วิปรัฐบาลก็มั่นใจบิ๊กป้อมยังยิ้มได้สส.พปชร.ไขก๊อกตู่ยัวะสื่อจี้ถามอีกอนาคตการเมือง
‘บิ๊กตู่’ฉุนสื่อจี้ถามอนาคตการเมือง ไม่สน ส.ส.ย้ายพรรค ตัดพ้อสภาล่มโทษนายกฯ เช็กขุมพลังในสภาหลังส.ส. แห่ลาออกล็อตใหญ่ รัฐบาลเหลือ 250 ฝ่ายค้าน 192 ใช้องค์ประชุม 221 คน ‘ชวน-วิปรัฐบาล’ ยันสภาเดินหน้าต่อ ‘วิรัช’ เมินส.ส.พลังประชารัฐไขก๊อกเพียบ เผย ‘บิ๊กป้อม’ ยังยิ้มได้ ขณะที่ ‘บุญสิงห์-ยงยุทธ’ 2 ส.ส.ที่ถูกเศรษฐกิจไทยขับพ้นพรรค คืนรัง พปชร.แล้ว ด้านรวมไทยสร้างชาติโวอีสานกระแสดี วางตัวผู้สมัครครบ จ่อชง ครม.ตั้ง ‘พีระพันธุ์’ นั่งเลขาฯ นายกฯ รับศึกเลือกตั้ง สะพัด 40 ส.ส.ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมโต๊ะกินข้าว ‘ประยุทธ์’ รับปากหนุนเป็นนายกฯ สมัยหน้า
‘บิ๊กตู่’ปลื้มผลสำเร็จอาเซียน-อียู
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 ธ.ค. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังกลับจากเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหภาพยุโรป สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU Commemorative Summit) ที่กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียมว่า การไปประชุมครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้พบปะกับอียู 27 ประเทศในเวลาเดียวกัน นอกจากมีการประชุมตามวาระแล้วมีโอกาสพบภาคธุรกิจและภาคธุรกิจของอียู ซึ่งต่างพร้อมร่วมมือกับไทย
นอกจากนี้ ยังหารือถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ซึ่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ต้องเตรียมความพร้อมของเรา วันนี้เราหวังพึ่งใครฝ่ายเดียวโดยไม่สนับสนุนไม่ร่วมมือก็ไม่สำเร็จ จึงขอทุกคนมีส่วนร่วมโดยให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ความยั่งยืน โดยไม่ผลีผลามว่าจะให้เท่านั้นเท่านี้ เราต้องให้ทั้งปลาและเบ็ดตกปลา ยืนยันรัฐบาลสนับสนุน ทุกวิถีทางให้ประชาชนอยู่ดีกินดียิ่งขึ้น ถ้าเปิดใจให้กว้างจะเห็นหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศไทยในทางดีขึ้น หลายอย่างอาจไม่ทันใจ แต่เมื่อถึงเวลาไม่มีอะไรสำเร็จเริ่มได้วันเดียว จนพยายามทำเต็มที่ให้สำเร็จได้
การประชุมครั้งนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องพลังงานซึ่งในยุโรปและหลายๆ ประเทศมีความเดือดร้อนทั้งหมดจากราคา 10 กว่าเหรียญก็ขึ้นเป็น 30 เหรียญ 50 เหรียญ 100 เหรียญ ซึ่งมีปัญหามากกว่าประเทศไทยพอสมควรจากพื้นที่อากาศหนาว แต่ประเทศไทยไม่เคยเจอสภาพนี้ เราได้แต่ให้ความเห็นใจ
เผยเจรจาเอฟทีเอคืบหน้า
การทำอะไรก็ตามไม่ได้ง่ายมากนัก แต่ถ้าเราร่วมมือกัน ไม่ทะเลาะเบาแว้งกันก็ไปได้ หลายคนชื่นชมประเทศไทยแล้วเราภูมิใจกันบ้างหรือไม่ หลายอย่างดีขึ้น โรงแรมเต็ม หากินดีขึ้นแต่เรายังไม่พอใจ ขอให้เข้าใจเมื่อไหร่ที่ประเทศชาติมีความยากลำบากเราต้องร่วมมือกัน เหมือนสมัยโบราณมีข้าศึกมาตีเราต้องร่วมมือต้องสู้กัน ไม่ใช่มาสู้กันเอง ขณะเดียวกันวันนี้โลกใหม่แล้ว อย่ามัวขัดแย้งเรื่องไม่เป็นเรื่อง คิดเรื่องใหม่ๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ตนจะโทษใครไม่ได้
ขณะเดียวกันเรามุ่งเน้นไปสู่การเจรจาเพื่อนำไปสู่เอฟทีเอ หลายคนพูดว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสนใจเอฟทีเอ เราเจรจามากว่า 10 ปีแล้วที่ไม่มีความก้าวหน้า ซึ่งตนถามว่าทำไมไม่ก้าวหน้า เพราะกติกาละเอียดมากจนเราปฏิบัติไม่ได้ แต่วันนี้ได้ไปพูดคุยกันว่าบางอย่างลดระดับลงได้หรือไม่ มันต้องเจรจาแบบนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนี้ไม่เคยไปเดินหน้าเอฟทีเอเลย ตั้งแต่มาเจรจาไป 5 รอบแล้ว รอบนี้รอบที่ 6 และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น จนวันนี้สามารถลงนามในร่างความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (PCA) ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อเดินหน้าไปสู่เอฟทีเอต่อไปในอนาคต
“ไม่ใช่ใครจะไปพูดอะไรก็ได้ทุกอย่างที่ไปคุยเป็นมติคณะรัฐมนตรีจำไว้ ไม่เช่นนั้นใครพูดกันคนละทางสองทางก็หาทางลงไม่เจอ เราใช้เวลาเดือนหน้าแค่เฉพาะ PCA ใช้เวลาเดินหน้ามาถึง 18 ปี แต่เพิ่งสำเร็จเมื่อเช้านี้ ดังนั้น อย่าพูดว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย 18 ปี ไม่เคยเจรจาเอฟทีเอ ถ้ามันง่ายนะคงสำเร็จมาหลายรัฐบาลแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ยื่นสภา – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมผู้แทนสมาคมเอสเอ็มอี ยื่นร่างกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อเปิดโอกาสการทำมาหากินของประชาชน และการรวมตัวจัดตั้งเอสเอ็มอี ถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.
พ้อสภาล่มโทษนายกฯ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้มีเรื่องอยู่เต็มหัว ทั้งหมดเป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องทำและถ่ายทอด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง ใครจะเป็นรัฐบาลก็มาทำเถอะ แต่เป็นชนิดที่ว่าพอเริ่มทำกันตอนนี้ก็เล่นงานกันตอนนี้แล้วมันจะไปวันข้างหน้าได้หรือไม่
ตนบอกแล้วว่าหลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศครั้งนี้จะพูดหลายๆ เรื่อง และวันนี้ตนก็พูดไปแล้ว เรื่องการเมืองคือการเมือง การบ้านคือการบ้าน ประชาชนคือการบ้านที่ตนต้องทำให้เขา การเมืองเป็นการต่อสู้ในสภาก็ว่ากันไป เมื่อเลือกตั้งมาแล้วท่านก็ไปดูเอาว่าที่พูดกันมา ที่ทำกันมา ทำได้มากน้อยเพียงใด
ถึงเวลานั้นจะได้หรือไม่ได้ ถ้าได้ผมก็ดีใจ ถ้าไม่ได้ก็เสียใจเท่านั้นเอง คำว่าเสียใจคือทำให้ประชาชนมีความสุขไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเสียใจเพราะผมได้เป็นหรือไม่ได้เป็น เข้าใจนะ ฉะนั้นอย่าถามกันบ่อยนัก ใครจะไป ใครจะมา ใครจะลาออก ใครจะไปอยู่พรรคไหนก็เรื่องของเขา เรื่องของสภา พอสภาล่มโทษนายกฯ ซึ่งผมบอกทุกพรรคไปแล้วให้ไปร่วมประชุมสภา เขาก็ตอบรับว่าครับๆๆ ถึงเวลาไปไม่ครบ นายกฯ ทำไมไม่ควบคุม
“ผมไม่โทษใคร ผมไม่โกรธใครอยู่แล้ว แต่อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่มีความรับผิดชอบ ทุกคนบอกว่านายกฯ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบต้องดูแลบ้านเมือง ฉะนั้นส.ส.ทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเองในการทำงานในสภา เป็นผู้ใหญ่แล้ว โตกันหมดแล้ว อีกเรื่องใครจะเข้า ใครจะออกพรรคไหนก็เรื่องของท่าน ผมไม่เคยทะเลาะกับใครนะ โอเค เท่านี้แหละ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ยื่นสภา – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมผู้แทนสมาคมเอสเอ็มอี ยื่นร่างกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อเปิดโอกาสการทำมาหากินของประชาชน และการรวมตัวจัดตั้งเอสเอ็มอี ถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.
ฉุนสื่อจี้ถามอนาคตการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วเรื่องของนายกฯ ว่าอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามอย่างมีอารมณ์ว่า แล้วอะไรอีกล่ะ ต่อข้อถามถึงกระแสข่าวที่จะไปสังกัดพรรคใหม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเสียงดังว่า ก็อยู่กันถึงวันนี้ ยังไม่รู้เรื่องเลยหรือไง ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงความชัดเจนของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสวนทันทีว่า คืออะไร ต่อข้อถามว่า อยากฟังจากปากของนายกฯ เอง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คิดเอาเองบ้าง เพราะทุกทีเวลาคิด เอาเอง เขียนเอาเอง ยังคิดได้
ต่อข้อถามว่าเรื่องนี้สำคัญจะให้สื่อคิดเอาเองไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินออกจากโพเดียม พร้อมกล่าวว่า ถึงเวลาก็พูดเอง ผู้สื่อข่าวถามว่าแล้วเวลานั้นคือเวลาไหน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ เมื่อถามว่าแสดงว่าเป็นไปตามที่เป็นข่าวใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ รีบเดินขึ้นไปนั่งบนรถทันที โดยไม่ตอบคำถาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้าเหนื่อยและอ่อนเพลีย แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการเมืองก็กลับมาเป็นพล.อ.ประยุทธ์เช่นเดิม
เช็กเสียงรบ.250-ฝ่ายค้าน 192
วันเดียวกัน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยจำนวนส.ส.ในสภา หลังมีสมาชิกลาออกจำนวนมาก ทำให้เหลือส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ในสภา ณ วันที่ 15 ธ.ค.2565 จำนวน 442 คน และองค์ประชุมคือ 221 คน แบ่งเป็น พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค รวม 192 คน และพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรค รวม 250 คน
พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคเพื่อชาติ(พช.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคพลังปวงชนไทย (พลท.) และพรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.)
ส่วนพรรครัฐบาล 16 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) พรรครวมพลัง (รพ.) พรรคพลังท้องถิ่นไทย (พทท.) พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย (รป.) พรรครวมแผ่นดิน (รผด.) พรรคประชาภิวัฒน์ (ปชภ.) พรรคเพื่อชาติไทย (พ.ชต.ท.) พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (คพช.) พรรคพลเมืองไทย (พล.) พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) และพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.)
พปชร.ลาออกมากสุด-ภท.หนึบ
สำหรับพรรคการเมืองที่มีส.ส.ลาออก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ มีส.ส.จำนวน 96 คน ลาออก 11 คน เหลือ 85 คน พรรคประชาธิปัตย์ 52 คน ลาออก 1 คน เหลือ 51 คน พรรคเศรษฐกิจไทย 16 คน ลาออก 2 คน เหลือ 14 คน พรรคชาติพัฒนา 4 คน ลาออก 1 คน เหลือ 3 คน พรรครวมพลัง 5 คน ลาออก 1 คน เหลือ 4 คน พรรคเพื่อไทย 130 คน ลาออก 7 คน เหลือ 123 คน พรรค ก้าวไกล 50 คน ลาออก 5 คน เหลือ 45 คน พรรคเพื่อชาติ 6 คน ลาออก 1 คน เหลือ 5 คน พรรคเสรีรวมไทย 11 คน ลาออก 1 คน เหลือ 10 คน พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน ลาออก 1 คน จึงไม่เหลือ ส.ส.ในพรรค
ส่วนพรรคที่ส.ส.ยังไม่ได้ลาออก คือ พรรคภูมิใจไทย มีส.ส. 62 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรคประชาชาติ 7 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคพลังท้องถิ่นไทย 5 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน พรรครวม แผ่นดิน 1 คน พรรคเพื่อชาติไทย 1 คน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน พรรคพลเมืองไทย 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และพรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน
สภาชุดนี้ทุบสถิติส.ส.ไขก๊อก
นอกจากนี้ ยังพบว่าในสภาชุดปัจจุบัน มีสถิติที่ ส.ส.ลาออกจากตำแหน่งมากที่สุด โดยตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.2564 เป็นต้นมา มีส.ส.ลาออกรวม 36 คน แบ่งเป็น พรรคพลังประชารัฐ 12 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคก้าวไกล 8 คน พรรคเศรษฐกิจไทย 2 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรครวมพลัง พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคละ 1 คน
ส่วนส.ส.ที่ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 8 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 2 คน พรรคพลังประชารัฐ 3 คน พรรคภูมิใจไทย 2 คน พรรคเศรษฐกิจไทย 1 คน และยังมี ส.ส. ที่พ้นสมาชิกภาพ รวม 14 คน
ขณะที่ ส.ส.ที่ลาออก ซึ่งเป็นส.ส.บัญชี รายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) คือ นางนันทนา สงฆ์ประชา พรรคประชาภิวัฒน์ นายอารี ไกรนารา พรรคเพื่อชาติ และ น.ส.อนุสรี ทับสุวรรรณ พรรครวมพลัง ตามกฎหมายต้องเลื่อนผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปขึ้นมาแทน
‘ชวน’วอนสมาชิกร่วมทำหน้าที่
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ตัวเลขส.ส.มีอยู่ 442 คน องค์ประชุมกึ่งหนึ่ง 221 คน แบ่งเป็นส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 250 คน ฝ่ายค้าน 192 คน องค์ประชุมก็ยังพร้อมอยู่ และอยากให้กำลังใจคนที่ยังอยู่ ให้มาทำงานเพราะเวลาที่มีอยู่มากพอที่จะพิจารณาหลายเรื่อง
ช่วงต้นปี 2566 จะหารือเพิ่มวันประชุมในวันศุกร์ และวันที่ 16 ธ.ค. จะประชุมสภาเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งมีประมาณ 20 กว่าเรื่อง สมาชิกควรร่วมกันทำให้ผลงานนี้ออกมา ส่วนเรื่องอื่น เช่น ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง(ฉบับที่…)พ.ศ… คิดว่าจะพิจารณาอีกหลายสัปดาห์ เหมือนที่เห็นเมื่อ 14 ธ.ค.พิจารณาทั้งวันได้ไปแค่ 3 มาตรา หากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ สามารถพิจารณาให้เสร็จได้ในช่วงต้นปี 2566 กฎหมายที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้วก็สามารถนำเข้ามาเพื่อให้ความเห็นชอบได้และประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ส.ส.ลาออกจะไม่กระทบกับการพิจารณากฎหมายใช่หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า เมื่อส.ส.ลดลง องค์ประชุมก็ลดลง แต่ส.ส.ที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ รัฐบาลยังมีเสียงข้างมากอยู่ หากมากันพร้อมเพรียงงานรัฐบาลก็ผ่านไปได้ เหตุการณ์ที่ส.ส.ลาออกจำนวนมากเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่สภาชุดนั้นยังทำงานและมีผลงานออกมามากที่สุด กระทั่ง 7 วันก่อนครบวาระ 4 ปี ก็ยุบสภา แต่หวังว่าเวลาที่มีอยู่ก่อนยุบสภา เรื่องที่เราเสียเวลาไปก็ควรจะผ่านไปให้ได้ทุกเรื่อง
‘ชินวรณ์’มั่นใจไม่ทุบองค์ประชุม
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราฎร (วิปรัฐบาล) การที่ส.ส.แห่ลาออกไม่กระทบต่อองค์ประชุม มั่นใจว่าหากสามารถประสานพรรครัฐบาลให้เกิดความเข้มแข็งก็สามารถผลักดันกฎหมายสำคัญในสภาได้ เช่น ร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ซึ่งเรื่องนี้ได้หารือภายในวิป 2 ฝ่าย เนื่องจากมีกฎหมายที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยที่เลื่อนขึ้นมา หากร่วมมือกันได้ขอให้แปรญัตติเฉพาะในมาตราที่สำคัญ มั่นใจว่าจะพิจารณาได้ทันในสมัยประชุมนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การลาออกของส.ส.เป็นจำนวนมากนั้น จะส่งผลต่อการยุบสภาของ นายกฯ หรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า ตนคิดต่างจากนักวิชาการที่บอกว่าการลาออกของส.ส.เป็นปัจจัยที่ทำให้นายกฯ ขาดความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อ ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการลาออกในช่วงปลายสมัยเป็นเรื่องปกติ แต่การเสนอกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลต้องผ่านการประชุมและในทางปฏิบัติฝ่ายค้านจะเสนอญัตติ เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 มั่นใจว่าฝ่ายบริหารพร้อมตอบชี้แจง และจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายบริหารมากกว่าเพราะห้วงเวลาทั้งหมดนี้จะอยู่ช่วงปลาย ม.ค.2566 ไปแล้ว
“อยากเรียกร้องอีกครั้งว่า ไม่อยากให้การยุบสภานั้น ถูกอ้างว่า ส.ส.ลาออกหรือไม่ครบองค์ประชุม จะทำให้ภาพของความเชื่อมั่นของรัฐสภาเสียหาย และเรื่องยุบสภาเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารต้องตัดสินใจ ไม่อยากให้มีประเด็นยุบสภาที่จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องรับผิดชอบแทน ซึ่งผมไม่เห็นด้วย” นายชินวรณ์ กล่าว
‘ธนกร’เชื่อนายกฯไม่ยุบสภา
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยืนยันว่า ขณะนี้เวลาของรัฐบาลเหลืออีกไม่มากแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องรีบยุบสภาในขณะนี้ สู้เอาเวลาที่เหลืออยู่ไปทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนก่อนยังจะดีกว่า เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังคงลุยงานหนักทุกวันเพื่อพี่น้องประชาชน โดยไม่สนใจข่าวลือ ข่าวลวง หรือข่าวเสี้ยมใดๆ ทางการเมือง เพราะมีแต่จะเสียเวลาทำงานของรัฐบาลไปเปล่าๆ
“ขณะนี้เสียงของรัฐบาลยังมากกว่าฝ่ายค้านถึง 50 กว่าเสียง หมายความว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนต่อไปได้ ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลใดๆ เลย ทั้งเรื่องการโหวต และเรื่ององค์ประชุม เชื่อว่าการทำหน้าที่ในสภาจะไม่ได้รับผล กระทบอย่างแน่นอน” นายธนกรกล่าว
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน โพสต์ภาพและข้อความทางเฟซบุ๊กว่า “นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล สาเหตุอาการป่วยมาจากปอดติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องให้ยาฆ่าเชื้อมา 6 คืนแล้ว ยอมรับว่าพักผ่อนน้อยมากๆ ตัวผมเองเกือบจะ 4 ปีแล้วที่ไม่เคยป่วยเลย ส่วนที่ป่วยรอบนี้น่าจะเพราะช่วงที่ผ่านมามีเรื่องมีราวให้ต้องคิดเยอะ สุดท้ายร่างกายก็อ่อนเพลีย แต่ถึงจะป่วย งานในหน้าที่ก็ไม่บกพร่อง หน้าห้องหอบเอาแฟ้มเอกสารตามมาให้เซ็นถึง โรงพยาบาล ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนรักษาสุขภาพพักผ่อนเยอะๆ ร่างกายไม่ใช่ซูเปอร์แมน หาเวลาดูแลตัวเองกันบ้าง”
‘วิรัช’เมินคนทิ้งพปชร.-ป้อมยังยิ้มได้
เวลา 09.30 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค กล่าวในการเป็นประธานเปิดอบรมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.รุ่นที่ 1 ชุดแรกประมาณ 30 คน ว่า ขณะนี้เรามีว่าที่ผู้สมัครแล้ว 75% ยังมีบางพื้นที่ ที่ทับซ้อนกันพรรคก็ทำโพล โดยเฟ้นหาส.ส.ใหม่ที่มีศักยภาพ เข้ามาทำหน้าที่ จากการติดตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่ เช่น จ.ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ คะแนนเสียงพรรคยังไม่ดีพอ อาจทำให้การทำพื้นที่ของว่าผู้ที่สมัครมีความยากลำบาก แต่เมื่อสัมผัสพื้นที่จริง ยังมองเห็นโอกาสที่พรรคจะได้รับชัยชนะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีส.ส.ลาออกจำนวนมากไม่กระทบพรรคใช่หรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะมีการสลับไปสลับมาอยู่แล้ว คนที่อยู่ในแวดวงการเมืองจะรู้ข้อนี้ดี ขณะเดียวกันอย่าลืมว่าเลือกตั้งคนเก่าจะเข้ามาได้เพียง 65% นอกนั้นเป็นผู้แทนหน้าใหม่ หวังว่าอย่างน้อย ส.ส.ใหม่ 35% จะอยู่ที่พรรคเรา ต่อข้อถามว่า การที่มีสมาชิกออกมากยังยิ้มได้ใช่หรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า “ไม่เห็นหรือตอนนี้ลุงป้อมร้องเพลงยังยิ้มได้ของ พลพลทุกวัน และลงพื้นที่แต่ละครั้ง มีประชาชนมาขอหอมแก้มทั้งนั้น”
ผู้สื่อข่าวถามว่า เชื่อมือพล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ถ้าใครได้ทํางานใกล้ชิดกับหัวหน้าพรรค จะรู้ว่าตอนนี้ท่านเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว มีประสบการณ์ และสุดท้ายสามารถปรองดองสมานฉันท์ได้เกือบทุกพรรค ถือว่าเป็นมืออาชีพได้แล้ว
ต่อข้อถามว่าตอนนี้ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคคือ พล.อ.ประวิตร นายวิรัช กล่าวว่า อยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ซึ่งน่าจะประชุมช่วงต้นปีใหม่ ตอนนี้เตรียมการไว้แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสู้กับแคนดิเดตนายกฯ พรรคอื่นได้หรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า คิดว่าพรรคอื่นต้องเตรียมการที่จะมาสู้กับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมากกว่า
‘เรืองไกร-บุญสิงห์-ยงยุทธ’คืนรัง
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ตนยังรอสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้งหลังจากที่ได้ลาออกไปก่อนหน้านั้น ที่ผ่านมา ยังคงทำงานให้พรรคตามปกติแต่ที่ออกไปครั้งก่อน เพราะประเด็นปมนายกฯ 8 ปี ขณะนี้ใกล้ครบ 1 ปีแล้ว จึงจะมาสมัครใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกระแสข่าว ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ที่มีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เป็นหัวหน้าพรรค เตรียมกลับเข้าพรรคพลังประชารัฐ ล่าสุด ช่วงเย็นวันที่ 15 ธ.ค. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ และพล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย เข้าพบ พล.อ.ประวิตร ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เพื่อ ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการหลังจากที่ประชุมพรรคเศรษฐกิจไทย มีมติขับทั้ง 2 คน ออกจากพรรค รวมถึงนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เข้าแนะนำตัว ด้วย
การใช้มติพรรคขับ ส.ส.พ้นพรรค ส่งผลให้ นายบุญสิงห์ และพล.ต.อ.ยงยุทธ ยังมีสถานะเป็น ส.ส. และต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (9)
ก.ก.พร้อมสู้ศึกทุกชั่วโมง
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ ส.ส.จะย้ายพรรค เนื่องจากสภาชุดนี้จะครบวาระในวันที่ 24 ม.ค.2566 ตอนนี้คนที่เปลี่ยนแนวคิดทางการเมือง เปลี่ยนอุดมการณ์ เปลี่ยนพรรค ต้องยอมหาบ้านใหม่ในช่วงโค้งสุดท้าย ประกอบกับขณะนี้เสถียรภาพของรัฐบาลสามารถยุบสภาได้ทุกชั่วโมง
นับจากตอนนี้ หากชั่วโมงถัดไปมีการยุบสภา พรรคก้าวไกลมีความพร้อม 100% เนื่องจากผู้สมัครลงเลือกตั้งของพรรคมีครบเกือบทั้ง 400 เขตแล้ว ตอนนี้มีทีมหาเสียง ทีมจัดทำแคมเปญ พร้อมทุกภาคเรียบร้อยแล้ว ประกาศช่วงไหนพรรคก้าวไกลสามารถลงสู่สนามเลือกตั้งได้เลย
เมื่อถามว่าการย้ายพรรคของ ส.ส. สะท้อนเรื่องอะไร นายณัฐชากล่าวว่า แสดงให้เห็นว่าการเมืองของประเทศไทย พรรคการเมืองต้องได้รับเสียงสนับสนุนสูงสุดถึงจะได้รับชัยชนะ และผู้ที่อยากได้คะแนนเสียงสูงสุดย่อมหาผู้ที่มีประสบการณ์ในอดีตที่เคยชนะมาอยู่พรรคตนเอง เมื่อระบบกติกาเป็นเช่นนี้ นักการเมืองก็มีโอกาสหาสังกัดใหม่ พรรคใหม่ โดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์หรือการดำเนินการของตัวเองในอดีตที่ สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากการไปควบคุมนักการเมืองคือกฎกติกาของการเมืองไทย ต้องยกระดับคุณภาพกฎกติกาการเลือกตั้งทางการเมืองไทยให้ได้ก่อนจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้
รทสช.โวผู้สมัครอีสานครบ
นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยว่า จากการที่ตน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และทีมผู้บริหารพรรค ไปประชุมพูดคุยกับ ผู้สนับสนุนและผู้แสดงความจำนงจะลงสมัคร ส.ส.ที่ จ.อุดรธานี และขอนแก่น เมื่อพ.ย.ที่ผ่านมา พรรคได้รับกระแสการตอบรับอย่างดีจากชาวอีสานหลายจังหวัด โดยเฉพาะพี่น้อง นปช.ที่มาร่วมสนับสนุนพรรค ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจ และมีผู้เสนอตัวลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก
ล่าสุดมีผู้เสนอตัวครบทุกจังหวัดแล้ว เช่น จ.อุดรธานี มีว่าที่ผู้สมัครประกอบด้วย นายองอาจ วิเศษ เขต 2 นายณัฏยศ ผาจวง เขต 3 นายมานิต อินทร์อำคา อดีต ส.จ.อุดรธานี เขต 5 นายธนวัฒ ขันทะวิชัย เขต 6 และน.ส.อรัญญา ใจมั่น รองนายกเทศบาล เขต 7, จ.ขอนแก่น มีแล้ว 2 เขต ได้แก่ นายวุฒิพงศ์ ศุภรมย์ เขต 5 และนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เขต 10 มีผู้เสนอตัวเพิ่มเติมอีกเช่น นายสมชาย โตเจริญ, จ.บึงกาฬ นายเทียบประสิทธิ์ วรกุมมาร เสนอตัว
นอกจากพื้นที่ภาคอีสาน ยังมีผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ ที่เตรียมตัวทยอยเปิดตัวเพิ่มเติมอีกอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีทั้งอดีตนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองระดับท้องถิ่น นักการเมืองรุ่นใหม่ เข้ามาสมัครสมาชิกพรรค และขอเสนอตัวเป็นตัวแทนผู้สมัครใหม่ๆ ทุกวัน อาทิ ภาคเหนือ นายวัฒนา สิทธิวัง ที่เสนอตัวลงสมัคร จ.ลำปาง ภาคใต้ นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประกาศเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 4 อย่างทางการไปก่อนหน้านี้แล้ว
จ่อตั้ง‘พีระพันธุ์’เลขานายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีส.ส.กว่า 40 คนจากหลายพรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ได้มาร่วมรับประทานอาหารกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งใกล้ๆ กับที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเลขาธิการนายกฯ แทนนาย ดิสทัต โหตระกิตย์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยจะเสนอชื่อนายพีระพันธุ์ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 20 ธ.ค. ซึ่งขณะนี้นายดิสทัตได้เริ่มเก็บของออกจากห้องทำงานแล้ว
ขณะเดียวกันยังจับตาท่าทีของ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ว่าอนาคตทางการเมืองจะร่วมกับพล.อ.ประยุทธ์ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่
พท.แจ้งตร.-กกต.ฟัน‘ทิพานัน’
น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรค เพื่อไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรค เพื่อไทยได้ดำเนินคดีเอาผิดกับน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. หลังเผยแพร่ข่าวผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทย www.thaigov.go.th ระบุว่า “ทิพานันห่วงเพื่อไทยเปิดนโยบายซ้ำรอยอดีต คิดใหญ่ โกงเป็น จี้หยุดวาทกรรมเศรษฐกิจไม่ดี ยกผลประกอบธุรกิจตระกูลชินวัตร ตอกกลับขณะที่ภาคธุรกิจ 112 องค์กรจ่อขึ้นเงินเดือน” โดยใช้ถ้อยคำในลักษณะที่ทำให้ผู้เห็นและอ่านข้อความ มีความเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ดี คิดทำนโยบายเรื่องใหญ่เพื่อหวังจะโกงหรือทุจริต ซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น
พรรคเพื่อไทยจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ให้ดำเนินคดีกับน.ส.ทิพานันและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีนำเสนอข่าวดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 และความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
นอกจากนี้ยังได้ยื่นคำร้องต่อประธาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ดำเนินการสืบสวนไต่สวน และดำเนินคดีกับน.ส.ทิพานันตามมาตรา 169 มาตรา 73(5) มาตรา 159 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่… ) พ.ศ….เนื่องจากเป็นการเจตนาใส่ร้ายด้วยความเท็จ เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย และจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งงดเว้นการลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย
กกต.เร่งวางแผนเลือกตั้ง
วันเดียวกันนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ได้ส่งข้อความแจ้งผู้บริหารสำนักงาน กกต. เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยมอบหมายให้รองเลขาธิการกกต. ที่รับผิดชอบแต่ละงาน ทำแผนและกิจกรรม เพื่อเตรียมการเลือกตั้งในส่วนของสำนักงาน กกต. และเตรียมผู้สมัครให้แก่พรรคการเมือง โดยทำเป็นตารางรถไฟว่านับตั้งแต่นำพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ละงานต้องทำอะไรบ้าง อาทิ ออกระเบียบกกต.ภายในกี่วัน แบ่งเขตเลือกตั้งภายในกี่วัน ต้องย่นหรือขยายเวลาในเรื่องใดหรือไม่ ต้องขอให้กระทรวงมหาดไทยประกาศจำนวนประชากรสิ้นปี 2565 ภายในวันไหน พรรคตั้งสาขา และทำไพรมารีภายในกี่วัน รวมทั้งการชี้แจงสื่อมวลชนถึงสาระสำคัญของกฎหมายใหม่ การชี้แจงซักซ้อม ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.)
เมื่อกฎหมายและระเบียบออกมาจะชี้แจงพรรคการเมืองเรื่องการทำไพรมารีตามกฎหมายใหม่ว่าแต่ละกิจกรรมต้องทำช่วงใหน แล้วเสร็จในเวลาใด มีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดยให้อยู่ในตารางรถไฟเดียวกัน และเมื่อสำนักงานดำเนินการเสร็จแล้ว จะเสนอกกต.เพื่อทราบต่อไป
จัดสรรเวลา 14 พรรคโชว์ผลงาน
สำนักงาน กกต.แจ้งว่า ได้ดำเนินการจัดสรรเวลาออกอากาศให้แก่พรรคการเมืองที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตามมาตรา 86 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เพื่อดำเนินการตามมาตรา 23 การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หรือเพื่อแถลงผลงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐ ซึ่งกำหนดให้ออกอากาศระหว่าง 19-23 ธ.ค.2565 เวลา 07.00-22.00 น. รวม 5 วัน
ปี 2565 มีพรรคที่มี ส.ส.แจ้งความประสงค์ขอรับการจัดสรรเวลาออกอากาศ 14 พรรค โดยพรรคที่มี ส.ส.ไม่เกิน 70 คน ได้รับการจัดสรรเวลาออกอากาศ ไม่เกิน 10 นาที 12 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรครวมพลัง พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคชาติพัฒนากล้า และพรรคประชาธิปไตยใหม่
ส่วนพรรคที่มี ส.ส.ตั้งแต่ 71 คนขึ้นไป ได้รับการจัดสรรเวลาออกอากาศ ไม่เกิน 20 นาที 2 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ ผู้สนใจติดตามรับชมและรับฟังการแถลงผลงานได้ โดยดูรายละเอียดตารางการจัดสรรเวลาออกอากาศทางเว็บไซต์สำนักงาน กกต. https://www.ect.go.th
ภท.ย้ำไม่ชงกัญชาเป็นยาเสพติด
ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประธานกมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง(ฉบับที่…)พ.ศ… แถลงถึงกระแสข่าวจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดว่า ไม่ตรงกับความเป็นจริง ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ มาตรา 3 ระบุว่ากัญชา ไม่ถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมายยาเสพติดอื่น เป็นการเขียนเพื่อย้ำว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่ในที่ประชุมสภาวันที่ 14 ธ.ค. มีการลงมติกันว่าจะตัดความมาตรา 3 ออก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากัญชาจะกลับไปเป็น ยาเสพติด ยืนยันไม่เป็นความจริง การตัดความมาตรานี้ออกแปลว่าจะไม่ปรากฏความในมาตรานี้ แต่ไม่ได้ทำให้กัญชากลับไปเป็น ยาเสพติด เพราะมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่มิ.ย.
เมื่อถามว่าจากการอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.เหมือนจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน นายศุภชัยกล่าวว่ามาตรา 3 มีผู้ขออภิปรายมากถึง 40 คน และกมธ.พิจารณาประชุมร่วมกันแล้วว่าความในมาตรา 3 ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เมื่อตัดแล้วหวังว่ามาตราอื่นจะได้พิจารณาต่อไป คาดหวังก่อนสภาปิดกฎหมายนี้ต้องผ่านเพื่อส่งวุฒิสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จ ตนยังคิดในทางบวกว่าสภาจะร่วมกันพิจารณาเพื่อไม่ให้ย้อนแย้งกับสิ่งที่ห่วงใยว่าไม่มีกฎหมายมาดูแลเยาวชน ก่อนจะช่วยกันดูแลเยาวชนก็ควรให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปโดยเร็ว