ใครที่เป็นส.ส.เขตจะส่งลงสมัครในเขตเดิม ส่วนคนที่เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ จะส่งลงในระบบบัญชีรายชื่อ
ปชป.จี้ทูลเกล้าฯ‘นริศ’นั่งรมต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นางพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นภาพในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นการจับกลุ่มคุยกันของพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา
พร้อมระบุข้อความว่า “นั่งคุยกันด้วยความสงสัย ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงยังไม่นำชื่อ แต่งตั้งท่าน ส.ส.นริศ ขำนุรักษ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เสียที”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนริศ เป็น ส.ส.พัทลุง ที่คณะกรรมการบริหารพรรคเสนอชื่อไปดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย แทนนายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ได้ลาออกไป โดยนายจุรินทร์ ระบุเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้แจ้งมติพรรคประชาธิปัตย์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบแล้ว หลังจากนี้นายกฯ จะเป็นผู้พิจารณาดำเนินการตามกระบวนการต่อไป
‘ชวน’เมินสูตรครหาไม่เป็นกลาง
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่มีปัญหาในการตั้งคำถาม เพื่อลงมติในมาตรา 9/1 ของร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่…) พ.ศ…ทำให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลลงมติผิดเนื่องจากความเข้าใจผิด ท้ายสุดเกิดสภาล่ม ว่า ตนให้ฝ่ายกฎหมายดูถึง 3 ครั้งว่าจะถามอย่างไร แต่สมาชิกอาจไม่ได้จับประเด็นว่าถามอะไรจึงเกิดความเข้าใจผิด เรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องคะแนนน้อยหรือมาก จึงดำเนินการลงมติใหม่ได้ ซึ่งก่อนการลงมติใหม่ตนได้ขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ลงมติใหม่หรือไม่ แต่ตอนจะลงมติองค์ประชุมหายไปแล้ว เมื่อไม่ครบองค์ประชุมก็ต้องปิดประชุม
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการวิจารณ์ ประธานสภาทำหน้าที่เป็นกลางหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในรอบ 4 ปี ตนคงไม่ไปเฉไฉให้เสียกระบวนการ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. คนของรัฐบาลก็ขอสงวนคำแปรญัตติ ขอเพิ่มมาตรา 9/1 ด้วย จึงไม่ใช่เรื่องความ ไม่เป็นกลาง แต่เมื่อเข้าใจผิดก็นับคะแนนใหม่ เรื่องนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อบ้านเมืองส่วนรวม ต่อข้อถามว่ามีการระบุว่าประธานสภาเข้าข้างรัฐบาล นายชวน กล่าวว่า เรื่องแบบนี้ตนได้ยินตลอด สมาชิกส่วนใหญ่รู้ดีว่าตนตัดสินสิ่งต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง เมื่อตัดสินแล้วบางคนไม่พอใจก็บอกว่าตนไม่เป็นกลาง เหมือนเป็นสูตรที่ท่องมา
จี้รัฐบาลรักษาองค์ประชุม
นายชวนกล่าวว่า ตนได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยบอกรัฐบาลด้วยว่าสภามีเวลาไม่มากนัก ขอความร่วมมือทุกพรรคให้มาประชุม ส่วนพรรคจะไม่พอใจอะไรกันก็เป็นเรื่องหนึ่ง ตนไม่มีโจทย์ไปแกล้งให้ไม่ครบองค์ประชุม เพราะส่วนรวมไม่มีใครได้อะไร ตอนนี้รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่ ถ้าเสนอญัตติหรือกฎหมายของรัฐบาลเข้ามา ตนก็มีคำถามว่าถ้าไม่มา เป็นองค์ประชุมจะผ่านได้อย่างไร ฉะนั้น ต้องย้ำเรื่องความรับผิดชอบ ประชาชนจับตาดูอยู่
เมื่อถามว่า ต้องเรียกประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) มาพูดคุยหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า เข้าใจว่าวิป 2 ฝ่าย ไม่ค่อยลงกัน ไม่ค่อยหารือ ขัดแย้งกันตลอด เวลาจะวินิจฉัยอะไรประธานเลยตัดสินเอง ซึ่งปัจจุบันไม่เหมือนอดีต เวลาจะถามว่าใครดูแลเรื่ององค์ประชุมก็หาตัวยาก ถามรัฐบาลก็บอกนายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกฯ ซึ่งตนเคยบอกว่ารัฐบาลมอบท่านต้องมาดูแลบ้าง แต่ก็เข้าใจรัฐมนตรีมีงานประจำอยู่
พปชร.ซัดพท.-ต้นเหตุสภาล่ม
น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ โฆษกพรรค พลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ระบุถึงกรณีเหตุสภาล่มว่ามี ส.ส.โดดไปบ้านป่ารอยต่อฯ ว่า ขอให้แถลงอย่างตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าบิดเบือน ข้อเท็จจริงหวังดิสเครดิตทางการเมือง ยืนยันไม่มีใครเข้าป่ารอยต่อฯ ไม่ได้มีการเช็กชื่อ ส.ส. อย่างที่กล่าวอ้าง และเมื่อวันที่ 23 พ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังติดภารกิจร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน อยู่ที่ประเทศกัมพูชา
พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมประชุมสภา ตัวเลขส.ส. แสดงตนเป็นองค์ประชุมก่อนเกิดเหตุสภาล่ม 77 คน จากทั้งสิ้น 228 คน โดยจำนวนครบองค์ประชุมต้องมีสมาชิกแสดงตน 237 คน จากสมาชิกทั้งสภา 474 คน ขณะที่พรรคเพื่อไทย แสดงตนเพียง 11 คน จึงอยากให้กลับไปพิจารณาดูว่าใครที่เป็นต้นเหตุของสภาล่ม
ฝ่ายค้านรุมโวยประธาน-ทีมงาน
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์สภาล่มเมื่อ 23 พ.ย. เป็นเพราะ ส.ส.ไม่มีวินัย ประกอบกับนายชวนไม่มีอำนาจจะลงโทษส.ส.ได้ ถ้านายชวนเข้มแข็งคิดว่าจัดการได้ แต่นี่ไม่เข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่เพิ่งไม่มี แต่ไม่เคยมีความเข้มแข็งเลย ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ยอมร่วมรัฐบาลกับเผด็จการเพื่อหวังตำแหน่งแล้ว “เมื่อวานนี้ก็ถูก ส.ส.จวกกลางที่ประชุมสภา หลังวินิจฉัยไปเข้าข้างฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น เมื่อไม่ซื่อตรงก็ไม่มีใครมาเชื่อถือ”
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา คนที่สอง เป็นประธานการประชุม หลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนแล้ว และก่อนเข้าสู่การพิจารณากระทู้ถามสดนั้น
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย รองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายชวน ทำหน้าที่ประธานการประชุม สั่งปิดการประชุมเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ แต่เป็นการสั่ง ปิดประชุมก่อนประกาศผลคะแนนขององค์ประชุม เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น กระบวนการแสดงตนของ ส.ส.จึงไม่ได้บันทึกอยู่ในระบบสภา แต่หลังจากปิดประชุมทีมงานของ นายชวนไปแถลงข่าว ตัวเลข ส.ส.ของแต่ละพรรคที่อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมว่ามีเท่าไร ถือเป็นการเปิดเผยตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการและไม่ได้บันทึกอยู่ในรัฐสภา
“ผมจึงมองว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ เหมาะสม และมีเจตนาทางการเมืองเพื่อให้เกิด ภาพลักษณ์ที่เสียหายกับสมาชิกพรรคใดๆ ดังนั้น ขอได้โปรดสอบถามไปยังฝ่าย ที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้ามีการชี้แจง จะได้เป็นประโยชน์ จะได้ทราบว่าข้อมูล ที่ไม่บันทึกสามารถไปล้วงได้ แล้วนำมา เปิดเผย ถ้าให้ยุติธรรมขอให้นำรายชื่อมาให้ฝ่ายค้านด้วยจะได้มีข้อมูลร่วมกัน” นาย จุลพันธ์กล่าว
สภาป่วนอีก-ขอนับองค์ประชุม
ต่อมาเวลา 12.35 น. ภายหลังวาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาเสร็จสิ้น เข้าสู่การพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) ประจำปี 2564 ซึ่งค้าง การประชุมมาตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.2565 แต่นาย สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาลงมติเพื่อส่งความเห็นและ ข้อเสนอแนะสำหรับโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการ ทำให้เกิดการถกเถียงระหว่างส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่ไม่เห็นด้วย และฝ่ายค้าน กระทั่งนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา จะเปิดโอกาสให้ผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายได้อภิปรายเหตุผลสนับสนุน ทำให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ไม่พอใจและเสนอให้นับองค์ประชุม ในที่สุด นายศุภชัยขอประนีประนอมว่าไม่ต้องมีการอภิปรายแล้ว ทำให้นายภราดร ยอมถอน การเสนอให้นับองค์ประชุม
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ติดใจที่จะนับองค์ประชุม แต่อยากให้ประธานและฝ่ายเลขาฯ ใช้มาตรฐานเดียวกันกับการประชุมสภาเมื่อวันที่ 23 พ.ย. โดยเอาชื่อ เอาพรรคไปประกาศว่าล่มเพราะใคร อย่าเลือกปฏิบัติเฉพาะที่ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์
จากนั้นที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นด้วยกับญัตติด่วนเรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้มหรือไม่ โดยมีผู้เข้าประชุม 273 ถือว่าครบองค์ประชุม และมีผู้ลงมติ 335 เสียง เห็นด้วย 140 เสียงไม่เห็นด้วย 193 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 ถือว่าที่ประชุมลงมติไม่เห็นชอบกับญัตติด่วนรถไฟฟ้าสาย สีส้ม จึงเข้าสู่การพิจารณาตามระเบียบวาระ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของกสทช.
ไล่ออก-ปลดตร.ผิดวินัย229ราย
เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 11/2565 หลังการประชุม พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกตำรวจเปิดเผยว่าในที่ประชุมรายงานข้าราชการตำรวจกระทำผิดวินัยร้ายแรงในรอบปี 2565 ห้วงเดือนพ.ย. โดยไล่ออก 9 ราย ปลดออกจากราชการ 5 ราย รวม 14 ราย ส่วนยอดรวมตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ย.2565 ไล่ออก 178 ราย ปลดออกจากราชการ 51 ราย รวม 229 ราย
พล.ต.ต.อาชยนกล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมรายงานการเลือกตั้งก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจ ระดับชั้นพล.ต.ท.ขึ้นไป โดยรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. ถึงวันที่ 5 ธ.ค. จะเลือกตั้งในวันที่ 15 มี.ค.2566 โดยข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับรองผกก.ขึ้นไป ในส่วนของคณะกรรมการก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นคนนอกให้หารือให้ได้ชื่อ 6 คน แล้วส่งรายชื่อให้ก.ตร. เพื่อจัดเลือกตั้งในคราวเดียวกัน

เปิดตัว – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดตัว 4 ว่าที่ ผู้สมัครส.ส.ของพรรค พร้อมนโยบายผลักดันธุรกิจอาหารในประเทศไทยให้ไปไกล ระดับโลก ที่ทำการพรรคไทยสร้างไทย กทม. เมื่อวันที่ 24 พ.ย.