เพจเชียร์-คึกคัก ชลน่านชี้ยิ่งหนุน พท.แลนด์สไลด์
รวมไทยสร้างชาติคึกรับ ‘บิ๊กตู่’เป็นแคนดิเดตนายกฯ เลขาฯ พรรคฟุ้งได้ส.ส.แตะ 100 ไม่ใช่แค่ 25 ‘พีระพันธุ์’ เตรียมหาตำแหน่งเหมาะสมให้ สะพัดนั่งประธาน ซูเปอร์บอร์ด ‘เพจลุงตู่ตูน’กระหึ่มโพสต์เชียร์ตู่ไปต่อ สานภารกิจให้สำเร็จ ‘ชลน่าน’เย้ย‘ประยุทธ์’ประกาศชิงนายกฯ ยิ่งหนุนเพื่อไทยแลนด์สไลด์ เหตุคนเบื่อสืบทอดอำนาจ จี้กกต.จับตาใช้ของหลวงลงพื้นที่หาเสียง ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกแบบไม่ลงมติ 28 ธ.ค. ‘สุทิน’ลั่นต้องได้อภิปรายไม่เกินปลายเดือนม.ค.66 ‘จุรินทร์’นำทีมเปิดตัว 6 ผู้สมัครสกลนคร
เพจลุงตู่ตูนโพสต์เชียร์‘บิ๊กตู่’
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประกาศความชัดเจนทางการเมืองในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตามที่ได้รับการทาบทาม เพจเฟซบุ๊ก “ลุงตู่ตูน” ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ “8 ปี นายกฯ ตู่ ทำอะไรไปแล้วบ้าง” โดยระบุข้อความว่า “นายกฯ ลุงตู่” ไปต่อ “ประชาชน” ก็สนับสนุน
เสียงสะท้อนจากประชาชน สนับสนุนให้ “นายกฯ ลุงตู่” ไปต่อ สานภารกิจให้สำเร็จ เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า อาทิ โควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสงคราม เป็นต้น จนพาประเทศผ่านพ้นทุกปัญหา 8 ปีที่ผ่านมา “นายกฯ ลุงตู่” วางโครงสร้างพื้นฐาน วางอนาคตให้ลูกหลานไทยในทุกด้าน เมื่อ “นายกฯ ลุงตู่” จะไปต่อ “ประชาชน” จึงพร้อมสนับสนุน พร้อมเดินหน้าไปพร้อมกับผู้นำที่เชื่อใจและมั่นใจ
ปปช.หนุนสานภารกิจ
นอกจากนี้ ในคลิปวิดีโอมีเนื้อหาเป็นการสัมภาษณ์ประชาชนจากหลายกลุ่มถึงผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดช่วงกว่า 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์ต่างพอใจในผลงานด้านต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่ง, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง, การปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ กทม. และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นต้น
“ผมไม่ได้เข้าข้างใคร เขา (พล.อ.ประยุทธ์) ก็ทำงาน ถ้าไม่มีเขา เราก็แย่เหมือนกัน” ประชาชนรายหนึ่งกล่าว
“โครงการคนละครึ่งทำให้ประชาชนจากหลายๆ ภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์ บางคนไม่ต้องใช้เงินสำรองส่วนตัวเยอะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนได้เป็นอย่างดี” ผู้ให้สัมภาษณ์อีกรายระบุ
“เขา (พล.อ.ประยุทธ์) ก็บริหารได้ดี เขาก็ช่วยเหลือเวลามีโควิด เขาก็ช่วยเหลือประชาชน ถ้าลุงตู่เข้ามาอีก เราก็ยอมรับเขา” ประชาชนอีกรายกล่าว
‘พีระพันธุ์’โต้ปมนายกฯครอบงำ
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ทราบข่าวว่านายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จะมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งน่าจะเป็นวันที่ 27 ธ.ค. แต่เพราะยังไม่ได้คุยกันเป็นการส่วนตัว จึงไม่สามารถยืนยันว่าใช่วันดังกล่าวหรือไม่ เช่นเดียวกับการสมัครเป็นสมาชิกพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาการสมัคร แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมหลายด้านประกอบกัน จึงไม่สามารถระบุวันเวลาที่แน่ชัดได้ ต้องหารือกันอีกครั้ง เนื่องจากนายกฯ มีภารกิจมาก
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นโยบายพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ระบุว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศเป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนเป็นนสมาชิกพรรคและก่อนพรรคจะมีมติ อาจเข้าลักษณะคนนอกครอบงำพรร คการเมือง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เป็นการให้ความเห็นด้วยความหวังดี แต่ขอยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงหรือครอบงำพรรค สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์พูดออกไป เป็นผลจากการหารือร่วมกันช่วงเช้าวันที่ 23 ธ.ค. กับตนในฐานะหัวพรรคเท่านั้น จึงไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิด
“ขอย้ำอีกครั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย หรือสั่งการอะไรให้พรรคต้องทำตาม ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย และจากที่ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ประสงค์จะเข้ารับ ตำแหน่งใดๆ ในพรรคทั้งสิ้น เพราะเห็นว่าที่ทำกันไว้ดีอยู่แล้ว” นายพีระพันธุ์กล่าว
เล็งให้นั่งปธ.ซูเปอร์บอร์ด
ต่อข้อถามถึงความเป็นไปได้ในการตั้ง ซูเปอร์บอร์ด รองรับตำแหน่งในพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์ และผู้ที่จะติดตามมานาย พีระพันธุ์กล่าวว่า ที่เรียกกันแบบนั้นไม่ได้อยากจะไปค้านอะไร เพราะไม่ได้เสียหาย แต่ตามกฎหมายมีคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ครบแล้ว เพราะเดินงานพรรคมาหลายเดือน หากมีการเปลี่ยนแปลง อาจไม่ทันต่อระยะเวลาที่ต้องไปเตรียมการเรื่องอื่น และพรรคไม่ได้มีปัญหาโครงสร้างกก.บห. ขออย่าคิดกันไปเอง
ส่วนตัวมองว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาทำงานกับพรรค ต้องให้เกียรติท่านในฐานะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณภาพ จะให้มาอยู่ในพรรคโดยไม่มีตำแหน่ง เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม จึงกำลังพิจารณาเรื่องนี้กันอยู่ ส่วนกระแสข่าวว่าจะมี ส.ส.จำนวนหนึ่ง ตาม พล.อ.ประยุทธ์มาเข้าสังกัดพรรค อีก 40 คนนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งจะประกาศเจตนารมณ์เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาพูดคุยกับตนว่าประสงค์จะเข้ามาสังกัดพรรคเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติจะประชุมแกนนำพรรค เพื่อหารือวางแนวทางการเลือกตั้ง และจะขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานซูเปอร์บอร์ดของพรรคด้วย
โวบิ๊กเนมมาอื้อ-ได้ส.ส.แตะ 100
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า หากมีนักการเมืองจำนวนมากไหลตาม พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาอยู่กับพรรคก็ไม่เป็นปัญหา พรรคมีวิธีจัดการให้ทุกคนมีบทบาทในพื้นที่ได้แน่นอน ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับส.ส.บิ๊กเนมแต่ละพื้นที่จำนวนหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ชัดเจน แล้วจะมีคนไหลมาจำนวนหนึ่ง และข่าวที่มีการพูดกันว่าจะมีส.ส.เข้ามาร่วมประมาณ 40 คน คิดว่าไม่ได้คลาดเคลื่อนมาก และอาจมากขึ้นก็ได้ อีกทั้งยังมีบิ๊กเนม ที่ไม่ได้เป็นส.ส. เช่น นายกอบจ. หรือนักการเมืองท้องถิ่นที่มีแสงในตัวในจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีโอกาสดีกว่าส.ส.ปัจจุบันเสียอีก มีจำนวนเกิน 100 คน ขณะนี้เรามีผู้สมัครที่สู้ได้ในทุกภาค
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้อีกแค่ 2 ปี จะมีปัญหาในการหาเสียงหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่าไม่เป็นปัญหาเลย คนดี ทำงาน 1 ปี 2 ปี มีค่า เท่ากันและถ้าดูตามหลักวิทยาศาสตร์คำนวณแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะเหลือเวลาเกิน 2 ปีครึ่ง น่าจะเกินค่าเฉลี่ยรัฐบาลที่ผ่านๆ มาของประเทศแล้ว หากไปถึงจุดนั้นก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีส่วนขับเคลื่อนประเทศ ท่านยังเป็นกำลังสำคัญได้อยู่ ส่วนตำแหน่งนายกฯ ก็มีกลไก ถึงวันนั้นค่อยไปดูว่าใครเหมาะสมไม่มีปัญหา ถ้าไม่พอใจปรับใหม่หมด จะยุบสภาก็ทำได้ เวลา 2 ปี กว่าจะ 3 ปี ถือว่ามากเกินพอที่ พล.อ.ประยุทธ์จะสานต่อภารกิจที่ค้างคาและต่อยอดวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ต่อข้อถามว่าได้ประเมินหรือไม่ว่าจะได้ ส.ส.ประมาณเท่าไหร่ นายเอกนัฏกล่าวว่า มีคนเคยถามว่าจะได้ ส.ส.เกิน 25 เสียงหรือไม่ ตนยืนยันว่าเกินแน่นอน เพราะจากผลสำรวจแค่ภาคเดียวก็เกินแล้ว ใจตนหากได้แตะ 100 คนก็เป็นเรื่องดี จะได้เป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด จะได้มีกำลังผลักดันสิ่งที่เราบอกประชาชนไว้ และสิ่งสำคัญกว่าการเป็นพรรคใหญ่คือมาแล้วต้องทำประโยชน์ให้ประเทศ เป็นสถาบันการเมือง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแบบนั้นเราก็ไม่เอา
ไม่ปิดทางร่วมงานกับทุกพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าหลังการเลือกตั้งจะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายเอกนัฏกล่าวว่า ต้องดูผลการเลือกตั้งก่อน แต่ถ้าวิเคราะห์จากสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตัวชัดเจนและดูว่าที่ผู้สมัครทั่วประเทศ ถ้าทุกอย่างเป็นตามที่คาดการณ์เราจะได้ ส.ส.จำนวนไม่น้อย มีโอกาสร่วมกับพรรคการเมืองอื่นจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนจะร่ามทำงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร เวลานี้แต่ละพรรคต้องเร่งแสดงจุดยืนของตัวเองแล้วไปแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ได้ส.ส.เท่าไหร่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าจำนวนเป็นอย่างไร จุดยืนตรงกันหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องว่าหลังเลือกตั้ง
ต่อข้อถามถามว่าสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายค้านในปัจจุบันได้หรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า คนมองว่าเราเป็นพันธมิตร เป็น กปปส. แต่ปัจจุบันมีคนเสื้อแดงมาร่วมงานกับรวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก เราไม่ยึดติดความขัดแย้งในอดีต คิดว่าทุกคนที่มีแนวคิดตรงกันอยากเข้ามาทำการเมืองเพื่อส่วนรวม อยากทำการเมืองอย่างสุจริตสร้างพรรคการเมืองเป็นที่พึ่งของประชาชน ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ถ้าคิดแบบนี้ไปกันได้ แต่ถึงเวลานั้นก็ต้องมาทบทวนอีกทีว่าพรรคไหนคิดเหมือนเราหรือไม่ เมื่อถามว่า ไม่ปิดทางร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือพรรคอื่นๆ ใช่หรือไม่ นาย เอกนัฏกล่าวว่า “จะไปปิดทางในเร็ววันแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่อยากพูดไปเดียวหาว่าเราปฏิเสธคนนั้นคนนี้วนเวียนอยู่กับความ ขัดแย้งอีก วันนี้เราต้องเดินไปข้างหน้า”
ส.ว.วันชัยชี้อย่าหวังนอนมา
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.โพสต์ข้อความเรื่อง “เสียง 250 ส.ว.กับ 250 ส.ส.ใครใหญ่กว่ากัน” ว่า ความชัดเจนในท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เท่ากับว่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับยกแรกของการเปิดฉากเข้าโรมรันพันตูของพรรคการเมือง มุ่งสู่ชัยชนะการเลือกตั้งเพื่อครองเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 และนั่นหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องพร้อมในทุกกระบวนท่าในสนามการแข่งขันทางการเมือง ต่างจากคราวที่แล้วที่ไม่ได้กระโดดเข้ามาอย่างเต็มตัว
คนมักจะเข้าใจว่าเสียงส.ว.250 ใหญ่กว่า เป็นกอบเป็นกำกว่าและก็แน่นอนกว่า เป็นภาพลวงตาที่กล่าวหากันจนทำให้คนเชื่อว่าส.ว.เป็นยักษ์เป็นมาร เป็นตัวถ่วงประชาธิปไตย แท้ที่จริงแล้วเสียงของส.ส. 250 ใหญ่กว่า เป็นอำนาจที่แท้จริงของประชาชน และรัฐบาลจะดำรงคงอยู่ได้ก็ด้วยเสียงของส.ส.เกินกว่า 250 จะมีส.ว. 300 หรือ 500 คนก็ไม่สามารถที่จะทำให้รัฐบาลดำรงคงอยู่ได้ และอย่างที่ตนเคยบอกไว้แล้วว่าใครรวมเสียงส.ส.ได้เกินกว่า 250 คน คนๆ นั้นจะต้องเป็นรัฐบาล และมั่นใจว่าส.ว.คงโหวตให้คนนั้นเป็นนายกฯ คงไม่มีใครกล้าสวนกระแสของประชาชนเป็นแน่
ที่ย้ำเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่าเสียงส.ส. 250 นั้นเป็นเสียงที่ใหญ่จริงๆ มีพลังมีอำนาจ มากกว่าส.ว. 250 ไม่อยากจะให้พรรคการเมืองและประชาชนหลงกลต่อมายาคติในเรื่องนี้ เมื่อกฎหมายเลือกตั้งประกาศใช้แล้วและกลางเดือนหน้าเป็นต้นไปการเมืองจะเข้มข้นดุเดือดมากยิ่งขึ้น ยิ่งฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายทั่วไป ใครจะยอมให้ตีหัวเข้าบ้านฟรีๆ คงได้เห็นดีกันบ้าง อาจยุบสภาให้ฝ่ายค้านชกลมไปก็ได้
เรื่องเสียง 250 นี้เพื่อไทยรู้ดี ไม่ยอมเดินไปตามกลเกมที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงหวังพังทลายด้วยแลนด์สไลด์ ในขณะที่อีกฝ่ายยังเดินตามเกมเก่า หวังเอาเสียงส.ว.เป็นตัวตั้ง ยิ่งมาแยกกันเดินด้วยยิ่งไปกันใหญ่ หวังจะได้เป็นกอบเป็นกำและหวังจะนอนมาเหมือนเดิมก็คงจะไม่ใช่ ปัจจัยการเมืองกระแสนิยมและเงื่อนไขต่างๆ มันเปลี่ยนไปมาก อาจต้องนอนมาแบบมีพระนำหน้าก็เป็นไปได้ สถานการณ์ตอนนี้ ต้องตั้งสติสวดมนต์ข้ามปีที่วัดไก่เตี้ย สัมฤทธิ์สำเร็จโชคดี เป็น นายกฯ และรัฐมนตรีแน่นอน
ชทพ.คุยมีเซอร์ไพรส์เหมือนกัน
ที่วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) จ.เพชรบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะใกล้เลือกตั้งแล้ว ที่ผ่านมาทุกคนกังขาอยู่ แต่ปัจจุบันมีความชัดเจนแล้ว ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นพรรคที่มีศักยภาพ คิดว่าจะเป็นทางเลือกอีกทางให้สังคมไทย และมีความชัดเจนในบริบทของการเมืองมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประกาศตัวของ นายกฯจะเป็นสัญญาณการยุบสภาหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า เวลานี้อยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และหลังปีใหม่ไปแล้วเหลือเวลาอีก 3 เดือน ดังนั้นจากนี้ไปจะยุบสภาเมื่อไหร่นั้น คิดว่าไม่มีความแตกต่างแล้ว พรรคการเมืองก็มีความพร้อมในระดับหนึ่ง รอแค่เวลาที่นายกฯจะยุบสภา และมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาถ้าเลือกตั้งพรุ่งนี้ เราก็สามารถลงเลือกตั้งได้เลย
เมื่อถามว่าจะมีส.ส.เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา เพิ่มขึ้นหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า มีแน่นอน แต่ถ้าบอกไปก่อน เขาจะไม่มา เพราะเราเป็นพรรคขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ยังไม่ใช่พรรคใหญ่ จึงต้องค่อยๆ ทำทีละก้าว ไม่หวือหวา และหวังเหมือนกันว่าจะมีเซอร์ไพรส์ แต่เซอร์ไพรส์ของตน ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเซอร์ไพรส์ของสื่อมวลชนหรือไม่
พท.เชื่อ‘ตู่’หนุนแลนด์สไลด์
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ที่ประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ ให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติเพราะพี่น้องประชาชนจะได้มีข้อพิจารณา และตัดสินว่าจะให้พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อหรือไม่ ส่วนพรรคการเมืองต่างๆ จะได้วางแนวทางการต่อสู้ในสนามการเมืองให้เป็นไปตามกติกา ต่างคนต่างแข่งขันกันด้วยนโยบายและการเข้าหาพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยชัดเจนในการรณรงค์หาเสียง เพราะจะได้บอกว่าถ้าพี่น้องประชาชนที่ไม่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจต่อไป ให้มาเลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้เปรียบจากความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในมุมการเมืองผู้ที่เป็นรัฐบาลมีความได้เปรียบอยู่แล้วโดยธรรมชาติ หน้าที่อำนาจบางเรื่องมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้สามารถทำได้ด้วย เช่น การดูแลพี่น้องประชาชนในภาวะวิกฤต การเสนอให้ทำตามหน้าที่เพื่อดูแลประชาชนให้เต็มที่ ขณะที่พรรคอื่นทำไม่ได้
ขณะนี้ยังมีข้อกำหนด 180 วันเรื่องการหาเสียง การมีอำนาจรัฐจะเป็นโครงข่ายที่เอื้ออำนวยต่อความได้เปรียบทางการเมืองที่อยู่นอกเหนืออำนาจและหน้าที่การเป็นรัฐบาล ยกตัวอย่างการลงพื้นที่เยี่ยมน้ำท่วมปรากฏชัดว่ามีแต่โครงข่ายของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ไปลงพื้นที่ด้วย แต่เราต้องบอกไปยังผู้ที่มีอำนาจว่าท่านต้องใช้อำนาจหน้าที่ให้ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพี่น้องประชาชนและทุกพรรคการเมืองมองอยู่ ถ้าเห็นว่าไม่เป็นธรรมกระแสจะตีกลับไปอยู่ที่ผู้ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบนั้น และสามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ด้วย
จี้กกต.จับตาตีกินหาเสียง
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจทิ้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่อยู่กันมากว่า 40 ปี ไปอยู่กับพรรครวมดาว กปปส.ชัตดาวน์ประเทศที่รู้จักกันไม่กี่ปี ทั้งที่พรรคการเมืองเก่าที่แกนนำ กปปส.เคยอยู่ยังปิดประตูใส่ ไม่อยากรับกลับ ไม่รู้พล.อ.ประยุทธ์ จะเอาอนาคตไปทิ้งที่นั่น หรือไปเป็นนายกฯ คนละครึ่งกับหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
การลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมาและหลังจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจับตาดูให้ดี ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาไม่สองมาตรฐาน ต้องแยกเส้นแบ่งระหว่างการลงพื้นที่ติดตามนโยบายรัฐบาลกับการลงพื้นที่ไปหาเสียงให้ออก พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐ ไม่ใช้เวลาของทางราชการไปหาเสียงที่เป็นการเสี่ยงผิดกฎหมายและเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
กฎเหล็กคุมเข้มหาเสียง 180 วันก่อนสภา ครบวาระของ กกต.ต้องไม่ให้นักการเมือง พรรคการเมืองหาประโยชน์ หากพล.อ.ประยุทธ์พยายามอาศัยช่องโหว่ลงพื้นที่ตีกินหาเสียงแบบคาบลูกคาบดอก กกต.ต้องไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ หาเสียงแล้วอ้างว่าไปติดตามนโยบายรัฐบาลก็อ้างไป แต่วันนี้หลายหน่วยงานเกียร์ว่าง แทบไม่รับคำสั่งรัฐบาล เพราะอ่านสัญญาณออกชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว จึงไม่น่าจะมีงานอะไรให้ต้องไปติดตามได้แล้ว กกต.ต้องไม่เกรงใจรัฐบาล ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม
เหน็บพรรคตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศเป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ดี ถือว่าชัดเจนหลังจากที่อึมครึมมานาน เมื่อท่านมีพรรคการเมืองสังกัดชัดเจน ทุกฝ่ายจะได้เดินไปตามกติกาเดียวกัน แต่ประชาชนจะดูออกบอกได้ ว่าจะมีการเอาเปรียบคู่แข่งหรือไม่หลังจากที่ พล.อ. ประยุทธ์เซ็นตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติมาเป็นเลขาธิการนายกฯ เหมือนตั้งให้มาเอาสถานะไปใช้เพื่อพรรค เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้เอาเปรียบพรรค การเมืองอื่น ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสม เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องจับตาดูการลงพื้นที่ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรภาครัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ด้วยว่าเอื้อประโยชน์ให้พรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่
“แม้ขณะนี้จะยังไม่เกิดความเสียหาย แต่สิ่งที่เสียหายไปแล้ว คือความรู้สึกของประชาชน เพราะประชาชนรับรู้ว่าแค่เริ่มต้นก็คิดจะเอาเปรียบกันแล้ว ส่วนพรรคที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ ประชาชนดูออกว่าจะอยู่ได้ไหม เข้มแข็งหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลที่อ่อนแอเพราะเกิดจากพรรค การเมืองที่สุกเอาเผากิน เมื่อรัฐบาลอ่อนแอก็บริหารอ่อนแอ” นายสุทินกล่าว
ฝ่ายค้านลั่นม.ค.66ต้องได้ซักฟอก
นายสุทินกล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ว่า ฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ในวันที่ 28 ธ.ค. โดยวันที่ 26 ธ.ค. ฝ่ายค้านจะประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อสรุปเนื้อหาและประเด็นที่จะใช้อภิปรายรัฐบาล ขณะนี้มีความสมบูรณ์ถึง 99% แล้ว โดยเรื่องใหญ่ๆ คืออภิปรายถึงความล้มเหลวของนโยบายเร่งด่วนทั้ง 12 ข้อของรัฐบาล จะตีรวมทุกประเด็น ความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจ การทุจริตในโครงการใหญ่ กรณีของตู้ห่าว กลุ่มทุนจีนสีเทา รวมถึงการอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อใช้ทำการเมืองในช่วงปลายสมัยรัฐบาล
เราตั้งใจจะอภิปรายประมาณ 3 วัน ซึ่งจากการหารือกับนายชวน น่าจะได้อภิปรายช่วงวันที่ 15-20 ม.ค.2566 แต่ต้องรอดูว่ารัฐบาลพร้อมเมื่อไร ถึงอย่างไรก็ต้องได้อภิปรายไม่เกินปลายเดือน ม.ค.2566 เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยังไม่ประกาศยุบสภาก่อน เพราะเขายังไม่พร้อม พรรครวมไทยสร้างชาติที่ท่านไปสังกัดก็ยังเป็นวุ้นอยู่เลย
“การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นสตอรี่เดียวกัน เราจะแบ่งบทกันเล่น แบ่งบทกันแสดงเป็นตอนๆ ไป เนื้อหาจะชัดเจน ประชาชนที่ติดตามจะเข้าใจง่าย เราจะฉายภาพ 8 ปีความล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในทุกด้าน เป็น 8 ปีแห่งความสูญเสียโอกาสของประชาชน ภาพของการทำลายอนาคตของประเทศ ทำประเทศอ่อนแอ ไร้ศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลก เราจะชี้ให้ประชาชนเห็นถึงรัฐบาลที่พูดแล้วไม่ทำ สัญญาแล้วไม่ทำ รัฐบาลที่โกหกประชาชน ชี้ให้เห็นว่าอะไรที่ทำแล้วก็ทำไม่สำเร็จเพราะไร้ฝีมือ ประชาชนจะได้ตระหนักรู้ไม่เชื่อ และไม่เลือกใครหรือพรรคไหนที่มาสัญญาอะไรอีก” นายสุทินกล่าว

ปักธงอีสาน – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรค จัดกิจกรรม ‘จุรินทร์ ออนทัวร์’ เปิดตัว 6 ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยา เขตสกลนคร เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.
‘จุรินทร์’เปิดตัว 6 ผู้สมัครสกลนคร
ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค และผอ.เลือกตั้งพรรค นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันนำ “จุรินทร์ ออนทัวร์” เดินทางไป จ.สกลนคร เพื่อเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร 6 คน ได้แก่ นายสาคร พรหมภักดี, นายวีรศักดิ์ พรหมภักดี, นายอภิลักษณ์ เคนไขยวงศ์, นายชาตรี หล้าพรหม, นางยุพาวรรณ จักรพิมพ์, นายณปภัช เสโนฤทธิ์
นายจุรินทร์กล่าวปราศรัยว่า สกลนครเคยมีผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ มาแล้วถึง 7 สมัย ดังนั้นประชาธิปัตย์กับคนสกลนครจึงมีความผูกพันกันมายาวนาน นับตั้งแต่นายประชา ตงศิริ ส.ส.ที่ทุ่มเททำงานหนักเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต สืบต่อด้วย “อนงค์ ตงศิริ” ส.ส.หญิงคนแรกของสกลนคร และเป็น “หญิงเหล็ก” ในวงการเมือง เป็นช่วงเวลาที่ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องชาวสกลนครอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
สำหรับการเลือกตั้งเที่ยวหน้า พี่น้องชาวสกลนครคงจะให้โอกาสกับประชา ธิปัตย์อีกคำรบหนึ่ง หากจะถามว่าประชาธิปัตย์เอาอะไรมาขายกับคนสกลนครในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง คำตอบสั้นๆ คือ ขายความเป็นประชาธิปัตย์ ขายนโยบาย ขายผลงานให้พี่น้องชาวสกลนครอยู่ดีกินดีต่อไปในอนาคต ที่สำคัญคือขายผู้สมัครที่ประชาธิปัตย์ คัดสรรบุคคลที่มีศักยภาพและมีความรู้ความสามารถที่จะไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนคนสกลนครได้ต่อไป
อ้อนขอโอกาสปชป.
“ที่บอกว่าขายความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากความผูกพันที่ต่อเนื่องมายาวนานแล้ว ในเรื่องนโยบายและผลงานพี่น้องคงเห็นอยู่ชัดเจนว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่เข้าร่วมรัฐบาล แม้เราจะมีแค่ 52 เสียงใน 500 เสียง แต่ 3 ปีกว่าๆ จนเข้าปีที่ 4 ประชาธิปัตย์สร้างผลงานให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศมากเกินจำนวนเสียงที่ได้รับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายประกันรายได้เกษตรกร จึงเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ประชาธิปัตย์ทำมากับมือ ไม่เฉพาะกับคนภาคเหนือ คนภาคกลาง คนภาคใต้ แต่ให้กับคนอีสานเป็นการเฉพาะด้วย” นาย จุรินทร์กล่าว
นอกจากนั้นเรายังขับเคลื่อนการส่งออกเพื่อให้สินค้าเกษตรของพี่น้องคนภาคอีสาน คนสกลนครสามารถส่งไปขายต่างประเทศ นำเงินเข้าประเทศมาสร้างความร่ำรวยให้กับประเทศด้วย และต่อไปในอนาคต อีสานจะต้องไม่อยู่แค่ภาคการเกษตร แต่เราต้องทำให้อีสานลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการทำอีสานเชื่อมประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจและทำอีสานเชื่อมโลกต่อไปในอนาคตด้วย นโยบายอีสานเชื่อมไทยอีสานเชื่อมโลก จึงเป็นการใช้การเกษตรเป็นฐาน และใช้การส่งออกเป็นการสร้างเงินให้ประเทศ รวมทั้งใช้การท่องเที่ยวสร้างเงินให้กับชาวอีสาน และ ต่อไปสกลนครต้องขายการท่องเที่ยวพร้อมกับซอฟต์เพาเวอร์ ที่เป็นการนำศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนอีสาน และมีความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองมาขายเพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวอีสาน และสกลนครต่อไป
‘อุตตม’ยัน‘ปุ้ม’ทิ้งสอท.ไม่กระทบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 23 ธ.ค. นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ได้ยื่นใบลาออกจากพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) โดยระบุว่า “ผมขอลาออกจากตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคกรุงเทพฯ คณะกรรมการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสมาชิกพรรค เนื่องจากต้องใช้เวลาในการดูแลคุณแม่ซึ่งมีอายุมากแล้ว ขอขอบคุณหัวหน้าที่ให้ความไว้วางใจผมมาจนถึงทุกวันนี้”
นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ให้สัมภาษณ์ว่า นาย สุรนันทน์ คุยกับตนไว้นานแล้วว่าอยากจะขอออกไปดูแลคุณแม่ที่อายุมาก 85 ปี อยากใช้เวลาดูมากขึ้น เพราะเป็นลูกชายคนเดียว การที่นายสุรนันทน์ ได้ร่วมทำงานกับพรรคมาถือว่ามีผลงานที่ดีมีการจัดทัพได้ระดับหนึ่ง ทางพรรคสามารถจะสานงานต่อได้ ในกทม.ตนจะเข้าไปดูแลแทนเอง โดยอาจมีทีมเข้ามาช่วยดูเพิ่มเติม ตอนนี้ทุกคนในกทม.ยังอยู่กันเหมือนเดิม ยอมรับว่าอาจจะมีการตกใจกันบ้าง แต่ ทุกคนไม่ได้เสียกำลังใจยังเดินหน้าทำงาน ต่อไปได้ ซึ่งวันจันทร์ที่ 26 ธ.ค. ตนจะประชุมกับทีมกทม.ในการที่จะเดินหน้าทำงาน ต่อทันทีเพราะได้มีการวางแผนกันไว้หมดแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้มีข่าวถึงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในพรรคจะเป็นสาเหตุให้นายสุรนันทน์ลาออกหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า ยืนยันไม่มีความขัดแย้ง ในทางการเมืองความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันหรือต่างกันถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนต่างมีประสบการณ์ในทางการเมือง เมื่อเข้าใจกันก็เดินหน้าต่อ
ต่อข้อถามถึงความคืบหน้าการควบรวมพรรค นายอุตตมกล่าวว่า ยอมรับว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้ มีคนมาคุยกับเรามากกว่า 1 ราย ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการเจรจา และเจรจากับใคร ถ้าเจรจาจบจะมีการแถลงแน่นอน ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้นต้องรอดูก่อนเพราะบางทีขึ้นอยู่กับไทมิ่งด้วย แต่ยืนยันว่าโอกาสมีแน่นอน เมื่อถามถึงส่งผู้สมัคร มีความชัดเจนหรือยังว่าจะส่งกี่เขต นายอุตตมกล่าวว่า ตอนนี้กำลังมาไล่ดูกันทุกภาคว่าจะส่งเขตไหนบ้าง เพราะยังมีมาสมัครอยู่เรื่อยๆ
เปิดของขวัญปีใหม่ชายแดนใต้
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียม 14 โครงการใหญ่ที่พร้อมขับเคลื่อนทันที เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2566 แด่พี่น้องประชาชน เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตโดยเป็นการดำเนินงานของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.)
โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ การเพิ่มจำนวนฐานแม่วัวพันธุ์พื้นเมือง, การเพิ่มจำนวนฐานแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์แพะ รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้, สนับสนุนอาหาร วิตามินเสริม และบริการทางสุขภาพแม่และเด็ก, ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาอาหรับ ภาษาจีน ภาษาอังกฤษและภาษาตุรกี แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับการประกอบอาชีพ, แก้ไขปัญหาครัวเรือนยากจนที่ยั่งยืน 5 ด้าน, จัดตั้งอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา เทศบาลเมืองบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และการซ่อมแซมและบูรณปฏิสังขรณ์วัดที่มีอายุเกิน 100 ปี โบราณสถาน ศาสนสถาน พิพิธภัณฑ์ เพื่อการเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยว
“ทุกโครงการที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน มุ่งเป้าการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย รายได้เพิ่ม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้วิถีสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังรวมถึงการเผยแพร่การรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในศักยภาพของความเป็นจังหวัดชายแดนใต้อีกด้วย” น.ส.รัชดากล่าว

ร้องเรียน – นายนพพล เหลืองทองนารา ส.ส.พิษณุโลก เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายอำนวย อินทุภูติ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม และเกษตรกรกว่า 20 คน เข้าร้องเรียน “ข่าวสด” กรณีหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขา จ.พิษณุโลก ส่อปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.
ร้องหัวหน้ากองทุนฟื้นฟูฯพิษณุโลก
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. นายนพพล เหลืองทองนารา ส.ส.พิษณุโลก เขต 2 พรรคเพื่อไทย พร้อมนายอำนวย อินทุภูติ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม และเกษตรกรกว่า 20 คน เข้าร้องเรียน “ข่าวสด” กรณีหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขาจ.พิษณุโลก ส่อปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม ไม่รักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ
นายอำนวยกล่าวหาว่า นางเอื้อมดาว ทิพย์นาวา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จ.พิษณุโลก มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม วางตัวไม่เป็นกลาง ไม่รักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟู
ต่อมาตนพร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรได้เข้าพบนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2565 เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกรณีดังกล่าว ซึ่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จ.พิษณุโลก แต่ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการสอบสวนไว้อย่างชัดเจน เสมือนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการประวิงเวลารอคอยเพียงเท่านั้น อีกทั้งไม่มีคำสั่งให้หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จ.พิษณุโลก หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือออกนอกพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
ล่าสุด ตนพร้อมด้วยนายนพพลและชาวบ้านได้เข้าพบนายสไกรอีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ซึ่งนายสไกรชี้แจงว่ากำหนดกรอบการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ม.ค.2566 ส่วนข้อเรียกร้องอื่นๆ ไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างชัดเท่าใดนัก โดยเฉพาะข้อเรียกร้องจากเกษตรกรให้ย้ายหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จ.พิษณุโลก หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อความเป็นธรรมในการสอบสวน ก่อนหน้านี้ ตนและกลุ่มเกษตรกรเคยยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ไปที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอีกเช่นกัน
ด้านนายนพพลกล่าวว่า ได้รับทราบความเดือดร้อนของชาวบ้าน จึงประสานให้ความช่วยเหลือและดำเนินการร้องเรียนไปที่หน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ ถึงตอนนี้จะรอให้ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จ.พิษณุโลก เสร็จสิ้นก่อน หากผลการสอบสวนออกมาและชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนพร้อมด้วยนายอำนวยและเกษตรกรจะไม่ยุติการเรียกร้องอย่างแน่นอน