เพื่อไทย7-กก.5 ปชป.1-พรรคจิ๋ว7 จ่อเปิดตัวกับภท. รทสช.โต้ถูกตู่เท ยำใหญ่กม.กัญชา

สภาส่อวุ่น ส.ส.แห่ไขก๊อกล็อตใหญ่ 31 คน จ่อตบเท้าเปิดตัวเข้าพรรคภูมิใจไทย คาดมีทยอยลาออกอีก ทำให้เหลือส.ส.ปฏิบัติหน้าที่ 442 คน ‘เอกนัฏ’ โต้ข่าวลือถล่ม รทสช. มั่นใจไม่โดน ‘ลุงตู่’ เท แค่รอคิวประกาศเองในเวลาที่เหมาะสม ‘สนธิรัตน์’ ปัดสร้างอนาคตไทยแพแตก แย้มมีข่าวดีดีลรวมพรรคเร็วๆ นี้ ‘หมอระวี’ เผย 6 พรรคตอบรับรวมกลุ่ม อัมโนสู้สูตรหาร 100 ‘บิ๊กตู่’ กลับจากเบลเยียม เตรียมนำกฎหมายลูกเลือกตั้งขึ้นทูลเกล้าฯ สภารุมยำร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ วาระสอง ภูมิใจไทยยอมถอย ตัดทิ้งมาตรา 3 คงสถานะเป็นยา เสพติดให้โทษ

‘บิ๊กตู่’จ่อคัมแบ๊กเชียงรายอีก
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับจากการ เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหภาพยุโรป สมัยพิเศษ ระหว่าง 12-15 ธ.ค. ที่กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม พล.อ.ประยุทธ์ มีภารกิจลงพื้นที่จ.เชียงราย อีกครั้งในวันที่ 21 ธ.ค. หลังจากเพิ่งเดินทางไปเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา

เวทียุโรป – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบกับนายชาร์ล มีแชล ประธานคณะมนตรียุโรป ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหภาพยุโรป สมัยพิเศษ ที่ห้องทำงานประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประธานเปิดงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น Thailand-Japan Student ICT Fair 2022 (TJ-SIF2022) มีรมว.ศึกษาธิการ ผู้ว่าฯ เชียงราย นายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่นประจำราชอาณาจักรไทย ต้อนรับ

ช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่บริเวณโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ไปที่กรมศุลกากร 2 (สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2) และเดินทางต่อโดยรถยนต์จากด่านศุลกากรที่ 2 ไปยังจุดศูนย์ฝึกอบรมผาหมี จังหวัดเชียงราย ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเยี่ยมชมโครงการนำร่องเกษตรดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 5G ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้พืชมูลค่าสูง ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้เกษตรกรในพื้นที่สร้าง รายได้ ก่อนกลับกทม.

เตรียมทูลเกล้าฯกฎหมายลูก
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่อยู่ในมือรัฐบาล ว่า ขณะนี้รอเพียงพล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหภาพยุโรป สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์ อาเซียน-สหภาพยุโรป ระหว่างวันที่ 12-15 ธ.ค.

เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึงประเทศไทย จะลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

‘เอกนัฏ’โต้ข่าวลือถล่มรทสช.
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอบคุณความห่วงใยจากเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน มีการปล่อยข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงจนทำให้หลายคนเป็นกังวลแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเราเป็นพรรคใหม่ ตั้งแต่ดำเนินการมาก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีเพิ่ม ไม่ค่อยมีลด ตามที่ข่าวได้นำเสนอมาก่อนหน้าว่าจะมี ส.ส. ปัจจุบันจำนวนไม่น้อยจากพรรคต่างๆ มาร่วมงาน ซึ่งมาแน่ แต่ยังไม่ได้ลาออกจากพรรคเดิมเท่านั้น นับแล้วจำนวนไม่น้อยเลย จริงๆ สื่อก็ได้นำเสนอไปพอสมควร ที่ไม่ได้ปฏิเสธก็ตามนั้นแหละ

ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าจำนวนส.ส.ปัจจุบันที่กำลังจะมา คือการวางตัวผู้สมัครคนใหม่ ซึ่งหลายคนเป็นดาวรุ่งในพื้นที่ มีแสง มีทีมงานที่เข้มแข็ง มีผู้สนับสนุนที่เป็นกำลังหลักสำคัญ เช่น นายกอบจ. นายกเทศมนตรี ส.จ. ทุกการเลือกตั้งจะมีส.ส.แจ้งเกิดใหม่ทุกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนแปลงมีการแข่งขันสูง เราต้องประเมินรับฟังข้อมูลปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหลักเกณฑ์สำคัญที่จะต้องใช้ในการพิจารณา คือเลือกคนที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนในพื้นที่ ไม่มีคำว่าเป็นคนเดิม หรือคนใหม่ หรือคนของใคร หนึ่งเขตส่งได้หนึ่งคน เมื่อมีคนต้องการลงแต่ไม่ได้ลงก็ผิดหวัง ผิดใจไปบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

“เรื่องลุงตู่ คงต้องถามท่านเอง ไม่ใช่ไปฟังตามที่สื่อไปพูดแทน หรือคนที่ไปปล่อยข่าวลือ ท่านเพิ่งจะพูดเองว่าทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว เหลือแต่ให้ออกมาจากปากท่าน ผมก็ทราบแต่ไม่พูดเพราะรักษามารยาท แต่ผมคิดเอาเองว่าท่านสร้างผลงานไว้มากมาย แก้ปัญหา ฝ่าวิกฤต จนวันนี้เศรษฐกิจเราจะฟื้นเร็วกว่าเพื่อน นักลงทุนจากต่างประเทศมองเราเป็นประเทศแห่งโอกาส และยังมีคนจำนวนมากที่เชียร์ให้ท่านสานต่อภารกิจจนสำเร็จ ไม่ว่าวาระท่านจะเหลือซักเท่าไหร่ก็ตาม 1 ปี หรือ 2 ปี ก็ทำได้ ยิ่งถ้าปรับแวดล้อมใหม่ เสริมทัพใหม่ มีคนสนับสนุนท่านแน่นอน ผมเชียร์ให้ท่านสู้ต่อ ท่านคงตัดสินใจแล้วก็เป็นได้ แต่คงมีคิวในกำหนดการของท่านซึ่งจะประกาศในเวลาที่เหมาะสมให้ชัดแน่นอนต่อไป” นายเอกนัฏกล่าว

มอบสิทธิ์ที่ดิน – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พูดคุยกับชาวบ้าน ภายหลังมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินของรัฐเป็นการชั่วคราว ในพื้นที่หนองผัวเมียสาธารณประโยชน์ และแปลงโสกหมูสาธารณประโยชน์ ที่ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ 14 ธ.ค.

31 ส.ส.แห่ไขก๊อก-เปิดตัวซบภท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าวจะมีส.ส.ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งจำนวนมากในวันที่ 13-14 ธ.ค. เพื่อเตรียมไปเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)ในการประชุมพรรควันที่ 16 ธ.ค. ล่าสุด วันที่ 14 ธ.ค. มีส.ส. 31 คน ยื่นหนังสือลาออกต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลในวันที่ 15 ธ.ค. ประกอบด้วย

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 11 คน ได้แก่ 1.นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. 2.นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม. 3.น.ส. พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. 4.นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท 5.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ 6.นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม 7.นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี 8.นายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก 9.นายประทวน สุทธิอํานวยเดช ส.ส.ลพบุรี 10.นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี 11.นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี

พรรคเพื่อไทย (พท.) 7 คน ได้แก่ 1.นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ 2.นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. 3.นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก 4.นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี 5.นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก 6.นายสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา 7.นายนพ ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา

สภาเหลือคนปฏิบัติหน้าที่ 442 คน
พรรคก้าวไกล (ก.ก.) 5 คน ได้แก่ 1.นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี 2.นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย 3.นายพีรเดช คําสมุทร ส.ส.เชียงราย 4.นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5.นายคารม พลพร กลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) 2 คน ได้แก่ 1.นายธนัสถ์ ทวีเกื้อ กูลกิจ ส.ส.ตาก 2.นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี

พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) 1 คน ได้แก่ นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร, พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน ได้แก่ น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ, พรรคเพื่อชาติ 1 คน ได้แก่ นายอารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ, พรรครวมพลัง 1 คน ได้แก่ น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 คน ได้แก่ นายเดชทวี ศรีวิชัย ส.ส.ลำปาง

รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 1 คน ได้แก่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส. อุบลราชธานี ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้มีผลเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.

ทั้งนี้ คาดว่ามีส.ส.อีกจำนวนหนึ่งที่จะลาออกในวันที่ 15 ธ.ค. เพื่อไปเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับส.ส.ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หลังจากส.ส.แห่ลาออกนั้น เมื่อนำจำนวนส.ส. 31 คนที่ลาออกนี้ หักออกจากจำนวนปัจจุบัน คือ 471 คน จะเหลือ ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 442 คน และทำให้องค์ประชุมเหลือ 221 คน

ก๊วนพปชร.แจงเหตุ-เขตทับซ้อน
นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เขต 3 เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนของกลุ่มส.ส.ภาคตะวันตก 8 คนของพรรคว่า อยู่ระหว่างฝ่ายกฎหมายดำเนินการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และจะเข้าสังกัดใหม่ ที่พรรคภูมิใจไทย อย่างไม่มีเงื่อนไข

เหตุผลหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้ต้องลาออก มาจากพื้นที่ทับซ้อนของการส่งผู้สมัคร ส.ส. ที่จะไปชนกับสมาชิกพรรคเดิม ที่แยกตัวออกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ทางกลุ่มจึงตัดสินใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ที่มียุทธศาสตร์ นโยบายเกษตรกรพืชสวนพืชไร่ และหากถามชาวบ้านขณะนี้พอใจกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างมาก ซึ่งจะตอบโจทย์มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบเชิงนโยบาย

‘จาตุรงค์-ผ่องศรี’กั๊กเก้าอี้พท.
นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย เผยว่า ตนและนางผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย เผยว่าจะยังไม่ยื่นใบลาออกจากส.ส. เพราะกรณีของตนจะส่งนางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ภรรยา ลงสมัครส.ส.แทนตนในการเลือกตั้งสมัยหน้า

เช่นเดียวกับนางผ่องศรีจะส่งนายปวีณ แซ่จึง ลงสมัครส.ส.แทนในสมัยหน้าเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องลาออกจากส.ส. เพราะไม่ได้ลงสมัครส.ส. ไว้รอให้มีการยุบสภา หรือสภาอยู่ครบวาระ ค่อยย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่ในวันที่ 16 ธ.ค.จะยังคงไปเปิดตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเช่นเดิม

‘เดชทวี’เล็งหันลงท้องถิ่น
บ่ายวันเดียวกัน นายเดชทวี ศรีวิชัย โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งถึงการยื่นใบลาออกจาก ส.ส. ลำปาง พรรคเสรีรวมไทย เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ว่า ทางพรรคมีผู้สมัครตัวหลักอยู่แล้วเมื่อครั้งเลือกตั้งซ่อม แต่ด้วยอุบัติเหตุไม่สามารถลงรับสมัครได้ จึงได้ให้ตนลงเป็นตัวสำรองไว้ คราวนี้เลือกตั้งใหญ่ มติพรรคต้องส่งตัวหลักคนเดิมลงอีกครั้ง ตนจึงต้องลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อหาสังกัดใหม่ให้ทันตาม กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้นายเดชทวี ได้เป็นส.ส.ลำปาง จากการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ลำปาง เขต 4 และเข้ารายงานตัวต่อสำนักเลขาธิการสภา เพื่อปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 1 ส.ค. 2565 รวมเวลาการทำหน้าที่ส.ส. ประมาณ 4 เดือนครึ่ง

นพ.เรวัต วิศรุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเสรีรวมไทย จะส่ง นายประยูร แก้วเดียว ลงสมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเดียวกันกับนายเดชทวี ทำให้นายเดชทวีไม่มีที่ลงเลือกตั้ง และเท่าที่ตนพูดคุยกับนายเดชทวี แล้วทราบว่า มีพรรคที่ติดต่อมาพูดคุย แต่เขายังไม่ได้ตัดสินใจ มีแนวโน้มอาจลงเล่นการเมืองท้องถิ่น

เมื่อถามว่าในพรรคขัดแย้งกันหรือไม่ นพ.เรวัตกล่าวว่า คำพูดของนายเดชทวี ที่บอกกับตน คือ ไม่มีปัญหากับหัวหน้าพรรค แต่อึดอัดใจมาจาก ส.ส.บางคนในพรรค เพราะบางทีอยู่ร่วมกันการพูดจาต้องให้เกียรติกัน ฐานะที่เป็นส.ส.คนหนึ่งเหมือนกัน

‘เสธ.หิ’ลุยการเมืองช่วยลุงตู่
นายหิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ อดีตนายทหารคนดัง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการทำงานการเมืองว่า พร้อมไปช่วยงานเบื้องหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการส่วนตัว ซึ่งตนยึดหลัก 3 ประการ คือ กตัญญู สัจจะ และการเมือง เพราะตนเป็น รุ่นน้องทหารเสือฯ ร.21 รอ. กับ พล.อ. ประยุทธ์ จึงถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ รวมทั้งการรักษาสัจจะในการทำงานการเมืองด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นกองหนุนอยู่ข้างลุงตู่ใช่หรือไม่ นายหิมาลัยกล่าวว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์”

นายหิมาลัย ยังตั้งข้อสังเกตการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ควรจัดการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร หรือการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศทุกพื้นที่ เพราะป็นการสิ้นเปลือง ถ้าจะจัดก็ควรให้สิทธิเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น หากคนไทยให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิของตัวเอง ก็ควรกลับมาใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่

การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เคยเกิดปัญหาขึ้น เช่น ผลการเลือกตั้งในประเทศ ที่ผู้สมัครรายหนึ่งมีคะแนนนำ แต่เมื่อนับรวมกับผลคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ทำให้ผู้สมัครอีกรายชนะแทน ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่จริง

8 ส.ส.ตะวันตกพปชร.ย้ายซบภท.
นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เขต 3 เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนของกลุ่มส.ส.ภาคตะวันตก 8 คนของพรรคว่า อยู่ระหว่างฝ่ายกฎหมายดำเนินการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และจะเข้าสังกัดใหม่ ที่พรรคภูมิใจไทย อย่างไม่มีเงื่อนไข

เหตุผลหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้ต้องลาออก มาจากพื้นที่ทับซ้อนของการส่งผู้สมัคร ส.ส. ที่จะไปชนกับสมาชิกพรรคเดิม ที่แยกตัวออกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ทางกลุ่มจึงตัดสินใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ที่มียุทธศาสตร์ นโยบายเกษตรกรพืชสวนพืชไร่ และหากถามชาวบ้านขณะนี้พอใจกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างมาก ซึ่งจะตอบโจทย์มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบเชิงนโยบาย

‘ตั๊น’โต้วุ่นร่วมลงชื่อโค่น’อู๊ดด้า’
น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีถูกระบุเป็น 1 ในกลุ่มรองเลขาธิการพรรค ร่วมก่อการเข้าชื่อกรรมการบริหาร (กก.บห.) ให้ลาออก เพื่อกดดันนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลาออกจากหัวหน้าว่า ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง ตนไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวดำเนินการใดๆ ตระหนักดีว่าในห้วงเวลาที่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งที่ทุกพรรคต้องเตรียมความพร้อม ทั้งนโยบายรณรงค์หาเสียง และคัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ใช่เวลาที่จะมา สร้างข่าว หรือสร้างความแตกแยกด้วยการตอกลิ่มเพิ่มขึ้นในพรรคที่เปรียบเสมือนบ้านของพวกเราเอง แต่เป็นห้วงเวลาที่พรรคต้องเป็นเอกภาพ และต้องการความสมัครสมานสามัคคีของสมาชิกพรรคทุกระดับเพื่อรวมพลังสู้ศึกการเลือกตั้ง

ตนมีจุดยืนที่มั่นคงและชัดเจนมาตลอด ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่คิดจะย้ายไปอยู่พรรคอื่น ยังขอทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค และผู้ใหญ่ในพรรค พร้อมจะร่วมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงร่วมกับพรรค ขอเรียกร้องให้สมาชิกพรรคบางคน บางกลุ่มยุติพฤติกรรมปล่อยข่าวที่ต้องการสร้างความแตกแยก หรือใช้สถานการณ์นี้สร้างเงื่อนไข หรือเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตัวโดยสร้างความเสียหายต่อพรรคของเรา ทุกคน

สอท.ปัดแพแตก-มีข่าวดีเร็วๆ นี้
ที่ทำการพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการดีลควบรวมกับ พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) และมีสมาชิกย้ายออกจากพรรคสร้างอนาคตไทยว่า พรรคสร้างอนาคตไทยยังเดินหน้าทางการเมืองเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขอย้ำว่าพรรคไม่ได้มีปัญหาใดๆ ไม่ได้เป็นไปตามกระแสข่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับสถานการณ์ ส่วนความคืบหน้าการพูดคุยเจรจาตามที่เป็นข่าวคืบหน้าเป็นไปในทิศทางที่ดี และคาดว่าพรรคจะเปิดเผยข่าวดีในเร็วๆ นี้

สำหรับการลาออกของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรค และประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้ เป็นการแยกจากกันด้วยดี มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน โดยโครงสร้างการบริหารที่วางไว้มีความพร้อมรับการปรับเปลี่ยนแปลง จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคในภาพรวมและในภาคใต้ พรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ยังเดินหน้าทำงานตามทิศทางของพรรคต่อไป และจะมีผู้มารับผิดชอบงานในส่วนของนายนิพิฏฐ์ อยู่แล้ว ไม่ทำให้การดำเนินงานของพรรคสะดุด และหากปรับยุทธศาสตร์เรียบร้อยพรรคจะเข้มแข็งมากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้

“ด้วยผลพ.ร.ป.ว่าด้วยเลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 ที่กำหนดบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) สูตรหาร 100 เห็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของหลายพรรค เพื่อให้สอดรับกับกติกาใหม่ พรรคสร้างอนาคตไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองเช่นกัน เป็นไปตามที่ผมเคยคาดการณ์ไว้ เป้าหมายมุ่งมั่นจะสร้างการเมืองที่เป็นที่พึ่งของประชาชน กอบกู้ ฟื้นฟู และ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลาน”นายสนธิรัตน์กล่าว

‘ระวี’จับมือ 6 พรรคตั้ง‘อัมโน’
นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) เปิดเผยว่า กลุ่มพรรคเล็กในระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบและหาร 100 สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองคือการควบรวมกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในรูปแบบอัมโนแบบไทยๆ (United Management National Organization: UMNO) ตามหลักการไม้ซีกงัดไม้ซุง เราจึงชักชวนพรรคต่างๆ 20 พรรคมารวมกลุ่มกัน โดยวันที่ 13 ธ.ค. ตอบรับมาแล้ว 6 พรรค คือ พรรคกรีน พรรคไทยชนะ พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคไทยรวมไทย พรรคไทยรุ่งโรจน์ และพรรคพลังธรรมใหม่

การแบ่งฝ่ายแบ่งสีทางการเมืองทำให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก และเศรษฐกิจเสียหาย เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั่วประเทศพรรคที่มีแนวคิดสอดคล้องกันหลายพรรคจึงยึดถือหลักการ มีจุดยืนส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง จึงขอเรียกร้องประชาชนทั่วประเทศที่เป็นกลาง ออกมาแสดงจุดยืนและขอให้โอกาสเลือกพรรคที่เป็นกลาง เราจะมุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่เพื่อให้เกิดกลุ่มการเมืองที่เป็นกลาง และมุ่งไปสู่ยุคฟ้า สีทองผ่องอำไพ เราไม่ได้คิดที่จะมารวมเพื่อรอดตายจากรัฐธรรมนูญใหม่ แต่มารวมกันเพื่อความรอดของประชาชน

ตอนนี้พรรคเล็กในสภาที่ประกาศจะสู้ด้วยตัวเองมี 3 พรรค คือ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคเพื่อชาติไทย ส่วนพรรคพลังธรรมใหม่จะขอร่วมกลุ่มกับพรรคที่อยู่นอกสภา ซึ่งเป็นการจับมือที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนี้ยังคงเปิดรับพรรคที่จะมารวมกลุ่มกัน

สภาถกร่างพ.ร.บ.กัญชาวาระ 2
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กัญชา กัญชง พ.ศ. …. ในวาระ 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ. ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ทางกมธ.เพิ่มจากฉบับเดิม ที่มี 45 มาตรา เป็น 95 มาตรา หรือเพิ่มขึ้น 50 มาตรา แต่ยืนยันว่าทั้งหมดเป็น กระบวนการอย่างรอบคอบ กมธ. ทุ่มเทและเสียสละอย่างยิ่ง และไม่ใช่ผลงานของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นผลงานจากตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ และรัฐบาล ร่างกฎหมายนี้ จะทำให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาโรค และการคุ้มครองคนเปราะบาง ทั้งเด็กและเยาวชนหลากหลายมิติ เรารับทราบถึงข้อห่วงใย แต่หลายเรื่องคลาดเคลื่อนจาก ข้อเท็จจริง

กมธ.ได้พิจารณางานวิจัยว่าพบกัญชามีฤทธิ์เสพติดระดับเดียวกับกาแฟ และติดยากกว่าแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ เราควรสนับสนุนการนำประโยชน์ต่างๆ ของกัญชา และกัญชง มาใช้ทางการแพทย์ และเปิดให้เกษตรกรได้ปลูกภายใต้การควบคุม เพื่อสร้างรายได้ จึงอยากให้ที่ประชุมได้อภิปรายแสดงความเห็น หรือแก้ไขมาตราต่างๆ อย่างเต็มที่ และโหวตผ่านกฎหมายฉบับนี้ เพื่อนำไปใช้ควบคุมการใช้กัญชา กัญชงของประชาชนต่อไป

จากนั้นเข้าสู่การพิจารณารายมาตรา โดยส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ แต่คัดค้านการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ โดยส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเป็นห่วงต่อการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ยังคงยืนยันจุดยืนเดิม

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ปีหน้าถ้าตนเป็นรัฐบาล พวกตนจะเอากัญชาให้กลับไปเป็น ยาเสพติดแน่นอนจะต้องแก้ไขคำปรารภนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวออกมาในลักษณะที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน แต่เปิดโอกาสให้มีการผลิตขายนำเข้าส่งออก หรือมีไว้ครอบครองเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมกัญชาเป็นยาเสพติดอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ

กมธ.ขอตัดม.3-คงสถานะยาเสพติด
ภายหลังสมาชิกอภิปรายจนถึงมาตรา 3 ที่ระบุว่า กัญชา กัญชง ไม่ถือเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ต่อมา นายศุภชัยแจ้งที่ประชุมว่า ขออนุญาตตัดมาตรา 3 ออกทั้งมาตรา ตามที่กมธ.เสียงข้างน้อยเสนอมา เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าต่อไปโดยดี เรายินดีที่จะขอให้ตัดมาตรา 3 ทั้งมาตรา ตามที่เมื่อช่วงเช้ากมธ.ได้มีการประชุมกัน ยืนยันขอตัดมาตรา 3 ทั้งมาตรา

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าการที่จะตัดมาตรา 3 กลไกของสภา ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่ถูกต้องตามกระบวนการตรากฎหมาย และตนได้สอบถามกมธ.ฝ่ายค้าน ไม่มีใครทราบเลยว่าเมื่อเช้ากมธ.ประชุมกัน และต่อให้ตัดมาตรา 3 ออกไม่ได้มีผลใดในทางปฏิบัติต่อการแก้ปัญหากัญชาเสรีเลย เพราะอยู่ที่กฎกระทรวง หากประธานกมธ.มีเจตจำนงเช่นนี้ ตนตีความได้อย่างเดียวว่าอาจจะพลิกมติในมาตรา 3 นี้ ว่าอาจมาเห็น ตามกมธ.เสียงข้างน้อยหรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ต้องให้ผู้แปรญัตติได้อภิปราย

ต่อมานายศุภชัยยอมรับว่า การเสนอให้ตัดมาตรา 3 ออก เป็นเพียงการหารือในกมธ. ยังไม่ใช่มติ ดังนั้นขอพักการประชุมประมาณ 20 นาทีเพื่อขอนำเรื่องการขอตัดมาตรา 3 ออกทั้งมาตราไปทำให้ถูกต้อง

เวลา 15.13 น.ที่ประชุมสภากลับมาประชุมอีกครั้ง โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้แจ้งว่า ผลการหารือของกมธ.ให้ตัดมาตรา 3 ออกทั้งมาตรา

‘สุชาติ’สั่งเลื่อนลงมติ-ปิดประชุม
จากนั้น เปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็น จนถึงเวลา 17.15 น. ขณะที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมนั้นมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย ขอตรวจสอบองค์ประชุม

นายสุชาติ จึงเริ่มตรวจสอบองค์ประชุม สุดท้ายนับได้ 243 คน ถือว่าครบองค์ประชุม แล้วเปิดให้สมาชิกอภิปรายในมาตรา 3 ต่อ และกมธ.ชี้แจงเหตุผลในการตัดมาตรา 3 ทิ้ง

กระทั่งเวลา 18.30 น. นายสุชาติเรียกสมาชิกเข้าห้องประชุมว่าจะเห็นด้วยกับกมธ.ที่ให้ตัดมาตรา 3 ออกทั้งมาตราหรือไม่ แต่ยังไม่ทันลงมติ นายสุชาติได้กล่าวว่า ขอเลื่อนการลงมติออกไปครั้งหน้า และสั่งปิดประชุมทันที

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้สัมภาษณ์ว่า การที่สภาตัดมาตรา 3 เรื่อง “กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด” ออกจากร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ไม่มีผลกระทบอะไร ยังไม่ถือว่ากัญชาจะกลับไปเป็นยาเสพติด ไม่น่าจะกระทบกับการเดินหน้าเรื่องกัญชาไปก่อนหน้านี้ แต่อาจกระทบในแง่ความกังวล ความไม่มั่นใจมากกว่า วันนี้กัญชายังถือเป็นพืชสมุนไพร

ศาลชี้พรบ.คดีทุจริตม.46ขัดรธน.
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี กรณีพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 46 วรรคสี่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง หรือไม่ สืบเนื่องจากศาลฎีกาส่งคำโต้แย้งของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำ ที่ อท.63/2564 คดีหมายเลขแดงที่ 5538/2564 นายวิทยา ศุภศิริโภคา อดีตนายกเทศมนตรีตำบลดอนยายหอม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 151 จากกรณีเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนในการอนุมัติให้เบิกจ่ายเงิน และลงนามในใบถอนเงิน/เช็ค ธนาคารเพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างเหมา โครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก และรื้อถอนสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กเก่า

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 46 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้ในกรณีที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของพนักงานอัยการว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย ให้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญและให้ศาลฎีการับฎีกา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และกำหนดคำบังคับให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลเมื่อพ้น 360 วันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน