ตัดเชือกกับโครแอต แม่นจุดโทษ-เขี่ยกังหัน ซูฮก‘เมสซี’ยอดกัปตัน เนย์มาร์ร่ำไห้ส่อลาทีม
แม่นยิงจุดโทษกว่า ‘ฟ้า-ขาว’อาร์เจนตินา เขี่ย ‘กังหันสีส้ม’ ตกรอบ เฮเข้าไปตัดเชือกกับโครเอเชีย เผยรูปเกมแม้นำเนเธอร์แลนด์ห่างถึง 2-0 แต่ต้านเกมบุกไม่อยู่โดนตามตีเสมอ ต้องดวลถึงฎีกาก่อนจะได้ผู้รักษาประตูช่วยเซฟจุดโทษ 2 ครั้งเอาชนะด้วยประตูรวม 6-5 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศดวลกับ ‘ตาหมากรุก’โครเอเชีย ซึ่งยันเจ๊า ‘แซมบ้า’ บราซิล เต็งแชมป์ใน 120 นาที 1-1 และผลการวัดความคมปรากฏว่าขุนพลโครแอตเฉียบขาดมากกว่าเอาชนะจุดโทษด้วยประตูรวม 5-3 ด้าน ‘เนย์มาร์’ ดาวยิงแซมบ้าน้ำตาร่วงยอมรับไม่รู้อนาคตจะยังเล่นให้บราซิลอีกหรือไม่ ขณะที่ ‘ลิโอเนล เมสซี’ แฮปปี้พาทีมเข้ารอบตัดเชือกได้สำเร็จ ส่วนสถิติระหว่างอาร์เจนตินากับโครเอเชียชี้ชัดผลงานเจอกันสุดสูสี แต่ทัพฟ้า-ขาวฟอร์มสุดหรูเข้าถึงรอบรองชนะเลิศก่อนหน้านี้ 5 ครั้งไม่เคยแพ้
ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ เมื่อ วันที่ 9 ธ.ค. รอบ 8 ทีมสุดท้าย คู่เวลา 22.00 น. ที่เอดูเคชัน ซิตี้ สเตเดียม เมืองอัล รายยาน เป็นการเจอกันระหว่าง “ตาหมากรุก” โครเอเชีย กับ “แซมบ้า”บราซิล รอบ 16 ทีมสุดท้าย โครเอเชียดวลจุดโทษเอาชนะญี่ปุ่น 3-1 ขณะที่บราซิลโชว์ฟอร์มเยี่ยม ด้วยการถล่มเอาชนะเกาหลีใต้ 4-1 โดยทั้งสองทีมเคยพบกันมาทั้งหมด 4 ครั้ง บราซิลเหนือกว่าชัดเจน เอาชนะได้ 3 ครั้ง เสมอ 1 ครั้ง
เกมนี้แม้ว่าบราซิลจะเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่า แต่จังหวะทำประตูไม่ผ่านแนวรับและผู้รักษาประตูโครเอเชียได้ ส่วนโครเอเชียมีจังหวะตอบโต้หวาดเสียวเช่นเพียงแต่ความเฉียบคมทำให้ครบ 90 นาทียังเสมอกันอยู่ 0-0 ต่อเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ช่วงต่อเวลาพิเศษ ครึ่งแรก บราซิลทำได้ดีกว่า ครองบอลได้มากกว่า และบุกเข้าทำอย่างต่อเนื่อง กระทั่งก่อนจบครึ่งแรกของช่วง ต่อเวลา บราซิลได้บุกเนย์มาร์ทำชิ่งกับลูคัส ปาเกตา ก่อนเจ้าตัวจะหลุดเข้าไปในเขตโทษ ล็อกหลบผู้รักษาประตูโครเอเชีย เข้าไปยิงให้บราซิลออกนำ 1-0
ครึ่งหลังโครเอเชียเปิดเกมบุกเต็มตัวหวังทวงประตูคืน กระทั่งนาทีที่ 117 ในจังหวะสวนขึ้นมาเร็ว มิสลาฟ ออร์ซิช กระชากบอลขึ้นมาเอง ก่อนจ่ายตัดเข้าไปกลางประตู บรูโน เพ็ตโควิช ได้ยิงบอลไปแฉลบแนวรับบราซิลบอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปให้โครเอเชียตามตีเสมอ 1-1 ก่อนจะครบ 120 นาทีด้วยสกอร์นี้ ทำให้ต้องไปหาผู้ชนะจากการดวลจุดโทษ
การดวลจุดโทษปรากฏว่า โดมินิก ลิวาโควิช นายด่านโครเอเชีย พุ่งเซฟตั้งแต่ลูกแรก สุดท้ายโครเอเชีย ยิงได้อย่างแม่นยำกว่า พลิกเอาชนะบราซิล 4-2 (ประตูรวม 5-3) ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ส่วนบราซิลเต็งแชมป์ต้องจบเส้นทางไว้เพียงเท่านี้

‘แซมบ้า’ร่วง – ผู้เล่นบราซิล ทีมเต็งแชมป์โลก ถึงกับเข่าอ่อน นั่งทรุดกับพื้นสนาม หลังแพ้จุดโทษโครเอเชีย 2-4 ในเวลา 120 นาที เสมอ 1-1 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 ที่เอดูเคชัน ซิตี สเตเดียม
หลังเกม ซลัตโก ดาลิช ผู้จัดการทีมชาติโครเอเชีย กล่าวว่า “นี่เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย เราทำให้ทีมเต็งตกรอบ และนี่ไม่ใช่จุดจบของเรา และเราต้องสู้ต่อไป นี่คือชัยชนะของพวกเราทุกคน ทุกคนทุ่มเทอย่างเต็มที่ ขอบคุณทุกคนที่อยู่บนม้านั่งสำรองซึ่งอยู่เพื่อทีมชาติชุดนี้ด้วย”
“ผมดีใจมากที่เราซึ่งมีประชากร 3.5 ล้านคน เข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ผมจะบอกให้ทุกคนพูดได้เลยว่า พวกเราไม่ธรรมดา”
ด้าน ติเต ผู้จัดการทีมชาติบราซิล ประกาศลาออกจากการคุมทัพ “แซมบ้า” อย่างเป็นทางการหลังตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2022
“วัฏจักรสิ้นสุดลงแล้ว และผมพูดไว้เมื่อช่วง 1 ปีครึ่งที่แล้ว และผมรักษาคำพูดของผม มีคนฝีมือยอดเยี่ยมมากมายที่สามารถแทนที่ผมได้ วัฏจักรสิ้นสุดลงแล้ว”
ทั้งนี้ ติเตเข้ามาคุมบราซิล เมื่อปี 2016 ก่อนพาทีมคว้าแชมป์มาครอง 1 รายการคือ โคปา อเมริกา ในปี 2019 พร้อมมีสถิติชนะ 61 เกม เสมอ 13 และแพ้ 7 เกมจากทั้งหมด 81 เกมทุกรายการ
ส่วนเนย์มาร์กองหน้าทีมชาติบราซิล วัย 30 ปีต้องผิดหวังอีกครั้งในฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ของตนเอง ซึ่งเจ้าตัวถึงกับร่ำไห้ หลังทีมพ่ายจุดโทษให้โครเอเชีย ก่อนจะเผยว่า “กาตาร์ 2022” อาจจะเป็นฟุตบอลโลกหนสุดท้ายแล้ว แม้ว่าด้วยวัยของเนย์มาร์ยังพอจะเล่นได้อีกครั้งในอีก 4 ปีข้างหน้าก็ตาม
“พูดตามตรง ผมเองยังไม่รู้ ผมคิดว่าการพูดตอนนี้คงไม่ดีเพราะมันเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย ถ้าผมบอกว่าเป็นหนสุดท้ายแล้วคงจะเร็วเกินไป ผมการันตีอะไรไม่ได้เลยว่าผมจะได้เล่นฟุตบอลโลกหนหน้าอีกหรือเปล่า ผมอาจจะเล่นแมตช์นี้เป็นแมตช์สุดท้ายไปแล้วก็ได้ ผมไม่รู้เลยว่าในอนาคตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโค้ช ผมจะยังถูกเลือกมาหรือไม่”
อีกคู่ที่ลูเซล ไอคอนิก สเตเดียม เมืองลูเซล “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ อันดับ 8 ของโลก พบกับ “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา อันดับ 3 ของโลก โดยรอบ 16 ทีมสุดท้าย เนเธอร์แลนด์เอาชนะสหรัฐอเมริกา 3-1 ขณะที่อาร์เจนตินาชนะออสเตรเลีย 2-1
ครึ่งแรกนาทีที่ 35 อาร์เจนตินาขึ้นเกมบุก ลิโอเนล เมสซี กระชากบอลขึ้นมาจ่ายทะลุตามช่องเข้าไปในเขตโทษ บอลไปถึงนาฮูเอล โมลินา หลุดเข้าไปยิงให้อาร์เจนตินาออกนำ 1-0
ครึ่งหลัง นาทีที่ 73 อาร์เจนตินาได้ประตูขยับหนี 2-0 จากจุดโทษ ในจังหวะเดนเซล ดุมฟรีส์ ไปทำฟาวล์ มาร์กอส อกุนญา ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที และเป็นลิโอเนล เมสซี ยิงเข้าไป หลังจากเสียประตู เนเธอร์แลนด์พยายามเปิดเกมบุกหวังทวงประตูคืน กระทั่งนาทีที่ 83 มาได้ประตูตีตื้น 1-2 จากลูกโหม่งของเวาต์ เว็กฮอร์สต์ กองหน้าตัวสำรองที่ลงมาใหม่
ช่วงท้ายเกม ขุนพลอัศวินสีส้ม ยังคงครองบอลเปิดเกมบุก และช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย ได้ลุ้นจากฟรีคิก หน้าเขตโทษกลางประตู สตีเฟน เบิร์กฮุยส์ จ่ายยัดเข้าไปในเขตโทษ เวาต์ เว็กฮอร์สต์ ตวัดยิงส่งบอลเข้าประตูให้เนเธอร์แลนด์ตามตีเสมอ 2-2 ต้องไปสู้กันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งสองทีมต่างเล่นด้วยความระมัดระวัง กระทั่งช่วงท้ายของเกมทั้งสองทีมเริ่มเร่งเกมเปิดหน้าแลกกันสนุก สุดท้ายยังไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ ครบ 120 นาที ยังเสมอ 2-2 ต้องหาผู้ชนะจากการดวลจุดโทษ ผลปรากฏว่า เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูอาร์เจนตินาโชว์เซฟได้ 2 ครั้งก่อนที่ทัพฟ้า-ขาวจะชนะ 4-3 (สกอร์รวม 6-5) ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับโครเอเชีย

ซดโครแอต – นักเตะอาร์เจนตินาพากันวิ่งแสดงความสะใจ หลังดวลจุดโทษชนะเนเธอร์แลนด์ 4-3 โดยในเวลา 120 นาที เสมอ 2-2 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 ได้สำเร็จ ที่ลูเซล ไอคอนิก สเตเดียม โดยไปเจอทีมโครเอเชียที่ชนะลูกโทษทีมบราซิล
อย่างไรก็ตามในเกมดังกล่าวมีหลายจังหวะที่เป็นที่จับตาของแฟนบอล เช่น การที่เมสซีดีใจด้วยการหันไปที่ม้านั่งสำรองของคู่แข่งหลังสังหารประตูให้อาร์เจนตินา ออกนำ 2-0 รวมถึงมีการจับภาพได้ว่าหลังจบเกมกัปตันทีมวัย 35 ปี เดินตรงไปหาหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกุนซือจอมเก๋าเองแสดงสีหน้าไม่พอใจท่าทางของเมสซีด้วย
คาดกันว่าการกระทำดังกล่าวของเมสซีน่าจะมาจากการที่กุนซือวัย 71 ปี แสดงความมั่นใจว่าทีมของเขาจะสามารถเอาชนะอาร์เจนตินาได้ รวมถึงพูดถึงนักเตะคนดังด้วย โดยระหว่างเนเธอร์แลนด์กับอาร์เจนตินามีการทำฟาวล์กันหลายครั้งจนผู้ตัดสินต้องแจกใบเหลืองถึง 17 ใบ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ใบเหลืองสองใบกับเดนเซล ดุมฟรีส์ ดาวเตะเนเธอร์แลนด์
ซึ่งนอกจากในเกมจะเดือดแล้ว ฮาเวียร์ มาสเคราโน อดีตนักเตะวัย 38 ปี ที่เป็นทั้งอดีตเพื่อนร่วมทีมของเมสซี ทั้งทีมชาติและสโมสร ได้โพสต์ภาพการทำท่าดีใจของกัปตันทีมอาร์เจนตินา โดยที่ไม่มีแคปชั่นอะไรเสริม
หลังเกม หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า “เราฝึกซ้อมเรื่องจุดโทษมาตลอดทั้งปี แล้วคุณทำมันพัง น่าเสียดายในฐานะโค้ชผมต้องการให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม นั่นคือเหตุผลที่ผมขอให้นักเตะยิงจุดโทษที่สโมสรของพวกเขา และพวกเขาทั้งหมดก็ทำ แต่หากคุณพลาด 2 ครั้ง คุณจะไม่ชนะอีก”
นอกจากนั้นเฮดโค้ชวัย 71 ปีซึ่งจะคุมเนเธอร์แลนด์ เป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้าย ยกย่องว่าลูกทีมชุดนี้เท่าที่เคยคุมมา “แน่นอนห้องแต่งตัวเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่ผมขอบคุณพวกเขาทุกคน เพราะนี่เป็นทีมที่ดีสุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา”
ส่วน ลิโอเนล เมสซี กองหน้ากัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ยิงในฟุตบอลโลกไปแล้ว 10 ประตูให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกว่า “อาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในสี่ทีมที่ดีที่สุดในโลก เพราะเราแสดงให้เห็นว่าเรารู้วิธีเล่นทุกเกมด้วยความปรารถนาเดียวกัน และความเข้มข้นเท่ากัน”
“ผมมีความสุขมากมาย เราไม่ควรต้องต่อเวลาพิเศษหรือดวลจุดโทษ เราต้องทนทุกข์ แต่เราผ่านมาได้ และมันเหลือเชื่อมาก”
ขณะที่ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ นายด่านทัพ “ฟ้า-ขาว” เปิดใจหลังเซฟ 2 จุดโทษในเกมนี้ “ผมทำเพื่อคน 45 ล้านคน การทำให้พวกเขามีความสุขแบบนี้คือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เราอยู่ในรอบรองชนะเลิศเพราะเรามีความ มุ่งมั่น และหัวใจ”
สำหรับรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2022 คู่แรก “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา จะเข้าไปพบกับ “ตาหมากรุก” โครเอเชีย ลงสนามคืนวันที่ 13 ธ.ค. เวลา 02.00 น. ที่ลูเซล ไอคอนิก สเตเดียม เมืองลูเซล โดยที่ผ่านมาทั้งสองทีมเคยเจอกันมา 5 ครั้ง ผลัดกันชนะฝั่งละ 2 นัด เสมอกันอีก 1 นัด หนล่าสุดเป็นฟุตบอลโลก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม โครเอเชียชนะ 3-0
นักเตะที่อยู่ในทีมเมื่อคราวเจอกันครั้งล่าสุด แล้วมีชื่อในฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย อาร์เจนตินามีฟรานโก อาร์มานี, นิโกลัส ตายาฟิโก, นิโกลัส โอตาเมนดี, มาร์กอส อกุนญา, ลิโอเนล เมสซี, อังเคล ดิ มาเรีย, เปาโล ดีบาลา, เลาตาโร มาร์ติเนซ ส่วนโครเอเชียมีโดมินิก ลิวาโควิช, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วิดา, มาเตโอ โควาชิช, ลูกา โมดริช, มาร์เซโล โบรโซวิช, อิวาน เปริซิช, อังเดร ครามาริช
อาร์เจนตินาเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นหนที่ 6 ต่อจากเมื่อปี 1930, 1978, 1986, 1990 และ 2014 ซึ่งที่ผ่านมาสามารถเอาชนะคู่แข่งจนได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทุกครั้ง ขณะที่โครเอเชียเข้ามาถึงจุดนี้เป็นหนที่ 3 โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 1998 ตกรอบต้องไปเตะชิงอันดับ 3 และปี 2018 เข้าไปชิงชนะเลิศก่อนจะแพ้ฝรั่งเศสได้เพียงรองแชมป์