ประยุทธ์เตรียมขึ้นเวทีเปิดใจสมัครเข้ารทสช.
อนุทินยินดีลุยการเมืองกกต.เตรียมแบ่งเขตสส.สถาน
‘บิ๊กตู่’ เตรียมขึ้นเวทีเปิดใจในวันสมัครเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ 9 ม.ค. ‘อนุทิน’ ยินดีลุยการเมือง เต็มตัว แต่กั๊กจับขั้ว-หลีกทางนั่ง นายกฯ หลังเลือกตั้ง ลั่นแคนดิเดตต้องแข่งกันที่นโยบายดีชิงเสียงประชาชน เพื่อไทยดักทางนายกฯ ลงพื้นที่ถี่ ฝืนกฎเหล็กกกต.หรือไม่ รองโฆษกรัฐบาลซัดกลับควรห่วงความเดือดร้อนประชาชนมากกว่า ‘ชินวรณ์’ชี้ต้นก.พ.เหมาะเปิดศึกซักฟอกตามมาตรา 152 ‘วราวุธ’ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ้องขยี้ปมอธิบดีฉาว วิปรัฐบาลคาดร่างพ.ร.บ. กัญชาฯ มีสิทธิ์ตกสภา ส.ว.ชี้ถ้าสภาเร่งผ่านในสัปดาห์หน้า ดันเป็นกฎหมายใช้บังคับทันสมัยนี้ รองประธานสภา‘สุชาติ’เตือนรมต.หนีตอบกระทู้ ต้องมีเหตุผล
‘บิ๊กตู่’เตรียมเปิดใจเข้ารทสช.
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ว่า ในวันที่ 9 ม.ค. เวลา 17.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ไฮไลต์นอกจากการสมัครเข้าเป็นสมาชิกและมีการสวมเสื้อพรรคให้แล้ว ยังจะฉายวิดีโอผลงานของพล.อ.ประยุทธ์ และการกล่าวเปิดใจของพล.อ.ประยุทธ์ บนเวที
ขณะที่ผู้มาร่วมงานนอกเหนือแกนนำ ผู้บริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคแล้ว ยังมีทีมงานนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หลายจังหวัดที่คอนเฟิร์มจะมาร่วมงานแล้ว รวมถึงส.ส.ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลายคนที่จะย้ายมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ไปร่วมให้กำลังใจ
โดยวันนั้นจะไม่มีการเปิดตัวสมาชิก คนอื่นๆ เพื่อให้ความสำคัญไปที่พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว และหลังจากนี้ พรรคจะจัดตั้งทีมยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางการหาเสียงและการจัดระบบภายในพื้นที่ของพรรค โดยมอบหมายนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกันวางยุทธศาสตร์หาเสียง โดยมีทีมนายก อบจ.หลายจังหวัดร่วมคณะทำยุทธศาสตร์ ในพื้นที่
‘เสี่ยหนู’ยินดี-ให้กำลังใจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า ขอแสดงความยินดี และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ส่งความปรารถนาดี ขอให้ประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะในที่สุดระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่สวยงามที่สุด
บุคคลที่เคยอยู่ในวงการทหาร เคยมีความจำเป็นต้องทำการบริหารประเทศในรูปแบบทหารมา และตัดสินใจมาดำเนินงานทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ภายใต้ระบอบรัฐสภา เป็นสิ่งที่ดีและเป็นบทสรุปที่ทำให้เห็นว่าระบอบที่ดีที่สุดในการบริหารประเทศคือระบอบประชาธิปไตย จากนี้ไปไม่มีเหตุผลอะไรที่ใครจะมายึดอำนาจ แอบอ้างเข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไป เพราะระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ดีที่สุดสำหรับการบริหารบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องต้อนรับนักการเมืองหน้าใหม่อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักการเมืองตั้งแต่วันแรกที่เป็นนายกฯ ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นนักการเมืองวันแรก เพราะคนเป็นนายกฯ คือนักการเมือง ไม่มีอาชีพนายกฯ หรืออาชีพรัฐมนตรี เวลากรอกพาสปอร์ต ต้องระบุว่าเป็นนักการเมือง ต่อข้อถามว่าในฐานะเป็นนักการเมืองมาก่อน มีอะไรแนะนำหรือไม่ นายอนุทินกล่าวย้อนว่า “ใครจะไปกล้า ท่านมีทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ เป็นนายกฯ มา 8 ปี อย่าสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำไม่ได้ อย่าบังอาจเป็นอันขาด”
กั๊กหลีกทางให้นั่งนายกฯ
ต่อข้อถามถึงการจับมือกันในอนาคต นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของผลการเลือกตั้ง ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้ จะมองเป็นคู่แข่งทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มองว่าเป็นตัวเลือก เป็นข้อเสนอทางการเมือง อะไรก็ตามที่มีตัวเลือกเยอะ มีทางเลือกเยอะประชาชนได้ประโยชน์ อย่ามองเป็นคู่แข่ง แม้จะแข่งก็แข่งกันในกติกา เหมือนการตีกอล์ฟด้วยกัน เวลาตีไม่มีใครออมให้กัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้ส.ส.มากกว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะยอมหลีกทางให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รอให้ถึงวันนั้นก่อน วันนี้อย่าไปคาดการณ์พรรคอื่น หน้าที่ของตนคือคิดนโยบายลงพื้นที่ ทำให้ผู้สมัคร สร้างความมั่นใจให้ประชาชน ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน ตอนนี้ยังมีเวลา ไม่ช้าเกินไป ต่อข้อถามว่าเป็นเรื่องการรวบรวมเสียง เนื่องจากมีปัจจัยส.ว.ที่มีอำนาจโหวต นายกฯ เข้ามาเกี่ยวด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน เลี่ยงตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม รอตนอยู่ และตอนนี้กำลังจะไอ พร้อมนำกระดาษที่ถืออยู่มาปิดปาก
เมื่อถามถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย มั่นใจจะชนะเลือกตั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า นโยบายของภูมิใจไทย คือนโยบายที่ดี มุ่งเน้นปากท้อง คุณภาพชีวิต และสุขภาพประชาชน เมื่อถามอีกว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าหากพ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่๊) พ.ศ.ไม่ผ่านสภา เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยจะใช้ในการหาเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นการพูดกระทบพรรคภูมิใจไทย จริงๆ พรรคภูมิใจไทยอยากให้กฎหมายดังกล่าวผ่าน การที่คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ระบุว่าอาจไม่ทันในสมัยประชุมนี้ไม่ใช่ความผิดของภูมิใจไทย เรื่องนี้เราเป็นคนเสนอจะไม่อยากให้ผ่านได้อย่างไร
นายกฯควง‘ป๊อก’เปิดงานสิงห์บุรี
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.สิงห์บุรี ในวันที่ 6 ม.ค. โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการ
โดยพล.อ.ประยุทธ์ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าพื้นที่ก่อสร้างพนังกั้นน้ำ ต.น้ำตาล อ.อินทร์บุรี จากนั้นเดินทางไปยังพื้นที่นานำร่อง หมู่ที่ 1 ต.น้ำตาล อ.อินทร์บุรี เพื่อเป็นประธานเปิดกิจกรรม “ข้าวรักษ์โลก” ในเวลา 09.30 น. โดยนายกฯ จะขับรถดำนาปลูกข้าว ร่วมกับชาวนา พร้อมกับปล่อยปลา ร่วมกับเกษตรกร ก่อนไปเปิดกิจกรรมข้าวรักษ์โลก ซึ่งเป็นโครงการต่อ ยอดนโยบาย BCG Model ส่งเสริมการทำนาสู่ความยั่งยืน ยกระดับคุณภาพข้าวไทยออกสู่เวทีโลก จากนั้นพบปะเกษตรกร และเดินเยี่ยมชมนิทรรศการ ทั้งนี้ นายกฯ และคณะจะเดินทางกลับถึงสนามเฮลิคอปเตอร์ พล.ม.2 รอ. กรุงเทพฯ ในเวลา 14.00 น.
พท.ดักทางนายกฯลงพื้นที่ถี่
ด้านน.ส.ชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาณ์ว่า คาดว่า นายกฯ คงจะลงพื้นที่ถี่ยิบก่อนยุบสภา ซึ่งกฎเหล็กของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 180 วันก่อนสภาครบวาระ มีรายละเอียดชัดเจนว่า ห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่างๆ แต่การที่พล.อ.ประยุทธ์สามารถใช้ทรัพยากรของรัฐ ทั้งรถยนต์ เครื่องบิน ไปพบปะผู้ว่าฯ ใช้งบประมาณหรือกระทำการอื่นใด ที่อาจจะสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สำนึก และยังคงเดินหน้าทำต่อไป
นอกจากนั้นการที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็น แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐแต่ยังไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้หลายเรื่อง เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 425 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน แต่เตรียมเปิดตัวจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ ถือเป็นเรื่องผิดมารยาททางการเมืองเป็นอย่างมาก
หากประเมินความพร้อมของพรรคตั้งใหม่ ไม่ได้มีบิ๊กเนม มีแต่โอลด์เนม (Old name) เข้าไปสมทบ ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ประชาชนจะยอมรับ เพราะจากผลสำรวจ นิด้าโพลครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธ.ค.2565 พบว่า บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ อันดับ 1 ร้อยละ 34 คือ อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ ได้เพียง ร้อยละ 14.05 เป็นเหตุผลที่พล.อ.ประยุทธ์ เร่งลงพื้นที่หรือไม่ อยู่มา 8 ปี ไม่ค่อยลง พื้นที่ถี่เหมือนตอนนี้ และผลงานไม่โดดเด่นจึงได้คะแนนความนิยมน้อยขนาดนี้
รองโฆษกรัฐบาลซัดกลับ
น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้รองโฆษกพรรคเพื่อไทยว่า การลงพื้นที่ของพล.อ. ประยุทธ์ เป็นการปฏิบัติราชการของนายกฯ ที่มีความห่วงใยใกล้ชิดและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ไม่ได้เอาเปรียบทางการเมือง โดยพล.อ.ประยุทธ์ ระมัดระวังมารยาท และรักษาหลักเกณฑ์กติกาตามกฎหมาย แม้สถานการณ์การเมืองจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แต่การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนยังต้องดำเนินต่อไป เป็นเรื่องของการบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่บริหารการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ห่วงใยประชาชน ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและรับฟังการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนจากพื้นที่ โดยกำหนดการลงพื้นที่ที่จ.สิงห์บุรี เป็นการไปตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าพื้นที่ก่อสร้างพนังกั้นน้ำ ต.น้ำตาล อ.อินทร์บุรี ซึ่งหากจำกันได้ พื้นที่จ.สิงห์บุรีเคยประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2564 และยังได้เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ข้าวรักษ์โลก” ซึ่งโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model เป็นนโยบายที่พล.อ.ประยุทธ์ผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร ใส่ใจ สิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพของผู้บริโภค
“การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง เป็นการทำภายใต้กรอบกติกากฎหมายและมารยาททางการเมือง ดังนั้นพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องเป็นห่วงพล.อ.ประยุทธ์ แต่ควรห่วงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า”
กกต.เผยยอด 86 พรรคการเมือง
วันเดียวกัน สำนักงานกกต. ในฐานะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการดำเนินงานของพรรคการเมือง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น รับคำขอจดแจ้งและเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับการจัดตั้งพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง การขอเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคการเมือง สาขาพรรคการเมือง นโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรค การเมือง และข้อมูลพรรคการเมือง รวมถึงการจัดทำระบบ และเผยแพร่ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย เผย รายละเอียดพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 มีพรรคการเมืองที่ดำเนินการปัจจุบัน 86 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 จำนวน 27 พรรค พรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จำนวน 59 พรรค สำหรับจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองในปัจจุบันมี 1,417,108 ราย
การจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง ปัจจุบันมีสาขาพรรคการเมืองทั้งหมด 478 สาขา การแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ปัจจุบันมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด 2,756 แห่ง
เตรียมจัดตั้งเพิ่มอีก 21 พรรค
ส่วนการยื่นคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 9 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาอาสาชาติ พรรคไทยยิ้ม พรรครวมใจไทย พรรคปัญญาไทย พรรคสัมมาธิปไตย พรรคพลังไทยใหม่ พรรคเปลี่ยน พรรคพลังไทยชัยชนะ และพรรคทำได้
การยื่นคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 12 พรรคการเมือง พรรคสร้างไทย พรรคไทยเอกภาพ พรรครวมพลังประชาชน พรรคเสียงประชาชน พรรคไทยรุ่งโรจน์ พรรคพลังคนไทย พรรคไทยเท่าเทียม พรรคพลังคนรุ่นใหม่ พรรคพลังไทย พรรคปกป้องสังคม พรรคพร้อม และพรรคประชาชน
สำนักงาน กกต. ยังได้ยกร่างระเบียบ และประกาศ พรรคการเมือง 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ร่างประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดประชุมเพื่อรับฟัง ความเห็นในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ 2.ร่างประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด 3.ร่างระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งส.ส. 4.ร่างระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยแบบบัญชีรายรับและรายจ่ายค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งส.ส. 5.ร่างระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง และ 6.ร่างประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง สมาชิกพรรคการเมือง
‘ท็อป’ไม่หวั่นซักฟอกปมอธิบดี
ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นาย วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการในที่ประชุมครม. ให้ทุกกระทรวงทำการบ้านเตรียมพร้อมชี้แจงต่อสภาหลังฝ่ายค้าน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ซึ่งตนและกระทรวง ทส. เตรียมพร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมา
ผู้สื่อข่าวถามกรณีนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถูกกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์จากข้าราชการหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นประเด็นที่ต้องนำมาทำการบ้านหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ถูกต้อง ขอย้ำว่านโยบายการทำงานของตนในฐานะรมว.ทส. เน้นทำงานอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ผลงานทุกเรื่องของกระทรวงจับต้องได้ แน่นอนว่าในการทำงานย่อมมีข้อบกพร่องบ้างและได้รับการแก้ไข
“ขอขอบคุณฝ่ายค้าน ซึ่งที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกต และอภิปรายถึงกระทรวงในบางครั้ง ทำให้เราสามารถปรับปรุงการทำงานได้ และในการอภิปรายที่จะมีขึ้นนี้ หากจะอภิปรายกรณีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็ยินดี เพราะความผิดพลาดหรือสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด มันเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้ว จะแก้ได้อย่างไร อยากรับฟัง ข้อเสนอแนะของฝ่ายค้านเช่นกัน เพราะบางครั้งการทำงาน หากมองอยู่ในระบบราชการก็อีกอย่าง มองจากนอกระบบราชการก็เป็นอีกแบบหนึ่ง” นายวราวุธกล่าว
‘ชินวรณ์’ชี้ต้นก.พ.เหมาะอภิปราย
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธาน วิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังไม่ได้กำหนดวันอภิปราย แต่วิปรัฐบาลเห็นว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมคาดว่าเป็นช่วงต้นเดือนก.พ. และควรกำหนดเวลา 2 วัน เปิดอภิปรายเพื่อเสนอข้อเสนอแนะ การอภิปรายครั้งนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะนำไปสู่การยุบสภา เพราะฝ่ายรัฐบาลมีความพร้อม นายกฯ ก็พร้อมชี้แจง ข้อซักถาม
“อยากเรียกร้องว่าการอภิปรายทั่วไป ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของฝ่ายค้าน อยากให้เตรียมข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้ประชาชนเห็นว่า 4 ปีหรือ 8 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร อภิปรายเชิงสร้างสรรค์ ไม่นำเรื่องส่วนตัว ไม่นำเรื่องที่เป็นวาทกรรมมาพูด ขณะที่วิปรัฐบาล ได้เสนอแนะครม.แล้วว่า ขอให้แต่ละท่านได้เตรียมผลงาน เตรียมตัวตอบข้อซักถามเพราะครั้งนี้เหมือนเป็นการดีเบตกันในสภา ครั้งสุดท้าย ระหว่างฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาล ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ และมีผลต่อการเลือกตั้งในครั้งถัดไปด้วย” นาย ชินวรณ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยกับพรรคฝ่ายค้านหรือยัง เพราะฝ่ายค้านอยากได้เวลามากกว่านี้ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ได้เกริ่นไปแล้ว เราดูการอภิปรายที่ผ่านมา ใช้เวลา 2 วัน เพราะไม่ใช่การอภิปรายตามมาตรา 151 ที่ต้องลงมติไว้วางใจและไม่ไว้วางใจ แต่กรณีนี้เป็น ข้อเสนอแนะ ตนเห็นว่าควรให้สิทธิ์ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลชี้แจงได้ตามข้อบังคับ คือสลับการชี้แจงทั้ง 2 ฝ่ายเท่ากัน
ถ้าวันละ 12 ช.ม. จะได้เวลาทั้งหมด 24 ช.ม. ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานสภา มอบให้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา นัดประชุมวิป 2 ฝ่าย เพื่อหารือเรื่องเวลาอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง วิปรัฐบาลจะให้ความร่วมมือและยืนยันว่าจะไม่ให้มีการประท้วงหรือขัดขวางการอภิปรายทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแน่นอน
ระบุร่างพ.ร.บ.กัญชามีสิทธิ์ตก
นายชินวรณ์กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่) พ.ศ…ว่า เมื่อ วันที่ 4 ม.ค. มีการหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ ประชุมวิป 3 ฝ่าย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยในฐานะ ผู้เสนอ อยากให้ดำเนินการตามขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คือพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา ตนจึงบอกไปว่าถ้าเช่นนั้นต้องดำเนินการตามระเบียบวาระ คือเรียงไปตามมาตรา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ขอความร่วมมือสมาชิกที่เป็นกมธ. และผู้ที่สงวนความเห็นและแปรญัตติ ให้แสดงความเห็นในมาตราที่มีความสำคัญ จะทำให้เวลาพิจารณารวดเร็วขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ พิจารณาไม่เสร็จแล้วเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง จะมีผลอย่างไร นายชินวรณ์กล่าวว่า การประชุมสมัยนี้ ถือเป็นสมัยสุดท้ายของสภานี้ ฉะนั้น ต้องตกไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต่อข้อถามว่ามีสิทธิ์หรือไม่ที่จะไม่ทันในรัฐบาลนี้ นายชินวรณ์กล่าวว่า มีสิทธิ์อยู่แล้ว ถึงแม้ไม่ยืดเยื้อ แต่ถ้าในชั้นของสภาให้ความเห็นชอบ ก็ต้องผ่านวุฒิสภา เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ วุฒิสภาสนใจอยู่หลายประเด็น อาจต้องใช้เวลา จึงไม่น่าทันที่จะประกาศใช้ในสมัยประชุมนี้
เมื่อถามว่าหากเลื่อนพิจารณา กมธ.จะไม่มีสิทธิ์ถอดถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวใช่หรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า สามารถถอนได้ แต่เรื่องนี้เป็นนโยบายของผู้เสนอร่าง การที่เขาถอนไป เขาต้องไปตอบคำถามต่อประชาชนว่าถอนไปเพราะอะไร ในสภาแต่ละฝ่ายไม่เห็นชอบหรือไม่ ซึ่งจะเป็นประเด็นทางการเมือง ตนไม่อยากลงลึกตรงนั้น ตนเพียงอยากเห็นการพิจารณาในสภาอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อกฎหมายอื่น
ส.ว.จี้สภาเร่งผ่านในสัปดาห์หน้า
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว.ในฐานะกมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เปิดเผยว่า การประชุมวิปวุฒิสภา ได้พิจารณากรณีที่สภาพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ วาระสอง ซึ่งผ่านไปได้ 18 มาตรา จากทั้งสิ้น 95 มาตราว่า ไม่เห็นโอกาสของความหวังที่วุฒิสภา จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวให้เป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ และวิปวุฒิสภาได้พูดคุยกันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ร่างกฎหมายจะไม่ผ่านมาให้วุฒิสภาพิจารณา ส่วนตัวเชื่อว่าหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เกิดช่องว่างของสุญญากาศกัญชาเสรีต่อไป 1-2 ปี และเป็นการกระทำที่มี ไอ้โม่งอยู่เบื้องหลัง เพราะหากไม่มีกฎหมายกัญชาเพื่อควบคุม จะเป็นประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจกัญชาที่ปัจจุบันพบว่าเปิดกิจการแบบรายวัน โดยคนต่างชาติ และเป็นกัญชาที่ นำเข้าจากต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าสภาควรเร่งผ่าน ร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วง แต่หากสภาอยากให้มีกฎหมายกัญชา ควรเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในสัปดาห์หน้า และส่งให้วุฒิสภาพิจารณา ขณะนี้วุฒิสภาได้เตรียมพร้อมที่จะรับพิจารณา โดยให้ กมธ. 4 คณะ คือ กมธ.การต่างประเทศ กมธ.กฎหมมาย การยุติธรรมและการตำรวจ กมธ.สาธารณสุข และกมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ศึกษา รายละเอียดเตรียมไว้ล่วงหน้า และติดตาม การพิจารณาของสภา รวมถึงลงพื้นที่เพื่อดูสภาพปัญหา จึงเชื่อว่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนปิดสมัยประชุม 28 ก.พ.2566 จะทำคลอดกฎหมายดังกล่าวได้ทัน
หวังดันเป็นกฎหมายได้ใช้บังคับ
สภาไม่ควรมัดมือชกวุฒิสภา ด้วยการส่งร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ มาให้วุฒิสภาแบบกระชั้นชิดจะปิดสมัยประชุม เพราะวุฒิสภาจะไม่มีเวลาแก้ไข โดยปกติการพิจารณาร่างกฎหมายที่สภาเห็นชอบ วุฒิสภาจะใช้เวลา 3-6 เดือน เพื่อให้เกิดความรอบดอบ ดังนั้น หากส่งมาให้เกินต้นเดือนก.พ. วุฒิสภาจะพิจารณาไม่ทัน กฎหมายต้องตกไป และคนจะโยนบาปมาให้ส.ว.
ร่างกฎหมายที่ตีตกไป ตามเงื่อนไขของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กำหนดให้รัฐบาลชุดใหม่ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อยืนยันการพิจารณาต่อ แต่ตนมองว่าหากรัฐบาลใหม่ เป็นพรรคเพื่อไทย อาจไม่ยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าว หรือหากมีพรรคประชาธิปัตย์ร่วมตั้งรัฐบาลอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ ตนมองว่าจะเกิดความเสียหายกับสังคมอย่างยิ่ง
“ทางที่ดีที่สุดสภาต้องเร่งเห็นชอบร่างกฎหมายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้วุฒิสภาพิจารณา โดยวุฒิสภาพร้อมจะเชิญประธานกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ฝั่งเสียงข้างมาก และกมธ.เสียงข้างน้อย เข้าร่วมหารือเพื่อปรับปรุง และส่งให้สภาพิจารณาได้ทันในกรอบเวลาก่อนปิดสมัยประชุมปลายเดือนก.พ. แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนเงื่อนไขจะไม่ยุบสภาก่อนปิดสมัยประชุม” นายสมชายกล่าว
‘สุชาติ’เตือนรมต.หนีตอบกระทู้
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา เป็นประธานการประชุม เมื่อเข้าสู่วาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) ตั้งกระทู้ถามสดนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรณีประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับผลการประเมินคุณธรรม ความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงมหาวิทยาลัย แต่นายเอนกติดภารกิจไม่มาตอบกระทู้ ทำให้นายสุชาติฝากให้สำนักเลขาธิการสภาไปดำเนินการว่า หากจดหมายหรือหนังสือที่รัฐมนตรีขอเลื่อนตอบกระทู้ ตามข้อบังคับต้องระบุเหตุผล ความจำเป็นที่ขอเลื่อน ไม่ใช่ขอเลื่อนเฉยๆ โดยไม่บอกเหตุผล ขอให้ช่วยเตือนไปด้วย
จากนั้นพิจารณากระทู้ถามสดของ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่สอบถามนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กรณีการเปลี่ยนชื่อป้ายสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ที่มีมูลค่าก่อสร้างสูงถึง 33 ล้านบาท แพงเกินไปหรือไม่ อยู่ดีๆ ทำไมขอเปลี่ยนชื่อ ป้ายเดิมใช้แค่ 3 ปี ยังใหม่อยู่ และยังใช้วิธีจัดซื้อเฉพาะเจาะจง ได้บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) เป็นผู้ติดตั้ง หลังจากที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพิ่งประกาศราคากลางมา 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ รฟท.เพิ่งแพ้คดีให้บริษัท ยูนิคฯ ที่ฟ้องรฟท. 7,500 ล้านบาท เมื่อปลายเดือนพ.ย.2565 ปกติถ้ามีคดีพิพาทขนาดนี้ อย่าว่าแต่แค่จ้างกลับมาทำงาน หน้าก็ยังไม่อยากมอง แต่กลับเปิดโอกาสให้บริษัท ยูนิคฯ ได้งาน ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำไมต้องรอ 15 วัน การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เป็นสูตรสำเร็จเอาตัวรอดแบบไทยๆ สุดท้ายรอดกันหมด
‘ศักดิ์สยาม’แจงป้ายบางซื่อ
ด้านนายศักดิ์สยามชี้แจงว่า รายละเอียดวงเงินการเปลี่ยนป้ายชื่อ 33 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.งานรื้อถอนป้ายเดิม 6.2 ล้านบาท 2.งานติดตั้งกระจกและโครงกระจกอะลูมิเนียมใหม่ทั้งหมด มีราคาสูงสุด 24.3 ล้านบาท 3.งานออกแบบ 4.งานติดตั้งและรื้อถอนวัสดุปิดแทนกระจกระหว่างเปิดใช้งาน 1.6 ล้านบาท ยืนยันไม่ได้ว่าราคา 33 ล้านบาท ถูกหรือแพง เพราะไม่ใช่คนกำหนดราคา แต่ทุกคนไม่ได้ต่างกันในการเข้าถึงข้อมูล ส่วนการเปลี่ยนชื่อป้ายเป็นเรื่องประเพณีปฏิบัติ เพื่อความเป็นมหามงคล ไม่ใช่ความต้องการของตน เหมือนการเปลี่ยนชื่อสนามบินหนองงูเห่า เป็นสนามบินสุวรรณภูมิ หรือสถานที่ราชการหลายแห่งก็ดำเนินการลักษณะนี้เช่นกัน
ขณะที่การต้องจ้างบริษัท ยูนิคฯ เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะโครงการสถานีกลางบางซื่ออยู่ในระยะประกันสัญญา จึงต้องให้บริษัท ยูนิคฯ ที่เป็นผู้ก่อสร้างเดิมในโครงการเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกรณีที่ รฟท.แพ้คดีบริษัท ยูนิคฯ 7,500 ล้านบาทนั้น คดียังไม่ถึงที่สุด รฟท.อุทธรณ์คดีอยู่ ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ไม่ว่าผล ออกมาอย่างไร จะแจ้งให้ประชาชนทราบ ไม่มีปกปิดผิดคือผิด ถ้าถูกก็ต้องดำเนินการต่อ ขอเวลาตรวจสอบเล็กน้อย
‘พี่ศรี’ร้องสตง.สอบ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ผู้ว่าการสตง. ขอให้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน กรณีการรถไฟแห่งประเทศไทยว่าจ้างบริษัทเอกชนจัดทำและเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพ อภิวัฒน์ และตราสัญลักษณ์ของ รฟท.ในราคากว่า 33 ล้านบาท โคตรแพงเกินไปหรือไม่
โดยพบข้อพิรุธหลายประการจากการที่ รฟท.ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ทำให้ไม่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทำให้ได้ผู้รับจ้างในราคาสูงเกินสมควร อาจขัดหรือแย้งต่อ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 เพราะไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการตามที่มาตรา 11 กำหนดไว้ และไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นที่จะใช้วิธีเฉพาะเจาะจง อีกทั้งเป็นการขัดหรือแย้ง ต่อมาตรา 82 อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายให้ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปและวิธีการคัดเลือกตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเสียก่อน
นอกจากนั้น คณะกรรมการกำหนดราคากลางทั้ง 6 คน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำข้อมูลผู้ประกอบการอื่น มาเทียบราคาหรือไม่ และควรเปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าว หากจะพิสูจน์ว่าการดำเนินงานโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย ที่สำคัญ ชื่อสถานีดังกล่าวได้รับพระราชทานชื่อใหม่มาตั้งแต่เดือน ก.ย.2565 แต่เหตุใดจึงเร่งรีบดำเนินการในเดือน ธ.ค.2565 แล้วมาใช้วิธีการประมูลแบบเฉพาะเจาะจง
การใช้อำนาจดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 4 ประกอบมาตรา 11 มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 หรือกฎหมายฮั้วประมูลได้ สมาคมจึงมาร้องให้ สตง.ตรวจสอบตามประเด็นที่กำหนด หากพบความผิดปกติให้ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 221