เจ้าตัวรับผิด-โพสต์ขอพระราชทานอภัยโทษ
ตำรวจไซเบอร์เผย ‘สุวินัย’ รับสารภาพแค่ 2 ข้อหา ไม่ยอมรับคดีฉ้อโกงประชาชน แจงสาเหตุปล่อยตัว เพราะผู้ต้องหาเข้ามามอบตัวเอง ด้านด๊อกเตอร์คนดังโพสต์เฟซบุ๊กขอพระราชทานอภัยโทษ หลังกระทำสิ่งมิบังควร ยันประเทศไทยต้องดำรงคงอยู่ 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ‘หมอวรงค์’ แจงพัลวัน ผู้ต้องหาไม่ใช่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยภักดี เพราะถอนตัวไปนานแล้ว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรค ขู่ดำเนินคดีคนบิดเบือนข่าว
จากกรณีตร.ไซเบอร์บุกเชิญตัวรศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อายุ 66 ปี อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พบมีการแอบอ้างเบื้องสูง โพสต์เฟซบุ๊กเปิดรับเงินบริจาค ทำพิธีบายศรีขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อชะตา โดยเจ้าหน้าที่บุกไปเชิญตัวมาจากบ้านพักในซอยพัฒนาการ 44 แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพฯ สอบสวนรศ.ดร.สุวินัย ระบุตนเองไร้เจตนาไม่ดี เพียงเพราะมองว่าหากวิทยาศาสตร์ช่วยไม่ได้ ก็ต้องใช้พิธีกรรมเข้าช่วย เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า วันที่ 18 ธ.ค. ที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. เปิดเผยว่า ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อรศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ใน 3 ข้อหาคือ ฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และพ.ร.บ.เรี่ยไร โดยเจ้าตัวรับสารภาพแค่ 2 ข้อหา เว้นข้อหาฉ้อโกงประชาชนที่ยังให้การภาคเสธ ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า มีผู้เสียหายมาแจ้งความเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มี แต่ข้อหาฉ้อโกงประชาชนแม้ไม่มีผู้เสียหายมาแจ้งความ พนักงานสอบสวนสามารถพิจารณาดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ต้องสงสัยเข้ามามอบตัว จึงอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
วันเดียวกัน รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ข้อความว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานอภัยโทษเนื่องจากได้กระทำสิ่งที่มิบังควรอันทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นข้าพระพุทธเจ้าเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องดำรงคงอยู่กับสามสถาบันหลักคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ตลอดไป และพลันที่มีผู้มิหวังดีต่อสถาบันหลักของชาติข้าพระพุทธเจ้าก็พร้อมจะใช้ความรู้ ความคิด ความสามารถที่มีเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติเพื่อถวายชีวิตเป็นราชพลีเสมอมา
ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุกรณีมีข่าว อาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ได้ดำเนินกิจกรรมความเชื่อส่วนตัวของท่าน และมีการนำเสนอข่าวว่า ท่านอาจารย์สุวินัยเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยภักดีนั้น ขอแจ้งให้ทราบว่า อาจารย์ได้ถอนตัวออกจากพรรคไปนานมากแล้ว พรรคไทยภักดีขอยืนยันว่าทางพรรคเราเคารพในความเชื่อของแต่ละท่าน แต่ในกิจกรรมบางอย่างอาจมีบางสิ่งที่ทำให้สังคมเคลือบแคลงใจ เราขอทำความเข้าใจว่า กิจกรรมเหล่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นกิจกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคไทยภักดี ขณะนี้ทางพรรคมอบให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินคดี ต่อเพจข่าวและบุคคล ที่พยายามบิดเบือนและเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวมาทางพรรคด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. พล.ต.ต. วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. บุกไปเชิญตัวรศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย หลังพบการแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อเปิดบัญชีรับบริจาคเงินทำพิธีบายศรีขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเฟซบุ๊ก จากบ้านพักในซอยพัฒนาการ 44 แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพฯ โดยเจ้าตัวระบุ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ตนเองไร้เจตนาไม่ดี เพียงเพราะมองว่าหากวิทยาศาสตร์ช่วยไม่ได้ ก็ต้องใช้พิธีกรรมเข้าช่วย ซึ่งจากการสอบปากคำพบว่ารศ.ดร.สุวินัยมีสติเต็มร้อย และไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และความผิดตามพ.ร.บ.เรี่ยไร
ส่วนยอดเงินบริจาค พบมียอดบริจาคมาแล้วเกือบ 7 แสนบาท แต่มีการโอนเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพิธีกรรม โดยว่าจ้างผู้ทำพิธีที่สำนักงานในอ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ไปแล้ว 3 แสนบาท ซึ่งผู้ที่โอนเงินบริจาคไปแล้วสามารถมาแสดงเจตจำนงและร้องทุกข์กล่าวโทษที่บก.สอท.1 ได้หากต้องการขอเงินคืน
สำหรับนายสุวินัย เป็นประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย เคยเป็นอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเป็น นักเขียน, คอลัมนิสต์ มีผลงานเป็นหนังสือ และบทความตีพิมพ์กับหลายสำนักพิมพ์ ที่โด่งดังก็คือเคยหลงเชื่อเป็นศิษย์เอกของนายกิตติ ปภัสโรบล หรือ “อาจารย์กู้ 18 มงกุฎ” และเคยถูกพนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีหมิ่นประมาท นางฉวีวรรณ โกสิยพันธ์ เศรษฐินีชาวสุราษฎร์ธานี ผู้เป็นเจ้าทุกข์ในคดีเปรตกู้ต้มตุ๋น เป็นผู้แจ้งให้ดำเนินคดีเมื่อปี 2543 นอกจากนี้ยังเคยทำพิธียัญดาวจักรวาลดึงพลังจิตเบื้องบน เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกด้วย