ศาลให้ประกัน ‘พ.ต.อ.หญิง’ เมียตู้ห่าวกับพวกรวม 3 คน หลังตำรวจยานนาวาฝากขังผัดแรกพร้อมพวกที่เพิ่งถูกจับ ส่วน ‘เจ๊ พัชรินทร์’ กับที่เหลือรวม 6 ส่งนอนเรือนจำ อัยการเเถลงเตรียมเเจ้งข้อหาฟอกเงินตู้ห่าวเพิ่มเติมถึงในคุก พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับ ผู้ต้องหาอีก 1 ชุดก่อนสิ้นปี
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ธ.ค. พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ควบคุมตัว พ.ต.อ.หญิง วัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ ภรรยานายชัยณัฐร์ หรือตู้ห่าว กรณ์ชายานันท์ เพื่อนำตัวฝากขังยังศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาฟอกเงิน โดยวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลในการดูแลความปลอดภัยและป้องกันการหลบหนี ส่วนผู้ต้องหาอีก 8 ราย รวมถึงนางพัชรินทร์ อิทธิวัฒนา หุ้นส่วนคนสนิทนายตู้ห่าว ถูกส่งฝากขังยังศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
สำหรับคดีนี้ ตำรวจออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนายตู้ห่าว เป็นผู้ต้องหาคดี ยาเสพติดผับจินหลิง 15 หมายจับ จับกุมแล้ว 10 ราย แบ่งผู้ต้องหาออก 2 กลุ่ม เป็นข้อหาฟอกเงิน 5 คน ประกอบด้วย 1.พ.ต.อ.หญิงวัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ ภรรยานายตู้ห่าว, 2.นายฉัตรชัย ลาภอำนวยเจริญ, 3.นายณัฐวุฒิ ศรีอ่อน, 4.นายสิทธิกร ประภาจรัสวงศ์ และ 5.นางสุรัสวดี ทองเพิ่มพลอย
ที่เหลือดำเนินคดี ข้อหาสมคบฯ กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ, สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด, จัดหาฯ ทรัพย์สินสะดวกแก่การกระทำความผิด, รับเงินหรือทรัพย์ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ฟอกเงินรวม 6 ข้อหา รวม 4 คน ประกอบด้วย 1.นางพัชรินทร์ อิทธิวัฒนา, 2.นายสิทธิพงษ์ ถือสัตย์เที่ยง, 3.นายสิทธิไพบูลย์ คำนิล และ 4.นายชุติพนธ์ จันทร์ชัยธนาธิป
ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ยื่นคำร้อง ฝากขัง 1.นายสิทธิไพบูลย์ คำนิล อายุ 49 ปี, 2.นางพัชรินทร์ อิทธิวัฒนา อายุ 51 ปี, 3.นายสิทธิพงษ์ ถือสัตย์เที่ยง อายุ 34 ปี, 4.นายสิทธิกร ประภาจรัสวงศ์ อายุ 56 ปี, 5.นางสุรัสวดี ทองเพิ่มพลอย อายุ 43 ปี, 6.นายฉัตรชัย ลาภอำนวยเจริญ อาย 50 ปี, 7.นายณัฐวุฒิ ศรีออน อายุ 48 ปี, 8.นายพีรพัฒน์ ทองเพิ่มพลอย อายุ 25 ปี และ 9.พ.ต.อ.หญิง วัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ ภรรยาของนายตู้ห่าว เป็นผู้ต้องหาที่ 1-9 ครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 6 ม.ค.66 เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถาม ผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

ได้ประกัน – พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา นำตัวพ.ต.อ.หญิง วัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ เมียตู้ห่าว พร้อมพวกรวม 9 คน ไปฝากขังศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีฟอกเงินและยาเสพติด ก่อนที่เมียตู้ห่าวกับผู้ต้องหาอีก 2 คน จะได้ประกันตัว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.
ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 4, 5, 9 ระหว่างสอบสวน ตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลให้แจ้ง ตม. ทราบด้วย หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งถือว่า ผิดสัญญาประกันระหว่างปล่อยชั่วคราว กรณีผิดสัญญาประกันให้ปรับ 2 ล้านบาท
ส่วนผู้ต้องหาที่ 1, 2, 3 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาผู้ต้องหาที่ 1, 2, 3 ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน อันเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง หากปล่อยชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
ส่วนผู้ต้องหาที่ 6, 7, 8 ก็ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวเช่นกัน โดยศาลออกหมายขังส่งตัวผู้ต้องหาไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการอาคารเอ ถ.แจ้งวัฒนะ นายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน พร้อมด้วยนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดี นายชัยณัฐร์ หรือ ตู้ห่าว กรณ์ชายานันท์ กับพวก
นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า ตามที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนบช.น., บช.ก., บช.ปส., บช.สอท. สอบสวน และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานต่างประเทศ ร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน และให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในคดีนายชัยณัฐร์กับพวก
เพื่อให้การดำเนินการสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด จัดตั้งศูนย์อำนวยการสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในทุกขั้นตอนเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน และให้ปฏิบัติงานโดยไม่มีวันหยุด เพื่อให้สำนวนการสอบสวนเสร็จในกรอบระยะเวลา สำนักงานการสอบสวนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันตรวจพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาฝ่ายเดียว ก่อนที่อัยการสูงสุดจะมอบหมายให้พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน และพิจารณากำหนดแนวทางแผนงานเกี่ยวกับการสอบสวน
โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้การสอบสวนเสร็จเสนออัยการสูงสุดพิจารณาให้ทันครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหา โดยดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และเสนอขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมจาก ผู้ต้องหากลุ่มเดิมที่ถูกจับกุมแล้วอีกจำนวน 15 หมาย และจับกุมตามหมายจับได้ 10 คน สอบสวนแจ้งข้อหาในแต่ละฐานความผิด
ต่อมาวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย นายสิทธิไพบูลย์ คำนิล นางพัชรินทร์ อิทธิวัฒนา นายสิทธิพงษ์ ถือสัตย์เที่ยง นายชุติพนธ์ จันทร์ชัยธนาธิป นางวัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ นางสุรัสวดี ทองเพิ่มพลอย นายพีรพัฒน์ ทองเพิ่มพลอย นายสิทธิกร ประภาจรัสวงศ์ นายฉัตรชัย ลาภอำนวยเจริญ และนายณัฐวุฒิ ศรีออน พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนได้สอบสวน และแจ้งข้อหาผู้ต้องหาในแต่ละฐานความผิด
ดังนี้ ฐานสมคบโดยการตกลงกันขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน โดยการกระทำมีลักษณะเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม (ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่ายฯ,
ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าฯ, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุ ที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ,
มีส่วนร่วมกระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการ ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว โดยจะมีการสอบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป
นายกุลธนิตกล่าวว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จ อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน แต่หลักฐานที่มีในตอนนี้ขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติมแล้ว 15 ราย เป็นพยานหลักฐานที่ชัดเจนจึงขอศาลออกหมายจับ แต่ยังมีการสอบสวนขยายผล โดยผู้ต้องหาชุด 15 คนที่ขอศาลออกหมายจับล่าสุดแต่ละคนความผิดจะแตกต่างออกไป แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มฟอกเงินอย่างเดียว 2.กลุ่มสมคบกันฟอกเงิน สมคบกันทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และองค์กรความผิด ข้ามชาติ โดยขณะนี้เรายังรวบรวมพยาน หลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาอย่างน้อยอีก 1 ชุด คาดว่าจะขอศาลออกหมายจับได้อีกก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนของนายตู้ห่าวมีพยานหลักฐานชัดเจนแล้วว่าเข้าข่ายกระทำผิดฐานฟอกเงิน โดยจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในเรือนจำภายใน 1-2 วันนี้
ส่วนการตามยึดทรัพย์สิน เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นมูลฐานในข้อหาฟอกเงิน แจ้งไปยังคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์ของป.ป.ส. จะแยกส่วนต่างหากจากคดีอาญา เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะยื่นขอให้ศาลยึดทรัพย์สินที่อยู่อำนาจของป.ป.ส. ส่วนเราในฐานะพนักงานสอบสวนอาจจะประสานข้อมูลเข้ามาในสำนวนได้ หากเมื่อเราแจ้ง ฟอกเงินแล้ว ในขณะนี้ไม่ต้องประสานปปง. เราสามารถแจ้งข้อหาได้เลย
กรณีที่ดีเอสไอแถลงว่าจะรับคดีของตู้ห่าวเป็นคดีพิเศษจากความผิดฐานฟอกเงิน เท่าที่ทราบจากข่าวว่ามีการไปร้องการกระทำความผิดให้ดีเอสไอสอบสวนในการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลนี้ เข้าใจว่าทางดีเอสไอกำลังพิจารณา หากดีเอสไอเห็นว่าการกระทำของคนกลุ่มนี้เป็นความผิดนอกราชอาณาจักร ดีเอสไอจะไม่มีอำนาจสอบสวน คดีจะต้องเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาว่าจะดำเนินการสอบสวนเอง หรือมอบหมายพนักงานสอบสวนที่ใดเป็นผู้สอบสวน ตอนนี้สถานะคดีถือว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรแล้ว
ส่วนเรื่องการติดตามพยานหลักฐานที่อยู่ต่างประเทศจะขอความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากต้องประสานงานมายังสำนักงานอัยการต่างประเทศเพื่อส่งไปประเทศที่เราขอพยานหลักฐาน ซึ่งพบว่าคดีนี้มีการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
เมื่อถามว่าที่มีบุคคลนำเอกสารหลักฐาน นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทำให้ฝ่ายจำเลยอาจจะรู้ตัวแล้วจะกระทบรูปคดีหรือไม่ นายกุลธนิตกล่าวว่า การสอบสวนอาชญากรรม ข้ามชาติ ซึ่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ระบุไว้ถึงการสอบสวนที่จะต้องใช้วิธีพิเศษ การที่มีการนำเอกสารมาเผยแพร่และกระทบรูปคดีทำเกิดความเสียหาย อาจเข้าข่ายการกระทำ ความผิดขัดขวางกระบวนการสืบสวนสอบสวนตามมาตรา 26
นายกุลธนิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ภรรยาตู้ห่าวโดนตั้งข้อหาเฉพาะเรื่องฟอกเงินแต่การสอบสวนยังไม่หยุด ถ้าภายหลังพบว่ามีส่วนร่วมกับยาเสพติด หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สามารถแจ้งข้อหาเพิ่มเติม โดยวันนี้พนักงานสอบสวนจะนำผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องฝากขังศาลอาญากรุงเทพใต้ พร้อมคัดค้าน การประกันตัว ส่วนผู้ต้องหาจะได้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล กรณีนี้มีการจับกุมผู้ต้องหาหลายคนไม่พร้อมกัน ระยะเวลาการฝากขังจะครบกำหนดไม่เท่ากัน กรอบตอนนี้จะสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุดก่อนครบฝากขังครั้งที่ 6 ผู้ต้องหาทั้งหมดจะครบกำหนดในวันที่ 8 ม.ค. 2566 ตอนนี้เรารวบรวมพยานมาได้นับ 100 ปากแล้ว ส่วนจะขึ้นสู่ศาลเมื่อไรต้องพิจารณาอีกครั้ง
คดีนี้ตั้งแต่อัยการสูงสุดมอบหมายตั้งคณะทำงานและพนักงานสอบสวนร่วมกันทำงานมีการร่วมกันดูคดีตลอด และพนักงานอัยการที่มีมากพอสมควรได้ร่วมกันพิจารณาพยานหลักฐานจากตำรวจที่ทำมาในตอนแรก ว่าเพียงพอที่จะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง จนได้พยานหลักฐานพยานเอกสารเพิ่มเติมมาก ยิ่งขึ้น ผู้ต้องหาที่แจ้งข้อหาไปเมื่อวานมีการปฏิเสธและจะทำคำให้การมายื่นในภายหลังซึ่งผู้ต้องหาทุกคนมีทนายมาร่วมฟัง
รายงานข่าวแจ้งว่า การแถลงข่าวดังกล่าวกำหนดการเดิมพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. จะมาร่วมแถลงข่าวกับอัยการด้วยนั้น แต่เมื่อมาถึงกลับถอนตัวกะทันหัน ก่อนที่นายชูวิทย์ กมล วิศิษฎ์ จะเข้าร่วมสังเกตการณ์การแถลงข่าวในครั้งนี้ คาดว่าเพื่อลดการเผชิญหน้า เนื่องจากกำลังตกเป็นประเด็นที่ถูกนายชูวิทย์กล่าวหา