ป้อมหวังพปชร.ตั้งรัฐบาลอีก พีระพันธุ์ชู‘โปลิตบูโร’รทสช. เพื่อไทยยังมั่นใจแลนด์สไลด์

สมเด็จพระสังฆราชประทานพร ให้กำลังใจนายกฯ ประยุทธ์ เตือนให้ใจเย็น มีสมาธิ มีสติ อย่าหงุดหงิด ‘บิ๊กป้อม’ หวังพปชร.ได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลอีก ระบุชอบเป็นทหารมากกว่านักการเมือง ‘ชวน’ ชี้เลือกตั้งหนหน้าซื้อเสียงดุ แฉพรรคการเมืองแห่ลงใต้เพราะซื้อราคาถูก ‘พีระพันธุ์’ ย้ำไม่ได้ตั้งรทสช.เพื่อรองรับประยุทธ์ ไม่ปฏิเสธเล็งใช้แนวทางบริหารแบบโปลิตบูโร ปชป.บี้กกต. เร่งแบ่งเขตเลือกตั้ง ‘ชลน่าน’ ยังมั่นใจเพื่อไทยแลนด์สไลด์ จัดขุนพลพร้อมถล่มศึกซักฟอกแบบไม่ลงมติ ก้าวไกลโว ‘พิธา’ เหมาะเป็น นายกฯ คนต่อไปมากที่สุด

พระสังฆราชให้กำลังใจ-เตือนสติ‘ตู่’
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 1 ม.ค. ที่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2566 ว่า สมเด็จพระสังฆราชประทานพร และได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนา พร้อมขอให้ใจเย็น มีสมาธิและสติ ถือเป็นพระเมตตาของพระองค์ท่านที่มอบให้

ขณะเดียวกันตรัสถึงเรื่องความสงบเรียบร้อย และความรักความสามัคคีอย่างที่ ได้ประทานในคำขวัญไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพราะประเทศเราไม่เหมือนคนอื่น เรามีการทำบุญกับพระสงฆ์ ทำบุญให้วัดควบคู่กันไป และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับประชาชน ซึ่งประเทศอื่นไม่เหมือนกับประเทศไทย ตนได้กราบทูลไปว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความสมานฉันท์ เป็นกลาง ไม่มากหรือน้อยเกินไป ขณะเดียวกันต่างประเทศก็ให้ความสำคัญกับศาสนาพุทธ ขอให้ช่วยกันให้ชาติบ้านเมืองผ่านช่วงนี้ไป ให้ได้ก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบว่าการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ แต่หันไปโบกมือทักทายประชาชนแทน ผู้สื่อข่าวถามว่าสมเด็จพระสังฆราชประทานพรส่วนตัวอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ประทานกำลังใจให้” ต่อข้อถามว่าฝากถึง บ้านเมืองอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ท่านให้รักและสามัคคี

มีสติ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ทุบหน้าอกทักทายประชาชน หลังเข้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2566 ที่วัดราชบพิธฯ โดยสมเด็จพระสังฆราชประทานพรให้ใจเย็นและมีสติ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2566

เจ้าตัวลั่นไม่เคยถอดใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่าตั้งเป้าหมายทางการเมืองในปี 2566 ไว้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทำมาอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งเป้าอะไร เพราะ เป้าหมายคือประชาชน เป้าหมายที่ทำเพื่อประชาชนทั้งหมด ต่อข้อว่าเป้าหมายในปีนี้ สูงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบ แต่แสดงอารมณ์หงุดหงิดทางสีหน้าเล็กน้อย ก่อนหันโบกมือทักทายประชาชน

ต่อข้อถามว่าสมเด็จสังฆราชฯ ตรัสให้ใจเย็นลงหมายความว่าอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์หันมากล่าวว่า “ท่านไม่ได้ว่าฉันใจร้อน ไม่ใช่แบบนั้น แต่เพราะเรื่องมันเยอะ ท่านตรัสว่าขอให้ตั้งสติให้ดี อย่าหงุดหงิด ซึ่งกราบทูล ไปว่าได้พยายามอยู่แล้ว เราไม่ใช่คนที่อยู่ดีๆ จะโมโหเมื่อไหร่”

ผู้สื่อข่าวถามว่าของขวัญในปี 2566 อยากได้อะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากให้บ้านเมืองสงบ บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าพัฒนา ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เมื่อถามว่าปีนี้เป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษบ้าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์หงุดหงิดว่า “แล้วเธอเป็นห่วงอะไรไหมล่ะ เป็นห่วงไหมที่ถามฉันแบบนี้ ถ้าเธอห่วงก็จะได้ช่วยแก้ ถ้าเธอไม่ห่วงก็ไม่ต้องช่วยฉัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับประชาชนที่มารอต้อนรับได้ตะโกนให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมขอจับมือ โดยระบุว่า นายกฯ สู้ๆ ลุงตู่ขออย่าถอดใจนะ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบเสียงดังว่า “ผมไม่เคยถอดใจอยู่แล้ว” ก่อนเอามือทุบที่หน้าอกตัวเอง เพื่อแสดง ความมั่นใจ

‘บิ๊กป้อม’ฟันธงเป็นแกนนำตั้งรบ.
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวอวยพรปีใหม่ 2566 ให้กับประชาชนคนไทยว่า ขอให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้า ประสบแต่ความสุข มีสุขภาพที่ดี จิตใจที่เข้มแข็ง เปี่ยมด้วยพลังกาย พลังใจ ก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคในทุกประการ พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

“ผมพร้อมทุ่มเทเวลา ทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน ดูแลความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ให้เข้าถึงสวัสดิการโดยถ้วนหน้า เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับ ทุกคนในสังคม เยาวชนเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ สร้างโอกาส สร้างรายได้จากอาชีพใหม่ๆ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงและยั่งยืนร่วมไปกับทุกคน”

พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการทำงานของพรรคพลังประชารัฐและการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งว่า พรรคตั้งขึ้นมา เพื่อดูแลคนไทย อยากทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดีเพิ่มมากขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้กระแสความนิยมของหัวหน้าพรรคมีขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ในครั้งที่แล้วเราตั้งพรรคมา 2 เดือนก็ได้ส.ส. 100 กว่าคน คราวนี้ตนอยู่กับพรรคนี้มา 4 ปีแล้ว มันจะไม่ได้ได้อย่างไร และเราหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจะให้ความสนใจต่อพรรค หวังว่าจะไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่ ตนตั้งใจว่าจะทำพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งต่อไป เพราะส.ส.ในพรรคทุกคนให้การสนับสนุนร่วมใจอย่างดี

ยันไปต่อ-หากมีคนหนุน
ต่อข้อถามว่าท่านเป็นหนึ่งในแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่ขอพูดเรื่องนี้ และพรรคยัง ไม่ได้เสนอชื่อ ผู้สื่อข่าวถามว่าการหาเสียง จะปรับลุกส์และสไตล์ด้วยการใส่กางเกงยีนส์หรือไม่ เพราะทำให้เกิดกระแสฮือฮาป๊อป ปูลาร์และมีใจบันดาลแรง ในช่วงรักษาการ นายกฯ 38 วัน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีอะไรพิเศษ ส่วนคำว่าใจบันดาลแรง ตนคิดเอง หลังจากสื่อถามมีแรงบันดาลใจอย่างไรในการทำงานช่วงนั้นว่า “ผมใช้ใจบันดาลแรง ไม่ได้ใช้แรงบันดาลใจ เพราะมีแต่ใจเท่านั้น เพราะแรงผมไม่ค่อยมี ขาเดินไม่ค่อยสะดวกก็เท่านั้น”

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลยุทธ์เลือกตั้งครั้งหน้ามีไม้เด็ดอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีอะไร คราวที่แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะมาการเมืองด้วย มาครั้งแรกก็ตกกระไดพลอยโจน เข้ามา 3 ปีเอง หากมีคนสนับสนุนตนก็ทำไป ถ้าไม่มีใครสนับสนุน ตนก็เลิก ตนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากทางการเมือง

เมื่อถามว่าระหว่างเป็นนักการเมืองมา 3 ปี กับเป็นทหารมาทั้งชีวิต ชอบอะไรมากกว่ากัน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมบอกเลยว่า ผมชอบเป็นทหารมากกว่า ผมไม่ชอบเป็นนักการเมือง”

‘ชวน’เชื่อยุบสภาก่อน23มี.ค.
ที่บ้านพักเลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดบ้านต้อนรับประชาชนและ นักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่มาเที่ยวปีใหม่ แต่ปีนี้งดรับกระเช้าของขวัญ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีข้าราชการพ่อค้าและประชาชนเข้าขอพรปีใหม่อย่างต่อเนื่อง และในช่วงสาย นายชวนได้ร่วมปลูกต้นไม้และปล่อยพันธุ์ปลา ที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.ตรัง ก่อนเดินทางกลับบ้านพัก

นายชวนกล่าวอวยพรปีใหม่ให้กับคนไทยทั่วประเทศว่า หวังว่าสิ่งที่เป็นปัญหากระทบต่อวิถีชีวิตพี่น้อง เช่น โควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ คงจะได้เบาบางลงในปีใหม่นี้ การเริ่มต้นปีใหม่นี้ไม่ใช่ทุกอย่างจะราบรื่น ขอให้ประชาชนไม่ประมาท ระมัดระวังไว้เพื่อจะรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เรื่องเศรษฐกิจถ้าไม่ประมาท เชื่อว่าประชาชนจะฟันฝ่าไปได้

นายชวนให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลประสงค์จะอยู่ให้ได้ยาวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นั่นคืออยู่ให้ครบ 4 ปี ของวาระสภาชุดนี้ จึงมีโอกาสเป็นไปได้ว่าสมัยประชุมอาจจะอยู่ได้ครบ แต่สภาอาจไม่ครบถึงเดือนมี.ค. ก่อนถึงวันที่ 23 มี.ค.ที่สภา ครบวาระ ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลอาจยุบสภาช่วงใดช่วงหนึ่งก็ได้ นี่เป็นการคาดคะเน ล่วงหน้า ขณะนี้สภาต้องประชุมต่อไปอีก 2 เดือนคือเดือน ม.ค.-ก.พ. อาจจะไม่ยาว ถ้ามองในแง่ของอายุสภา 4 ปี

ช่วง 2 เดือนนี้ สามารถพิจารณาญัตติหรือวาระที่สำคัญหลายเรื่องผ่านไปได้ ถ้าองค์ประชุมไม่มีปัญหา แต่ไม่แน่ใจว่าองค์ประชุมจะมีปัญหาหรือไม่ เพราะสมาชิกลาออกเกือบทุกวัน ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่จำนวนสมาชิกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลาออกมากกว่าที่คาดไว้ อาจมีปัญหาในการลงมติ เช่น ถ้าฝ่ายรัฐบาลลาออกจนเสียงก้ำกึ่งกับฝ่ายค้าน รัฐบาลก็อยู่ยาก เพราะกฎหมายสำคัญๆ ผ่านไม่ได้ ถ้าสมาชิกลาออกไปบ้าง แต่สัดส่วนยังอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ สภาก็พิจารณาต่อไปได้ เพราะเมื่อสมาชิกลดลง องค์ประชุมก็ลดลงไปด้วย

ชี้เลือกตั้งหนหน้าซื้อเสียงกระจุย
นายชวนกล่าวถึงธุรกิจการเมืองว่า ตนขอใช้คำว่าน่าจะใช้เงินหนักกว่าเดิม ตนจึงให้คำขวัญวันเด็ก ปี 2566 ว่า “ประเทศรุ่งเรือง เมื่อบ้านเมืองสุจริต” และสภาจึงทำโครงการบ้างเมืองสุจริต เรามีคณะกรรมการการ เลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ดูแลการซื้อสิทธิ ขายเสียง จึงต้องไปถามกกต.ด้วย สมัยก่อนช่วงคืนก่อนเลือกตั้ง หมาหอนจนเสียงแหบ แต่เดี๋ยวนี้หมาไม่ได้หอนแล้ว เพราะมีกระบวนการก่อนล่วงหน้า โดยภาพรวมที่รัฐสภาครบรอบ 90 ปี หรือ 90 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สรุปว่าบ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งขึ้น ประชาชนเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และหวงแหนประชาธิปไตยมากขึ้น เพียงแต่มีสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาคือ การเมืองที่ไม่สุจริต และธุรกิจการเมือง

ในอีกทางหนึ่งวิตกกังวลเรื่องทหารยึดอำนาจ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ธุรกิจการเมืองกลายเป็นเงื่อนไขทำให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ตนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงบางเรื่อง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมแก้ไข และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เรียกว่าฉบับปราบโกง แต่เราใช้มาตั้งแต่ วันนั้นจนวันนี้ก็ปราบไม่ได้ แนวโน้มโกงยัง มากขึ้น จึงต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง กฎหมายที่ดี กับคนที่ดีจึงต้องไปด้วยกัน แต่กฎหมายดีอย่างไร ถ้าคนที่ใช้ไม่ดีก็มีปัญหา

แฉเหตุพรรคการเมืองแห่ลงใต้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเงินซื้อเสียงมาถึง หน้าบ้าน ประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร นายชวนกล่าวว่า “ขอตอบว่าไม่รับเงิน เพราะเงินไม่ว่ากี่ร้อยไม่ได้ทำให้ชีวิตรุ่งเรือง ครั้งเดียวไม่ทำให้ใครที่ได้รับเงินเลือกตั้งกลายเป็นเศรษฐีร่ำรวย ยกเว้นหัวคะแนนที่ได้ประโยชน์ ตรงกันข้ามจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ติดอยู่ ในใจว่าเราไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ทำไมพรรคต่างๆ ถึงไปแย่งภาคใต้ คะแนนนิดเดียว เพราะเดิมภาคใต้ใช้ระบบไม่ใช้เงิน ยุคพวกตนไม่มี แต่ตอนหลังเงินเข้าไป ฐานะของคน ภาคใต้ก็เปลี่ยนไป เศรษฐกิจมีปัญหา รายได้ลด

“ผมเคยทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก่อนเลือกตั้งปี 2564 ว่ารายได้คนภาคใต้ลดลงอย่างน่าตกใจ เช่น ระนอง ตรัง ตอนเลือกตั้งคราวโน้นรายได้ของคนใต้ลดลงหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน เมื่อรายได้เปลี่ยน ชีวิตคนก็เปลี่ยน นักการเมืองที่ใช้เงินเริ่มได้ผล แต่ได้ผลแบบไปซื้อของถูก เพราะที่อื่นแพง ภาคใต้ไม่เคยใช้เงินสักบาท พอเริ่มซื้อก็ซื้อแบบราคาถูก พรรคการเมืองเลยไปกันเยอะ ในอดีตไม่มีการซื้อ แต่ที่อื่นมี ตอนผมเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้สมัครเราคนหนึ่งไม่ให้เงิน จนแพ้เลือกตั้ง ต่อมาครอบครัวมีปัญหา สุดท้ายฆ่าตัวตาย เป็นเรื่องสะเทือนใจมาก ดังนั้น บ้านเมืองไม่มีวันไปดี หากนักการเมืองทุจริตโกงกิน ” นายชวนกล่าว

‘พีระพันธุ์’โต้ตั้งรทสช.อุ้ม‘ตู่’
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งว่า เราเตรียมความพร้อมมาตลอดอยู่แล้ว และมีความพร้อมมากขึ้นทุกวัน ทั้งในแง่การบริหารจัดการของพรรคและ ในแง่ของผู้ที่สนใจ พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับพล.อ.ประยุทธ์ ตามที่เป็นข่าว เราตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการเป็นพรรคการเมืองจริงๆ หากพล.อ.ประยุทธ์ มาร่วมงานกับพรรคเราก็ดีใจ เพราะตนทำงานการเมืองกับพล.อ.ประยุทธ์มานาน ทำแล้วสบายใจ และส่วนใหญ่งานที่ทำเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งตนมีความสุขที่ได้ทำงาน

“พรรครวมไทยสร้างชาติที่ตั้งขึ้นมาเราต้องการรวบรวมคนดีๆ มาทำงานด้วยกันเพื่อให้ชาติบ้านเมืองจริงๆ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลหนึ่งที่เราเห็นว่ามีความเหมาะสมที่ จะทำงานให้กับประชาชน และชาติบ้านเมือง ดังนั้นถ้าพล.อ.ประยุทธ์มาร่วมงานกับเราถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะท่านเป็นบุคลากรที่มีค่าทางการเมืองสำหรับประชาชนและประเทศชาติ หลายเรื่องที่ไม่สำเร็จในอดีตก็มาสำเร็จในรัฐบาลนี้ รวมถึงสถานะทางการเงินการคลังของประเทศก็ดีขึ้นหมด แต่สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยได้รับการประชาสัมพันธ์ออกไปให้ประชาชนรู้”

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีทีมเศรษฐกิจเหมือนกับพรรคอื่นๆ ที่ต้องการเน้นการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจของประเทศ หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ต้องมี ตนอยู่การเมืองมาเห็นมีแต่ทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่เห็น มีทีมใดที่ทำได้ ที่คิดๆ กันไว้ว่าอย่างโน้น อย่างนี้ แต่พอเข้ามาจริงๆ ก็ไม่ได้ทำ เพราะกฎหมายไม่ให้ทำแบบนั้น ทีมเศรษฐกิจ อาจคิดได้ แต่หลักการไม่มีให้ทำมันก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นที่ฝันกันว่าอยากให้ประเทศ ไทยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มีนักกฎหมายมาเขียนโครงสร้างสังคมให้ หรือเขียนกฎหมายให้เป็นอย่างนั้นมันก็ทำไม่ได้

ยอมรับบริหารแบบ‘โปลิตบูโร’
ต่อข้อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาที่มีลักษณะคล้าย “โปลิตบูโร” นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ไม่ใช่โปลิตบูโร เพราะนั่นคือ แนวคิดว่าทำอย่างไรจะกำกับดูแลคนในพรรคให้อยู่ในระเบียบวินัยและทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานเพื่อสังคมและประชาชน ซึ่งในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติมี นโยบายตรงนี้อยู่ แต่จะเรียกแบบไหน กฎหมายให้ทำได้แค่ไหน แต่เวลาเรียกและพูดกัน ก็เรียกตามคอนเซ็ปต์ว่า โปลิตบูโร แต่ในความเป็นจริงเรายังไม่ทราบว่า กฎหมายของกกต. จะให้ทำได้แค่ไหนเพียงใด เราจึงยังตอบไม่ได้

เรามีความคิดว่า ควรมีผู้ใหญ่ที่เข้ามาทำงานในพรรคคอยดูแลการทำงานของพรรค ให้อยู่ในร่องในรอย ไม่ใช่อำนาจไปตกอยู่กับหัวหน้าพรรค เลขาฯ พรรคหรือคณะกรรมการ บริหารพรรคเท่านั้น เพราะพวกผมมีความตั้งใจจะสร้างพรรคนี้ให้เป็นหลัก เป็นสถาบัน ไม่ใช่เป็นพรรคเพื่อรองรับใคร เฉพาะกิจ เฉพาะคราว แล้วเลิก เราจึงมีความคิดว่า การจะเป็นพรรคการเมืองที่ดีได้ ต้องมีโครงสร้างอะไรบ้างภายในพรรคเพื่อผลิตนักการเมืองดีๆ มีแนวทางเป็นพี่เลี้ยงให้เขาทำงานในเรื่องต่างๆ ยืนยันเราเป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นพรรคของใคร ไม่ได้เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงคนที่ติดตามมากับนายกฯ จะการันตีได้หรือไม่ว่าจะมีพื้นที่ลงเลือกตั้ง ทุกคน นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติได้วางระบบและหลักเกณฑ์ไว้ ทุกคน ต้องเข้าหลักเกณฑ์ ไม่อย่างนั้นคงบริหารจัดการพรรคไม่ได้ จะกลายเป็นว่าคนนี้เป็นคนของคนนั้น คนนั้นเป็นคนของคนนี้ สุดท้ายอาจแพ้เลือกตั้ง เป้าหมายของเราคือชนะ เลือกตั้งแล้วกลับมาบริหารประเทศตามแนวนโยบายของเรา เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปร่วมรับประทานอาหารกับ 40 ส.ส.ที่จะเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ได้ไป

ปชป.บี้กกต.เร่งแบ่งเขต
ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรี ธรรมราช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า เป็นที่ทราบโดยทั่วไปแล้วว่า ปีนี้จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไป แต่การเตรียมการของแต่ละฝ่ายในเวลานี้ ตั้งอยู่บนความไม่ชัดเจน เนื่องจากกกต.ระบุว่า ต้องรอความชัดเจนเรื่องจำนวนประชากรเมื่อสิ้นปี 2565 ที่จะส่งมายัง กกต.ภายในวันที่ 10 ม.ค.ก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างยิ่งต่อการคิดคำนวณจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ขณะเดียวกัน เมื่อมี ส.ส. และนักการเมือง เข้าออกพรรคต่างๆ เป็นจำนวนมากในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาในแนวทางไหน ตนจึงขอให้ กกต.ประกาศอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องเขตเลือกตั้ง

ส่วนเรื่องการยุบสภานั้น หากทุกฝ่ายมีความพร้อมในการเตรียมการเลือกตั้ง นายกฯสามารถยุบสภาได้ทันที แต่ถ้าให้ตนวิเคราะห์แล้วเห็นว่า การยุบสภาก่อนครบวาระ จะเป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองเพียงแค่ลดเวลา การสังกัดพรรคจาก 90 วัน เป็น 30 วัน และการยุบสภาส่วนใหญ่ เป็นกรณีมีเหตุปัจจุบัน ทันด่วนทำให้นักการเมืองจำต้องรีบเร่งพิจารณาทางเลือกของตนเอง

ขณะนี้มีการคาดการณ์เป็นที่รับรู้กันว่า หากครบวาระจะต้องเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ค.นี้ และมีนักการเมืองหลายคน ตัดสินใจอนาคตทางการเมืองไปแล้วนั้น ตนก็ขอสนับสนุน ให้รัฐบาลบริหารประเทศไปจนครบวาระ เนื่องจากเป็นความตั้งใจของรัฐบาลแต่แรกที่ต้องการจะทำงานให้กับประชาชนไปจนครบวาระ รวมทั้ง เป็นการกำหนดอย่างชัดเจนว่า หากตัดสินใจอย่างไรทางการเมือง จะมีเวลาสิ้นสุดประมาณวันที่ 6 ก.พ.เท่านั้น และยังเป็นการปิดช่องของบางพรรคการเมือง ที่จะเอาการอยู่ไม่ครบวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไปเทียบกับบางรัฐบาลในอดีตเพื่อหวังผลในการหาเสียงอีกด้วย

‘ชลน่าน’ยังมั่นใจพท.แลนด์สไลด์
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2566 ว่า แน่นอนว่าต้องมีการเลือกตั้ง คาดว่ามีแนวโน้มสูงที่จะยุบสภา แต่เงื่อนไขทางการเมืองในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความพร้อมทุกอย่าง จึงไม่จำเป็นต้องประกาศยุบสภาก็ได้เพื่ออยู่ให้ครบเทอม แต่ฝ่ายการเมืองคาดการณ์ว่าเป็นไปได้น้อยมาก เพราะยุบสภาเอื้อประโยชน์ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มากกว่า

เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งจะมีการแข่งขันสูงมากในปีนี้ สิ่งที่เป็นห่วงและกังวลคือ “Money Politics” หรือธุรกิจการเมือง ทั้งการใช้เงิน ใช้ทอง และใช้อำนาจรัฐหรือบารมี ในการเลือกตั้ง ซึ่งเรามองว่าในปีนี้จะมีการใช้ “Money Politics” ค่อนข้างสูงมาก ทุกคนต้องปฏิบัติตามระเบียบกติกาตามกฎหมายของ กกต.เป็นที่ตั้ง เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ขอเรียกร้องให้กกต.ช่วยเฝ้าดู อย่าให้มีลักษณะที่ปล่อยปละละเลยให้มี การกระทำความผิดอย่างโจ่งแจ้ง และเราเองจะเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ ทั้งผู้สังเกตการณ์ คอยดูและติดตามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดภาวะที่ไม่สุจริตหรือไม่

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้พรรค เพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรามั่นใจจะสามารถเข้าสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ได้ ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ และประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งตน กลับมองมุมบวกว่าจะเป็นแรงผลักให้พรรค เพื่อไทยหาเสียงบอกกับพี่น้องประชาชนได้ง่ายขึ้น

ขุนพลพร้อมถล่มศึกซักฟอก
นพ.ชลน่านกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า ขณะนี้ ฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติแล้ว หากภายใน 7 วัน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาไม่ได้แจ้งอะไรกลับมา ต้องรอท่านบรรจุเข้าระเบียบวาระ หลังจากนั้นจะนัดประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) และเรื่องจะถูกส่งไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่ง ครม.จะเอาเข้าสู่ที่ประชุมว่าจะมีความเห็นอย่างไร จะให้อภิปรายได้วันไหน หลังจากนั้นวิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล และตัวแทนของครม.จะมาปรึกษาหารือกันเรื่องวันเวลา คาดว่าจะได้อภิปรายช่วงปลายเดือนม.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่พรรคเพื่อไทยจะอภิปราย มุ่งไปที่เรื่องอะไรบ้าง นพ.ชลน่านกล่าวว่า ครอบคลุมทุกเรื่องคือเป็นผลการบริหารแผ่นดินที่ผ่านมา 4 ปี โดยในปี 2565 มีประเด็นให้ซักถามข้อเท็จจริง และมีประเด็นที่ต้องเสนอแนะรัฐบาลเยอะ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้วางตัวขุนพลไว้หมดแล้ว เหลือเพียงการ ซักซ้อมการอภิปราย การกำหนดเวลาที่ชัดเจนขึ้น โดยตั้งนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรค ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้เป็นหัวหน้าคณะในการดำเนินการเรื่องนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มองว่าการอภิปรายตามมาตรา 152 ถือเป็นการชี้แจงผลงานของรัฐบาล นพ.ชลน่านกล่าวว่า หากเราสอบถามข้อเท็จจริงไป เขาย่อมมีโอกาสที่จะนำผลงานมาชี้แจงในสภาได้ หากคิดในแง่บวกเขามีโอกาสแถลงผลงานได้ด้วย

ก.ก.ขอทำงานจนวินาทีสุดท้าย
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าอาจมีการยุบสภาก่อนวันที่ 23 มี.ค.ว่า สิ่งที่นายชวนพูดไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมาย เพราะจริงๆ แล้วเป็นประเด็นที่เราเห็นตรงกันว่าไม่ได้เกี่ยวกับตัวส.ส. ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่ตอนนี้เกี่ยวกับคนที่อยากอยู่ในตำแหน่งหรืออยู่ในอำนาจต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของพรรคฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่มีอยู่แล้ว เช่น พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคที่กำลังจะเกิดใหม่ เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ

เท่าที่เราทราบพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังไม่มีความพร้อมในการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากตามกติกาใหม่จะต้องมีการตั้งตัวแทนประจำจังหวัด (ตทจ.) อย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน แต่จะโทษพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วเป็นปัญหาของทุกพรรค แต่พรรคที่เกิดมานานแล้วหรือเกิดมาก่อน จะมีความพร้อมด้านนี้ไปค่อนข้างมาก แต่พรรคที่เกิดขึ้นใหม่หรือพรรคที่ เพิ่งเกิดขึ้นเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ท่านบอกว่าจะลงรับสมัครและเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ของพรรคนั้นยังไม่มีความพร้อม ถ้าเมื่อไหร่ เห็นว่า ตัวเองอาจจะอยู่ในเงื่อนไขที่ได้เปรียบในทาง การเมืองเขาจะตัดสินใจยุบสภามากกว่า

หากเป็นกรณีเช่นนั้น น่าเสียดายเวลา หรือเสียดายโอกาสปัจจุบันยังมีกฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่จำนวนมาก เราอยากทำงานจนถึงวินาทีสุดท้าย แม้สมัยประชุมจะปิดก็ยังมีอำนาจที่จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ จนถึงวันที่ 23 มี.ค. เราอยากให้เน้นที่ภารกิจงาน ที่เหลือมากกว่า และเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าเราด้วยซ้ำ เพราะกฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เราไม่อยากให้ เอาเงื่อนไขทางการเมืองหรือประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่งมาเป็นตัวตั้งในการยุบสภา

โว‘พิธา’เหมาะนั่งนายกฯ
ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงผลงาน 4 ปีที่ผ่านมาของพรรคก้าวไกล ว่า สำหรับส.ส.สมัยแรกตนให้ 8 เต็ม 10 คิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ผู้สื่อข่าวถามว่าโพลหลายสำนักอยากให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ นายชัยธวัชกล่าวว่า คิดว่าหลังปีใหม่โดยเฉพาะเดือนก.พ. เป็นต้นไป ประชาชนให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น รวมถึงข้อเสนอต่างๆ ของแต่ละพรรคการเมืองในเชิงนโยบายและ วิสัยทัศน์ของผู้นำ ตนเชื่อมั่นว่าความนิยมของนายพิธาในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคก้าวไกลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่านายพิธาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่เหมาะสมที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต่อข้อถามว่ากลุ่มเป้าหมายหลักในการ หาเสียงยังเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เราไม่เคยประกาศตัวเองว่าเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ แต่พรรคเราก็ถูกนิยามอย่างนั้น ต้องยอมรับว่าฐานเสียงสำคัญของเราเอนมาทางคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่ไม่ใช่ของตายของใคร คนรุ่นใหม่มีความคิดทางการเมืองที่ไม่ได้ความจงรักภักดีต่อใครแบบไม่มีเหตุผล ถ้านักการเมืองหรือพรรคไม่ดีเขาพร้อมที่จะวิจารณ์ ขณะเดียวกันเราต้องทำงานกับคนรุ่นอื่นด้วย ต้องเป็นพรรคการเมืองของคนทุกรุ่น เป็นไปไม่ได้ที่จะชนะด้วยเสียงของคนรุ่นใหม่เท่านั้น เรายังต้องการการทำงานที่ตอบโจทย์กับคนทุกวัย

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ยังมีเสียงปรามาสว่าพรรคก้าวไกลยังเป็นฝ่ายค้านในสภาชุดหน้าอีกแน่ เพราะถูกโดดเดี่ยว นายชัยธวัชกล่าวว่า คิดว่าเราโดดเด่นไม่ใช่โดดเดี่ยว เราจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน

พทท.นัด10ม.ค.ลงมติอนาคต
นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) เปิดเผยว่า วันที่ 10 ม.ค. พรรคจะประชุมวิสามัญเพื่อหารือถึงการดำเนินกิจการของพรรค หลังจากแกนนำพรรคลาออก อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม อดีตประธานที่ปรึกษาพรรค นายประนอม โพธิ์คำ อดีตเลขาธิการพรรรค นายนพดล แก้วสุพัฒน์ อดีตรองหัวหน้าพรรค เบื้องต้นมี 2 แนวทางที่ต้องขอมติ คือการ เดินหน้าสร้างพรรคต่อไป หรือเลิกกิจการพรรค และย้ายสมาชิกพรรรค และส.ส.ไปสังกัดพรรคใหม่

“ผมยังต้องการเดินหน้าทำพรรคต่อไป แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าประเมินแล้วว่าจะมีการใช้เงินแข่งขันกันสูงมาก ซึ่งเราเป็นพรรคเล็ก ไม่สามารถสู้ระบบของพรรคใหญ่ได้ แม้จะมีฐานสมาชิกที่เป็นคนท้องถิ่น เชื่อว่า จะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้า ได้ส.ส.เข้าสภาอย่างน้อย 1 คน แต่ปัจจัยหลายๆ อย่าง ต้องพิจารณา และต้องฟังเสียงของสมาชิกพรรคด้วย ซึ่งผมจะเดินสายไปรับฟังความเห็น สมาชิกพรรรคก่อนจัดประชุมด้วย” นายโกวิทย์กล่าว

‘บิ๊กตุ๊ด’เผยแผนงานทัพฟ้าปี66
เมื่อวันที่ 1 ม.ค. พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการซ่อมบำรุงและจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ว่า กองทัพอากาศมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ หากสิ่งใดซ่อมบำรุงได้ก็จะดำเนินการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการงบ

สำหรับสมุดปกขาวของ ทอ. ที่เรียกว่า White Paper เป็นแผนจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วง 5-10 ปี แต่จะต้องทบทวน เพราะในแต่ละปีแผนขอจัดสรรงบต่างๆ ไม่ได้รับเท่าที่เสนอขอไป จึงต้องปรับความต้องการในแผนภูมิปกขาวทุก 3-5 ปี ซึ่งในปี 2566 จะต้องปรับปรุงทั้งแผนยุทธศาสตร์และสมุดปกขาวต่อไป

ส่วนความคืบหน้าจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F 35 จากสหรัฐ อยู่ระหว่างการประสานกับสหรัฐในเรื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการมาดูจุดและพื้นที่ เพื่อรองรับการเข้าประจำการของเครื่องบิน F 35 หากการจัดเป็นไปตามแผน คาดว่าภายในกลางปี 2567 ทุกอย่างจะชัดเจน การดำเนินการประสานกับสหรัฐเพื่อจะซื้อเครื่องบินขับไล่ F 35 เป็นเรื่องภายในของกองทัพอากาศ ภายใต้กระทรวงกลาโหม แต่เชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศจะช่วยให้การสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว

ขณะที่แนวคิดจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ เช่น ระบบเรดาร์แจ้งเตือนทางอากาศ หรือ Elieye นั้น ถือเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นใช้ลาดตระเวนหรือที่เรียกว่า Airborne Warning Radar ซึ่งต้องปรับปรุงสภาพเพราะผ่านการใช้งานมาเป็นสิบปี รวมทั้งจัดหาเรดาร์ใหม่ โดยต้อง เตรียมการในแผนเสนอความต้องการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน