30สส.-นายกอบจ.พรึบ ‘เฮ้ง’ลาออกตามร่วมทัพ พท.นำลิ่ว-โพลเลือกตั้ง

ฤกษ์ดียามเย็นวันนี้ ‘บิ๊กตู่’ เปิดตัวเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพจลุงตู่ตูนโหมโรงยอมลุยโคลน การเมืองเพื่อประชาชน เปิดชื่อส.ส.-อดีตส.ส.พปชร.-ปชป.กว่า 30 คนแห่ให้กำลังใจ ก่อนตามเข้าซบรทสช. ‘รมว.เฮ้ง’ ร่อนใบลา ส.ส.ชลบุรีและพปชร.แล้ว ตามร่วมขบวนหนุนตู่นายกฯ สมัย 3 เพื่อไทยจี้กกต.จับตาใช้งบจัดงานเปิดตัว ‘ประยุทธ์’ เกินกฎเหล็ก ‘จุรินทร์’ มั่นใจเลือกตั้งหน้าปักธงกทม.ได้ ปัดตอบเลือกข้าง ‘ประยุทธ์’ หรือ ‘ประวิตร’ ซูเปอร์โพลชี้ ถ้าเลือกตั้งวันนี้ เพื่อไทยยังได้คะแนนอันดับ 1 ภูมิใจไทยจี้ติดที่ 2 ประชาธิปัตย์อันดับ 3

‘บิ๊กตู่’ได้ฤกษ์เข้ารทสช.
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. เพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ประชาชนหลากหลายกลุ่มถึงการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเปิดตัวเวลา 17.00 น. วันที่ 9 ม.ค.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยผู้ให้สัมภาษณ์ต่างแสดงความพอใจผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่ง และการแก้ไขวิกฤตโควิด-19 และขอให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะทำงานทางการเมืองต่อไป พร้อมฝากให้เลือกคนดีมีความสามารถ เพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น และสานโครงการต่างๆ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ให้สำเร็จลุล่วง

ผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่า “ไม่ว่าลุงจะอยู่พรรคไหน ขอเป็นกำลังใจให้ลุงสู้ๆ นะคะ”, “ขอบคุณรัฐบาล ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ช่วยให้ประชาชนเดินทางสะดวกมากๆ เลย” และ “ไม่ว่าลุงตู่จะอยู่พรรคไหน ผมจะตามไปเลือกลุงตู่” เป็นต้น

ลุยโคลนการเมืองเพื่อประชาชน
นอกจากนี้ เพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ยังได้โพสต์ข้อความประกอบด้วยว่า 9 ม.ค. ฤกษ์งามยามดี “นายกฯลุงตู่” เปิดตัวเป็นสมัครพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรค การเมืองที่จะสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ให้มาเป็นนายกฯ สมัย 3 เพื่อสานงานต่อให้สำเร็จ

เนื่องจากการทำงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มักจะติดขัดตรงที่ปัญหาผลประโยชน์ของนักการเมือง ที่เรียกร้องตำแหน่งให้ตัวเอง บางพรรคการเมืองจ้องจะเล่นงาน “นายกฯลุงตู่” เตะถ่วงจนงานสะดุด

ดังนั้น “นายกฯลุงตู่” ที่ต้องการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้า จำเป็นที่ต้องลุยโคลนการเมือง แม้รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบาก แต่ต้องทำเพื่อ “ประชาชน” และ “ประเทศไทย” ที่รักยิ่ง

‘เฮ้ง’ไขก๊อกส.ส.-ตามไปอยู่ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเปิดตัวพล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมงานกับพรรครวมไทย สร้างชาติ คาดว่าจะมีมวลชนผู้สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ มาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน หลังจากนี้จะมีส.ส.จากพรรคต่างๆ และผู้บริหารท้องถิ่น ทยอยเข้ามาสมทบจำนวนมาก โดยเฉพาะนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงานได้ทำหนังสือ ลาออกจากการเป็นส.ส.ชลบุรี เขต 1 มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา และช่วงเช้าวันที่ 9 ม.ค. นายสุชาติจะลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อเตรียมร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และจะนำทีมงานและผู้สมัครส.ส. ไปร่วมกิจกรรมเปิดตัวของพล.อ.ประยุทธ์ด้วย

นายสุชาติได้รับการวางบทบาทให้เป็นแม่ทัพคุมพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ภาคกลาง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และ เตรียมนำส.ส.พลังประชารัฐหลายคนมา ร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ, ร.ต.อ.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี, นายสมพงษ์ โสภณ ส.ส.ระยอง, นาย รณเทพ อนุวัฒน์ ส.ส.ชลบุรี, นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา, น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี, นายสาธิต อุ๋ยตระกูล ส.ส.เพชรบุรี, นายสมบัติ อำนาคะ ส.ส.สระบุรี, นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ส.ส.กทม. รวมถึง นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ

ค่ายพปชร.-ปชป.แห่เข้าซบ
ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ในสายของเสธ.หิ หรือนายหิมาลัย ผิวพรรณ ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็เตรียมมาร่วมงานด้วย ได้แก่ นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร, นายสัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสววรค์, นายมานัส อ่อนอ้าย ส.ส.พิษณุโลก ที่เตรียมส่งลูกชายลงสมัครส.ส.แทน

นอกจากนี้ยังมี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม., นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช, นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายศาตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา, นายพยม พรหมเพชร ส.ส.สงขลา, ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส.ส.สงขลา และนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ที่ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐก่อนหน้านี้ ต่างเตรียมย้ายมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ

สำหรับ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทร สงคราม, พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม, น.ส.พิมภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช, น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี, นายเจือ ราชสีห์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมถึงนายสุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลัง ด้วย

ทีมนายกอบจ.เปิดหน้าหนุน
ส่วนส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท ประกอบด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี และน.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี

ขณะเดียวกันจะมีการเปิดตัวทีมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเลือกตั้ง ประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง นายนพพร อุสิทธิ์ นายกอบจ.ชุมพร นายชัยยะ อังกินันทน์ นายกอบจ.เพชรบุรี นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายกอบจ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น

สำหรับ ส.ส. ที่จะมาร่วมเปิดตัวใน วันที่ 9 ม.ค. นับรวมแล้วมีมากกว่า 30 คน และยังมี ส.ส. อีกกว่า 10 คน ที่ยังไม่ขอเปิดตัวในวันที่ 9 ม.ค. เนื่องจากต้องการรอจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสมมากกว่านี้ ทำให้มีส.ส. ที่จะเข้าร่วมงานกับพรรค รวมไทยสร้างชาติแล้วกว่า 40 คนด้วยกัน

‘สายัณห์’ย้ำ 30 ส.ส.ซบรทสช.
นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 9 ม.ค. ตนจะไปให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ ในการเปิดตัวกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะอยู่จนจบงานเพื่อรอฟัง นายกฯ ปราศรัยด้วย สำหรับตนตั้งใจว่าจะอยู่จนสภาปิดสมัยประชุม คือวันที่ 28 ก.พ. หลังจากปิดสมัยประชุมจะไปลาออกจากพรรคเก่าและไปสมัครสมาชิกพรรคใหม่ เพื่อที่จะได้ผ่านกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับก่อน เพราะหากเราลาออกจะไม่มีส.ส.ที่จะผ่านกฎหมายได้ เสียดายโอกาส โดยจะมีส.ส.ไม่ต่ำกว่า 30 คน ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคอื่นๆ ที่ประสงค์จะไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าคำพูดของนายสายัณห์เคยเชื่อได้หรือ จากกรณีที่บอกว่าจะมี ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครจากภาคใต้รวมกว่า 30 คนย้ายไปร่วมงานกับพรรค รวมไทยสร้างชาติ นายสายัณห์กล่าวว่า เราอย่าพูดถึงดีกว่า เขาก็เสียเอง จังหวัดเดียวกันไม่ใส่ร้ายป้ายสีดีกว่า ให้เขาพูดคนเดียวไป เพราะคำพูดเขาคงไม่มีใครฟังอยู่แล้ว เขาเป็นคนที่ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในพื้นที่ ไม่สามารถนับได้เลยว่าใน 4 ปี เขาทำอะไรให้ประชาชนบ้าง ไม่อยากพูดถึง อยู่บ้านเดียวกัน

ออนทัวร์ – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ และนายอภิมุข ฉันทวานิช ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขตบางคอแหลม ออนทัวร์พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนที่ชุมชนหลังตลาดเก่า วัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม. เมื่อวันที่ 8 ม.ค.

‘อู๊ดด้า’มั่นใจปชป.ปักธงกทม.
เวลา 14.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พรรคประชา ธิปัตย์ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค พร้อมด้วยสมาชิกพรรค เดินทางไปพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนที่ชุมชนหลังตลาดเก่า วัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม โดยมีนายอภิมุข ฉันทวานิช เป็นผู้ประสานงาน ลงพื้นที่กทม.

นายจุรินทร์กล่าวกับประชาชนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หวังและมั่นใจว่า พี่น้องจะให้โอกาสประชาธิปัตย์ได้ปักธง ผู้แทนราษฎรในพื้นที่นี้ พร้อมกับแนะนำทายาททางการเมืองของนายสมเกียรติ ฉันทวานิช อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คือ นายอภิมุข ฉันทวานิช อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 3 สมัย มีพื้นฐานการศึกษาดี พร้อมที่จะเข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.ได้หากพี่น้องช่วยกันสนับสนุน

“ผมมั่นใจว่าเที่ยวหน้าประชาธิปัตย์ได้ปักธงในกรุงเทพฯ แน่นอน และเรามีโอกาสที่จะได้ในหลายพื้นที่ เพียงแต่ขอยังไม่บอกว่ากี่ที่นั่ง จากคราวที่แล้วไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว และในพื้นที่นี้ถือเป็นพื้นที่เป้าหมายอีกพื้นที่หนึ่ง คือเราส่งนายอภิมุข ซึ่งเป็น ส.ก.มา 3 สมัย และเป็นลูกท่าน สมเกียรติ ฉันทวานิช ที่เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน 4 สมัย และไม่เคยเปลี่ยนพรรค ฉะนั้นถือว่านายอภิมุขเป็นคนหนุ่มที่มีประสบการณ์การทำงานท้องถิ่นในฐานะส.ก. และจบปริญญาตรี ปริญญาโท จากสหรัฐ มีศักยภาพ ทำพื้นที่ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กับพี่น้องในพื้นที่มาอย่างดีตลอดระยะเวลา ที่นี่จึงเป็นอีก 1 เขต ที่เรามั่นใจว่าเราปักธงได้” นายจุรินทร์กล่าว

ปัดตอบเลือกข้าง‘ตู่’หรือ‘ป้อม’
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับในพื้นที่ภาคอีสานพรรคได้เคาะผู้สมัครไปอีก 90 เขต และเรียนว่าจะส่งครบ 400 เขต ทั่วประเทศ โดยนโยบายหลักของเราเน้น “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” แต่มีสิ่งที่ตนเป็นห่วงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น คิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน ต้องไม่สนับสนุนธนกิจทางการเมือง หรือธุรกิจการเมือง เพราะจะเป็นต้นตอของการถอนทุนคืนแล้วเกิดเป็นการทุจริต ใครขายตัว ใครลงทุนด้วยการซื้อตัว ดูดผู้แทนหัวหนึ่งราคามหาศาลอันนั้นก็อาจคะเนได้ว่าสุดท้ายก็ไปจบด้วยการถอนทุนคืน คือการทุจริตคอร์รัปชั่นต่อไป ซึ่งถือเป็น ภัยร้ายของประเทศและประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวถามว่าพร้อมเป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคต้องพร้อมที่จะเป็นนายกฯ ทุกคน ไม่เช่นนั้นสมาชิกพรรคคงไม่เลือก ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดต นายกฯ พรรคนั้นคงเริ่มหนึ่งจากการเปิดนโยบายพรรคก่อน

ต่อข้อถามว่าถ้าต้องเลือก 2 นายพล 2 พรรคในขณะนี้ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเลือกอยู่ฝั่งไหน นายจุรินทร์กล่าวว่า หลักชัดอยู่แล้วว่าให้ประชาชนให้คำตอบก่อน เพราะเราเป็นระบอบประชาธิปไตยในรัฐสภา หลักคือใครรวมเสียงข้างมากได้คนนั้นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ฉะนั้นต้องรอผลการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ขอให้ความเห็น แต่ถ้าท่านไปสมัครสมาชิกในพรรคหนึ่งจริง แสดงว่าต่อไปนี้ท่านก็สังกัดพรรคการเมืองที่มีความชัดเจนแล้ว ไม่ใช่เป็นแค่คนกลางๆ และจะมีสถานภาพเหมือนกับรัฐมนตรีหลายๆ ท่านที่เป็นสมาชิกหรือกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เมื่อถามว่าความเป็น กลางของนายกฯ หายไปจะกระทบกับเสถียรภาพทำให้สภายุบหรือไม่ นาย จุรินทร์กล่าวว่า ตนตอบล่วงหน้าไม่ได้ ต้องอยู่ที่นายกฯ ด้วยว่าจะจัดการกับรัฐบาลผสมในรูปแบบไหนอย่างไร

‘ชลน่าน’ย้ำติดป้าย‘อุ๊งอิ๊ง’ไม่ผิด
ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นร้องพรรคเพื่อไทยกรณีติดรูป อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายพรรคการเมืองว่า นายเรืองไกรไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เหลี่ยมทางด้านกฎหมายพอสมควร เช่น ไปร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การฟ้อง แต่มีคำร้องชัด ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยจะได้ติดตามตรวจสอบ ว่านายเรืองไกรใส่ร้ายร้องเท็จตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 101 หรือไม่ ขณะที่ป้ายรณรงค์หาเสียงนั้น ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจัดทำป้ายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สามารถใส่ภาพหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯ ผู้สมัครหรือสมาชิกพรรค ซึ่ง น.ส.แพทองธารเป็นสมาชิกพรรคประเภทตลอดชีพ ไม่ผิดระเบียบ กกต.

ส่วนกรณีป้ายรณรงค์หาเสียงที่ถูกกรีดนั้น เราเจอหลายแห่ง ได้เก็บข้อมูลและพยานหลักฐานไว้ เรื่องนี้ฝ่ายกฎหมายพรรคจะได้ไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เราไม่อยากไปดำเนินคดีกับใคร เพราะการเมืองมีทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ แต่การทำลายป้ายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขอให้ระมัดระวัง

เชื่อยุบสภา-จี้กกต.จับตานายกฯ
นพ.ชลน่านกล่าวกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันที่ 9 ม.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า จะเป็นการกระตุ้นให้พรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เร็วๆ นี้ด้วยหรือไม่ว่า ไม่น่าจะมีผล พล.อ.ประยุทธ์ก็เปิดไป เราก็มีการกำหนดจังหวะเวลาที่เหมาะสมไว้อยู่แล้ว แต่หากมีการยุบสภา เมื่อประกาศยุบสภา เราประกาศเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เพราะเข้าสู่กระบวนการรณรงค์หาเสียงแล้ว และมั่นใจว่าจะยุบสภา แต่จะ 100% นั้นต้องดูวันที่ 6 ก.พ. เพราะเป็นวันสุดท้ายที่ ส.ส.จะย้ายไปสังกัดสมาชิกพรรคใหม่ทัน 90 วันก่อนวันที่ 7 พ.ค. ที่คาดว่าจะเป็นวันเลือกตั้ง ถ้ามีสัญญาณของ ส.ส.ที่ประกาศตัวว่าจะไปอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ ลาออกและไปอยู่พรรคใหม่ มีผลให้สมาชิกภาพหมดไป สัญญาณนั้นค่อนข้างชัดว่าอาจจะไม่ยุบสภา เพราะเขาเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ถ้าวันที่ 6-7 ก.พ.นี้ ส.ส.พวกนั้นยังอยู่ และมีข่าวว่าจะให้อยู่ถึงวันที่ 28 ก.พ. เพื่อทำหน้าที่ในสภา นี่คือสัญญาณยุบสภา 100% เพราะเขาสามารถสังกัดพรรคใหม่ทันภายใน 30 วัน เมื่อถามว่าจะมีบิ๊กเนมมาพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า การเปิดตัวผู้สมัครเรายังไม่จบ ยังมีเวลาอยู่

ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ งานนี้ต้องมีการจ่ายเงินเกิน 3,000 บาทแน่นอน และจะเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ฟรีๆ คงไม่ได้ กกต.ต้องจับตาให้ดี ที่ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนหน้านี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์เอื้อเจ้าสัวเจริญ เพราะซื้อที่ดินที่ยังเป็นบ่อตกปลา 600 ล้านบาท แลกกับการปล่อยให้เจ้าสัวเจริญต่อสัญญาเช่าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ถึง 50 ปี ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เพราะ ต่อสัญญาอย่างมากที่สุดก็แค่ 30 ปีเท่านั้น

จี้ลาออก – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย แถลงเรียกร้องนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ในกรณีจับกุมส่วยกรมอุทยานฯ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.

บี้‘ท็อป’ลาออกปมอธิบดีฉาว
นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถูกจับกุมกรณีเรียกรับสินบนในการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น คนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้คือนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ตนขอเรียกร้องให้ท่านลาออกจากตำแหน่งเลย อย่าหน้าหนา อยู่ไปก็อายเขา เพราะท่านเซ็นแต่งตั้งนายรัชฎาเป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งไม่ได้เป็นลูกหม้อในกรมด้วย แถมยังมาทำวีรกรรมแบบนี้อีก ถูกจับคาห้องทำงาน แสดงให้เห็นว่ามีการเก็บส่วย เรียกเงินเรียกทอง ซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเรื่องนี้ไม่จบแน่นอน ตนจะอภิปรายเรื่องนี้ในการอภิปรายไม่ไว้ไวางใจแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ด้วย เพราะถือเป็นการกระทำทุจริตชัดเจน ขัดกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ล้มเหลวเพราะปราบโกงไม่สำเร็จ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พบกับนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะคณะกรรมการประสานงาน(วิป) คณะรัฐมนตรี โดยตนได้สอบถามว่าจะอภิปรายรัฐบาลได้วันไหน จะยุบสภาหนีไปก่อนหรือไม่ นายอนุชายืนยันว่าไม่ยุบสภาหนีแน่นอน และจะได้อภิปรายช่วงประมาณต้นเดือนก.พ. รอให้ผ่านเทศกาลตรุษจีนไปก่อน เพราะกลัวประชาชนจะไปเที่ยว และจะขาดสีสันไป

โวแคนดิเดตนายกฯช่วยติวข้อมูล
นายจิรพงษ์ ทรงวัชรภรณ์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 พรรคเพื่อไทยจะอภิปราย 8 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย ภาพรวม เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ การเมือง ทุจริต ดิจิทัลและการไม่ทำตามนโยบาย

สำหรับตนมีว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยมาร่วมให้ข้อมูลและร่วมติวด้านเศรษฐกิจให้กับ ส.ส.ใช้ในการอภิปรายครั้งนี้ด้วย โดยแคนดิเดตรายนี้เป็นผู้ชาย ถ้ายุบสภา เราเปิดตัวแคนดิเดต นายกฯ คนนี้ทันที แต่ถ้ายังไม่ยุบสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคจะเปิดตัวแคนดิเดตในเดือน ก.พ.แน่นอน ส่วนใครที่บอกจะมาจับกับพรรคเพื่อไทยนั้น ถามว่าใครจะมาบังคับเราได้ เพราะเราฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก

สอท.ปิดดีลบ้านใหญ่ชัยภูมิ
ที่จ.ชัยภูมิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พบปะนายอร่าม โล่ห์วีระ นายกอบจ.ชัยภูมิ อดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.ชัยภูมิหลายสมัย เพื่อหารือเรื่องแผนการเลือกตั้งและการจัดทัพผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคสร้างอนาคตไทย ในจ.ชัยภูมิและพื้นที่อีสานใต้

นายอุตตมกล่าวว่า การพูดคุยครั้งนี้มีความลงตัวและพร้อมที่เดินหน้าไปด้วยกัน ตนและพรรคสร้างอนาคตไทย รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้บุคคลที่มีชื่อชั้นและเป็นตัวจริงทางการเมืองของจ.ชัยภูมิ ที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับพรรค เชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์ทางการเมืองทั้งในสนามการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศของนายอร่าม จะเข้ามาเสริมให้การทำงานในพื้นที่จ.ชัยภูมิและอีสานใต้ของพรรคสร้างอนาคตไทยเป็นที่จับตาและตอบโจทย์ พี่น้องประชาชนไม่เป็นรองพรรคใดอย่างแน่นอน

ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวว่า การเข้ามาของนายอร่าม จะทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งในพื้นที่จ.ชัยภูมิและอีสานใต้มากยิ่งขึ้น ตนมั่นใจว่าในจ.ชัยภูมิภายใต้การขับเคลื่อนของบ้านใหญ่อย่างนายอร่ามจะทำให้พรรคสร้างอนาคตไทยสามารถปักธงยกจังหวัดในพื้นที่ชัยภูมิและพื้นที่อีสานใต้ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้ พรรคจะเปิดตัวนายอร่ามและ ผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคสร้างอนาคตไทย ในจ.ชัยภูมิ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

ประชุมใหญ่ – พรรครวมแผ่นดินประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2566 โดยมี พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรค เป็นประธาน มีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกจังหวัด และสมาชิกพรรคทั่วประเทศกว่า 1,000 คน ร่วมประชุม ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.

‘บิ๊กน้อย’หวังได้ส.ส. 25 คน
เวลา 09.09 น. ที่ห้องประชุมใหญ่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาฯ จ.เชียงใหม่ พรรครวมแผ่นดินประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2566 โดยมี บิ๊กน้อย-พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรค เป็นประธาน มีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทุกจังหวัด และสมาชิกพรรคทั่วประเทศกว่า 1,000 คน มาร่วมประชุม ได้ ปฐมนิเทศว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของพรรค และมีการจัดนิทรรศการโชว์ผลงานของพรรคที่จะสนับสนุนทุกอาชีพทั่วประเทศ ที่หน้าห้องประชุม

พล.อ.วิชญ์เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2565 เป็นต้นมาที่พรรครวมแผ่นดิน ได้ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดพรรคการเมืองที่รวบรวมผู้มีความรู้ความสามารถมากไปด้วยประสบการณ์ทั่วประเทศ ทุกเพศ ทุกวัย แม้ที่มาจะแตกต่างกัน แต่มีอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือมุ่งลดความขัดแย้งทางการเมือง ปรองดอง และพร้อมจะประสานทุกฝ่าย เพื่อรวบรวมสรรพกำลังความรู้ ความสามารถเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ณ วันนี้ พรรครวมแผ่นดินได้สร้างรากฐานอันมั่นคงที่พร้อมเต็มเปี่ยมในการที่จะทำงานรับใช้ภาคประชาชนอย่างเต็มที่ ดังคำขวัญของพรรคที่กล่าวไว้ว่า “พัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมประชาธิปไตย รับใช้ประชาชน” ด้วยเหตุนี้จึงได้ดำเนินการจัดการประชุมใหญ่สามัญในวันนี้

สำหรับนโยบายหลักใหญ่ของพรรครวมแผ่นดินมี 3 ด้าน ประกอบด้วย การเมืองการปกครอง, เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสร้างสังคมอันดีงาม สามัคคี ปรองดอง จึงขอร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมกันเปลี่ยนแปลงไปสู่การเมืองยุคใหม่อย่างสร้างสรรค์ และนำเสนอนโยบายที่มั่นใจว่าทำได้จริง เพื่อพี่น้องประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี เศรษฐกิจรุ่งเรือง ประชาธิปไตยงดงาม ส่วนจำนวน ส.ส.มั่นใจว่าจะได้ 25 คนขึ้นไป ขณะที่การเปิดตัวพรรคก่อนที่นายกฯ จะสมัครเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พล.อ.วิชญ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เราสะดวกวันนี้และที่นี่ ก็จัดประชุมเลยเท่านั้นเอง

‘นิกร’เชื่อกกต.แบ่งเขต-ฟังทุกพรรค
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ตาราง คำนวณส.ส.ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 ตามฐานข้อมูลราษฎร 31 ธ.ค.2565 โดยการเลือกปี 2566 ประเทศไทย มีจำนวนประชากร 66,090,475 คน ส่วนจำนวนส.ส.มีได้ 400 คน จาก 400 เขตในพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพฯ (รวม 77 จังหวัด) ทั่วประเทศ ดังนั้น จำนวนอัตราเฉลี่ยประชากรของ 165,226.1875 คนจึงจะเท่ากับ ส.ส. 1 คน ว่า เชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานที่กกต. นำไปกำหนดเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่

เมื่อทราบถึงข้อมูลจำนวนประชากร ที่ชัดเจนตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยแล้ว จึงนำไปคำนวณตามจำนวนเขตที่มี คือ 400 เขต เท่ากับว่าในแต่ละเขตจะมีจำนวนประชากรเท่ากับ 1.65 แสนคน หลังจากนี้เชื่อว่ากกต.จะออกแบบเขตเลือกตั้ง และสอบถามความเห็นจากพรรคการเมือง เชื่อว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งจะทำได้เร็ว และไม่มีปัญหา

ขอมีจำนวนราษฎรห่างไม่เกิน 10%
นายนิกรกล่าวว่า คาดหวังว่า กกต.จะรับฟังและนำข้อสังเกตของอดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งหรือกฎหมายลูกไปพิจารณา ซึ่งกมธ.คณะดังกล่าวมี ผู้แทนของสำนักงานกกต. ร่วมเป็นกมธ.ด้วย ที่เคยกำหนดไว้ในร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 6 ซึ่งแก้ไขมาตรา 26(5) ว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งต้องแบ่งพื้นที่ให้มีเขตติดต่อกัน และจำนวนราษฎรแต่ละเขตใกล้เคียงกัน โดยกำหนดให้ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่เกิน 10% แม้ว่าร่างกฎหมายลูกของ กมธ.จะไม่ผ่านชั้นพิจารณาของสภาก็ตาม

“ผมเชื่อว่ากกต.มีบทเรียนจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และทราบถึงปัญหาที่กมธ.วิสามัญซึ่งประกอบด้วย ทุกพรรคการเมือง และส.ว.สะท้อนในชั้นกมธ.แล้ว จึงเชื่อว่าในทางพฤตินัย กกต.จะรับฟังและนำไปปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การฟ้องร้องกกต. เป็นต้น” นายนิกรกล่าว

นอกจากนั้น ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการจัดทำบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต ของกมธ. ระบุว่า หมายเลขประจำตัว ผู้สมัคร และช่องทำเครื่องหมายต้องแบ่งเป็น 2 แถวหรือ 3 แถวในแนวตั้ง แล้วแต่จำนวนผู้สมัคร โดยต้องทำให้ผู้ใช้สิทธิไม่สับสนในการทำเครื่องหมาย ลงคะแนนว่าเป็นช่องลงคะแนน หรือช่องหมายเลขผู้สมัคร

โพลชี้เลือกตั้งวันนี้พท.นำ-ภท.จี้ติด
วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจ เรื่อง “ถ้าเลือกตั้งวันนี้ พรรคใดชนะ” กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Survey) เพื่อลดความคลาดเคลื่อนแก้ปัญหาแหล่งความคลาดเคลื่อน จากผู้ถามผู้ตอบและเครื่องมือวัด จำนวน 1,114 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2-7 ม.ค.2566 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่างบวกลบร้อยละ 5 ในช่วงความ เชื่อมั่นร้อยละ 95

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่า ถ้าวันนี้เลือกตั้ง จะเลือกพรรคใด พบว่า พรรค การเมืองอันดับแรก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 23.4 แต่พรรคที่จี้ติดมาอันดับสองแทบไม่แตกต่างกันคือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร้อยละ 21.9

ในขณะที่ อันดับสาม ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 9.9 พลังประชารัฐ ได้ร้อยละ 8.0 ก้าวไกล ร้อยละ 5.8 รวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 4.8 ชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 4.3 ไทยสร้างไทย (ทสท.) ร้อยละ 3.9 ชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ร้อยละ 3.9 สร้างอนาคตไทย ร้อยละ 3.5 และอื่นๆ อาทิ เสรีรวมไทย (สร.) ไทยภักดี (ทภด.) ไม่เลือกใครเลย เป็นต้น ร้อยละ 10.6

ที่น่าพิจารณาคือ แนวโน้มความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ในเดือนก.ค.2565 เมื่อปีที่แล้ว พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 26.9 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 23.4 ในเดือนม.ค.2566 ในขณะที่ พรรคภูมิใจไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.2 ในเดือนก.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ร้อยละ 21.9 ในเดือนม.ค.ปีนี้ นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.8 ในเดือนก.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ ร้อยละ 9.9 ในเดือนม.ค.ปีนี้

อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชารัฐ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 22.3 ซึ่งเคยเป็นพรรคอันดับสอง ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 8.0 ในอันดับที่สี่ของการสำรวจครั้งนี้ และพรรคก้าวไกล ลดลงเช่นกันจากร้อยละ 6.9 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.8

น่าจับตาพรรคสะวิงโหวต
ที่น่าจับตามองคือ กลุ่มพรรค “สะวิงโหวต” ที่เป็นพรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.4 ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 4.8 แต่ถ้ามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ แยกมาจากพรรคพลังประชารัฐที่เคยได้ร้อยละ 22.3 ในการสำรวจเดือนก.ค.ปีที่แล้ว จะพบว่า คะแนนรวมของทั้งสองพรรคในการสำรวจครั้งนี้เหลือเพียงร้อยละ 12.8 จึงน่าติดตามว่า คะแนนนิยมลดลงและกระจายออกไปที่พรรคการเมืองใดบ้าง

โดยในการสำรวจครั้งนี้ พรรคไทย สร้างไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.9 มาอยู่ที่ ร้อยละ 3.9 พรรคชาติพัฒนากล้า เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.9 พรรคชาติไทยพัฒนา เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 4.3 พรรคสร้างอนาคตไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากร้อยละ 1.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.5

นายนพดลกล่าวว่า ผลโพล ถ้าวันนี้ เลือกตั้ง พรรคใดชนะ ชี้ให้เห็นว่า พรรคที่เติบโตขึ้นมาเป็นอันดับสอง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย จี้ติดพรรคเพื่อไทย ที่ยังคงรักษาอันดับหนึ่งไว้อยู่ แต่ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่พรรคการเมืองอันดับสาม ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ โดยที่น่าพิจารณาคือ พรรคพลังประชารัฐ ตกลงไปอยู่อันดับที่สี่ และแม้คะแนนนิยมรวมกับพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว คะแนนนิยมโดยรวมก็ลดลงจากเดิมอย่างมาก

แต่พรรคที่น่าจับตามองคือพรรค “สะวิง โหวต” โดยสมมติฐานเป็นกลุ่มที่อาจเปลี่ยนใจได้จำนวนมากมาจากกลุ่มที่อยู่กลางๆ ส่วนหนึ่งปันใจไปให้พรรคเกิดใหม่ เช่น พรรคไทยสร้างไทย พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคชาติพัฒนากล้า ที่รวมตัวกัน และอื่นๆ ตามลำดับ ถ้าพรรคการเมืองใหม่รวมตัวกันได้จะมีอำนาจต่อรองการเมืองสูงไม่น้อย และถ้าเสนอนโยบายที่โดนใจประชาชนย่อมจะเพิ่มแต้มต่อได้มากยิ่งขึ้น

36.11%มองการเมืองวุ่นวายขึ้น
ด้าน “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การเมือง เศรษฐกิจ และโควิด-19 ในปี 2566” ทำการสำรวจระหว่าง วันที่ 3-6 ม.ค.2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยโดยทั่วไปในปี 2566 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.27 ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมือง จะวุ่นวายเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 36.11 ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะวุ่นวาย มากขึ้น ร้อยละ 10.07 ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมือง จะวุ่นวายน้อยลง ร้อยละ 7.86 ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมือง จะไม่วุ่นวายเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 62.60 ระบุว่า มีแนวโน้มว่าจะมีการซื้อเสียงเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 36.56 ระบุว่า มีแนวโน้มว่าจะมีการใช้อิทธิพล และ/หรือ อำนาจรัฐในการหาเสียง ร้อยละ 33.74 ระบุว่า จะมีการโกงการเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถเอาผิด ผู้บงการได้ ร้อยละ 29.39 ระบุว่า จะมีการใช้เงินในการหาเสียงมากกว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และจะมีแค่การทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งในเรื่องเล็กๆ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

ร้อยละ 20.23 ระบุว่า จะไม่มีการ ซื้อเสียงเลือกตั้ง ร้อยละ 16.95 ระบุว่า จะไม่มีการใช้อิทธิพล และ/หรือ อำนาจรัฐในการหาเสียง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า จะมีการใช้เงินในการหาเสียงตามที่กกต.กำหนด ร้อยละ 11.30 ระบุว่า จะไม่มีการทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ร้อยละ 4.05 ระบุว่า จะมีการโกงการเลือกตั้ง และสามารถเอาผิดผู้บงการได้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

คาดสถานการณ์ศก.จะดีขึ้น
สำหรับความคิดเห็นของประชาชน ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปี 2566 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.25 ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะดีขึ้น รองลงมา ร้อยละ 34.51 ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะเหมือนเดิม ร้อยละ 28.09 ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะแย่ลง และร้อยละ 0.15 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ปี 2566 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 ระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะลดน้อยลง ร้อยละ 19.70 ระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะเหมือนเดิม และร้อยละ 12.67 ระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะรุนแรงขึ้น

เลื่อนกลั่นกรอง‘ผกก.-รองผบก.’
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ. มีหนังสือบันทึก ข้อความที่ 0009.231/113 แจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงวันและเวลาประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ส่งถึง จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผบ.ตร.ในฐานะกรรมการ ระบุว่า ตามหนังสือ สกพ.ที่ 0009.231/43 ลงวันที่ 5 ม.ค.2566 เชิญ จตช.และรองผบ.ตร. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตำแหน่งระดับ ผกก.และรองผบก.ในวันจันทร์ที่ 9 ม.ค.66 เวลา 10.00 น. ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 ตร.นั้น

เนื่องด้วย ผบ.ตร.ในฐานะประธานกรรมการ มีภารกิจราชการสำคัญ ในช่วงเวลา ดังกล่าว จึงขอเปลี่ยนแปลงวันและเวลาเข้าร่วมประชุมเป็นวันอังคารที่ 10 ม.ค.66 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. ทั้งนี้ เอกสารประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและระเบียบวาระการประชุมเป็นไปตามเดิมทุกประการ “หนังสือบันทึกข้อความ แจ้งเวียน ดังกล่าวระบุ”

ขรก.เบิกจ่ายตรงผ่าน‘เป๋าตัง’ได้
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกระดับการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลนั้น ล่าสุดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ได้เพิ่มการบริการแก่ข้าราชการในการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งเพิ่มความสะดวก ง่าย และไม่ต้องรอคิวอีกต่อไป เพียงกดเข้าไปในเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” แล้วดำเนินการดังนี้ 1.เลือกเมนูชำระ/เบิกค่ารักษา 2.เลือกโรงพยาบาลและรายการที่ต้องการใช้สิทธิ 3.ตรวจสอบรายละเอียดและกดปุ่มยืนยันการใช้สิทธิ

ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ข้าราชการสามารถเลือกชำระผ่าน Krungthai NEXT หรือสแกน QR Code ได้ ซึ่งประวัติการทำรายการและรายละเอียดการชำระเงินจะ บันทึกอยู่ในเมนูเอกสารทางการเงิน สามารถเรียกดูได้ตลอดเวลา “ต่อไปนี้การใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว ไม่ต้อง เสียเวลาต่อคิวจ่ายเงิน และชำระส่วนเกินได้ทันที ถือเป็นการขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายรัฐบาลดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และยกระดับงานบริการแก่ประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน