ยกฟ้อง ‘นปช.’ ก่อการร้าย จัดชุมนุมใหญ่ปี 53 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ชี้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิทางการเมือง ส่วนที่ประกาศให้ประชาชนนำน้ำมันมาเผานั้นเป็นการปราศรัยก่อนชุมนุมหลายวัน และไม่มีเหตุเผาทำลายทรัพย์สินตามที่ปราศรัย แต่พิพากษาแก้ให้จำคุก 5 ปี 4 เดือน ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ฐานข่มขืนใจเจ้าหน้าที่ ส่วนอีกคนให้จำคุกตลอดชีวิต ใช้ระเบิดเอ็ม 79 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ตามที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี, นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 58 ปี, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 48 ปี, นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 72 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 58 ปี, นายขวัญชัย สาราคำ อายุ 71 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก อายุ 65 ปี, นายนิสิต สินธุไพร อายุ 67 ปี, นายการุณ โหสกุล อายุ 56 ปี, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 72 ปี, นายภูมิกิติ สุขจินดาทอง อายุ 63 ปี
นายสุขเสก พลตื้อ อายุ 47 ปี, นายจรัญ ลอยพูล อายุ 52 ปี, นายอำนาจ อินทโชติ อายุ 67 ปี, นายชยุต ใหลเจริญ อายุ 50 ปี, นายสมบัติ มากทอง อายุ 61 ปี, นายสุรชัย เทวรัตน์ อายุ 38 ปี, นายรชต วงค์ยอด, นายยงยุทธ ท้วมมี อายุ 67 ปี, นายอร่าม แสงอรุณ อายุ 62 ปี, นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ อายุ 42 ปี, นายมานพ ชาญช่างทอง อายุ 62 ปี, นายสมพงษ์ บางชม และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อายุ 59 ปี
โดยทั้งหมดร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-24 ในความผิดข้อหาร่วมกันก่อการร้าย โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ โดยมีความมุ่งหมายขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้กระทำการใด หรือเพื่อสร้างความ ปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, ขู่เข็ญว่าจะทำการก่อการร้าย โดยสะสมกำลังพลหรืออาวุธ หรือตระเตรียมการสมคบกันเพื่อก่อการร้าย มาตรา 135/2 และร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในท้องที่ผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ส่วนนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และนายอริสมันต์ จำเลยที่ 24 ถูกฟ้องเพิ่มข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การ กระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดย ผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ หรือ เป็นหัวหน้าสั่งการ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำแล้วไม่เลิก
คำฟ้องโจทก์ระบุว่าพวกจำเลยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ถึงวันที่ 20 พ.ค.2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 พวกจำเลยร่วมจัดชุมนุมที่สะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ และแยกราชประสงค์ กทม. นอกจากนี้ ยังเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่บ้านประชาชน สะสมกำลังพล และอาวุธสงครามร้ายแรง ฝึกกำลังคนและฝึกใช้อาวุธเพื่อก่อการร้าย จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ได้รับการประกันตัวชั้นศาล ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด

ยกฟ้อง – นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยแกนนำนปช. เดินทางมาฟังคำพิพากษา คดีก่อการร้าย กรณีชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปี 2553 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น ยกเว้นนายยศวริศ ชูกล่อม ได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 9 ม.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้นายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายจตุพร นพ.เหวง แกนนำและแนวร่วม นปช. ที่ได้ประกันตัวเดินทางมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน โดยมีนางธิดา โตจิราการ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ คนใกล้ชิด และคนเสื้อแดงเกือบ 30 คนมาให้กำลังใจ ส่วนนายสมบัติ จำเลยที่ 16 เสียชีวิต นายสุรชัย จำเลยที่ 17 และนายอริสมันต์ จำเลยที่ 24 หลบหนี ขณะเดียวกันศาลอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปให้นายสมพงษ์ จำเลยที่ 23 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ฟัง
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์นำสืบฟังได้ว่านายยศวริศ จำเลยที่ 7 ประกาศให้ผู้ชุมนุมร่วมกันรื้อค้น และทุบทำลายรถยนต์ของทางราชการได้รับความเสียหาย มีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กระทำการให้กลัวว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และเป็นการข่มขืนใจเจ้าหน้าที่ให้ยินยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย อันเป็นความผิดต่อเสรีภาพ
ส่วนนายสุขเสก จำเลยที่ 12 พยาน หลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการนำเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ระเบิดลูกเกลี้ยง และกระสุนปืนจำนวนหนึ่งไปให้บุคคลนำไปฝัง ซึ่งต้องการปิดบังอำพรางอาวุธ โดยมีพยาน ซึ่งเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ได้รู้เห็นมา พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 12 เป็นผู้ใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ขณะเจ้าหน้าที่ปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และ ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยที่ 12 จึงเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายของบุคคลใด เพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน อันเป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย
ศาลพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง และ 358 ประกอบมาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 12 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 7 ฐานข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จำคุก 5 ปี และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คง จำคุกรวม 5 ปี 4 เดือน และให้นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากคดีหมายเลขแดง อ.193/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนสุขเสก จำเลยที่ 12 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันก่อการร้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนจำเลยที่เหลือนั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยระบุว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ส่วนการที่แกนนำปราศรัย บนเวทีว่าหากทหารออกมาสลายการชุมนุม หรือทำรัฐประหาร ให้ประชาชนนำน้ำมันมาและให้เผานั้นเป็นการกล่าวปราศรัยก่อนวันที่ชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สินตามที่ปราศรัยแต่อย่างใด
ศาลระบุว่าการวางเพลิงเผาทรัพย์เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.2553 หลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในเรื่องวางเพลิงเผาทรัพย์ไว้เป็นที่สุด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132/2561 ว่ามิใช่เป็นการกระทำของกลุ่มนปช. การปราศรัย เรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านการทำรัฐประหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด การชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบ และปราศจากอาวุธ
นายณัฐวุฒิกล่าวหลังศาลพิพากษาว่าพวกเราเคารพในคำพิพากษา และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อสู้ทุกคดีความมาโดยตลอดจนปัจจุบัน ขอพูดเหมือนเช่นที่เคยพูดไว้หลังจากฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ได้เป็นชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้ระหว่างโจทก์กับจำเลย พวกเราไม่ได้มีความรู้สึกว่าได้รับชัยชนะ หรือไม่ได้รู้สึกว่านี่คือการต่อสู้กันระหว่าง 2 ฝ่าย แต่ที่จริงคือการปฏิบัติหน้าที่กันอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ผ่านกระบวนการยุติธรรมโดยมีศาลเป็นผู้พิพากษา
แกนนำเสื้อแดงกล่าวว่า ผลแห่งคำพิพากษาตรงกันทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พวกเราน้อมรับ และอยากให้คำพิพากษานี้เป็นเกียรติยศกับประชาชนที่ร่วมต่อสู้ในนามของคนเสื้อแดง ให้คำพิพากษานี้เป็นเกียรติยศของประชาชนที่สูญเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือสูญเสียอิสรภาพจากการต่อสู้ของคนเสื้อแดง พิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่าเราต่อสู้โดยยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย ไม่มีเป้าหมายหรือเจตนาอื่น
นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า เมื่อศาลวินิจฉัย ออกมาแล้ว อยากให้สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญจุดหนึ่งที่จะทำให้สังคมไทยอยู่ ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือเห็นต่างกันในทางการเมือง หากจะมีความไม่เข้าใจความจริงกันอยู่ก็ขอให้พวกตนซึ่งเป็นแกนนำได้ทำหน้าที่พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ส่วนในระหว่างประชาชนไม่ว่าจะสีไหนฝ่ายใด มองว่าเราน่าจะเข้าอกเข้าใจรับฟังกัน เห็นอกเห็นใจกัน
ต่อมาทนายความของนายยศวริศ หรือเจ๋ง ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 2,300,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ประตัว ตีราคาประกัน 600,000 บาท ส่วนนายสุขเสก จำเลยที่ 12 ศาลก็อนุญาตให้ประกันตัวไป โดยตีราคาประกัน 2,000,000 บาท