พปชร.-เพื่อไทยยิ้มแฉ่งโปรดเกล้าฯ3รมต.ใหม่ธนกร-นริศ-สุนทรปากน้ำ
ตู่ชี้รบ.ครบเทอมหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์!สภาถกปลดล็อกท้องถิ่น
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยพ.ร.ป.เลือกตั้ง สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 100 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ‘บิ๊กตู่’ ทำไก๋ อ้างไม่รู้เรื่องสูตรปาร์ตี้ลิสต์ ส่วนรัฐบาลอยู่ครบเทอมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พปชร.โวสมัยหน้าได้ตั้งรัฐบาลอีกแน่ ชู ‘บิ๊กป้อม’ แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยเฮ ชี้ผลวินิจฉัยเดินมาถูกทาง ‘หมอระวี’ ไม่ขอสู้ต่อ เชื่อเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเล็กสูญพันธุ์ คาดพรรคเพื่อไทยโกย 200 ที่นั่ง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รมต.ใหม่ ‘ธนกร’ ผงาด รมต.ประจำสำนักนายกฯ ‘สุนทร’ กลุ่มปากน้ำ นั่งรมช.เกษตรฯ ‘นริศ’ รมช.มหาดไทย รัฐสภาถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ‘ธนาธร’ ปลดล็อกท้องถิ่น ส.ว.รุมค้านเพียบ
ศาลชี้กม.ลูกเลือกตั้งไม่ขัดรธน.
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา กรณีประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 132 ว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. มาตรา 25 และมาตรา 26 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 หรือไม่ และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 หรือไม่
โดยมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ร่างพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 25 ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 และมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 26 ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94
สำหรับประเด็นที่ยื่นให้ศาลตีความนั้น เป็นการยื่นของส.ส.และส.ว.จำนวน 105 คน ให้ศาลตีความประเด็นเกี่ยวกับสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่ใช้จำนวน 100 หาค่าเฉลี่ย ส.ส.พึงมี รวมถึงประเด็นการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ที่ไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
สูตรหาร 100 ฉลุย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาชี้ขาดคำร้องร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งนั้น คำร้องที่มีการอ้างถึง การประชุมรัฐสภาที่มีเจตนาทำให้การประชุมล่ม และไม่สามารถพิจารณาร่างได้ทันตามกรอบเวลาของกฎหมาย ทำให้ต้องกลับไปใช้ร่างแรก ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอมา จากสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 500 กลับไปเป็นหารด้วย 100 ซึ่งเป็นเทคนิคการพิจารณาของรัฐสภา เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม และไม่ได้กระทำ ขัดต่อกฎหมาย แต่หากจะมีใครไปยื่นร้องเรื่องจริยธรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตามกระบวนการจะต้องไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้พิจารณาส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา
ส่วนอีกประเด็นที่ตุลาการมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ชี้ว่าในมาตรา 26 ไม่มีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 93 และมาตรา 94 โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายจิรนิติ หะวานนท์ ที่เห็นต่างมุมว่า ในมาตรา 26 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเพราะมีการยกเลิกมาตรา 131 ทั้งมาตรา หากมีการทุจริตเลือกตั้งและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ใน 1 ปี จะต้องมีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ด้วย แต่มาตราดังกล่าวถูกตัดทิ้งไป ให้ข้อสังเกตว่าต้องติดตามว่าจะมีปัญหาใด ในทางปฏิบัติในการจัดเลือกตั้งหรือไม่
ขณะที่ตุลาการเสียงข้างมาก 7 คนเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้เพราะใช้ไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากระบบเลือกตั้งมีบัตรสองใบ ดังนั้น การนับคะแนนต้องแยกกันคนละส่วน โดยเฉพาะ การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีอยู่ในบทบัญญัติแล้วมาตรา 27 และตุลาการไม่อาจไปชี้ได้ว่าต้องมีการคำนวณอย่างไรเพราะเป็นหน้าที่ของกกต.
สำหรับการประชุมพิจารณาวันนี้ได้อภิปราย กันไม่เยอะ เนื่องจากมีการพูดคุยกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ใช้เวลาปรึกษาหารือนานกว่า ครั้งก่อนที่พิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และหลังจากนี้ 30 วันจะมีการออกคำวินิจฉัยกลาง จากนั้นจะเผยแพร่ คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคน
‘บิ๊กตู่’ปัดไม่รู้เรื่องสูตรปาร์ตี้ลิสต์
ที่จ.เชียงราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งที่ใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 100 จะมีผลต่อการตัดสินใจทาง การเมืองหรือไม่ว่า ก็เป็นไปตามศาลรัฐธรรมนูญ เลยจ๊ะ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าสูตรหาร 100 จะมีผล อะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่รู้เรื่อง เราไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร”
ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งวส.ส. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า มติศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามที่ตนเองเชื่อว่าจะผ่านการวินิจฉัยไปด้วยดี เนื่องจากเป็นร่างกฎหมาย ที่เสนอโดยครม. โดยข้อเสนอของกกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้มีหน้าที่ และอำนาจในการปฏิบัติการตามกฎหมาย และเป็นหน่วยงานที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง อีกทั้งร่างพ.ร.ป. ดังกล่าว ได้ผ่านการตรวจสอบทบทวนเนื้อหาโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกขั้นหนึ่ง ก่อนที่ครม.จะเสนอต่อรัฐสภา ตนจึงขอขอบคุณ ศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วินิจฉัยกรณีนี้ได้รวดเร็ว ทันต่อการที่ระบบการเมืองไทยจะดำเนิน ต่อไปได้โดยไม่มีปัญหากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม กกต.ควรนำประเด็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.ป.ดังกล่าว ในชั้นกมธ.วิสามัญ ที่เห็นชอบร่วมกันมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ด้วยในร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้ ในเรื่องเกี่ยวกับวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. และข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดบัตรเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิ เช่น บัตรเลือกตั้งของปี 2562 ซึ่งเป็นหลักการที่ดี และจะเกิดประโยชน์กับทั้งผู้สมัคร และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
‘ระวี’น้อมรับ-เชื่อสมัยหน้าพท.รุ่ง
ด้านนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) กล่าวว่า กระบวนการต่อไปนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา จะนำงร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส่งไปยังรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะมีเวลาอีก 5 วัน เพื่อรอว่าจะมีใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญคัดค้านอีกหรือไม่ หากไม่มีใครคัดค้านจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย แต่ส่วนตัวจะไม่ยื่นคัดค้านใดๆ อีก ถือว่าจบแล้ว คงเอาเวลาไปเตรียมตัวเลือกตั้งครั้งหน้า
สำหรับการโปรดเกล้าฯ ลงมา น่าจะอยู่ช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค.2566 เชื่อว่าระหว่างนี้ จะไม่มีการยุบสภา เพราะจะไม่มีกฎหมายรับรอง การเลือกตั้ง เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว อาจจะมีการยุบสภาในช่วงเดือน ก.พ.2566
ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์การเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า นพ.ระวีกล่าวว่า พรรคเล็กอาจมีบางส่วนที่ยุบพรรคเพื่อไปควบรวมกัน หรือบางพรรคอาจจะสู้ต่อ เมื่อจบการเลือกตั้งในปีหน้าคงมีพรรคเล็กหลายพรรค ที่สูญพันธุ์ ในส่วนของพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) น่าจะมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งน่าจะได้ส.ส. 200 คน บวกลบ ทิ้งอันดับ 2 ไม่เห็นฝุ่น โอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาลก็สูงกว่า ซึ่งอาจมีการดึงพรรครัฐบาลในครั้งนี้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าด้วย
ส่วนตนประกาศแล้วว่าจะสร้างพรรค แบบพรรคอัมโน พรรคเล็กจะต้องควบรวมกัน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตนได้เชิญชวน ทุกพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียง เข้าร่วมงานเบื้องต้นประมาณ 20 พรรค ทั้งที่มีส.ส. และไม่มีส.ส. คาดว่าประมาณ 15 วัน จะมีความชัดเจน แต่หากไม่มีพรรคใดเข้าร่วม พรรคพลังธรรมใหม่จะยืนหยัดสู้พรรคเดียวต่อไป
‘สมชัย’ชี้ 6 ผลพวงใหญ่
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก “ผลพวง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่อง หาร 100 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” ว่า 1.ทางโล่งสู่การเลือกตั้ง เพราะกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ คือ กฎหมายพรรคการเมือง และ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มีครบ รอนายกฯ ทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา 2.พรรค เพื่อไทย หุ้นขึ้นพรวดๆ ส.ส.พรรคอื่น จะแสดง ท่าทีขอเข้าร่วมมากขึ้น หากถึงปลายเดือน ม.ค.2566 ยังไม่ยุบสภา เราจะเห็นส.ส.ที่ต้องการ ย้ายพรรค ลาออกแบบเป็นกลุ่มก้อน 3.การรวมตัวของพรรคขนาดเล็กจะเกิดขึ้น เพราะไม่มีเศษ 3-4 หมื่นแล้วได้บัญชีรายชื่อ โอกาสเข้าพรรคใหญ่ก็ยาก เพราะเขามีตัววางไว้แล้ว คงต้องรวมกันเอง
4.การยุบสภา จะยังไม่เกิดขึ้น เพราะนายกฯ ต้องหาเวลาสร้างคะแนนนิยมในพรรคใหม่ และหาจังหวะที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ 5. สิ่งที่ต้องจับตาในบทต่อไป คือ รูปแบบการแบ่งเขตของ กกต. ว่าจะเป็นธรรม หรือเป็นไปเพื่อเอื้อพรรคใดหรือไม่ และ 6. เรื่องยุบพรรคในจังหวะ การเลือกตั้ง ยังกะพริบตาไม่ได้
พปชร.โวตั้งรบ.-ชู‘ป้อม’นายกฯ
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนกฎหมายเลือกตั้งฉบับนี้อยู่แล้ว เมื่อไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องดี ทำให้ข้อโต้แย้งนี้จบไปและการเลือกตั้งจะได้เดินหน้า ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ได้เปรียบเสียเปรียบ แต่จะเป็น ไปตามระบบที่ถูกต้อง คือมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกคน เลือกพรรค คะแนนคำนวณแยกจากกัน เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม
ต่อข้อถามว่า วางแผนเตรียมการเลือกตั้งอย่างไร นายไพบูลย์กล่าวว่า เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ทั้งเรื่องผู้สมัครที่จะลงเลือกตั้ง 400 เขต ส่วนนโยยาย ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค กำลังประชุมกับคณะกรรมการและคณะทำงาน เพื่อให้มีนโยบาย ที่ยึดกฎ 3 ข้อ คือ 1.ทำได้จริง 2.ถูกใจประชาชน ทุกกลุ่ม 3.ต้องถูกต้องตามกฎหมาย มั่นใจว่า นโยบายครั้งนี้จะได้รับความถูกใจจากประชาชน แน่นอน เพราะเราพร้อมทุกด้านในการเข้าสู่การเลือกตั้ง เมื่อดูบริบทการเมืองแล้ว เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรครัฐบาลแน่นอน และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่า แคนดิเดตนายกฯ จะเป็นใคร นายไพบูลย์กล่าวว่า ส่วนตัวเสนอพล.อ.ประวิตร คนเดียว เพราะเชื่อว่ามีความเหมาะสมจากการนั่งรักษาการนายกฯ สามารถประสานงาน ได้กับทุกฝ่าย และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ขัดแย้งกับฝ่ายใด จึงมั่นใจว่าจะเป็นผู้นำ จัดตั้งรัฐบาลแน่นอน
เพื่อไทยเฮ-เดินมาถูกทาง
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า คำวินิจฉัยที่ออกมา ทำให้การเมืองไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามไทม์ไลน์ ที่จะเลือกตั้งจะมีในปี 2566 ไม่ต้องสะดุด และกลับมาแก้ไขกฎหมายอย่างที่หลายฝ่ายแสดงความกังวล สำหรับพรรคพลังประชารัฐจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป ไม่ว่าจะใช้กติกาใดในการเลือกตั้ง ก็ไม่สำคัญเท่ากับเลือกตั้งเข้ามาแล้วผู้แทนที่เข้ามาทำงานได้เพื่อประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่เชื่อว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการมากที่สุด
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระบวนการ พิจารณาที่สภา ดำเนินการมาเป็นขั้นเป็นตอน ถือว่าเดินมาถูกทาง เชื่อว่าทุกคนโล่งอกว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้สู่การเลือกตั้ง ถ้ามีการเลือกตั้งถือเป็นทางออกที่ดีกับประเทศ
ส่วนที่มีกลุ่มการเมืองอาจตั้งข้อกังวลว่าพรรคไหนจะได้เปรียบเสียเปรียบ ตนไม่อยากให้เสียเวลาคิด การได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองอยู่ที่ว่าพรรคไหนสามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจ ก็จะเป็นพรรคที่ได้เปรียบ เรื่องกติกาเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ไม่มีผลต่อการเลือกตั้งเท่ากับการวางตัวของพรรค การเมือง ดังนั้นเมื่อทุกคนโล่งอกแล้ว ขอให้เดินหน้าสร้างนโยบายดีๆ เสนอประชาชนต่อไป
‘ตู่’ชี้ครบเทอมขึ้นกับสถานการณ์
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในงาน มอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2565 “DG Awards 2022” เสร็จแล้วเดินกลับไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ระหว่างนั้นได้พูดคุยกับ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตลอดทาง
ผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับครม. ‘ตู่ 2/6’ ที่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รัฐมนตรีใหม่ ช่วงนี้แสดงว่าจะอยู่ครบเทอม ทำงานให้เต็มที่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดฟังพร้อมหัน มาตอบว่า “ก็เต็มที่อยู่แล้วนะจ๊ะ ทุกวันนี้ ก็ทำงานเต็มที่อยู่แล้วไง ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย มีปัญหาตรงไหนล่ะ” “ราชกิจจาฯ ประกาศออกมาแล้ว หลังจากนี้รัฐบาลก็เดินหน้าทำงานต่อ เดินหน้าทำงานทุกวันอยู่แล้วนะจ๊ะ” ต่อข้อถามว่าจะอยู่จนถึงครบวาระใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะจ๊ะ” เมื่อถามว่า ส.ส.กำลังรออยู่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็รอ รอไปก่อนแล้วกัน
ควง‘ป๊อก-เฮ้ง-อธิรัฐ’ลุยเชียงราย
เวลา 11.15 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่จ.เชียงราย พร้อมคณะ ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หัวหน้าพรรคเทิดไท อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี
โดยเดินทางถึงท่าอากาศยานเชียงราย เวลา 12.40 น. แล้วขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่ อ.เชียงของ โดยมีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ และตัวแทนประชาชนในพื้นที่มาต้อนรับพร้อมมอบพวงมาลัยดาวเรือง รวมทั้ง นายหิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ อดีตนายทหาร ชื่อดัง แกนนำกลุ่มภาคเหนือตอนล่างพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีกระแสข่าวเตรียมไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาต้อนรับนายกฯ แต่ไม่มี ส.ส.ในพื้นที่มารับ เนื่องจาก จ.เชียงราย มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรค ก้าวไกล เท่านั้น
ขณะที่บริเวณสระน้ำ บ้านเชียงคาน หมู่ที่ 14 ต.สถาน อ.เชียงของ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินมาถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และหน่วยสอบวัตถุระเบิดและวัตถุต้องสงสัย (EOD) ได้ตรวจพบและควบคุมตัว นายวิชาญ กาวีวงค์ อายุ 66 ปี ชาว ต.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรองประธานศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากตรวจยึดอาวุธปืนปากกาไทยประดิษฐ์ และลูกกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 6 นัด และกระสุนไม่ทราบขนาดอีก 1 นัด จึงส่งต่อไปยังกองอำนวยการร่วมเพื่อสอบสวน ซึ่งนายวิชาญอ้างว่าปืนปากกาและอาวุธที่พบนั้น เป็นของบุตรชายที่เสียชีวิตไปแล้ว

เกี่ยวข้าว – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทดลองขับรถเกี่ยวข้าว ระหว่างไปเป็นประธานเปิดงาน ‘เกี่ยวข้าวรักษ์โลก’ ที่บ้านเชียงคาน หมู่ที่ 14 ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 30 พ.ย.
โชว์เกี่ยวข้าว-จับเข่าคุยเกษตรกร
เวลา 13.35 น. พล.อ.ประยุทธ์ นั่งรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน AR 9691 Thailand เดินทางถึงบ้านเชียงคาน เป็นประธานในงาน “เกี่ยวข้าวรักษ์โลก” พร้อมติดตามผลการดำเนินงานโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model นำร่อง ระยะที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ขึ้นรถเกี่ยวนวดข้าว เกี่ยวข้าวในแปลงนาด้วยตัวเอง 1 รอบ ก่อนจะลงมาพูดคุยและให้กำลังใจชาวนายุคใหม่ อย่างอารมณ์ดี
เวลา 14.00 น. ที่บริเวณริมสระน้ำ บ้านเชียงคาน พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมวงเสวนา “การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน” ร่วมกับเกษตรกร อธิบดีกรมการข้าว และนายกสมาคม พัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก พร้อมเกษตรกร
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่นายกฯ มีความสุขได้อยู่ท่ามกลางพวกเรา เพราะในความคิดของรัฐบาลและนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มุ่งหวังทำอย่างไร ให้เรามีรายได้สูงขึ้น เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันซึ่งยากพอสมควร ที่ผ่านมาเราอาจจะแก้ปัญหาตรงนู้นบ้างตรงนี้บ้าง แต่วันนี้ดีใจที่เห็นความก้าวหน้า ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและของตนที่ได้ให้แนวทางไว้ วันนี้งานเยอะหลายอย่างด้วยกัน แต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย อยากเห็นรอยยิ้มจากพวกเรา ทุกคนว่าเมื่อไหร่เราจะลืมตาอ้าปากได้สักที เมื่อไหร่เราจะหมดหนี้สิน ไม่ต้องทนทุกข์ เพราะทนทุกข์ในหลายเรื่องจากปัญหาต่างๆ ที่ทุกคนเผชิญอยู่
“รายละเอียดทุกอย่างผมมีอยู่หมดแล้ว แต่วันนี้อยากฟังจากปากทุกคนเอง เพราะทุกคนคือคนทำ ฟังจากปากคนทำแสดงว่าทำจริง อะไรก็ได้ถ้าทำจริงจังมันก็จะสำเร็จ ผมไม่ชอบ หลอกลวงอะไรกัน เพราะต้องการทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น พวกเราทุกคนดีขึ้นเราจะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ระบุอยู่แค่ไหนเป็นเรื่องเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนมาเพื่อติดตามความก้าวหน้าของทุกคน ไม่ได้มาเพราะเรื่อง อื่นๆ วันนี้เราต้องมองให้ไกล ถ้ามองใกล้ตัวมันก็เห็นแต่ความทุกข์ จึงต้องมองนอกจาก ตัวเองไปถึงคนอื่นและกลไกที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น รัฐบาลจึงจะช่วยได้ ยืนยันว่าตนจะสนับสนุน โครงการเหล่านี้ต่อไปตราบใดที่ยังอยู่ พร้อมวางรากฐานให้รัฐบาลต่อๆ ไปด้วย ไม่เช่นนั้นมาพบทุกคนก็เจอกันแบบเดิม หน้าแห้งทุกที ทำนาเสร็จไม่รู้ไปไหนเข้ากรุงเทพฯ เข้าเมืองหางานทำ ซึ่งวันนี้งานไม่ได้ง่ายนัก
ที่ตนทำมาทั้งหมดนี้ใช้เวลามานานพอสมควรหลายปีมาแล้ว กี่ปีไม่รู้นานแล้วมั้ง คงเบื่อแล้วมั้ง ซึ่งหลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียว 2 วัน 1 ปี 2 ปี สิ่งสำคัญที่สุดคือถนนหนทางโลจิสติกส์ที่จะเชื่อมรวมทุกอย่างการไปมาหา สู่ การอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งหมดเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เราทุ่มเทมามากพอสมควร 7-8 ปีไม่เช่นนั้นคงมาไม่ถึงวันนี้
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เดินพบปะทักทายเกษตรกร อย่างอารมณ์ดี ขอให้ทุกคนโชว์ รอยยิ้มสยามให้ดู ยิ้มกว้างๆ พร้อมระบุ ช่วงหนึ่งว่า “วันนี้แพ้อากาศน้ำมูกไหลแต่ไม่ได้ เป็นโควิดตรวจแล้ว ขอให้ทุกคนระวังด้วย ไม่ได้บอกให้ตระหนก แต่วันนี้การท่องเที่ยวเราดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเปิดประเทศ ถ้าบ้านเมือง ไม่สงบ มีปัญหา ทะเลาะเบาะแว้งก็ไม่มีใครมา”
“เดี๋ยวหาว่ามาทำการเมือง ไม่ได้ทำการเมือง มาทำการบ้าน มาติดตามงานและนโยบาย ที่ให้ไว้ ทั้งหมดจะอยู่แค่ไหนเป็นเรื่อง ของประชาธิปไตยการเลือกตั้งว่ากันไปวันนี้ไม่ได้มาเรื่องการเมืองนะ เดี๋ยวจะโดนอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวพร้อมกับยิ้ม
เวลา 16.25 น. ที่วัดห้วยปลากั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลวัดห้วยปลากั้งเพื่อสังคม ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย โดยเข้ากราบนมัสการ องค์พระประธาน และท่านเจ้าคุณพระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์พบโชค) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง ถวายเครื่องปัจจัยไทยธรรม ก่อนที่เจ้าอาวาสจะสวดอวยพรเพื่อเป็น สิริมงคล จากนั้นนำพล.อ.ประยุทธ์เยี่ยมชมอาคารของโรงพยาบาลห้วยปลากั้งเพื่อสังคม โดยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้ขับร้องเพลงขอบคุณนายกฯ ที่ทำงานเพื่อคนไทยด้วย
สำหรับภารกิจที่อ.เมืองเชียงราย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้รถโตโยต้า อัลพาร์ด สีขาวทะเบียน กล 9933 เชียงราย
จากนั้น เวลา 17.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ เดินทางกลับกทม.
‘บิ๊กป้อม’รูดซิป-‘นิพิฏฐ์’อึมครึม
เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานเปิดงาน Thailand smart city expro 2022 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เสร็จแล้วได้นั่งรถกอล์ฟพร้อมนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) มาที่รถยนต์เตรียมเดินทางกลับ เมื่อเจอผู้สื่อข่าว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มาดูเมือง อัจฉริยะ เป็นนโยบายที่ทำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะพยายามทำให้ดีที่สุด
แต่ปฏิเสธตอบคำถามถึงกระแสข่าว นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย(สอท.) และประธานภาคใต้จะย้ายมาเสริมทีมภาคใต้ให้พรรคพลังประชารัฐ จะทำให้เสียงภาคใต้ดีขึ้นหรือไม่ รวมถึงกรณี ส.ส.ใต้พรรคพลังประชารัฐชูกลยุทธ์หาเสียง “รักตู่ อยู่กับป้อม” โดยพล.อ.ประวิตรหันมายิ้ม ให้ผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดี
ด้านนายนิพิฏฐ์โพสต์เฟซบุ๊กว่า “อุดมการณ์ ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จะนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” และให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวจะย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐว่า ยังไม่มี และไม่รู้ว่าข่าวออกมาจากไหน “วันนี้ ผมยังอยู่พรรคสร้างอนาคตไทย”
‘ชัยวุฒิ-3 มิตร’ยังกั๊กอยู่กับใคร
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมือง จะไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือไม่ ว่า ยืนยันว่ายังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ส่วนทิศทางวันข้างหน้าจะไปอยู่ที่ไหนยังไม่รู้ พลังประชารัฐเป็นพรรคที่ตนเองร่วมก่อตั้งมาและยังเป็นรองหัวหน้าพรรคอยู่ จะยังทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้พรรคไปข้างหน้าได้ ส่วนใครจะตัดสินใจอยู่หรือไปนั้น เป็นสิทธิ์ของแต่ละคน เป็นเรื่องปกติทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย
เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐจะไปต่อไหว หรือไม่ เพราะแกนนำคนสำคัญหลายคนทยอยลาออก นายชัยวุฒิย้อนถามว่า “แล้วเพราะอะไรถึงจะไม่ไหว จะไหวไม่ไหวขึ้นอยู่กับ ประชาชน ต้องไปถามชาวบ้าน เพราะการเมือง ทำเพื่อประชาชน ถ้าประชาชนยังสนับสนุน ก็คือไหว”
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมยังไม่รู้ว่าลุงตู่กับลุงป้อมเขาเป็นอย่างไร ตรงนี้ไม่ทราบจริงๆ เรายังไม่พูดคุยกันในเรื่องพวกนี้ เราอยู่การเมืองมานาน ก็คอยดูก่อน ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มสามมิตรวางหลักการพิจารณาไว้อย่างไร นายอนุชากล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยในระดับนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่อข้อถามว่าจะรอท่าทีความชัดเจนจาก 2 ป. ก่อนหรือไม่ จึงตัดสินใจ นายอนุชากล่าวว่า ต้องชัดเจนหลายๆ อย่าง คิดว่ายังไม่มีอะไรที่เป็น ปัญหาในเวลานี้ ที่ต้องคิดและรีบตัดสินใจ เมื่อถามว่าอะไรที่จะเป็นปัจจัยทำให้ตัดสินใจได้ นายอนุชากล่าวว่า “ยังไม่มี”
กลุ่มปากน้ำยืนข้าง‘ประวิตร’
นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของส.ส.กลุ่มสมุทรปราการ ว่า ส.ส.กลุ่มสมุทรปราการ มี 6 คน เป็น ส.ส.เขต 5 คน รวมกับตนที่เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ จุดยืนแสดงออกชัดเจนว่าเลือกอยู่กับ พล.อ.ประวิตร เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรเมตตาพวกเรา ทั้งที่ไม่เคยเรียกร้องตำแหน่ง ลงพื้นที่สมุทรปราการตลอด เราไม่เคยมีปัญหากับผู้ใหญ่
ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงพล.อ.อนุพงษ์ เคยลงมาพื้นที่แต่เราไม่ได้ใกล้ชิด ส่วนส.ส.สมุทรปราการอีก 1 คน คือ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ไม่ได้อยู่กับกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าตั้งแต่แรก และอยู่ตรงข้ามเราในฝั่งการเมืองท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันไปกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กับพรรครวมไทยสร้างชาติ
พท.ซัดครม.ตู่ 2/6 ตีเมืองขึ้น
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโฉมหน้าครม.ตู่ 2/6 ว่า ประชาชนไม่ได้ประโยชน์และไม่ได้ ตื่นเต้นอะไร ตนไม่ได้ออกมารับน้อง แต่เห็นรายชื่อรัฐมนตรีใหม่แล้วสะท้อนธาตุแท้ของพล.อ.ประยุทธ์โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งนายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยังเป็น ส.ส.ใหม่ป้ายแดง ไม่มีพรรค ไม่มีพวก ไม่มีประสบการณ์ ถ้าไปถามนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ว่ายังรับนายธนกรเป็นลูกน้องอยู่หรือไม่ อาจไม่มี ใครมั่นใจในคำตอบ
การปรับครม.รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการ ปั่นกระแส เรียกเรตติ้ง เพื่อไล่ต้อนคนไปพรรคการเมืองใหม่ที่พล.อ.ประยุทธ์จะไปสังกัด จึงปรับ ครม.แบบปูนบำเหน็จให้เห็น จะจะกันไปเลย ว่าต้องเป็นพวก พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นจึงจะได้รับการส่งเสริมและเติบโตทางการเมือง เหมือนคนต้องการเอาชนะ ต้องการแสดงให้เห็นว่าใครมีปัญหาหรือยืนตรงข้ามพล.อ.ประยุทธ์ จะมีชะตากรรมอย่างไร
“แทนที่จะปรับ ครม.เอารัฐมนตรีใหม่ มาช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่ดันปรับครม.เพื่อตีเมืองขึ้น หวังจับปลาในบ่อเพื่อน จึงปรับเอาแต่เฉพาะคนใกล้ชิดที่ยอมสิโรราบให้ตัวเอง เพื่อหวังสืบทอดอำนาจให้นานที่สุด” นายอนุสรณ์กล่าว
รัฐสภาถกแก้รธน.ปลดล็อกท้องถิ่น
เมื่อเวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภา ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธาน รัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช …. แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เสนอโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 76,591 คน เป็นผู้เสนอ
นายธนาธร และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ชี้แจงเหตุผลการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า ร่างดังกล่าว เป็นการเปิดตัวเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีหลักใหญ่ใจความ คือ 1.อำนาจและอิสระในการ บริหาร 2.การจัดการงบประมาณที่เป็นธรรมเหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับ และ 3.การทำประชามติปรับโครงสร้างการบริหารประเทศครั้งใหญ่
จากนั้นเปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยนายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตนรับไม่ได้ เพราะมีลักษณะขัดกันแห่งผลประโยชน์ และทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 5 มาตรา คือ มาตรา 1 ว่าด้วยการแบ่งแยกราชอาณาจักร หากให้ท้องถิ่นมีความอิสระในหลายรูปแบบ ลามถึงมาตรา 2 ว่าด้วยการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 5 ที่รับรองให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติหรือการ กระทำใดที่ขัดหรือแย้ง เป็นอันใช้ไม่ได้ มาตรา 77 คือการรับฟังความเห็นประชาชนที่ผมบอกแล้วว่าประเด็นเลิกราชการส่วนภูมิภาคไม่ได้รับฟังความเห็นและมาตรา 255 ว่าด้วยข้อห้ามแก้รัฐธรรมนูญที่มีผลเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ สิ่งที่ทำนี้คือการสนับสนุน คนทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
หลังจากนั้นสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และได้ตกลงจะอภิปรายจนถึงเวลา 20.00 น. จึงลงมติแบบขานชื่อ
ส.ว.รุมค้าน-โหวตนัดหน้า
หลังจากนั้นสมาชิกอภิปรายกันอย่าง กว้างขวาง ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น และการกระจายอำนาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ไม่เชื่อว่าการกระจายอำนาจตามรายละเอียดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยชี้ว่า ร่างแก้ไขนี้เป็นผลไม้พิษ อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.
ขณะที่ส.ส.ฝ่ายค้านได้อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ และจะโหวตรับหลักการในวาระแรก ส่วนส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ทางวิปรัฐบาลจะเปิดให้ฟรีโหวต ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะขอโหวตรับหลักการ เพราะสนับสนุนหลักการกระจายอำนาจอยู่แล้ว แต่ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค
ทั้งนี้ วิป 3 ฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะให้สมาชิกอภิปรายจนจบ และสรุปในตอนท้าย ซึ่งจะเสร็จสิ้นเวลาประมาณ 21.00 น. แล้วไปลงมติแบบขานชื่อ ในการประชุมร่วมรัฐสภาครั้งถัดไป ซึ่งคาดว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อก ท้องถิ่นไม่น่าจะผ่านวาระ 1 เนื่องจากต้องใช้เสียง ส.ว.สนับสนุน 1 ใน 3 หรือประมาณ 84 เสียง มาประกอบด้วย ร่างฉบับนี้จึงจะผ่านไปได้ เพราะจากการแสดงความเห็นตลอดทั้งวัน ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่น

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง3รมต.ใหม่
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลว่า โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากความเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ได้ลาออก สมควรแต่งตั้ง รัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่าง และเพิ่มเติมบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุนทร ปานแสงทอง เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นรมช.มหาดไทย
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 พ.ย.2565
สำหรับ นายธนกร เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ก่อนมารับหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล จนเข้าตานายกฯ
นายสุนทร อดีตรองนายกอบจ.สมุทรปราการ ที่มีชื่อติดโผโดยที่ไม่ได้เป็นส.ส. เพราะการทำงานเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม ไม่เคยทอดทิ้งกลุ่ม และเคียงบ่าเคียงไหล่ตระกูล อัศวเหมมากว่า 30 ปี การปรับครั้งนี้เป็นสัญญาใจ เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายก รัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปตรวจราชการที่จ.สมุทรปราการ 25 ก.ค.2565 ประกาศว่าถ้ามีการปรับครม. มีโควตากลุ่มปากน้ำแน่นอน และมีการเสนอชื่อนายสุนทร ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ครั้งนั้น
ส่วนนายนริศ เป็นส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
มีรายงานว่า เวลา 17.30 น. วันที่ 1 ธ.ค.นายกฯ นำ 3 รัฐมนตรีใหม่ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน เข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

เข้าสภา – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เข้าชี้แจงเหตุผลการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หมวดการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ต่อสมาชิกรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 พ.ย. โดยเป็นการอภิปรายในสภาครั้งแรกของ นายธนาธรหลังถูกถอดถอนจากส.ส.ตั้งแต่ปี 2562