ปธ.กมธ.โต้ทิ้งทวนงบ รทสช.ปรับโครงสร้าง รับพปชร.-ปชป.ไหลเข้า
พปชร.ประชุมใหญ่ 14 ม.ค.66 ‘วิรัช’โละกรรมการบริหารพรรคที่เป็นส.ส.เขต เลี่ยงกฎเหล็กเลือกตั้งแต่หัวหน้าพรรคยังเป็น ‘ป้อม’ คนเดิม ลั่น ไม่รับกลับคนเคยทิ้งพรรค ส่วน ‘มิ่งขวัญ’ ยังอยู่ รวมไทยสร้างชาติเตรียมปรับโครงสร้าง รองรับส.ส.-นักการเมืองไหลเข้า เลขาฯกกต.ชี้ปฏิทินรูปคู่‘สายัณห์-บิ๊กตู่’ ถ้าหาเสียงเฉพาะในโซเชี่ยลไม่ผิด ‘ณัฏฐพล’ ไขก๊อกส.ส. สุรินทร์ พรรคเศรษฐกิจไทยอีกราย ‘ชวน’ แฉส.ส.แห่บินไปกองอยู่ญี่ปุ่น ทำสภาว้าเหว่ ประธาน กมธ.โต้ใช้งบทิ้งทวน ต้นเหตุทำ สภาล่ม
‘บิ๊กตู่’ขอบคุณตร.จัดของขวัญปีใหม่
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (ตร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 12/2565 โดยก่อนการประชุมได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการของขวัญปีใหม่จากตำรวจไทยสู่ประชาชน 9 บูธกิจกรรม ได้แก่
1.โครงการประชาอุ่นใจ ตำรวจไทย เข้มแข็ง เป็นโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เพื่อนบ้านเตือนภัย 2.โครงการชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร 3.โครงการเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันภัยออนไลน์ 4.โครงการขับดี ปลอดภัย ใส่ใจ ทุกการเดินทาง มีแอพพลิเคชั่นในการขับขี่ สร้างวินัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน
5.การแก้ปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจ 6.โครงการลบประวัติล้างความผิดคืนชีวิตให้ประชาชน 7.โครงการแทนความห่วงใย ห่างไกลโควิด เป็นการให้บริการฉีดวัคซีน ป้องกันเชื้อโรคไวรัสโคโรนา แอพพลิเคชั่น Police Plus จองคิวล่วงหน้าเข้ารับบริการ 8.ศูนย์ไกล่เกลี่ยบนสถานีตำรวจ และ 9.โครงการยกระดับการบริการสถานีตำรวจ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอบคุณผู้บริหารทุกระดับชั้น ที่ได้ดำเนินการของขวัญที่ล้ำค่าให้กับประชาชนได้มีความปลอดภัยในทรัพย์สินและครอบครัว ตลอดจนความเป็นอยู่และถือเป็นการลดภาระของประชาชนในภาพใหญ่ และทั้งหมดไม่ได้ทำแค่วานนี้หรือวันนี้ ต้องมีการเตรียมการในส่วนของบุคลากรเครื่องไม้เครื่องมือ

ของขวัญตร. – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธานเปิดนิทรรศการ “ของขวัญปีใหม่ จากตำรวจไทยสู่ประชาชน” พ.ศ.2566 มีพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อม รอง ผบ.ตร., ผู้ช่วย ผบ.ตร.และข้าราชการตำรวจเข้าร่วม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.
สั่งฟันคนสร้างความแตกแยก
วันนี้เรามี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ต่อไป สิ่งที่เราทำวันนี้ต้องใช้เวลามากมายทั้งจากนโยบายของรัฐบาล จากการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมดำเนินการทำให้ประชาชนมีความสุข ปีใหม่ทุกคนมีความสุขก็ต้องส่งความสุขไปให้เจ้าหน้าที่ ที่อยู่ชายแดน อยู่ในทะเล อยู่ในอะไรก็แล้วแต่ เขาทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทุกกองกำลัง
เราต้องหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เกลียดชังกัน ถ้าเกลียดชังกันคอยจับผิดจับถูกกันตลอดเวลา ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ดีได้ ความเข้าใจก็ ลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อสักครู่ตนได้สั่งการแล้ว สิ่งสำคัญวันนี้ เราดูแลประชาชนอย่างนี้ ประชาชนก็ต้องดูแลชาติบ้านเมืองด้วย ต่อไปนี้สิ่งใดก็ตามที่ทำให้เกิดความไม่สมัครสมานสามัคคี อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความแตกแยกหรือทำให้สังคมวุ่นวาย ทั้งหมดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมดทุกประการ ก็ไปสู้คดีกันเอาเอง
“ผมสั่งในฐานะที่ไม่ได้บังคับใคร สั่งให้ปฏิบัติตามกฎหมายทุกกรณีทั้งสิ้น ไม่ว่าการจะบูลลี่กันในโรงเรียน เอาคนเข้าไปในโรงเรียนหรือในสถานศึกษา ต่อไปนี้มีความผิดทั้งหมด ทั้งหมดนี้คือความสุขให้กับคนบริสุทธิ์ คนที่ทำความดีไม่อยากมีความขัดแย้ง ฉะนั้นไม่ยกเว้นใครทั้งสิ้น จะกี่คดีก็ต้องดำเนินการ อันนี้แจ้งเตือนไว้ก่อน สื่อโซเชี่ยลโดนด้วยทั้งหมด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘ป้อม’ตั้ง‘ไพบูลย์’ปธ.รับเลือกตั้ง
วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลัง ประชารัฐ(พปชร.) ได้ลงนามคำสั่งพรรคพลังประชารัฐที่ 149/2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานธุรการเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้การดำเนินงานธุรการของพรรค ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2566 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด จึงแต่งตั้งคณะทำงานธุรการเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป ดังนี้
นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน คณะทำงาน ส่วนคณะทำงานประกอบด้วย พล.อ.จิรศักดิ์ บุตรเนียร นายวีระวัฒน์ ภู่พงษ์ นายกันติพจน์ สิริภักดิสกุล และนายธีรยุทธ สุวรรณเกสร มีอำนาจหน้าที่จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับสมัครและการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทุกขั้นตอน เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2565 เป็นต้นไป
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธตอบคำถามกรณีอดีตส.ส.พรรคพลังประชารัฐทยอยลาออกไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่นๆ ได้มาแจ้งสาเหตุการลาออกหรือไม่ เพียงแต่ส่งยิ้มหวานให้สื่อมวลชนเท่านั้น ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันที่สามแล้ว ที่พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์กับสื่อมวลชน

วิสัยทัศน์ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล หัวข้อ ‘เทรนด์ใหม่ของเศรษฐกิจดิจิตอลและยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ ในงานเสวนา “Next Step Thailand 2023 ทิศทางแห่งอนาคต” ที่โรงแรม แกรนด์ไฮแอท เอราวัณ
พปชร.ประชุมใหญ่-โละกก.บห.
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ จัดกิจกรรมอบรมว่าที่ผู้สมัคร รุ่นที่ 2 มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นวิทยากรบรรยาย
นายวิรัชให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประวิตรกำหนดว่าผู้สมัครส.ส.ต้องรู้แนวปฏิบัติในการลงสมัครก่อนหาเสียง การอบรมครั้งนี้จะเน้นให้ผู้สมัครลองถูกเท่านั้น เพราะในอดีตลองผิดมากกว่า จึงต้องถ่ายทอดให้รุ่นลูก รุ่นหลาน เพื่อให้ตามพวกเราให้ทัน
ส่วนการประชุมใหญ่ของพรรคในวันที่ 14 ม.ค.2566 จะมีวาระการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ชุดใหม่ หัวหน้าพรรคยังเป็น พล.อ.ประวิตร เช่นเดิม จะเปลี่ยนแปลงเฉพาะกก.บห.เท่านั้น โดยให้ผู้เป็น ส.ส.เขตพ้นจาก กก.บห.เนื่องจากมีภารกิจมาก และมีข้อจำกัด กฎระเบียบในการลงพื้นที่เยอะ นอกจากนั้นพรรคจะจัดงานระดมทุนเบื้องต้นมีขึ้นวันที่ 25 ม.ค.2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สำหรับการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคมีความคืบหน้า 80% ในพื้นที่กทม.เป็นผู้ดูแลเอง และมีผู้ใหญ่ที่เป็นมืออาชีพมาช่วยดูกันเยอะและกำลังดูรายละเอียด ขณะที่การจัดแม่ทัพรับผิดชอบแต่ละภาคนั้นตอนนี้มีผู้รับผิดชอบชัดเจนแล้ว ถ้าผู้สมัครคนใดที่อยากขึ้นกับส่วนกลางหรือขึ้นตรงหัวหน้าพรรค ถือเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่ขอให้เป็นบางกรณีไป ส่วนจะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 400 เขต คิดว่าก่อนวันระดมทุนพรรคน่าจะชัดเจนหมดแล้ว เพราะเราทำมานานแล้ว ส่วนข่าวพรรคพลังประชารัฐเลือดไหล เท่าที่เช็กดูไม่เยอะ เป็นเรื่องปกติของพรรคการเมืองที่จะมีเลือดใหม่ไหลเข้ามา บางคนไม่คิดว่าจะมาแต่มา เช่น นายอันวาร์ สาและ อดีต ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ส่วนที่มีข่าวว่านางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ จะย้ายตามนายอันวาร์มานั้น ในส่วนของ กทม.คาดว่าคงนัดมาเปิดตัวกันอีกที
‘มิ่งขวัญ’ยังอยู่-ไม่รับคนทิ้งพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่าตั้งเป้า ส.ส.ในพื้นที่ กทม.ไว้เท่าไร นายวิรัชกล่าวว่า อย่าไปวางเป้าเลยว่าต้องได้ 100% ต้องเคารพชาว กทม. เป็นจังหวัดที่วัดกระแสก่อนวันเลือกตั้ง จากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งไม่มีใครกำหนดได้ว่าคนไหนตัวเต็งหรือไม่เต็ง ส่วนเป้าหมายทั่วไปประเทศก็เร็วเกินไปที่จะพูด ครั้งที่แล้วมีการประเมินพรรคพลังประชารัฐจะได้ 20 ที่นั่ง ตอนนั้นฟังแล้วเจ็บในใจ พอผลออกมาได้เกือบ 120 ที่นั่ง ต่อข้อถามว่าครั้งนี้จะได้มากกว่า 120 ที่นั่งหรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า เราอยากได้มาก เราหวังได้ อยากทำให้ดีที่สุด
ต่อข้อถามว่ามิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า ยังอยู่ ยังโทรศัพท์คุยกันอยู่เลย ไม่ต้องห่วง ผู้สื่อข่าวถามว่านายมิ่งขวัญ รู้สึกแย่หรือไม่ ที่สมาชิกพรรคสนับสนุนหัวหน้าพรรคให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว นายวิรัชกล่าวว่า ไม่มี บางครั้งอะไรนิดหน่อย ก็ไม่มีอะไร และตอนนี้นายมิ่งขวัญคงกำลังทำการบ้านในเรื่องเศรษฐกิจที่รับจากหัวหน้าพรรคไปอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายมิ่งขวัญน่าจะเข้าใจเรื่องแคนดิเดตนายกฯ แล้ว หรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า ไม่ตอบ จะไปตอบแทนได้อย่างไร ต่อข้อถามว่าคนที่มีชื่อว่าออกจากพรรคไปแล้วจะขอกลับมาพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า “ไปแล้วและกลับมา เราไม่รับ” เมื่อถามว่า หากมีบางคนเปลี่ยนใจอยากกลับมาจะทำอย่างไร นายวิรัชกล่าวว่า สมาชิกพรรคบอกว่าเว้นแต่หัวหน้าพรรค คิดว่าเขาคงไม่กล้ากลับมาหรอก
เร่งเคลียร์ผู้สมัครภาคใต้
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดวางตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ภาคใต้ของพรรค ที่บางจังหวัดยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า คนที่จะเข้ามาช่วยดูเรื่องว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในพรรค นอกจากตน จะมีนายอนุมัติ อาหมัด นายอภิชัย เตชะอุบล ช่วยกันดูแล 3-4 คน เวลานี้กำลังดูตัวว่าที่ผู้สมัครในพื้นที่ที่ยังไม่ลงตัว และบางแห่งทับซ้อนกันอยู่ ขณะที่บางจังหวัดยังไม่เคาะตัว ผู้สมัคร พวกตนจะปรึกษาหารือกันก่อนที่จะวางตัวผู้สมัคร เมื่อได้ข้อสรุปตัวว่าที่ผู้สมัครของพื้นที่ไหนแล้ว จะทยอยเปิดตัวต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการวางตัวว่าที่ผู้สมัครในภาคใต้ ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากมีผู้รับผิดชอบหลายคน โดยสัปดาห์หน้าคาดว่าจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้ข้อสรุปลงตัวแล้ว อาทิ จ.สุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่นต่อไป
รทสช.เตรียมปรับโครงสร้าง
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงการได้รับมอบหมายจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคให้เตรียมความพร้อมการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ เพื่อรองรับการเข้ามา ของกลุ่มส.ส. และนักการเมือง จากพรรคอื่นว่า ขณะนี้พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังเติบโต จะมีนักการเมืองและคนนอกวงการการเมืองมาร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะนักการเมืองที่จะเข้ามาจากหลายพรรค อาทิ พรรคประชา ธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น พรรครวมไทยสร้างชาติเปิดกว้างต้อนรับทุกคนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน หลอมรวมความหลากหลายเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ทำการเมืองอย่างสุจริต สู้กับปัญหาของประชาชน และยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ หากใครที่มีแนวคิดทางการเมืองอยู่ในทิศทางเดียวกัน เรายินดีต้อนรับทุกคน
โครงสร้างพรรค หลักๆ จะแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน 1.จะเป็นงานส่วนกลาง ซึ่งเกี่ยวกับการวางยุทธศาสตร์ การกำหนดนโยบาย การสื่อสารและงานธุรการต่างๆ ส่วนนี้ กก.บห.รับผิดชอบ แต่จะดึงมืออาชีพจากวงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเสริม 2.เป็นงานระดับพื้นที่ เกี่ยวกับการคัดสรรและประสานงานกับผู้สมัครส.ส. และเครือข่ายผู้สนับสนุน จะแบ่งโซนพื้นที่ให้ละเอียดมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ละโซนจะมีคณะทำงานชุดเล็กร่วมรับผิดชอบงานในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะเปิดให้นักการเมืองระดับบิ๊กเนม รัฐมนตรี ส.ส. นายกอบจ. ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่จะเข้ามาใหม่ในแต่ละพื้นที่ เข้ามาร่วมงาน เบื้องต้นคณะทำงานดังกล่าว จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน มีผู้สมัครมากกว่า 1 คน ซึ่งต้องมีกระบวนการคัดกรองผู้สมัคร ส.ส.ที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนเป็นเกณฑ์หลัก
‘จุรินทร์’ชี้เหตุคนย้ายออกจากปชป.
ที่จ.พังงา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์หลังติดตามความ คืบหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกร พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการ “คาราวาน พาณิชย์. ..ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 20” ที่วัด ลุมพินี (วัดลุ่ม) อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ว่า สำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรยังเป็นนโยบายสำคัญที่เราต้องขับเคลื่อนต่อในฐานะพรรค การเมือง และจะมีประกันรายได้ในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เมื่อถึงเวลาจะเรียนให้ทราบว่าจะมีประกันรายได้ส่วนไหนอีกบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังปีใหม่จะเปิดตัว ผู้สมัครทั้ง 400 เขต รวมถึงเปิดนโยบายบางส่วนหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า หลังปีใหม่จะเปิดตัวผู้สมัครส.ส.เพิ่มเติมแน่นอน และยืนยันว่าส่งครบทั้ง 400 เขต ขณะนี้เตรียมผู้สมัครไว้ 80-90% แล้ว รอทยอยเปิดตัวตามความ เหมาะสม โดยในวันที่ 23 ธ.ค. จะเปิด ตัวผู้สมัคร จ.สกลนคร วันที่ 24 ธ.ค. เปิดตัว ผู้สมัครจ.พิษณุโลก ส่วนวันที่ 15 ม.ค.2566 จะเปิดตัวผู้สมัครจ.ภูเก็ต
ต่อข้อถามว่านอกจากการเตรียมผู้สมัครแล้ว ยังต้องปรับกลยุทธ์อะไรหรือไม่ หลังจากถูกดูดส.ส.ไปอยู่กับหลายพรรค นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเอาตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ไป แต่เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งลงสมัคร ตนไม่อยากเอ่ยชื่อ ที่เพิ่งเป็นข่าวไปวันสองวัน แล้วบอกว่าไปจากพรรคประชาธิปัตย์ อันนั้นพรรคไม่ส่ง บางกรณีเพราะเราไม่ส่ง แล้วไม่ประสงค์จะส่งในนามพรรคอีก เพราะอยู่ในพรรคก็สร้างปัญหาเยอะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่จบสิ้น เราก็ตัดสินใจไม่ส่ง และประกาศตัวไปแล้วด้วยในจังหวัดนั้นก็ไม่มีบุคคลคนนี้ ฉะนั้นจะบอกว่าออกจากพรรคประชาธิปัตย์เลยไปลงพรรคโน้น อะไรอย่างนั้นมันไม่ใช่ ต้องดูเหตุผลแต่ละกรณี
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมี ส.ส.จากพรรคอื่นย้ายมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ก็มี แต่ไม่ใช่มีเพราะเราไปดูดมา เขามาด้วยความสมัครใจที่จะมาลง ขอไม่บอกตัวเลข เมื่อถึงเวลาจะทราบว่ามีกี่คน เป็นใครบ้างอย่างไร
‘เสรีพิศุทธ์’ซัด‘เดชทวี’เลี้ยงไม่เชื่อง
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย(สร.) แถลงกรณีนายเดชทวี ศรีวิชัย อดีตส.ส.ลำปาง ลาออกจากพรรคเสรีรวมไทยไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่นว่า นายเดชทวี เป็นนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเลี้ยง ไม่เชื่อง ไม่กตัญญูกับพรรคและสมาชิกพรรคที่ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง จนได้รับเลือกตั้งให้เป็นส.ส.ลำปาง เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งที่นายเดชทวีไม่เคยออกค่าหาเสียงเลือกตั้ง มาแต่ตัว พรรคเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่เมื่อได้รับตำแหน่งกลับนำไปหาประโยชน์
เชื่อว่าการลาออกจากพรรคเพราะมีผลประโยชน์อื่น ไม่เชื่อว่านายเดชทวีที่มีเงินเดือน ส.ส. มีค่าตอบแทนอื่น รวมถึงค่าตอบแทนผู้ช่วย เดือนละ 2-3 แสนบาทจะยอมลาออกทั้งที่สภายังไม่หมดวาระ ขอเรียกร้องให้ประชาชนสั่งสอนตอนเลือกตั้ง พรรคที่มีพฤติกรรมดูดส.ส. ไม่มีมารยาททางการเมือง ไม่เหมือนพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีการเจรจากับตนว่าจะขอ 2 ส.ส. ไปร่วมงานการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งตนพร้อมให้ไป
ด้านน.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า นายเดชทวีมีปัญหาภายในพรรค ทั้งการแต่งตั้งผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานเกินโควตาที่พรรคกำหนดให้มี 5 คน กลับตั้ง 8 คน เมื่อมีการตรวจสอบโดย พล.ต.ท.วิศณุ ม่วงแพรสี รองหัวหน้าพรรค และขอให้ถอนการตั้งบุคคล นายเดชทวี กลับท้าทายว่า แน่จริงให้ไล่ออก และวันที่นายเดชทวี มากราบลา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แจ้งว่าจะไปลงสมัครท้องถิ่น จะไม่ลงส.ส.เพราะกลัวเครื่องบิน ไม่อยากขึ้นเครื่องมาที่กทม. แต่ วันรุ่งขึ้นไปสวมเสื้อพรรคอื่น ไม่มีมารยาททางการเมือง
กกต.รับรายงานปฏิทินสายัณห์แล้ว
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีนายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ทำปฏิทินรูปคู่กับพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า เราได้รับรายงานทุกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ รูปแบบเป็นปฏิทินแต่เขายังไม่ได้ทำเป็นปฏิทิน และเท่าที่ฟังคำชี้แจงของเขาแล้วที่บอกว่าทำเป็นป้าย ซึ่งรูปแบบของป้ายทำในเชิงปฏิทินก็ได้ หรือถ้าเป็นรูปแบบปฏิทินแล้วไปหาเสียงในโซเชี่ยลก็ได้ แต่ปฏิทินแบบเดิมๆ แล้วนำไปแจกไม่ได้ เพราะนั่นจะถือเป็นทรัพย์สินแล้ว แต่ถ้าอยู่ในโซเชี่ยลเป็นป้ายได้เพราะไม่ได้แจกประชาชน เป็นการสื่อถึงประชาชน อวยพรประชาชนในเทศกาลปีใหม่ ก็ต้องไปดูข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าช่วงนี้ใกล้ถึงวันเลือกตั้ง ส.ส.จะทำของแจกจ่ายประชาชน มีข้อกำชับอะไรพิเศษหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ไม่ต้องกำชับ เชื่อว่าทุกคนรู้ เพราะช่วงนี้อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง เห็นหรือไม่พอคนคิดจะทำปฏิทินก็เกิดปัญหาทันที แค่คิดนะ ตนไม่รู้ว่าเค้าคิดจะทำอะไร ก็มีการตรวจสอบ เขาต้องระวังอยู่แล้ว ส่วนตัวเชื่อว่าทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองทราบดี
ส่วนการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง คนแรกที่ตรวจสอบคือ พรรคการเมือง เพราะกฎหมายกำหนดให้พรรครับบริจาคและประกาศให้ประชาชนรับทราบ จากนั้นค่อยมาส่งให้ กกต. และกกต.จะประกาศให้ประชาชนรับทราบต่อไป นั่นหมายถึงมีการตรวจสอบ 2 ชั้น แต่จะตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหนดูจากกรณีบุคคลมีสัญชาติไทย เราเองก็ดูจากเลขบัตรประชาชน แต่ถ้าบอกว่าเป็นเงินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ต้องมีหน่วยตรวจสอบ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ให้กกต.ไปตรวจสอบ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกกต. เมื่อมีการร้องเรียนมาเราก็ตรวจสอบ เมื่อถามว่าถ้าตรวจสอบแล้วเงินไม่ชอบด้วยกฎหมายจะดำเนินการอย่างไร นายแสวงกล่าวว่า มีกฎหมายรองรับอยู่ อย่าเพิ่งคะเนไปถึงเรื่องนั้นขอให้ดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะอยากให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

วาระพิเศษ – นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประชุมร่วมกับวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. เห็นชอบให้มีการประชุมสภาวาระพิเศษใน วันที่ 28 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเสร็จแล้ว 5 ฉบับ
‘ชวน’แฉส.ส.ไปกองที่ญี่ปุ่น
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาล่มเมื่อ 21 ธ.ค. จะทำให้สัปดาห์สุดท้ายก่อนปีใหม่จะได้รับความร่วมมือหรือไม่ ว่า เชื่อว่าได้รับความร่วมมือ แต่ส่วนหนึ่งตอนนี้สมาชิกไปกองกันอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเยอะ โดยลาไปกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพราะเป็นช่วงที่กมธ.ต้องใช้งบประมาณ ส่วนใหญ่เดินทาง วันที่ 22 ธ.ค. กลับ 27 ธ.ค. การประชุมสภา 21 ธ.ค. ขาดองค์ประชุมไป 4 คน แต่ประธานในที่ประชุมไม่รอ หากรออีก 20 นาที องค์ประชุมคงพร้อม
ต้องยอมรับว่าตอนนี้เป็นอย่างที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ที่ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมบอกว่าว้าเหว่ เพราะสมาชิกแต่ละพรรคมีการเปลี่ยนแปลง ลาออกเกือบทุกวัน ทำให้มีความสับสนอยู่พอสมควร ได้หารือกันว่าการประชุมสภาสัปดาห์หน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง
เวลา 13.30 น. วันนี้ จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) และวิปฝ่ายค้าน เพื่อหารือว่าการประชุมสัปดาห์หน้า สมควรนำวาระที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว ส่งกลับมาสภาและมีการแก้ไข เพื่อดูว่าถ้าแก้ไขเล็กน้อยสภาก็สามารถผ่านได้ และประกาศเป็นกฎหมายได้เลย ถ้าแก้ไขมากก็ต้องตั้ง กมธ.ร่วม ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเสนอของฝ่ายค้านเอง ตนเห็นว่าเป็นประโยชน์ เพราะดูแล้วร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. …. จะใช้เวลาอีกยาว เพราะการประชุม 21 ธ.ค. พิจารณาจากมาตรา 4 ถึงมาตรา 7 เท่านั้น ทั้งที่มี 95 มาตรา ต้องใช้เวลา และทำให้กฎหมายอื่นค้างไปหมด
2 วิปถกด่วน-ซักฟอกกลางม.ค.
เวลา 13.00 น. นายชวนได้ประชุมร่วมกับวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน โดยที่ประชุมมีมติว่า ให้มีการพิจารณาประชุมสภาเป็นวาระพิเศษ ในวันพุธที่ 28 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่วุฒิสภา แก้ไขเพิ่มเติมเสร็จแล้ว 5 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ร่างพ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ร่างพ.ร.บ.สถาปนิก ร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และร่างพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขึ้นมาพิจารณาก่อน ส่วนการประชุมสภาในวันพฤหัสบดีที่ 29 ธ.ค. เป็นวาระปกติ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นพ้องต้องกัน
นอกจากนี้ที่ประชุมยังกำหนดให้ประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 10-11 ม.ค.2566 เพื่อพิจารณา ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเติม มาตรา 159 และมาตรา 272
นายชวนยังได้สอบถามฝ่ายค้านถึงการเสนอยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ว่าจะยื่นเมื่อไหร่ นายสุทินได้แจ้งว่า จะยื่นได้ในวันที่ 28 ธ.ค. เมื่อเป็นเช่นนั้น จะอภิปรายได้ช่วงกลางเดือนม.ค.2566
ภท.ขอเพิ่มวันพิจารณากม.กัญชา
เวลา 14.30 น. นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. กัญชา กัญชง พ.ศ. …. แถลงว่า ตนได้รับแจ้งจากนายชวน ถึงมติที่ประชุมวิปสองฝ่าย ที่กำหนดให้มีการประชุมระเบียบวาระพิเศษในวันพุธที่ 28 ธ.ค. ส่วนร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จในสภาชุดนี้ หากพิจารณาไปตามกำหนด น่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จได้ภายในเดือนม.ค.2566 การมีระเบียบวาระพิเศษเข้ามา จะทำให้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ช้าไปอีก สิ่งที่ควรจะเป็นคือการนำร่างกฎหมายที่ส่งมาจากวุฒิสภา ไปประชุมในวันอื่น ซึ่งสามารถทำได้ในช่วงเดือนม.ค.2566
เมื่อวิปทั้งสองฝ่ายพิจารณากันเช่นนี้ ตนก็น้อมรับ แต่อยากเรียกร้องไปยังวิปทั้งสองฝ่ายว่า ในนำร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ มาพิจารณาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค.2566 โดยเพิ่มวันพิจารณากฎหมายอีก 1 วัน นอกเหนือจากวันพุธแรกซึ่งเป็นวันพิจารณากฎหมายอยู่แล้ว และอยากเรียกร้องไปยังส.ส.ว่าคำนึงถึงสิ่งที่จะต้องทำ เมื่ออยู่ในห้องประชุม ควรแสดงตนให้ครบ ไม่เช่นนั้นจะมีผลทำให้การเดินหน้าพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ รายมาตราสะดุดลง เพราะสภาสมัยประชุมนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.2566
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าเป็นการพยายามลากยาวร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ หรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า ยิ่งลากยาวก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศและประชาชน ต้องทำกฎหมายให้สมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับกับองค์กรระหว่างประเทศหรือยูเอ็น วันนี้เป็นภาระหน้าที่ของเราที่ต้องร่วมกันยืนยันว่า ร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่ร่างของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นของทุกคนที่ต้องทำร่วมกัน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ถูกทิ้งไป และทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ
ประธานกมธ.โต้กลับ‘ชวน’
นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชวน ระบุถึงสาเหตุประชุมสภาล่ม เมื่อ 21 ธ.ค. เพราะมีส.ส.ที่เป็นกมธ.เดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ว่า กรณีดังกล่าวตนเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับที่ประชุมสภาล่ม เนื่องจากมี การเดินทางไปดูงานต่างประเทศไม่กี่กมธ. และส.ส.ไม่กี่คน อีกทั้งการกำหนดภารกิจของ กมธ. จะกำหนดในช่วงวันศุกร์ ถึงวันอังคาร ซึ่งไม่ใช่วันประชุมสภา
สำหรับงบประมาณที่กมธ.จะใช้ศึกษาดูงานในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายของสมัยประชุม มีเพียง 7 แสนบาทต่อคณะกมธ.เท่านั้น ซึ่งไม่มาก เมื่อเทียบกับตลอดทั้งปีงบประมาณที่ได้ 4-5 ล้านบาทต่อคณะ และที่ผ่านมากมธ. ไม่เคยไปดูงานต่างประเทศ แต่ช่วงนี้เป็นปีสุดท้ายและสมัยสุดท้าย กมธ.จึงปฏิบัติภารกิจดูงานตามหน้าที่
เมื่อถามว่า การใช้งบดูงานของกมธ.คือการใช้งบทิ้งทวน เพื่อไปเที่ยวมากกว่าดูงานหรือไม่ นายอนันต์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการทิ้งทวน และการดูงานของกมธ.มีแผนงานว่าจะไปดูงานด้านไหน ซึ่งเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกมธ. เช่น กมธ.สิ่งแวดล้อมไปดูงานด้านสิ่งแวดล้อม, กมธ.คมนาคม ไปดูงานด้านคมนาคม เป็นต้น ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานเลขา ธิการสภา และช่วงนี้กมธ.กิจการสภาฯ มีกำหนดเดินทางไปดูงานต่างประเทศเช่นกัน แต่ตนไม่ได้เดินทางไปด้วยเพราะกระชั้นชิดเกินไป
‘ณัฏฐพล’ไขก๊อกส.ส.เศรษฐกิจไทย
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แล้ว เข้าสู่วาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา จากนั้น เวลา 13.20 น. เข้าสู่เรื่องแจ้งเพื่อทราบ ประธานในที่ประชุมได้แจ้งว่า นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ เขต 2 พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ได้มีหนังสือขอลาออกจากความเป็นส.ส. ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2565 เป็นผลให้สมาชิกภาพความเป็นส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) ทำให้มีส.ส.ปัจจุบันเท่าที่มีอยู่ 438 คน องค์ประชุมกึ่งหนึ่งคือจำนวน 219 คน
นายศุภชัยยังแจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรค พลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ. กิจการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งว่าขอให้แต่งตั้งกมธ. แทนตำแหน่งที่ว่างลงเนื่องจาก นายนิยม ช่างพินิจ ลาออกจาก ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย และกมธ.กิจการสภาฯ เป็นผลให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง โดยเป็นสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ขอให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อมา ซึ่งตัวแทนพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน เข้ามาเป็นกมธ.กิจการ สภาฯ แทน
พท.โวยโหรงเหรง-ขอนับองค์ประชุม
ส่วนการประชุมสภาช่วงบ่าย ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม หลังที่ประชุมรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565
จากนั้นจะพิจารณาวาระต่อไป แต่นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทยลุกขึ้นหารือว่า ที่ประชุมจะพิจารณาต่อหรือไม่เพราะตนดูแล้ว ไม่รู้ว่าสมาชิกจะอภิปรายใครฟัง มองซ้ายดูขวาแล้วจะถึง 20 คนหรือไม่ก็ไม่ทราบ และตนจะขอตรวจองค์ประชุม
นายสุชาติ แย้งว่า ท่านอย่าเพิ่งไปตรวจสอบองค์ประชุมเลย เพราะอยู่นอกห้องก็มี และกมธ. รอรายงานเพื่อที่จะส่งให้รัฐบาล แต่นายอุบลศักดิ์ ระบุว่า อยากให้ส.ส.เข้ามามีส่วนร่วมฟังการอภิปราย ดังนั้นขอกดออดเชิญให้ผู้ที่อยู่ข้างนอก และอยู่จริง เข้ามาในห้องประชุมด้วย ตนคิดว่าสภา ไม่มีคุณภาพเลย ตนนั่งฟังและอยู่ในห้องประชุมมาตลอดจนวินาทีสุดท้าย หันไปหันมาไม่มีใครสนใจ มีคนพูดไม่ถึง 10 คนจึงอยากให้ตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อทำงานให้มีศักดิ์ศรีความเป็นสภาผู้แทนราษฎร
‘สุชาติ’บ่นหิวข้าวสั่งปิดประชุมดื้อๆ
ด้านนายสุชาติ ยังคงชี้แจงว่า กมธ.ยังรออยู่และพร้อมขอให้รายงานสักคณะหนึ่งก่อน เพราะอย่างไรการประชุมก็ถ่ายทอดสด และคิดว่าประชาชนฟังอยู่ พวกเราสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมก็ฟังอยู่
นายอุบลศักดิ์ ยังยืนยันให้ตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อให้คนที่อยู่นอกห้องกลับเข้าห้องเพิ่มองค์ประชุมสมบูรณ์
นายสุชาติจึงกล่าวว่า “อย่างงั้น ผมหิวข้าวแล้วครับ ปิดประชุมครับ” โดยปิดประชุมในเวลา 16.15 น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายสุชาติทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมอยู่นั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ได้มานั่งรอเปลี่ยนการทำหน้าที่แล้ว แต่นายสุชาติ ได้สั่งปิดประชุมก่อน ทำให้นายชวนกล่าวขึ้นว่า อย่างนี้เสียหาย โดยนายสุชาติยกมือไหว้นายชวน พร้อมกล่าวว่า “ผมรับเอง” ท่ามกลางมีเสียงตะโกนมาจากสมาชิกด้านล่างว่า ทำไมไม่ให้นายชวนซึ่งนั่งอยู่ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมต่อ
บอร์ดน้ำเมาค้านขายเหล้าถึงตี 2
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” ตามที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสนอ แบ่งดำเนินงาน 3 ช่วง คือ ก่อนเทศกาลปีใหม่ รณรงค์จัดกิจกรรมปีใหม่ปลอดเหล้า สวดมนต์ข้ามปี สร้างกระแสปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ห้ามขายเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามส่งเสริมการขาย ขายในเวลาที่กำหนด, ช่วงเทศกาลปีใหม่ ใช้มาตรการชุมชนเชิงบวก ด่านชุมชนคัดกรองผู้ขับขี่มึนเมา เป่าวัดแอลกอฮอล์หรือตรวจเลือดทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุ และช่วงหลังปีใหม่ เน้นคัดกรองส่งต่อผู้กระทำผิดฐานเมาแล้วขับที่ถูกศาลสั่งคุมประพฤติ ให้เข้ารับการบำบัดรักษา
ส่วนข้อเสนอของกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน เช่น ขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปจนถึง 02.00 น. ยกเลิกเวลาห้ามขาย 14.00-17.00 น. และพิจารณากำหนดพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวยามค่ำคืน ให้ขายตั้งแต่ 11.00-04.00 น.นั้น คณะกรรมการเห็นตรงกันว่า ไทยมีการกำหนดเวลาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน และการควบคุมการขายก็เพื่อลดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ อาชญากรรม การบำบัดฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึง โดยง่าย ซึ่งเป็นมาตรการที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ
“การศึกษาจำนวนมากพบว่า การขยายระยะเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะนำไปสู่การบริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มของอาชญากรรมความรุนแรงในพื้นที่ จึงเห็นควรคงมาตรการดังกล่าวไว้ตามเดิม ซึ่งประกาศดังกล่าวยกเว้นการขายภายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติอยู่แล้ว จึงไม่ต้องแก้ไขประกาศ ส่วนที่กล่าวอ้างว่ามาตรการห้ามขายบริเวณสถานศึกษาตามคำสั่ง คสช.ไม่มีประสิทธิภาพควบคุมการดื่ม ไม่เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกมาตรการนี้” นายสาธิตกล่าว
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี พบว่า มีอุบัติเหตุการบาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนจำนวนมาก สถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2564 – 4 ม.ค. 2565 รวม 7 วัน เกิดอุบัติเหตุ 2,707 ครั้ง เสียชีวิต 333 ราย บาดเจ็บ 2,672 คน พบอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ยานพาหนะเป็นอันดับ 2 คิดเป็น 29.51% ส่วนสถิติคดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ในช่วงเทศกาล ปีใหม่ 2565 เป็นคดี “เมาแล้วขับ” สูงถึง 1.5 หมื่นคน