พีระพันธุ์นำทัพลุยอีสานปัดไม่รู้นั่งเลขานายกฯ วันชัยชี้2ป.แยกกันเดินยิ่งทำให้อำนาจลีบลง

ปชป.ระดมจี้นายกฯ เร่งนำชื่อ ‘นริศ’ ทูลเกล้าฯ เป็นรมช.มหาดไทย หวังสานต่องาน ‘นิพนธ์’ ย้ำอีก ‘จุรินทร์’ รู้สึกอึดอัดจริง เหตุส่งชื่อให้นานแล้ว พีระพันธุ์ยกทัพ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ลุยอีสานครั้งแรก เจาะถิ่นเสื้อแดงอุดรฯ-ขอนแก่น วอนทุกคนสลัดสีเสื้อ ร่วมสร้างบ้านเมือง ‘หมอเปรม’ โผล่ เปิดตัวชิงส.ส. บอกไม่รู้ ‘บิ๊กตู่’ จ่อตั้งเป็นเลขาธิการนายกฯ เพื่อไทยไม่หวั่นถูกเจาะภาคอีสาน ชี้ฝ่ายค้านได้เปรียบหาก 2 ป.แยกกันเดิน ส.ว.วันชัย ฟันธงยิ่งแยกกันตี พรรคยิ่งเล็กลง

ปชป.ยัน‘อู๊ดด้า’อึดอัดจริง
วันที่ 27 พ.ย. นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวกรณีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค อึดอัดกับกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ไม่นำชื่อนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง ทูลเกล้าฯ เป็นรมช.มหาดไทยว่า สมาชิกพรรคให้ความสำคัญกับมติพรรค อยากให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงมีสมาชิกพรรคสอบถามอยู่ตลอด ทำให้หัวหน้าพรรคเกิดความอึดอัด เมื่อเรื่องไม่มีความคืบหน้า ตนคิดว่าไม่มีการเมืองแอบแฝง

นายนิพนธ์กล่าวว่า ไม่มีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องของพรรค ปชป.เพียงพรรคเดียว พรรคอื่นจะปรับหรือไม่อยู่ที่พรรคนั้นๆ พรรค ปชป.ไม่ขอก้าวล่วง ให้โอกาสกับนายกฯ ที่มีภารกิจกับการประชุมเอเปค ช่วงนี้การประชุมเอเปคเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจนายกฯ ลดน้อยลงแล้วน่าจะดำเนินการตามมติพรรค ปชป. ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันมายาวนาน พรรคได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม เพราะภารกิจการแจกโฉนดที่ดินทำกิน การช่วยเหลือพี่น้องประสบภัยพิบัติ เป็นภารกิจที่สำคัญที่ตำแหน่ง รมช.มหาดไทยต้องทำ

จี้ปรับ-ลั่น‘นริศ’พร้อมนั่งรมช.มท.
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. กล่าวถึงนายจุรินทร์ทวงถามนายกฯ ถึงการปรับครม.ว่า พรรคยึดหลักการ เมื่อมีรัฐมนตรีของพรรคว่างลงเนื่องจากนายนิพนธ์ลาออกจากรมช.มหาดไทย พรรคได้ประชุมเพื่อเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทน และมีมติเลือกนายนริศมาแทน ซึ่งหัวหน้าพรรคได้นำชื่อส่งให้นายกฯ เพื่อดำเนินการต่อครบถ้วนตามกระบวน

นายราเมศกล่าวต่อว่า หลักสำคัญคือมีนโยบายสำคัญที่ รมช.มหาดไทยคนเดิม ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายพรรค คือเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งพรรคตั้งใจให้นายนริศเร่งเข้าไปขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุดในช่วงที่รัฐบาลจะหมดวาระ หากเข้ามาทำหน้าที่ จะเป็นผลดีต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นนั้นคงไม่ก้าวล่วงว่าจะปรับหรือไม่ปรับ แต่หลักการต้องแยกออกจากกัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นได้

“ทั้งหมดเชื่อว่านายกฯ ทราบหลักการและข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งนายนริศพร้อมเข้าทำหน้าที่เพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศ” นายราเมศกล่าว

บุกอุดรฯ – นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ยิ้มแย้ม รับการผูกผ้าขาวม้ารับขวัญจากผู้สนับสนุน ระหว่างนำผู้บริหารพรรคไปพบปะหารือ ร่วมกับผู้แสดงความจำนงลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของพรรค ที่จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 27 พ.ย.

‘พีระพันธุ์’ลุยอุดร-เสื้อแดงพรึบ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ประชุมมณฑาทิพย์ฮอลล์ จ.อุดรธานี นายพีระพันธุ์ สาลี รัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ รองหัวหน้าพรรค และผู้บริหารพรรค พบปะผู้สนับสนุนพรรคและหารือร่วมกับผู้แสดงความจำนงลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.อุดรธานีและจังหวัด ใกล้เคียง โดยมีนางบุญญาพร นาตะธนภัทร ส.ส.พรรครวมแผ่นดิน ร่วมภายในงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่จ.อุดรฯ และขอนแก่น ของนายพีระพันธุ์และคณะ วันนี้ ถือเป็นการลงพื้นที่ภาคอีสานครั้งแรกของพรรค น่าสังเกตว่าผู้สนับสนุนพรรคประมาณ 400 คนที่มาพบปะกับนายพีระพันธุ์และแกนนำนั้น เป็นอดีตกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มนปช.อุดรฯ เก่า นำโดยนางรัตนาวรรณ สุขศาลา หรือครูนาง อดีตประธานนปช.อุดร

เปิดใจทำงานกับ‘บิ๊กตู่’
นายพีระพันธุ์กล่าวว่าตนทำงานการเมืองมา 30 ปี ไม่เคยเจอใครที่เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นคนคิดและทำงานเพื่อประชาชนอยู่ตลอดเวลา อาจเห็นท่านเป็นคนโผงผาง แต่ในใจคิดถึงประเทศชาติมากที่สุด ซึ่งตนก็คิดเหมือนกัน พอได้คุยกัน นายกฯ จึงตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของสำนักนายกฯ ช่วยประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีปัญหาหนี้สินถูกโกง ปัญหาที่ดิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ซึ่งเรื่องถูกโกงถูกซ้ำเติมมีกันอยู่ทั่วประเทศ จึงคิดว่าจะทำพรรคที่อยากทำลองดูสักตั้งหนึ่ง

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนได้ยินมอตโต้ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ใช้มาช่วงหนึ่งว่ารวมไทยสร้างชาติ ตนรู้สึกเลยว่าคำนี้มันใช่ เมื่อมีโอกาส ได้ร่วมกันคิดกับนายวิทยาและนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ในการทำพรรคเพื่อประชาชน และยังได้คุยกับอีกคนหนึ่งที่คิดช่วยกันตั้งพรรค แต่เขาไปอยู่พรรคอื่นแล้ว แต่เขากำลังจะขอกลับมา จึงมาเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันพรรคจะสู้เพื่อทุกคน สู้เพื่อประเทศชาติและจะตั้งกองทุนสร้างชาติขึ้นมา จะปลดหนี้กองทุนหมู่บ้าน สร้างกองทุนใหม่เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตของชาวอีสาน เราจะทำทุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน เลือกตั้งครั้งหน้าใครอะไรก็ช่างเขา ขอให้เลือกรวมไทยสร้างชาติทุกคนทุกเขต

แจงดึงเสื้อแดงทำงานเพื่อปท.
จากนั้นนายพีระพันธุ์ให้สัมภาษณ์ถึงการปรากฏตัวของแนวร่วมนปช. เป็นการดึงแนวร่วมเสื้อแดงเข้าร่วมงานกับพรรคหรือไม่ว่า ให้เรียกว่าเป็นการทำความเข้าใจ เพราะทุกคนมีแนวทางของตนเอง เราดึงกันไม่ได้ แต่ถ้ามีความคิดเหมือนกัน เป้าหมายตรงกัน ก็มาทำงานร่วมกันเพื่อชาติบ้านเมือง ซึ่งนายวิทยา แก้วภราดัย ก็พูดคุยกันมาหลายเดือน ตอนแรกคิดว่ายาก ตอนนี้ล้นแล้ว

“ผมพูดมาตลอดตั้งแต่ตั้งพรรค เป้าหมายสำคัญคือเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้ออะไร ทั้งหมดคือเพื่อบ้านเมืองเหมือนกัน จะมามัวแบ่งแยกบ้านเมืองไม่ได้ เอาความสามารถมาสร้างบ้านเมืองดีกว่า ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อสถาบันหลัก เริ่มต้นเพื่อความสามัคคี” นายพีระพันธุ์กล่าว

อ้างยังไม่กล้าเชิญ‘ประยุทธ์’
เมื่อถามถึงกระแสข่าวพล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ นาย พีระพันธุ์กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ ถ้าเป้าหมายเหมือนกัน ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จะเมื่อไรตอบไม่ได้

เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้ได้พูดคุยเพื่อเชิญพล.อ.ประยุทธ์ เข้าพรรคแล้วหรือยัง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า หากยังไม่ชัดเจน ตนก็ไม่กล้าเชิญ เห็นครั้งหลังท่านบอกหลังเอเปค หลัง ปีใหม่ แต่ท่านจะตัดสินใจเมื่อไร ตนก็ไม่รู้ ต้องถามท่าน ตนก็ไม่กล้าถามท่านเป็นผู้บังคับบัญชา

ไม่รู้กระแสข่าวนั่งเลขาฯนายก
เมื่อถามถึงข่าวลือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ เป็นเลขาธิการนายกฯ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เพิ่งเห็นข่าว ตนไม่เคยทราบ คราวที่แล้วบอกมีข่าวปรับครม. จะเสนอชื่อตน ก็ไม่มี ตนมีความสุขกับการทำหน้าที่ตรงนี้ ตนทำงานการเมือง มีตำแหน่งก็ทำได้ ไม่มีตำแหน่งก็ทำได้ อยู่ที่ใจ ทำงานเพื่อบ้านเมือง

เมื่อถามย้ำว่าได้มีโอกาสพบกับพล.อ. ประยุทธ์แล้วหรือยัง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เพิ่งมีโอกาสเจอนายกฯ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นายกฯ ถามความเห็นเรื่องกฎหมาย ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรค การเมือง และอีกฉบับคือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ว่าจะมีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง แต่ไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องพรรครวมไทยสร้างชาติหรือเรื่องอื่น

โวส่งผู้สมัครอุดรฯครบทุกเขต
ด้านนายวิทยา เปิดเผยว่า เดิมเราคิดว่าจะหาผู้สมัครมาลงส.ส.ทั้ง 9 เขตของจ.อุดรธานีไม่ได้ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ มีคนมาแสดงเจตจำนงกับเราแล้วมากกว่า 20 คน

ขณะที่นางรัตนาวรรณ เปิดเผยว่า กลุ่มเสื้อแดงของเรา เป็นคนละกลุ่มกับนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร อดีตประธานนปช.อุดรฯ และตอนนี้บ้านเราไม่มีสีแล้ว และมารวมกันเพื่อรวมไทยสร้างชาติ รวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า

เปิดตัว‘หมอเปรม’ชิงขอนแก่น
ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่หอประชุมโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น พรรค รทสช. จัดประชุมจัดตั้งสาขาประจำจังหวัดขอนแก่น เขต 5 นำโดย นายพีระพันธุ์ นายวิทยา พร้อมเปิดตัว นายวุฒิพงศ์ ศุภรมย์ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 5 ขอนแก่น และนพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 10 ขอนแก่น ด้วยการสวมเสื้อแจ๊กเกตพรรคให้

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรคจะช่วยทุกคนที่มีหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หนี้นอกระบบ โดยเราจะมีกองทุนสร้างชาติ ตั้งขึ้นมาเป็นกองทุนฉุกเฉินสำหรับคนไทยทุกคน ทั้งนี้ เรามาตรงนี้เพื่อทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง ยืนยันว่าคนที่มาอยู่กับพรรค ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก มาลงเลือกตั้ง ทุกคนต้องมาทำงานให้บ้านเมืองเท่านั้น ไม่ใช่มาเล่น ประเทศไทยไม่ใช่สนามกีฬา คนไทยไม่ใช่ลูกตะกร้อลูกบอลให้มา เตะเล่น

ชูนโยบายกองทุนฉุกเฉินอสม.
นายพีระพันธุ์กล่าวด้วยว่า บ้านเมืองมีของหลายอย่างต้องปรับปรุง มีหลายเรื่องต้องปรับออกไปจากชีวิต และหลายเรื่องต้องสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อลูกหลานในอนาคต นอกจากนี้เราจะสร้างสังคมเพื่อความถูกต้องเป็นธรรม อะไรไม่ดีจริงๆ ไม่ต้องมีแล้ว โละทิ้งให้หมด และมาช่วยกันสร้างสังคม สร้างบ้านเมือง สร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ประเทศที่มีความรักสามัคคี หันหน้ายิ้มเข้าหากัน ศัตรูของพรรค รทสช.ไม่ใช่พรรคอื่น แต่ศัตรูของพรรคคือความลำบากและความทุกข์ของประชาชน ขอให้มาร่วมกันในฐานะสมาชิกพรรค มาร่วมกันต่อสู้กับศัตรูเหล่านี้

ด้านนายวิทยากล่าวว่า หากพรรคเป็นรัฐบาลจะสนับสนุนจัดตั้งกองทุนฉุกเฉิน โดย อสม.สามารถกู้ฉุกเฉินในยามที่เดือดร้อนได้ โดยใช้ค่าตอบแทน อสม. เป็นหลักประกัน ค้ำประกันการกู้ยืม ขณะเดียวกันมีแนวความคิดเพิ่มวงเงินฉุกเฉินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย

รับฟังปัญหา – นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ พร้อมด้วยน.ส.จุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม เขตบางรัก สาทร ปทุมวัน ลงพื้นที่เขตปทุมวัน เพื่อรับทราบปัญหาจากประชาชนเพื่อนำมาแก้ไข ทั้งเรื่องปัญหาหนี้สิน รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย และปัญหาอัคคีภัย

พท.ไม่หวั่นถูกเจาะภาคอีสาน
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ระบุขณะนี้ในภาคอีสานมีผู้เสนอตัวเป็นตัวแทนพรรคเกือบ 200 คน อีกทั้งหลายพรรคเริ่มขยับเจาะพื้นที่ภาคอีสานว่า พรรคเพื่อไทยทำเต็มที่อย่างที่เคยทำมา ส่วนเรื่อง ผู้สมัคร คนเก่ายังอยู่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบางเขตที่ในอดีตไม่มีผู้สมัคร ขณะนี้ก็มีผู้มาสมัครล้น ฉะนั้นมีโอกาสคัดเลือกผู้สมัครที่ดีได้เยอะ ดังนั้นเชื่อว่าตัวผู้สมัครและนโยบายของ พท.ไม่เป็นรองใคร ความเชื่อถือต่อพท.ในภาคอีสาน เชื่อว่าไม่มีใครสู้ได้

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันว่าไม่กังวลถูกเจาะใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ไม่กังวล ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อพรรคมีสูงมาตลอด

2ป.แยกเดินทำฝ่ายค้านได้เปรียบ
เมื่อถามถึงกระแสข่าวแยกกันเดินของ 2 ป. จะช่วยทำให้พรรคฝ่ายค้านได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ได้เปรียบแน่นอน เพราะจากเดิมเขาอยู่ด้วยกันเป็นเอกภาพแข็งแรง เมื่อแยกออกไปก็ต้องอ่อนแอลงกว่าเดิมแน่ แต่ความอ่อนแอของ คู่แข่งเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความเข้มแข็งของเราคือปัจจัยสำคัญที่สุด

ส่วนการประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 6 ธ.ค. นี้ นอกจากการปรับกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แล้ว จะมีวาระอื่นอะไรบ้าง นาย สุทินกล่าวว่า อาจมีนโยบายใหม่ๆ ที่ผ่านการพิจารณาของกก.บห.มานำเสนอ เมื่อถามว่าถึงเวลาเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ หรือยัง นาย สุทินกล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ว่าวันที่ 6 ธ.ค. เป็นจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่ คิดว่ายังมีเวลาอีกนาน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นวันนั้น

หวังคำวินิจฉัยศาลเป็นทางออก
นายสุทินกล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 30 พ.ย.ว่า ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐสภาดำเนินการไปนั้น เราพิจารณาเป็นลำดับด้วยความรอบคอบ ตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครม. มาจนถึงรัฐสภา คิดว่ารอบคอบที่สุดแล้ว ซึ่งคำวินิจฉัยที่ออกมานั้น ตนเชื่อว่าจะเป็นทางออกของประเทศ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แต่หลายส่วนกังวลว่าถ้าคำวินิจฉัยออกมาทางลบ ต้องไปคิดกันต่อว่าจะแก้ไขที่จุดไหนถึงจะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ เช่น กรณี กฎหมายลูกขัดรัฐธรรมนูญ ต้องดูว่าแก้ที่กฎหมายลูกหรือที่รัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 ทางจะมีปัญหาเรื่องเงื่อนเวลาที่อาจไม่เพียงพอต่อกรอบเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

เมื่อถามว่าหากที่สุดแล้วต้องออกเป็นพ.ร.ก. ฝ่ายค้านรับได้หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เรายังไม่มั่นใจว่าการใช้ พ.ร.ก.จัดการเลือกตั้งนั้น จะทำได้และชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน คงต้องมีองค์กรใดออกมาชี้เพื่อให้มั่นใจว่าทำได้จริง แล้วค่อยเดินหน้าไปทางนั้น ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

พบชาวบ้าน – นายลิขิต ศรีชาติ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 2 ชุมพร พรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน จากการไม่มีเอกสารสิทธิในพื้นที่ทำกิน ซึ่งเรียกร้องมาหลายรัฐบาลแต่ไม่มีความคืบหน้า ในพื้นที่หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และ หมู่ที่ 6 ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร

ไม่ยุ่งปชป.กดดันนายกฯปรับครม.
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ กดดันนายกฯ ให้ปรับครม. นายสุทินกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของรัฐบาล ตนไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่เวลาที่เหลือของรัฐบาลอีก 4 เดือนข้างหน้าตามอายุสภานั้น รัฐบาลควรเร่งรัดแก้ปัญหาที่คั่งค้างให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะนโยบายต่างๆ ที่เคยแถลงต่อสภาไว้ ไม่ใช่เข้าเกียร์ว่างเหมือนที่ผ่านมา 3 ปีกว่า เพราะประชาชนลำบากขึ้นทุกวันจากการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมา

วันชัยชี้2ป.แยกเดิน-ไม่แกร่ง
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. โพสต์ข้อความเรื่อง “แยกกันเดินแล้วรวมกันตี หรือรวมกันตีแล้วแยกกันเดิน” ว่า สถานการณ์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจ เป็นการแยกกันเดินแล้วรวมกันตี หรือรวมกันตีแล้วแยกกันเดิน จะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เป็นการแยกกันเดิน แยกคน แยกพรรค ในที่สุดก็จะแยกอำนาจกัน ทั้งหมดเป็นบทประวัติศาสตร์ทางการเมือง ทุกยุคทุกสมัย

นายวันชัยระบุว่า อำนาจทำให้คนแตกกัน แยกกัน แม้จะร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน เมื่ออำนาจไม่ลงตัวก็ต้องแยกกันเดิน และผู้มีอำนาจแต่ละคนก็มีบริวารเครือในสังกัดของตน ทั้งแนวคิด วิธีการ เป้าหมายก็ไม่เหมือนกัน การที่พี่น้องผู้มีอำนาจแยกกันเดินจึงเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ใครจะเล็ก ใครจะใหญ่กว่ากันเท่านั้น แต่ที่จะเป็นพลังแข็งแกร่งเหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งแยกยิ่งเล็ก ไม่ว่าจะซีกใดซีกหนึ่งก็ต้องเล็กลงแน่นอน เพราะส.ส.มาจากพรรคเดียวกันกลุ่มเดียวกัน คงไม่สามารถจะไปดึงจากกลุ่มอื่นมาได้แน่

เปิดศูนย์ – นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรค ประธานภาคกรุงเทพฯ เปิดศูนย์ประสานงานพรรคสร้างอนาคตไทย เขตปทุมวัน บางรัก สาทร เพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง ที่ซ.เย็นจิตร 8 สาทร กทม.

เชื่อจัดทัพเลือกตั้งเสร็จยุบสภา
นายวันชัยระบุว่า เมื่อแยกกันอย่างนี้แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าคงไปคนละทิศคนละทาง ไม่ใช่แนวทางการเมืองแบบเก่าที่ว่า มีคะแนนตุนอยู่ในกระเป๋า จะเอามาใช้เหมือนเดิมก็คงจะไม่ได้

“อำนาจเปลี่ยน คนเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ถ้ายังใช้วิธีแบบเดิมการเมืองจะเกิดวิกฤตทั้งในสภาและนอกสภา คอยดูเถอะ ความชอบธรรมทางการเมืองจะถูกชูเป็นประเด็นใหญ่หลังการเลือกตั้ง ถามว่าจะยุบสภากันเมื่อไหร่ ขอบอกว่าจะยุบในวันนี้หรือยุบในเดือนมี.ค. 66 มีค่าเท่ากันเพราะมีเวลาอยู่แค่ 3 เดือนเท่านั้น อยู่ต่อไปจะทำให้ได้คะแนนมากขึ้นกว่านี้มั้ย ดูไปแล้วคงจะยาก ถ้าจะได้ก็คงจะได้มา 8 ปีกว่าแล้ว” นายวันชัยระบุ

นายวันชัยระบุอีกว่า ช่วง 2-3 เดือนต่อแต่นี้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเมืองมากกว่า มีแค่เสมอตัวกับอาจพลาดได้ สุ่มเสี่ยงกับช่วงปลายสมัยใกล้หมดอำนาจ เชื่อว่าจัดทัพเลือกตั้งเสร็จแล้ว พร้อมแล้วมั่นใจว่าได้เปรียบทางการเมือง สู้เขาได้แน่ ก็คงยุบสภาในช่วงนั้น ความจริงรู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน เป็นคำสอนของพระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย

ซูเปอร์โพลชี้‘ตู่’เด่นแก้ขัดแย้ง
นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจ เรื่อง แกนนำรัฐบาลกับผลงานที่พอใจ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 2,008 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-26 พ.ย. พบว่า ที่น่าสนใจคือ ด้านแก้ขัดแย้งของคนในชาติ ไม่สูญเสีย ไม่มีการเผาบ้านเผาเมืองเหมือนในอดีต ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ร้อยละ 85.0 ด้านทำตามที่พูด นโยบายกัญชา ช่วยชาวบ้านคนตัวเล็กตัวน้อย ฐานรากสังคม ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 79.0

ด้านที่โดดเด่นช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ อสม. แก้วิกฤตโควิด จัดการวัคซีน ได้แก่ นายอนุทิน ร้อยละ 72.6 ด้านช่วยเหลือเกษตรกร ประกันรายได้ พืชเศรษฐกิจ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์ม ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ ร้อยละ 72.3 ด้านมุมานะ อดทน ดูแลประชาชน ช่วงฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตชาติ ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 63.7

ประชาชนเกินครึ่งหนุนรัฐบาล
ด้านแกนนำรัฐบาลเด่น เจรจาเศรษฐกิจสากลกับนานาประเทศ ช่วงประชุมเอเปค ได้แก่ นายจุรินทร์ ร้อยละ 62.8 ด้านจุดยืนมั่นคง จงรักภักดี ปกป้องเสาหลักของชาติ ได้แก่ นายอนุทิน ร้อยละ 55.1 และด้าน ผลงานภาพจำ ช่วยที่ดินทำกิน แก้หนี้นอกระบบ บริหารจัดการน้ำ ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ร้อยละ 44.1 ตามลำดับ

ทั้งนี้ จุดยืนทางการเมืองของประชาชน พบว่า ร้อยละ 54.7 สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 13.2 ไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 32.1 เป็น กลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยเหตุผลที่สนับสนุนรัฐบาล มากกว่า ไม่สนับสนุน เป็นผลพวงจากการก่อม็อบช่วงประเทศไทยจัดประชุมเอเปค และเหตุรุนแรงในภาคใต้ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีกลุ่มการเมือง พรรคอยู่เบื้องหลัง และผลงานรัฐบาลที่พอใจของประชาชน

ป้อมโชว์ผลงานปราบค้ามนุษย์
เมื่อวันที่ 27 พ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พล.ต.อ. ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ รองเลขาธิการนายกฯ และประธานอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ ไทย-สหรัฐอเมริกา (ฝ่ายไทย) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการต้อนรับ ผู้แทนสำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์ (J/TIP Office) กต.สหรัฐ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ในประเทศไทย ประจำปี 2565

ด้านพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐ ชื่นชมความก้าวหน้าของรัฐบาล ในการนำแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะโครงการสำคัญ อาทิ การจัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (ดอนเมือง) งบลงทุนราว 150 ล้านบาท การตั้งศูนย์บูรณาการคัดแยก 10 จังหวัดในพื้นที่เสี่ยง การตั้งทีมสหวิชาชีพคัดกรองแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในเรือประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล จำนวน 40,000 คน เป้าหมายสัมภาษณ์ครบ 100%

พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์กล่าวอีกว่า การซุ่มคัดกรองแรงงานกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร โดยได้เป็นกำลังใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมประเทศไทย ที่ได้ทุ่มเททำงานมาตลอดทั้งปี และยังเน้นย้ำให้ปราบปรามอย่างเข้มงวด ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด เพื่อยกระดับประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นในปี 2566

ส.จ.เปี๊ยกแจ้งความถูก‘สุชาติ’ตบ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 27 พ.ย. นายวรรณา รอดพิทักษ์ หรือ ส.จ.เปี๊ยก อายุ 69 ปี รองนายกอบจ.ฉะเชิงเทรา ได้เข้าแจ้งความต่อพ.ต.ท.นุรัตน์ จันทะคุณ สว.(สอบสวน) สภ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ว่าถูกนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.เขต 3 ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ใช้มือตบบริเวณศีรษะเหนือใบหูด้านซ้าย ขณะไปร่วมงานฌาปนกิจ ที่วัดทุ่งส่อหงษา หมู่ 11 ต.ท่ากระดาน เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจได้สอบปากคำและให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ที่ร.พ.สนามชัยเขต ก่อนเดินทางไปชี้จุดเกิดเหตุ ประกอบหลักฐานการแจ้งความ โดยตำรวจได้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายวรรณาให้การว่า ขณะที่ตนไปร่วมงานฌาปนกิจ และนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้า นายสุชาติเดินลงจากรถยนต์ พอเห็นตนจึงเดินปรี่เข้าหาพร้อมด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและตบหัวตน 1 ครั้ง ต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและไม่ให้เกียรติกับเจ้าภาพงานศพ และเมื่อตนเดินทางกลับได้มีรถต้องสงสัย 3 คันขับตามประกบรถตน เหมือนข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว ซึ่งตนเป็นรองนายกอบจ. ยังโดนแบบนี้ ไม่อยากคิดว่าถ้าประชาชนธรรมดาอาจโดนรังแกตามใจชอบ ตอนนี้ยุคสมัยไหนแล้ว ยังมีนักการเมืองที่บ้าอำนาจ แสดงอิทธิพลไม่เลือกที่ และใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกที่ควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าแจ้งความครั้งนี้ได้มีผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนเกือบร้อยคน มาให้กำลังใจนายวรรณา ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ

ด้านนายสุชาติ ตันเจริญ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ว่า นายวรรณาเคยเป็นลูกน้องคนสนิทของตน ปกติเวลาที่นายวรรณามาหาตนจะแสดงความเคารพกราบตักตน เพราะตนเคยช่วยชีวิตไว้ เมื่อครั้งถูกยิงเกือบถึงชีวิต และยังดูแลครอบครัวของส.จ.เปี๊ยก เป็นอย่างดี เมื่อพบหน้าครั้งนี้ก็เป็นฝ่ายเข้าไปทักทาย ได้ใช้มือเคาะไปที่หัวในลักษณะที่ไม่ได้รุนแรง แต่เป็นการสัพยอกไปว่าได้ยินว่าส.จ.เปี๊ยก ชอบพูดจาว่าร้ายก็เพียงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาข่มขู่ หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายอย่างที่ ส.จ.เปี๊ยก พยายามกล่าวหา เรื่องนี้สอบถามผู้ที่อยู่ในงานได้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร เพราะทราบว่าในเฟซบุ๊กมีผู้ที่เห็นเหตุการณ์เข้าไปคอมเมนต์ข่าวที่เกิดขึ้นว่า เป็นเพียงการทักทายกัน การที่ส.จ.เปี๊ยกไปแจ้งความนั้น อาจจะแจ้งความเท็จ

“ต้องถาม ส.จ.เปี๊ยกว่าเหตุที่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต ทำลายชื่อเสียงคนที่มีบุญคุณ เพียงเพราะต้องการผลประโยชน์ส่วนตัวที่รับใช้กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามและในด้านการเมืองหรือเปล่า” นายสุชาติกล่าว และว่า หากมีการทำร้ายร่างกาย และต่อว่าหยาบคายใส่ส.จ.เปี๊ยกจริง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะส.จ.เปี๊ยก ไปร่วมงานนี้ก็มีลูกน้องที่มีลักษณะคล้ายมือปืน ขับรถติดตามอีก 3-4 คัน และขณะเกิดเหตุก็ยืนอยู่ด้านหลังงาน เฝ้าคอยระวังให้ ส.จ.เปี๊ยก อยู่ตลอด จึงยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำร้ายร่างกายและข่มขู่ตามที่ ส.จ.เปี๊ยก กล่าวหา ทั้งนี้ อยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ด้วยว่า ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ควรเข้มงวดกวดขันตรวจตราอาวุธปืน และอาวุธสงคราม ตรวจสอบประวัติมือปืนต่างๆ ให้เป็นตามนโยบายของผบ.ตร. ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน