เตือนฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินค่ามาตรฐานคลุ้งทั่วกรุงเทพฯ 21 จุด ชี้เกิดจากอากาศนิ่ง ความเร็วลมอ่อน ช่วง 27-28 ธ.ค. เมืองกรุง-จังหวัดปริมณฑล อ่วมฝุ่นอีก รมต.ท็อปแจงกระทรวงทส. เกาะติดสถานการณ์ฝุ่นกับอุตุฯ ต่อเนื่อง รณรงค์ต่อเนื่องปี66 ทั่วประเทศ ‘ชิงเก็บ ลดเผา’ เก็บเชื้อเพลิงอัดเป็นก้อนขยะมูลฝอย ขายให้โรงงานแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ลดหมอกควันไฟป่า-ฝุ่นได้ จี้เข้มตรวจควันดำรถยนต์ ขอความร่วมมือ ผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันกำมะถันต่ำออกมาจำหน่ายในราคาปกติ ในช่วงวิกฤตฝุ่น
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ธ.ค. กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ คุณภาพอากาศดี ถึง เริ่มมีผล กระทบต่อสุขภาพ โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 มีค่าระหว่าง 27-65 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. พบพื้นที่เกินมาตรฐานรวม 21 จุด ได้แก่
ริมถนนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ, ริมถนนเอกชัย เขตบางบอน, ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม, ริมถนนเพชรเกษม เขตภาษีเจริญ, ริมถนนคลอง ทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา, ริมถนนพุทธมณฑล 1 เขตตลิ่งชัน, ริมถนนแยกท่าพระ เขตบางกอกใหญ่, ริมถนนเจริญนคร เขตคลองสาน, ริมถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี, ริมถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ, เขตดอนเมือง, ริมถนนบางนา-ตราด เขตบางนา, ริมถนนพระราม 3 เขตยานนาวา, ริมถนนตรีมิตร วงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์, ริมถนนราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ, สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา, สวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ, ริมถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน, ริมถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด, เขตจอมทอง, และริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ระบุสาเหตุของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ได้แก่ เพดานการลอยตัวอากาศเริ่มต่ำลง ความเร็วลมอ่อน และการยกตัวของอากาศไม่ดี ทำให้อากาศนิ่ง และมีการสะสมของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มากขึ้น โดยช่วงหลังวันที่ 24 ธ.ค. สถานการณ์ฝุ่นละอองจะมีแนวโน้มที่ลดลงเนื่องจากลมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังแรงมากขึ้นช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ประกอบกับสภาพอากาศที่เปิดยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงวันที่ 27-28 ธ.ค. อาจมีโอกาสพบสถานการณ์ฝุ่นละอองขึ้นสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกครั้ง
วันเดียวกัน ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาการขับเคลื่อนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 หลังมวลอากาศเย็นแผ่ปกคลุม และอยู่ในสภาวะลมสงบนิ่ง ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรฯประสานกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันติดตามแก้ไขปัญหา และยกระดับปฏิบัติการขับเคลื่อนในเชิงรุก ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการอื่นๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่เมือง พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ป่า พร้อมแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงวัย และสตรีมีครรภ์ ที่อาจได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
นายวราวุธเปิดเผยว่า ทส.มีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน ติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มาตลอด ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมาการเผา และจุดความร้อนในประเทศไทย ลดลงไปกว่า 80% แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงเรื่องปริมาณจุดความร้อนในประเทศไทย ที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2566 จึงได้เร่งเข้าไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ให้กับประชาชนทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือ ที่มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ มีการสะสมของเชื้อเพลิงจำนวนมาก ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการเก็บเชื้อเพลิงเหล่านี้มาอัดเป็นก้อน ทำเป็นเชื้อเพลิงขยะมูลฝอย (Refuse Derived Fuel) หรือ RDF ขายให้กับโรงงานต่างๆ แปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงาน อื่นๆ ดังนั้นในปี 2566 ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกๆ คนเพื่ออากาศบริสุทธิ์ของพวกเรา เพื่อจะได้ไม่มีหมอกควันไฟป่า และลดการเกิดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ
“ทส.ประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อพยากรณ์สภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ของประเทศ ว่าจะเกิดอากาศกดทับ มีการเคลื่อนที่ของกระแสลมมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้นมา จะทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้ ขณะที่การควบคุมฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เมือง ก่อนหน้านี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีมาตรการทั้ง การบังคับใช้กฎหมาย การเข้มงวดตรวจวัดควันดำ การตรวจสภาพและบำรุงรักษารถยนต์ รวมถึงการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมัน นำน้ำมันกำมะถันต่ำออกมาจำหน่ายในราคาปกติ ในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล” นายวราวุธกล่าว