‘รมว.สุชาติ’เตือนหายนะ พรรคบิ๊กป้อมส่อวุ่นอีก ต้านมิ่งขวัญชิงนายกฯ ‘ศุภชัย’ขอโทษด่าสส.โง่ สภาล่มอีก-รบ.โดดอื้อ
‘สุชาติ’รมว.แรงงานเตือนพรรคเพื่อไทย หาเสียงค่าแรง 600 บาท ระวังหายนะทางเศรษฐกิจ ส.ส. รัฐบาลดาหน้าถล่ม‘อุ๊งอิ๊ง’ แจงยิบ ลุยสร้างเศรษฐกิจใหม่ แก้ปัญหาทั้งระบบ คนทุกชนชั้นได้ประโยชน์ ‘โทนี่’ สวน ‘บิ๊กตู่’ โวขึ้นค่าแรงได้ถึง 800 บาท ถ้าไม่ถูกกระบวนการก่อกวน ส.ส.พลังประชารัฐ เบรก ‘มิ่งขวัญ’ นั่งแคนดิเดตนายกฯ ยันต้องผ่านกก.บห.พรรค ‘พีระพันธุ์’ เผย รทสช.มีแคนดิเดตนายกฯ แล้ว แต่ยังอุบชื่อ รัฐสภาคว่ำร่างปลดล็อกท้องถิ่นฉบับ ‘ธนาธร’ ‘ครูแก้ว’ ไหว้ขอโทษกลางสภา กรณีปราศรัย ‘ด่าโง่’ สภาล่มอีกแล้ว ร่างกฎหมายเข้าชื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ค้างเติ่งรอบสาม
กกต.สั่งสนง.เร่งพีอาร์เลือกตั้งปี 66
เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ตนได้ฝากเป็นข้อคิดกับทางสำนักประชาสัมพันธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2566 ว่า เงื่อนไขที่สำคัญในการเลือกตั้งที่มีผู้เกี่ยวข้อง กว่า 50 ล้านคน ประการหนึ่ง คือ พนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องรู้เท่ากันในสิ่งที่ต้องรู้ จึงจะสนองตอบต่อหลักการโปร่งใส มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้ ทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ
จึงขอฝากสำนักประชาสัมพันธ์ หารูปแบบการสื่อสารกับประชาชน ในวันเลือกตั้งประชาชนต้องรู้อะไร เช่น การเตรียมตัว การแสดงตน การจ่ายบัตร การลงคะแนน การหย่อนบัตร การนับคะแนน ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้ เหมือนที่กปน.รู้ จะได้ช่วยดูแล และตรวจสอบอีกทางหนึ่งว่า กปน.ได้ทำหน้าที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นการแสดงถึงความโปร่งใส และการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยอาจจะทำเป็นตอนสั้นๆ เป็นตอนในรูปแบบ “tiktok” หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม ให้ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจง่าย เช่น ตอน แสดงตน ตอนรับ/จ่ายบัตร ฯลฯ
‘วิษณุ’คาดกม.ลูกจ่อถึงมือรัฐบาล
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ…. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ….ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ยังไม่ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวมาที่รัฐบาล
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญส่งมาถึงรัฐสภาแล้วจะอยู่ที่รัฐสภา 3 วัน จากนั้นจะส่งมาที่รัฐบาล ซึ่งมีเวลา 5 วันในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยจะนับเป็นวันที่หนึ่งเมื่อประธานรัฐสภาส่งมาถึงรัฐบาล คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้น่าจะมาถึงรัฐบาล
‘บิ๊กตู่’รูดซิปปมร้อนการเมือง
เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 2/2565 มีพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ต้อนรับ โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ
ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นทางการเมืองต่างๆ ทั้งการหาเสียงของพรรคการเมืองและการชูนโยบายค่าแรง 600 บาทของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งกรณีที่นายกฯประกาศจะทำการเมืองต่ออีก 2 ปีได้มีการ เตรียมวางทายาททางการเมืองไว้หรือไม่ เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์เพียงแต่หยุดฟังและกล่าวทักทายสื่อมวลชนเพียงแค่ว่า “สวัสดีจ้ะ”

เปิดตลาด – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน หารือทวิภาคีกับนายเบรนดัน โอคอนเนอร์ รมต.ด้านทักษะและการฝึกอบรม กระทรวงการจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อเปิดตลาดแรงงาน ระหว่างพบกันที่ประเทศสิงคโปร์
‘เฮ้ง’ เตือนหายนะค่าแรง 600 บ.
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย (พท.) และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศนโยบายการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้มาอยู่ที่ 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป ภายในปี 2570 หากได้เป็นรัฐบาล ว่า “เพื่อไทย” หากจะหาเสียงอะไรก็แล้วแต่ ควรคำนึงถึงหายนะทางเศรษฐกิจด้วย อย่าหาเสียงเพราะนึกสนุกแบบนี้ เพราะสิ่งที่พูดออกมามันเหมือนการโยนระเบิดเวลาให้เจ้าของกิจการ การหาเสียงแบบนี้เป็นการโยนภาระให้ภาคเอกชน แต่ตัวเองได้คะแนนเสียงซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้จะกระทบต่อนักลงทุนต่างประเทศเพราะจะไม่กล้าเข้ามาลงทุน การออกมาพูดแบบนี้ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ หากจะหาเสียงอะไรก็แล้วแต่ ควรคำนึงถึงหายนะทางเศรษฐกิจด้วย
ด้านนายวีระกร คำประกอบ รองผอ.พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า เว่อร์ เป็นการพูดเอาใจและเป็นการพูดหาเสียง แต่จะไปกระทบกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศ ไทยเป็นอุตสาหกรรมเกษตร ขึ้นค่าแรงเกือบเท่าตัวจะทำได้อย่างไร อาจต้องไปใช้แรงงานจากเพื่อนบ้าน คนไทยก็ตกงาน เรื่องแรงงานน่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ประกอบการพิจารณาจะดีกว่า อย่านึกแต่เรื่องหาเสียง อย่างเดียว เน้นความหวือหวาจนเกินไป
ชพก.ซัดหาเสียง-ทำตายหมู่
นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) กล่าวว่า เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองชอบนำมาหาเสียงกันมาก และหาเสียงกันแบบไม่รับผิดชอบ ย้อนไปเมื่อปี 10 ปีที่แล้ว มีการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบการขึ้นค่าแรงของไทยจาก 225 บาท เป็น 300 บาทหลายฉบับ และเป็นยุค คนเวียดนามเฮกันทั้งประเทศ เพราะทำให้เวียดนามผงาดและเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การลงทุนจากญี่ปุ่นและเกาหลีถอนจากไทยไปลงทุนที่เวียดนาม
เรื่องนี้มี 3 ภาคส่วนที่ต้องหารือกันคือ รัฐบาล องค์กรนายจ้าง องค์กรผู้ใช้แรงงาน เป็นเท่าไรถึงเหมาะสม เพราะนโยบายถ้าออกโดยรัฐเพื่อเอาใจฐานเสียง คนรับภาระคือนายจ้างและผู้ประกอบการทั้งประเทศ ผลกระทบที่ตามมาในระบบเศรษฐกิจนั้นมหาศาล กลุ่มที่น่าห่วงสุดคือเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ถ้าเจอค่าแรงขั้นต่ำของนโยบายรัฐเข้าไปจะยิ่งตายหมู่ นำมาสู่การ ขึ้นราคาสินค้า แพงทั้งแผ่นดิน
“เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ชอบใช้หาเสียงกันถึงเวลาก็อ้างโน่นอ้างนี่ว่าทำไม่ได้เพราะเจ้าของกิจการต้าน นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่รัฐบาลที่หาเสียงลอยตัว ก็ได้อำนาจรัฐมาแล้ว” นายวรวุฒิกล่าว

แจง 600 บาท – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายเพื่อไทย, ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค แถลงรายละเอียดนโยบายค่าแรง 600 บาททำได้จริง ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.
‘อุ๊งอิ๊ง’ออกโรงชี้แจงยิบ
เวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบาย และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค ร่วมแถลงข่าวชี้แจงนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนผู้จบการศึกษาปริญญาตรี 25,000 บาท ภายในปี 2570 หลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า วิสัยทัศน์ปี 2570 ที่แถลงไปเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าถ้าพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ซึ่งประเด็นขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทเป็นหนึ่งในนั้น ตนเข้าใจดีว่าทำไมถึงมีการถกเถียงเรื่องนี้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจประเทศไม่ดี คงคิดภาพให้ความหวังว่า หากค่าแรงเพิ่มเป็น 600 บาท หมายความว่าต้นทุนผู้ประกอบการต้องเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าหากคิดในวันนี้เดือดร้อนแน่ แต่เราพูดถึงเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศที่จะเติบโตพร้อมๆ กันทั้งระบบ ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่เคยขึ้นสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านมากว่า 10 ปี ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นประมาณ 10 บาทเท่านั้น พรรคเพื่อไทยจึงต้องคิดใหญ่เพื่อให้เศรษฐกิจทั้งประเทศมูฟตัวไปด้วยกัน แต่ไม่ใช่นำงบประมาณมาใช้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำรวยกระจุกจนกระจาย ส่วนจีดีพีประเทศจะเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% นั้น ไม่ใช่จะตายตัว 5% ทุกปี ซึ่งปีแรกอาจจะสูงกว่า 5% ก็ได้ ปีต่อมาอาจจะลดน้อยลงตามเลขเฉลี่ยแต่ละปีที่จะเติบโตได้ และดูเศรษฐกิจโลกบวกด้วย
“วันนี้ไม่แปลกเลยที่คนคิดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น วันนี้ยังคิดไม่ได้ว่าค่าแรงขึ้นเป็น 600 บาท เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี เมื่อเศรษฐกิจดีทั้งระบบแล้วจะไปโดยธรรมชาติของเศรษฐกิจ คนทุกชนชั้น คนทุกฐานะได้รับประโยชน์ ได้มีโอกาส ได้มีศักดิ์ศรี มีเกียรติที่จะสามารถออกมาใช้ชีวิตจับจ่ายใช้สอย ลดหนี้สิน ดูแลครอบครัวได้ นั่นคือคอนเซ็ปต์ที่เราเปลี่ยนตั้งแต่แคมเปญพรรคว่า เราต้องคิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ปัญหามีนานแล้ว คิดเล็กปัญหาไม่จบ ต้องคิดใหญ่แก้ปัญหาทั้งระบบ” น.ส.แพทองธารกล่าว
เน้นสร้างเศรษฐกิจ-โตไปด้วยกัน
ด้านนพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เราตระหนักดีว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเราต้องสร้างรายได้ใหม่ รัฐบาลจึงจะมีภาษีให้เก็บ วันนี้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อย เราจึงต้องไปกู้มาและขยายเพดานกู้ กลายเป็นแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการกู้ ซึ่งเราไม่ได้เชื่อเช่นนั้นและเราเน้นเรื่องสร้างเศรษฐกิจ สำหรับภาคเอกชนที่มีความเห็นขอให้ชัดเจนว่าเราในฐานะรัฐบาล เราเก็บภาษีจากกำไรของท่าน 20% หมายความว่า เราถือหุ้น 20% ของท่านเช่นกัน เราจะต้องทำให้ภาคเศรษฐกิจและภาคธุรกิจโตไปด้วยกัน
การขึ้นค่าแรงจะดำเนินการเป็นขั้นตอน เราตระหนักดีว่ามีหลายท่านวิจารณ์ว่าทำลายโครงสร้าง จึงขอเรียนว่าไม่จริง เราตระหนักดีว่าการปรับขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องของนายจ้างกับลูกจ้าง และมีรัฐในฐานะดูภาพรวมเพื่อให้ประเทศเดินต่อได้ โดยเราต้องขยับไปด้วยกันเป็นขั้นตอน สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เกิดรายได้ก่อน ซึ่งสิ่งที่เราเคยแถลงมาแล้วเป็นไปได้แน่นอน เนื่องจากเคยทำมาแล้วในอดีต และขอให้มั่นใจว่าเราจะต้องเติบโตไปด้วยกัน
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท คิดจากองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเจริญเติบโตทางจีดีพี 2.ผลิตภาพของแรงงานที่สามารถสร้างเงินได้เท่าไหร่ และ 3.เงินเฟ้อ ต่อจากนี้เราตั้งเป้าจีดีพีพุ่งปีละอย่างน้อย 5% หากไม่ปรับค่าแรงขั้นต่ำ หมายความว่าช่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะถูกถ่างขึ้น ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำต้องคู่ขนานไปกับการดูแล ผู้ประกอบการ และจะมีแพ็กเกจดูแลผู้ประกอบการตามมา เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือลดภาษีนิติบุคคล การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจำเป็นต้องเพิ่มความเร็วของการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจ ที่เคยทำมาแล้วในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร ในสมัยนั้นมีการหมุนเร็วกว่าในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 40% คิดเป็นเกือบ 2 เท่า
ลั่นไม่สู้กับ‘บิ๊กตู่’-โฟกัสประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ถามว่า นโยบายนี้จะเอาเงินมาจากไหน น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เป็นสิ่งติดตัวของพรรคเพื่อไทยว่านโยบายที่ออกไปเราทำให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งระยะเวลา 8 ปีหลังรัฐประหารทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่สามารถเติบโตขึ้นได้ รวมทั้งแรงงานดีๆ ถูกดองไว้ ไม่มีการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย ถึงมีคนพูดว่าอยากย้ายประเทศ
ต่อข้อถามกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าเหลือเวลาอีก 2 ปีสำหรับเส้นทางการเมือง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ตนไม่สามารถตัดสินใจแทนพล.อ.ประยุทธ์ได้ แต่พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมและมีความชัดเจนที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่จะได้สู้กับพล.อ.ประยุทธ์ในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า คิดว่าการแข่งขันทางการเมือง เป็นการแข่งขันเพื่อให้ประชาชนเลือก ซึ่งการแข่งขันอื่นๆ ไม่ใช่การแข่งขัน มันคือการที่เราต้องทำนโยบายให้ประชาชนมากกว่า เราโฟกัสตรงนั้น เกมต่างๆ ที่ไม่จำเป็นนอกเหนือจากการเลือกตั้ง คิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้ความสำคัญ ความสำคัญคือนโยบาย และปัญหาของประเทศ
“วันนี้อิ๊งมีหน้าที่เสนอวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยว่ามีนโยบายอย่างไร ช่วยให้ประชาชนพ้นจากความทุกข์ที่เผชิญอยู่ อิ๊งมีหน้าที่ที่จะบอกว่าประชาชนยังมีความหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยทำงานกันมาหนักหน่วง หาข้อมูลและแนวทางอย่างจริงจังที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชน นั่นคือหน้าที่ของอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองคู่แข่งอย่างพล.อ.ประยุทธ์อย่างไร น.ส.แพทองธารกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ มาแล้วช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านดีหรือด้านไม่ดีอะไรก็ตามประชาชนจะเห็นเอง ตนจึงไม่มีคอมเมนต์อะไร ทำหน้าที่ของเราไป เราไม่ต้องสู้กัน ไม่ต้องว่ากัน ทำหน้าที่และนโยบายของเราให้ดี ถ้าถึงเวลาประชาชนอยากเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาทำงานตรงนี้แทน เราต้องเต็มที่ นั่นคือหน้าที่หลัก ซึ่งตนไม่ถนัดในการสู้กัน
‘โทนี่’ สวน ‘บิ๊กตู่’-โวขึ้นได้ถึง 800
นายทักษิณ ชินวัตร หรือพี่โทนี่ วู้ดซัม กล่าวผ่าน CareTalk x Care ClubHouse เมื่อค่ำวันที่ 6 ธ.ค. หัวข้อ “คิดใหม่ ทำใหม่” ถึง “คิดใหญ่ ทำเป็น” กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ถามว่าพรรคเพื่อไทย จะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทว่า นโยบายนี้ต้องทำ คนที่ถามแบบนี้ยังเข้าใจเศรษฐศาสตร์น้อยไป เข้าใจและเห็นใจเพื่อนร่วมชาติน้อยไป เข้าใจศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของพี่น้องคนไทยด้วยกันน้อยไป อย่างพล.อ.ประยุทธ์อยู่กับงบประมาณมาตลอด เลยคิดว่าทุกอย่างต้องมาจากงบประมาณ ตนรวยมาจากคว้าอากาศมาเป็นเงิน ดังนั้นเงินมีทุกที่ ถ้ามีปัญญาหาเงินได้หมด
ที่หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยพูดคือการสร้างเศรษฐกิจดี ถ้าเศรษฐกิจดีทุกอย่างจะถูกบังคับให้เพิ่มเงินเดือน หัวหน้าครอบครัวพูดว่าจะทำเศรษฐกิจให้ดี แม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย เราจะดันเศรษฐกิจให้โต 4 ปีข้างหน้า เฉลี่ยปีละ 5% ปีแรกอาจ 7% ก็ได้เพราะฐานรัฐบาลทหารทำไว้ต่ำ 5% คือตัวเลขที่เหมาะกับการดูดนักศึกษาเข้าสู่ระบบแรงงาน
การให้ 600 บาทให้แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มปี 2570 ถ้าเพื่อไทยบริหารโดยไม่มีกระบวนการเฮงซวยมาก่อกวน รับรองว่า 800 บาทยังทำได้เลย ใน 4 ปีปั่นเศรษฐกิจให้ดี แล้วไม่ใช่ว่าหลวงต้องจ่าย แต่ระบบจะเอื้อให้ภาคเอกชนต้องจ่ายเงินเองโดยธรรมชาติ นโยบายของเพื่อไทยถ้าไม่รู้จริงอย่าโจมตี เพราะเขาพูดแล้วทำได้จริงทุกอย่าง ใครอย่าสบประมาทเพราะทำได้ทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นไม่กล้าพูด เขามีทีมคิด ทีมวิจัย ไม่ใช่คอยดูดงบประมาณอย่างเดียว ที่โวยวายกันว่าจะเอาเงินมาจ่ายได้อย่างไรก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ก็ยังไม่ต้องขึ้นเงิน เมื่อคุณกำลังเจ๊งเป็นหนี้ เอ็นพีแอลแล้วต้องมาจ่ายค่าคนงาน 600 บาท ถ้าคิดแบบนั้นก็ควายแล้ว ไม่ใช่คน
ฟุ้งอยู่ที่ฝีมือบริหาร
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยวิเคราะห์มาอย่างละเอียดว่าอีก 5-6 ปี ค่าครองชีพจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลดลง เมื่อค่าครองชีพสูงจะปล่อยให้คนอยู่กับรายได้ต่ำแบบนี้ไม่ได้ ที่นายกฯ ถามว่าจะเอาเงินมาจากไหน นายกฯ เข้าใจผิดเพราะรัฐไม่ได้ควักเงิน แต่คนที่ควักเงินคือนายจ้าง ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องช่วยนายจ้างให้อยู่ได้ด้วย โดยทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น หรืออาจเป็นระบบภาษี จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี
ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ว่า ที่นายสุชาติออกมาโวยวาย อาจจะไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์และระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ การที่คุณแพทองธาร พูดเรื่องค่าแรงงาน 600 บาทต่อวันภายใน 4 ปี คือการที่พรรคเพื่อไทยได้มาเป็นรัฐบาล เราบริหารเศรษฐกิจแบบมืออาชีพ เศรษฐกิจประเทศไทยจะโตเฉลี่ยอย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปี พอเศรษฐกิจดี นักธุรกิจมีเงินเยอะ มีรายได้เยอะ ก็มีเงินจ่ายค่าแรงงานสูงขึ้น ไม่ได้กระทบอะไรกับภาระงบประมาณแผ่นดินเลย
“อย่าลืมว่าสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ค่าครองชีพสูงไปเท่าไรแล้ว เงิน 100 บาททานข้าวมื้อหนึ่งยังไม่อิ่มเลย ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ปรับค่าแรงงาน 600 บาทต่อวัน ผู้ใช้แรงงานและคนจนจะอยู่อย่างไร ถ้าประชาชนเห็นว่านโยบายค่าแรง 600 บาทต่อวันของพรรคเพื่อไทยดี เลือกตั้งคราวหน้า ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ทั้งหมดอยู่ที่ฝีมือการบริหารมากกว่า อย่างพรรคพลังประชารัฐ ประกาศค่าแรง 400 บาทยังทำไม่ได้เลย เพราะพล.อ.ประยุทธ์บริหารไม่เป็น เก่งแต่กู้เงิน จึงไม่รู้ว่าจะบริหารอย่างไรให้ได้ค่าแรงงาน 600 บาท” นายยุทธพงศ์กล่าว
‘ป้อม’ไฟเขียวพปชร.เบรก‘มิ่งขวัญ’
เวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ แถลงกรณีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) ประกาศจะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐว่า แคนดิเดตนายกฯ ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ตามกลไกของพรรคที่ต้องผ่านที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และส.ส. ทั้งการสรรหา ผู้สมัครส.ส. การเรียงลำดับบัญชีรายชื่อ และบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ต้องมีการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมก่อน
ดังนั้น การแถลงข่าวของนายมิ่งขวัญเมื่อ 6 ธ.ค. จึงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของมิ่งขวัญ และเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้ผูกพันอะไร ซึ่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาและขั้นตอนของการพิจารณาใดๆ และยังไม่มีรายชื่อของบุคคลที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯของพรรคด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนที่นายรงค์จะแถลงข่าวครั้งนี้ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับพล.อ.ประวิตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพล.อ.ประวิตรให้ชี้แจงกับสื่อมวลชนได้
ชี้แคนดิเดตนายกฯต้องผ่านกก.บห.
นายวีระกร คำประกอบ รองผอ.พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีนายมิ่งขวัญเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน นายมิ่งขวัญ เป็นคนมีความรู้ ความสามารถและจะเป็นประโยชน์ในการหาเสียง แต่การเป็นแคนดิเดต นายกฯ ต้องขึ้นอยู่กับกก.บห.พิจารณา ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียว และอาจต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมสามัญของพรรคด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 88 พรรคเสนอชื่อแคนดิเดตได้ถึง 3 คน น่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคในการหาเสียง เพราะที่ผ่านมานายมิ่งขวัญเคยทำให้พรรคเศรษฐกิจใหม่ได้คะแนนถึง 500,000 คะแนน น่าจะมาเติมคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐได้ อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกแปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าจะทำหน้าที่จนถึงนาทีสุดท้าย เพราะเป็นคนตั้งใจทำงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ผมเพิ่งตรวจพบเมื่อเช้า ว่าติดโควิด-19 แต่เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ไปตรวจ RT-PCR ยังไม่ติด เพิ่งมาตรวจพบว่าติดจากการตรวจ ATK วันนี้ โดยได้รับเชื้อมาจากลูกๆ ฝากขอโทษทุกคนที่ใกล้ชิดผมด้วยครับ”
มีรายงานว่า นายชัยวุฒิ เคยติดโควิด-19 ครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2565 และ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายชัยวุฒิร่วมแถลงข่าวเปิดตัว นายมิ่งขวัญ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ โดยมีพล.อ.ประวิตร และแกนนำพรรคจำนวนหนึ่งร่วมงานด้วย
‘พีระพันธุ์’เผยมีแคนดิเดตแล้ว
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการประกาศตัวแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า ตอนนี้ยังเหมือนเดิม ตนบอกแล้วว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะยังไม่ถึงเวลา ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ส่งสัญญาณการเข้ามาร่วมพรรคหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่ายังไม่ได้คุยกัน ต่อข้อถามว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างมีท่าทีชัดเจนในการมาอยู่ด้วย นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนฟังก็ไม่เห็นนายกฯพูด นายกฯแค่บอกว่าจะอยู่ต่อ 2 ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ เตรียมตัวไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วในการทาบทามแคนดิเดตนายกฯ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า มีเรียบร้อย แต่ถึงเวลาค่อยเปิด ส่วนจะเสนอชื่อ 3 คน หรือเพียงคนเดียว ไม่ทราบ แล้วแต่กก.บห. ต่อข้อถามว่าจะชัดเจนในเรื่องนโยบาย และตัวผู้สมัครเมื่อใด นายพีระพันธุ์กล่าวว่า แน่นอน พรรคการเมืองต้องมีนโยบายอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังวันที่ 15 ธ.ค.นี้จะมีความชัดเจนหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ยัง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งค่อยเปิดนโยบาย และคิดว่าไม่ช้าไป เมื่อถามว่าในฐานะที่ก่อร่างสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถนำ ส.ส.เข้ามาได้เกิน 25 เสียง เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯในสภา นาย พีระพันธุ์กล่าวว่า มั่นใจ
‘ลูกอาคม’ทิ้งปชป.ซบรทสช.
ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ จ.กระบี่ นายสุชีน เอ่งฉ้วน อดีต ส.ส.กระบี่ ว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ พรรครวมไทยสร้างชาติ เผยว่า ตนลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แล้ว และเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ทำงานร่วมกับนาย พีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ส่วนตัวสนิทสนมกับเลขาธิการพรรค เคยอยู่พรรคเดียวกันมา ชื่นชอบในนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกินของชาวบ้าน แม้จะเป็นพรรคตั้งใหม่ และอาจเสียเปรียบพรรคเก่าๆ พรรคใหญ่ๆ แต่สิ่งที่ไม่เป็นรองใครคือ หัวหน้าพรรคและนโยบายของพรรคที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในสังคม แม้เป็นพรรค น้องใหม่แต่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนใน จ.กระบี่อย่างดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชีนได้รับการเลือกตั้ง เป็น ส.ส.กระบี่ 1 สมัย เมื่อปี 2554 เป็นบุตรของนายอาคม เอ่งฉ้วน อดีต ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีชื่อดังหลายสมัย
‘อิ๊ง’ยกทีมปราศรัยเมืองคอน
ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า ครอบครัวเพื่อไทยนำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค และคณะ จะเปิดเวทีปราศรัยครอบครัวเพื่อไทยที่ภาคใต้ครั้งแรก ในชื่องานว่า “แหลงจริง ทำได้ คนใต้หรอยแรง” ที่หอประชุมเทศบาลนครนครศรีธรรมราช หรือที่หอประชุมทุ่งท่าลาด ในวันที่ 11 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น.
ช่วงบ่ายคณะครอบครัวเพื่อไทยจะเดินทางไปอ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนนโยบายแนวทางแก้ปัญหากับกลุ่ม พี่น้องสมาคมผู้ประกอบการประมงในพื้นที่ จากนั้น แวะเยี่ยมจุดชมวิวบริเวณถนนเลียบชายฝั่งทะเล เชื่อมสองอำเภอคือ อ.ขนอมกับ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นถนนเลียบชายฝั่งทะเลที่สวยที่สุดในฝั่งอ่าวไทย จะบอกพี่น้องชาวใต้ว่า เราจะพาลูกพาหลานไปหา ไปคารวะแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ให้กับพี่น้องชาวใต้ แล้วเราจะมาสนทนาแบบวิถีทางของพรรคเพื่อไทย แบบประชาธิปไตยกันอย่างอบอุ่น
รัฐสภาคว่ำกม.ปลดล็อกท้องถิ่น
เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภา ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม มีการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือร่างปลดล็อกท้องถิ่น ที่เสนอโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 76,591 คน ที่ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อการประชุมวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยลงมติในวาระ 1 ด้วยวิธีการขานชื่อเรียงตามตัวอักษร
สำหรับส.ส.ฝ่ายค้านนั้นโหวตรับหลักการ ยกเว้นส.ส.ที่ประกาศตัวจะย้ายพรรคไปอยู่กับพรรครัฐบาล ด้าน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่เปิดให้ฟรีโหวต แต่ละพรรคโหวตไปคนละทิศทาง เช่น พรรคพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วย พรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่งดออกเสียง ขณะที่ส.ว. ซึ่งอภิปรายคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่น แสดงความชัดเจนโหวตไม่เห็นด้วย มีเพียงส.ว.ไม่กี่คนเท่านั้นที่โหวตเห็นด้วย เช่น นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.
เวลา 12.10 น. นายชวนได้ประกาศผลการลงมติ โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่นด้วยคะแนน 254 ต่อ 245 คะแนน งดออกเสียง 129 คะแนน และแจ้งเพิ่มเติมว่า คะแนนรับหลักการมีจำนวนน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา คือ น้อยกว่า 361 คน ในจำนวนนี้มีส.ว.เห็นชอบ 6 คะแนน ถือว่าน้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือน้อยกว่า 83 คะแนน จึงถือว่ามติที่ประชุมรัฐสภาไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อก ท้องถิ่นฉบับนี้
‘ศรีนวล’เตรียมฟ้อง‘ปิยบุตร’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนเข้าสู่วาระการประชุมร่างปลดล็อกท้องถิ่น น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคภูมิใจไทย ได้พยายามพูดแทรกนายชวน ขณะกำลังชี้แจงกระบวนการการโหวต จนนายชวนเตือนว่า “คุณศรีนวลครับ มีมารยาทหน่อยครับ เวลาประธานชี้แจงอยู่ หากยังไม่อนุญาตให้พูด อย่าแทรกขึ้นมา” ก่อนจะเปิดโอกาสให้พูด ซึ่งน.ส.ศรีนวลได้ใช้สิทธิพาดพิงกรณีที่นาย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ผู้ชี้แจงร่างปลดล็อกท้องถิ่น ระบุถึง น.ส.ศรีนวล ในช่วงหนึ่งของการสรุปจบการชี้แจงว่าการเสนอชื่อน.ส.ศรีนวลให้เป็น ส.ส.เป็นความผิดพลาดทางการเมืองครั้งหนึ่งในชีวิต และทิ้งท้ายว่าคนอกตัญญูไม่รู้คุณคนระวังจะไม่ได้เป็น ส.ส.อีกเลย ว่า สิ่งที่ นายปิยบุตรกล่าวถึงตน เมื่อวันที่ 30 พ.ย. เวลา 21.00 น. ถือว่าผิดข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 45 ใส่ร้ายเสียดสี
ทำให้ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พยายามลุกขึ้นประท้วงน.ส.ศรีนวล แต่ไม่เป็นผลเนื่องจาก นายชวนปิดไมค์ไม่ให้สมาชิกพูดสักคน พร้อมแจ้งว่า วันนี้เป็นการลงมติ ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นคงต้องว่ากันอีกที ขออย่าใช้ช่วงเวลาวาระนี้ทำให้เสียเวลา และขอให้เป็นไปตามลำดับ โดยขอให้น.ส.ศรีนวล ใช้สิทธิพาดพิงในวาระอื่น จากนั้นเริ่มลงมติโดยการขานชื่อเรียงตามตัวอักษร
ต่อมา น.ส.ศรีนวล เปิดเผยว่า ตนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายปิยบุตร ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยจะแจ้งความที่ จ.เชียงใหม่ ต่อไป

รณรงค์ต่อ – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงหลังที่ประชุมรัฐสภาไม่รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกฎหมายปลดล็อกท้องถิ่น โดยยืนยันจะรณรงค์สร้างความเข้าใจต่อไป ที่รัฐสภา 7 ธ.ค.
‘ธนาธร’ฝากก้าวไกลสานต่อ
ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล พร้อมสมาชิกพรรค ก้าวไกล ร่วมกันแถลง
นายธนาธรกล่าวว่า ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำและเสนอไม่ได้สุดโต่งเกินไป คนที่กักขังประเทศไว้อย่างนี้ต่างหากที่สุดโต่ง ยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยเขียนไว้ว่าให้จัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และมาทำประชามติว่าจะรับแผนยกเลิกส่วนภูมิภาคนี้หรือไม่ภายใน 5 ปี โดยให้สังคมไทยได้แลกเปลี่ยนกันว่าราชการส่วนภูมิภาคควรจะมีบทบาทอย่างไร
ส่วนเรื่องการทุจริต คิดว่าทุกรายงานยืนยันตรงกันหมดว่าส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการทุจริตมากกว่าท้องถิ่น โดยในช่วง 15 ที่ผ่านมาส่วนกลางและภูมิภาคมีมูลค่าการทุจริตรวมประมาณ 4 แสนล้านบาท ขณะที่ท้องถิ่นมี 4 หมื่นล้านบาท และในช่วงปีที่ผ่านมาท้องถิ่น 7,850 แห่ง มีเรื่องร้องเรียนทุจริต 600 กว่าเรื่อง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวมีข้อร้องเรียน 500 กว่าเรื่อง
ความตั้งใจของเราไม่ใช่ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เป็นการทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ การให้บริการประชาชนของภาครัฐดีขึ้น ข้อกล่าวหาและหลายข้อสงสัยไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริง แต่ตั้งอยู่บนอคติที่ผิดๆ ถึงแม้พวกเราจะทำไม่สำเร็จในวันนี้ ตนและคณะก้าวหน้าจะรณรงค์เพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อประชาชนในเรื่องการ กระจายต่อไป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าท้องถิ่นมีศักยภาพอย่างที่ท้องถิ่นปัจจุบันเป็น และขอฝากให้พรรคก้าวไกลสานต่อภารกิจนี้ต่อไปด้วย

ขอโทษ – นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ยกมือไหว้ ขอโทษ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและผู้เกี่ยวข้อง ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนฯ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. กรณีปราศรัยที่ จ.นครพนม พลั้งปากว่าส.ส.โง่
‘ครูแก้ว’ไหว้ขอโทษกลางสภา
เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 และเป็นเหตุให้สภาล่มต่อเนื่องถึง 2 ครั้ง เนื่องจากส.ส.ฝ่ายค้านไม่พอใจที่ให้โหวตลงมติมาตรา 9/1 ใหม่ จึงประท้วงด้วยการไม่อยู่เป็นองค์ประชุม
นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เสนอขอให้เลื่อนระเบียบ วาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว ขึ้นมาพิจารณาต่อจากร่างพ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ ทำให้ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเสนอนำร่างพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม และร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต มาพิจารณาต่อ ซึ่งคาดว่าจะได้พิจารณาในสัปดาห์ถัดไป โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว
จากนั้นนายพัฒนา สัพโส และนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย หารือว่า เมื่อ 3-4 วันที่แล้ว มีรองประธานสภาบางท่าน ไปทำให้เกียรติภูมิของสภาเสื่อมเสีย ให้สรรพนามกับสมาชิกว่าเป็นคนโง่ สภาจะทำอย่างไร เพื่อรักษาเกียรติภูมิของสภาไว้
นายชวนแจ้งว่า ถ้าเรานำเรื่องนอกเข้ามาใช้เวลาของสภา คิดว่าจะสูญเสียเวลา และไม่ถูกแนวทางที่ควรจะปฏิบัติ บุคคลที่พูดถึงแม้ไม่เอ่ยชื่อ แต่หมายถึง นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา คนที่ 2 ซึ่งนายศุภชัย บอกตนว่าอยากจะขอหารือเพื่อขออภัย ขอโทษสมาชิก ซึ่งตนบอกว่าเป็นเรื่องภายนอก ถ้าท่านจะทำอย่างนั้นก็ทำได้ แต่ตนเห็นว่าไม่ควรเอาข้อเท็จจริงมาวิจารณ์ในนี้ เพราะจะไม่จบสิ้น ทุกฝ่ายมีข้อเท็จจริงของตัวเอง ก็ทำงานกันไม่ได้
ต่อมานายศุภชัย ชี้แจงว่า ยอมรับว่าใน วันที่ 4 ธ.ค. ที่มีการเปิดตัวผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่จ.นครพนม แต่ขณะปราศรัยอยู่นั้น ตนต้องยอมรับตรงๆ ว่า อาจจะเพลินไปหน่อย ท่ามกลางบรรยากาศที่พี่น้องมากมาย ตนรับในสภาว่าได้พูดจริง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นการพูดกล่าวหาพี่น้องสกลนครโง่ อยากจะให้ทั้งสองท่านไปเปิดคลิปดูใหม่ได้
“ยืนยันว่าในวันนั้นผมปราศรัยกับพี่น้องประชาชนในฐานะเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ไปปราศรัยในฐานะที่เป็นส.ส.หรือรองประธานสภา แต่ในเมื่อผมได้พูดไปแล้ว พลาดพลั้งไปแล้ว หรือผิดไปแล้ว ผมยอมรับกับประธาน ฝากไปถึงสมาชิกทั้งสองท่านและทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้องด้วยว่าผมกราบขออภัยในสิ่งที่ผมพูดขึ้นมา และกราบขอโทษเพื่อนๆ” นายศุภชัยกล่าวพร้อมยกมือไหว้ขอโทษ จากนั้นเดินไปไหว้ขอโทษนายพัฒนาด้วย
สภาล่ม-กม.บิ๊กท้องถิ่นค้างอีก
จากนั้นการประชุมสภาเดินหน้าต่อ กระทั่งเวลา 15.40 น. นายชวนให้เริ่มนับองค์ประชุม แต่ผ่านไปกว่า 10 นาทียังไม่สามารถเริ่มโหวตลงมติในมาตรา 9/1 ได้เพราะองค์ประชุมยังไม่ครบ
ต่อมาเวลา 16.13 น. นายชวนได้ปิดการแสดงตน ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าประชุม 237 คน ถือว่าครบองค์ประชุม จากนั้นเป็นการลงมติมาตรา 9/1 ที่กมธ.สงวนความเห็น และ สมาชิกแปรปญัตติ โดยนายชวนกล่าวว่า ตอนลงมติหวังว่าองค์ประชุมจะครบ และ หวังว่าสมาชิกจะอยู่ในห้องประชุม แต่ปรากฏว่า นายชวนได้แจ้งที่ประชุมว่า มีข้อมูลเกิดขึ้นโดยได้สอบถามนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ได้กดบัตรด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งนายจุรินทร์ ชี้แจงว่า ตนแสดงตนทางไมค์ และในช่วงหลังนำบัตรมา จึงได้กดซ้ำ ต้องขออภัยด้วย นายชวนจึงแจ้งว่า เช่นนั้น ถือว่าองค์ประชุม ไม่ครบ ขาดไป 1 เสียง จึงขอปิดการประชุม ในเวลา 16.19 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ ได้เกิดเหตุสภาล่มเป็นครั้งที่ 5 และเฉพาะแค่มาตรา 9/1 ทำให้สภาล่มไป 3 ครั้งแล้ว
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายชวนได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ได้ลาออกเมื่อ วันที่ 1 ธ.ค. ทำให้สมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลง เท่ากับจำนวนส.ส.ทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนี้คงเหลือ 473 คน องค์ประชุมกึ่งหนึ่งคือ 237 คน
‘นายกฯ’หัวโต๊ะประชุม‘ก.ต.ช.’
วันที่ 7 ธ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. โดยมีพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร ให้การต้อนรับ
ระเบียบวาระการประชุมมี 4 เรื่องประกอบด้วย วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ, วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม ก.ต.ช. ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565,วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมทราบ ประกอบด้วย แจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการแต่งตั้ง ผู้ช่วยเลขานุการ ก.ต.ช. และวาระที่ 4 เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ประกอบด้วย ร่างระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ พ.ศ…, และร่างระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการในฐานะเป็นอธิบดี หรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. …., ร่างข้อบังคับ ก.ต.ช. ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ต.ช. และของคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. พ.ศ…และวาระอื่นๆ ถ้ามี
พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. กล่าวหลังการประชุมว่า การประชุมในวันนี้เป็นการทราบคำสั่งในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 ราย และได้มีการพิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ต้องสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดยนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของการร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง 4 เรื่อง ส่วนเรื่องสำคัญเร่งด่วนเป็นเรื่องการร่างระเบียบก.ต.ช.ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ โดยจะต้องสรรหาและคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ดังนี้ 1.ในด้านยุทธศาสตร์ 2.ด้านกฎหมาย 3.ด้านพัฒนาองค์กร 4.ด้านสื่อสารมวลชนหรือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสื่อสาร รวมกับภาคประชาชน ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด 5 คน ซึ่งจะต้องคัดเลือกให้เสร็จภายใน 120 วัน หลังจากพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติประกาศคือภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566
ม็อบจี้ตู่ยกเลิกกำแพงกันคลื่น
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 7 ธ.ค. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก เครือข่ายประชาชนทวงคืนชายหาด และกลุ่ม “บีช ฟอร์ ไลฟ์” ซึ่งนำโดยนายเจกะพันธ์ พรหมมงคล หรือนายเรียง สีแก้ว คณะทำงานสภาประชาชนภาคใต้ และนายอภิศักดิ์ ทัศนีย์ ผู้ประสานงานกลุ่มบีช ฟอร์ ไลฟ์ ได้มารวมตัวกันเพื่อคัดค้านไม่ให้มีการสร้างกำแพงกันคลื่นในทะเล โดยการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวได้ตั้งแนวขวางถนน จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตั้งแผงเหล็ก ปิดขวางตามแนวสะพาน ทำให้ปิดเส้นทางการจราจรหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่แยกพาณิชยการจนถึงแยกมิสกวัน ส่งผลให้การจราจรบริเวณถนนพิษณุโลกติดขัดอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเลิกงาน และกำลังเดินทางกลับบ้าน
กลุ่มดังกล่าวได้ยื่นขอติดตามเรื่องที่เคยยื่นถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2564 และวันที่ 25 พ.ย.2565 เพื่อย้ำ 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ขอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2534 ที่ให้อำนาจกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้สร้างกำแพงป้องกันชายฝั่ง 2.การสร้างกำแพงกันคลื่นต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อนที่จะพิจารณาก่อสร้างกำแพง ดังนั้น เพื่อให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วม และ 3.ขอให้กำหนดให้มีแผนฟื้นฟูชายหาดที่ได้รับความเสียหายจากกำแพงกันคลื่น โดยมีนายอิทธิพล ช่างกลึงดี ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางนลินี มหาขันธ์ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสาธิต สุทธิเสริม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการประสานมวลชนและองค์กรประชาชน เป็นตัวแทน รับเรื่องพร้อมพูดคุยเจรจากับแกนนำกลุ่มดังกล่าว
นายเจกะพันธ์กล่าวว่า กำแพงกันคลื่นนี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ชายหาดหายไปเป็นแนวยาว และส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ บางพื้นที่เกิดการกัดเซาะแบบชั่วคราว แต่การไปใช้โครงสร้างแข็งเป็นกำแพงกันคลื่นนั้น มันจะทำให้ไม่สมเหตุสมผล อาทิ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันที่จะปักหลักชุมนุมเพื่อรอผลการเจรจา กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะประชุมในเวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานก.พ.เดิม ในวันพฤหัสฯ ที่ 8 ธ.ค.นี้