บิ๊กตู่ยันไม่เคลียร์พี่ป้อม โยนปชช.ตัดสินเลือกตั้ง พปชร.เปิดอีก28ผู้สมัคร ประชุมรัฐสภาล่ม2วันติด

‘บิ๊กตู่’ ยืนยันไม่ต้องเคลียร์ใจ ‘พี่ป้อม’ ชิงเก้าอี้นายกฯ สมัยหน้า บอกอยู่ที่ประชาชนตัดสิน ระบุถ้าจำเป็นก็อยู่ครบเทอม แต่ไม่ทำให้ส.ส.ที่จะย้ายพรรคเสียหาย ไม่หวั่นไร้องครักษ์สู้ศึกซักฟอก พปชร.เปิดตัว 28 ผู้สมัคร 19 จังหวัด ยัน 4 ส.ส.นครสวรรค์ยังอยู่พปชร. รุมฉะอดีตส.ส.กล่าวหาหัวหน้าพรรคเข้าถึงยาก ‘เสี่ยหนู’นำทีมต้อนรับ ‘วีระกร’ ซบภูมิใจไทย สมาชิกใหม่โวกวาด 120 ที่นั่ง ดัน ‘อนุทิน’ รับไม้นายกฯ ต่อจาก‘ตู่’ ‘พุทธิพงษ์’นำคนรุ่นใหม่ 70 คนร่วมงาน มั่นใจปักธงส.ส.กทม.อย่างน้อย 8 ที่นั่ง ปชป.ยันไม่จับขั้วกับใครก่อนเลือกตั้ง ประชุมรัฐสภาล่มซ้ำซาก ส.ส.เพื่อไทยปูด มีคนเสียบบัตรแทนกัน

‘บิ๊กตู่’ไม่หวั่นไร้องครักษ์สู้ซักฟอก
เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 11 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีกำชับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ฟังการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อครม.โดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152 ว่า เป็นเรื่องการหารือร่วมกัน ซึ่งสุดแล้วแต่ทางสภาว่าอย่างไร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ที่จะไปหารือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื้องต้นเป็นต้นเดือน ก.พ. ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. เขาว่าอย่างไรสื่อเสนอข่าวไปแล้วไม่ใช่หรือ ต่อข้อถามว่าให้เวลาฝ่ายค้านกี่วัน นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ตนให้หรือไม่ให้ ขึ้นอยู่กับสภาจะตกลงกันว่าอย่างไร ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะกี่วัน แต่ตนคิดว่าวันเวลาอย่าให้มากนักเลย ไม่ใช่การต่อสู้กันทางการเมือง บ้านเมืองกำลังมีปัญหา ทุกปัญหาต้อง ดูว่าได้แก้ไขอะไรไปแล้วบ้าง ถ้าพูดกันแต่เรื่องที่ไม่ดีมากๆ ทุกอย่างก็รวนไปหมด หาสิ่งดีๆ กันให้เจอบ้าง มีเยอะแยะไป

ต่อข้อถามว่านายกฯ จะตอบเองทุกคำถามหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เรื่องของผม มันเป็นการตัดสินใจของผมในสภา อย่าถามคำถามล็อกแบบนี้ ผมตอบไม่ได้หรอก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าผมจะตอบหรือไม่ตอบ และจะตอบอย่างไร หลายอย่างเป็นสิ่งที่กล่าวมาหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่มีการอภิปรายก็จะเป็นอย่างนี้ และเวลาผมพูดก็ไม่ฟัง”

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แล้ว จะไม่มีองครักษ์พิทักษ์ในสภา พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า ตนจะกังวลเรื่องอะไร ต่อข้อถามว่าอาจไม่มีองครักษ์พิทักษ์เหมือนแต่ก่อน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตนทำประโยชน์เพื่อคนส่วนรวม ใครจะพิทักษ์ไม่พิทักษ์ก็ตามใจก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นบทบาทและหน้าที่ของส.ส.ทุกคนต้องช่วยกันเอาบ้านเมืองเป็นหลักไว้ก่อน

ลั่นถ้าจำเป็นก็อยู่ครบเทอม
เมื่อถามว่าวันนี้ยังมั่นใจหรือไม่ว่าจะอยู่บริหารประเทศให้ครบเทอม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยู่เพื่ออะไร ถ้าจำเป็นต้องอยู่ก็ต้องอยู่ให้ครบ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะอยู่ให้ครบเทอมวันที่ 23 มี.ค.นี้เลยหรือไม่ หรือจะยุบสภา ก่อน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คำถามแบบนี้ประชาชนได้อะไร ต่อข้อถามว่าประชาชน รอเตรียมเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เลือกตั้งคือเลือกตั้ง ว่ากันไปตามกระบวนการเลือกตั้งใช่ไหมเล่า เมื่อถามว่าส.ส.ก็รอฟังอยู่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา ตนเห็นเป็นอย่างนี้มาตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.อยากเห็นความชัดเจนเนื่องจากมีกฎหมายเรื่องการสังกัดพรรค การเมือง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนก็ดูให้อยู่แล้ว วันเวลาที่เหมาะสม วันเวลาที่เขาไม่มีปัญหาในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ การเมืองก็เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เป็นที่สมัยนี้เมื่อไร เมื่อถามว่าหมายถึงส.ส.จะสังกัดพรรคใหม่ได้ทันตาม กรอบเวลาใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทันอยู่แล้ว ตนไม่ทำให้เขาเสียหายอยู่แล้ว ทุกคนมีหลักการของตัวเองไม่ใช่หรือ

ต่อข้อถามว่า กระแสตอบรับเป็นอย่างไรหลังจากเปิดตัวร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องถามสื่อ จะมาถามอะไรตน เมื่อถามว่ามีฟีดแบ็กกลับมาบ้างหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่าฟีดแบ็กอะไร ตนอ่านในโซเชี่ยลในสื่อก็พูดกันทุกวันอยู่แล้ว ก็เรื่องของท่าน

ไม่เคลียร์‘ป้อม’ชิงนายกฯ-อยู่ที่ปชช.
ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่ที่ต้อง เป็นแคนดิเดตนายกฯ แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพปชร. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “แล้วเกี่ยวอะไรกับท่าน” ต่อข้อถามว่าถ้าต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ คู่กัน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อ้าวแล้วมันเป็นไร

ต่อข้อถามว่าอาจลำบากใจเพราะเป็น พี่น้องกันแล้วมาแข่งกันเองทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนไม่เคยมีปัญหากันอยู่แล้ว หลายคนพูดว่าตนต้องมาเคลียร์ใจตอนเช้าก่อนเข้าห้องครม. ซึ่งห้องนั้นเป็นห้องก่อนประชุมครม.ใครก็เข้ามาได้ ไม่ใช่ตนต้องไปเคลียร์อะไรหนักหนา คนเราถ้ามีความผูกพันก็อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการเมืองก็อีกเรื่องหนึ่ง ท่านก็เข้าใจ ตนก็เข้าใจ ต่างคนต่างเข้าใจ จะอะไรกันหนักหนา เมื่อถามว่าหลังเลือกตั้งจะจับมือกับพปชร.ร่วมตั้งรัฐบาลกันหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้พูดถึงตรงนั้น วันหน้าค่อยว่ากันอีกที วันนี้เอาให้ผ่านพ้น ไปก่อน

ต่อข้อถามว่า ก่อนตัดสินใจไปรทสช. มีการประเมินกันแล้วว่า ส.ส.ที่จะได้ต้องถึง 25 คนในการเสนอชื่อนายกฯ มั่นใจแค่ไหน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายความว่านายกฯ มั่นใจใช่หรือไม่ว่าพรรคนี้จะนำส.ส.เข้ามาได้ ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดในการเสนอชื่อ นายกฯ ในสภา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชน จะได้ 5 คน 10 คน 20 คน 25 คน เท่าไรตนไม่รู้ ตนจะไปรู้ใจประชาชนได้อย่างไร ต้องไปถามประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าให้นายกฯ พูดในทางการเมืองตอนนี้อยากจะพูดอะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่อยากพูด ต่อข้อถามว่าทำไมถึง ไม่อยากพูด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เพราะเบื่อ เมื่อถามว่านายกฯ เบื่ออะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เบื่อคำถามสื่อมวลชน จากนั้นได้เดินกลับไปยังห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

เซลฟี่ – เด็กเยาวชนดีเด่นและที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ เข้ารับโอวาทวันเด็กและร่วมถ่ายรูปกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ม.ค.

เกร็งจัด-เมินหยอกล้อเยาวชน
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กล่าวให้โอวาทเด็ก และเยาวชนดีเด่น และเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ และได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน พร้อมทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยู มินิฮาร์ต และทำมือรูปหัวใจ ก่อนที่จะเซลฟี่ร่วมกับบรรดาครูและผู้ปกครองอย่างเป็นกันเอง ซึ่งบรรดาครูและผู้ปกครองก็กรี๊ดกร๊าด โดย นายกฯ เอามือทุบอก 3 ครั้งให้ด้วย และได้เชิญชวนผู้ปกครองเยี่ยมชมห้องโถงตึกไทยคู่ฟ้า

เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีเกร็ง ไม่ค่อยพูดคุยหยอกล้อกับเด็กและ ผู้ปกครองเหมือนทุกครั้ง รวมถึงเป็นที่น่าสังเกตว่าการพูดในห้องกับเด็ก มีลักษณะคล้ายการให้นโยบาย โดยใช้แทนสรรพนามตัวเองว่า “ผม” ซึ่งต่างจากปกติที่มักจะใช้ คำว่า “ลุง” หรือ “นายกฯ” ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะระมัดระวังในการวางบทบาทของตัวเอง เนื่องจากหลายฝ่ายจับจ้องเรื่องการหาเสียงระหว่างเวลาราชการ

ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า อยากเป็นแผนสำรองทางการเมืองไว้บ้างหรือยัง เพราะดูเหมือนว่า พปชร.และ พล.อ.ประวิตร อาจจะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ. ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนที่จะ เดินกลับทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

‘บิ๊กป้อม’สายชิลรักเด็ก
เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพปชร. ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ก่อนที่จะเดินทางกลับได้เปิดโอกาสให้ ด.ญ.กันยกร พลบวรเดชสกุล หรือน้องกันยา อายุ 8 ขวบ นักเรียนที่เรียนแบบโฮมสคูล ผู้ปกครองเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน และเสนอไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่ออนุมัติหลักสูตร และน้องกันยายังได้รับรางวัลคณิตศาสตร์โอลิมปิก 2 ปีซ้อน จากสถาบัน WIMO ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการของฮ่องกง ซึ่งมาร่วมกิจกรรมเด็กและเยาวชนดีเด่นและเด็กที่นำ ชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ และได้รับโอวาทจากพล.อ.ประยุทธ์ โดยได้มายืนรอเพื่อขอ ถ่ายรูปกับพล.อ.ประวิตร อยู่บริเวณหน้าตึกบัญชาการ

ทันทีที่พล.อ.ประวิตร ได้พบเจอด.ญ. กันยกร มีท่าทีที่ยิ้มแย้มเป็นกันเอง และเปิดโอกาสให้น้องกันยา พร้อมครอบครัวได้ถ่ายรูปร่วมกันอย่างเป็นกันเอง ขณะที่น้องกันยา ได้กล่าวให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร ว่า “หนูขอเป็นกำลังใจให้นะคะ” ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้ยิ้มและลูบหัวน้องกันยาอย่างเอ็นดู จนผู้สื่อข่าวกระเซ้าพล.อ.ประวิตรว่า พวกเราก็เด็กขอ ถ่ายรูปกับลุงด้วยได้ไหม ด้านพล.อ.ประวิตร หัวเราะและกล่าวว่า “เด็กอะไรกันแก่จะตายอยู่แล้ว” โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ และเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไป

พปชร.เปิดตัว28ผู้สมัครส.ส.
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรค พร้อมนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 4 ภาค 19 จังหวัด จำนวน 28 คน โดยพื้นที่ภาคอีสาน ประกอบด้วย จ.อุบลราชธานี ได้แก่ นายณรงค์ศักดิ์ โกศัลวัฒน์, จ.อำนาจเจริญ นายวิชัย บุญเสริฐ, จ.นครราชสีมา นายวีระวัฒน์ มิตรสูงเนิน, จ.ชัยภูมิ นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ และ น.ส.สุนทรี ชัยวิรัตนะ, จ.นครพนม นาย สรวิศิษฏ์ เสมอพิทักษ์

ภาคกลาง ประกอบด้วย จ.อ่างทอง นายโชคชัย ทองศักดิ์ และน.ส.สุกัญญา ขำวงษ์, จ.พระนครศรีอยุธยา นายบุญเชิด ศิริยศ นายธนพร บุญเจริญกิจ นายชณทัต ปัทะมะภูวดล และนายวันชัย จุฑานพรัตน์, จ.นนทบุรี นายพลวัตร บรรดาศักดิ์, จ.นครปฐม นายมารุต บุญมี, จ.นครสวรรค์ น.ส.สุภัสสร คล้ายแจ้ง

ภาคเหนือ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ นายสง่า มังคละ และน.ส.กุสุมา บัวพันธ์, จ.เชียงราย นายเกียรติศักดิ์ อุดขา และนายระพิณ เตมิยะ และนายบรรจง ยางยืน, จ.ตาก นายประสงค์ นามเสถียร และ พ.ต.ท.อนุรักษ์ จิรจิตร, จ.พิษณุโลก นายหัสนัยน์ สอนสิทธิ์

ภาคใต้ ได้แก่ จ.ยะลา นายกอเซ็ง แซมะซู, จ.ปัตตานี นายรุสดี สารอเอง, จ.นราธิวาส คือ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ, จ.สงขลา นายภวัต นิตย์โชติ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คนคือ นายรัฐชัย คงเกียรติคีรี

สำหรับบุคคลที่น่าสนใจ ในการเปิดตัวครั้งนี้ อาทิ นพ.ประสิทธิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ชัยภูมิ เป็นอดีต ส.ส.ชัยภูมิ และอดีตรองเลขาธิการนายกฯ ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อมาปี 2562 ลงสมัคร ส.ส.ชัยภูมิ ในนามพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ ของพรรคสร้างอนาคตไทย(สอท.) เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2565 ก่อนจะพา น.ส.สุนทรี ลูกสาวย้ายมา อยู่กับ พปชร. ขณะที่ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ หรือ หมอแว เป็นอดีต ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน จากนั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง อีกหลายครั้งแต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

ดัน‘ประวิตร’นายกฯคนที่ 30
นายสันติกล่าวว่า พปชร.ภูมิใจที่ได้ผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้ง 28 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า พปชร.เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนตามนโยบายของพรรค และพล.อ.ประวิตร ที่มีความมุ่งมั่นจะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีงานทำ มีเงินใช้ พัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าๆ เป็นที่ประจักษ์ว่า พปชร. และหัวหน้าพรรคได้ดูแลเรื่องน้ำ ที่ดินทำกิน และอีกหลายๆ เรื่อง ทำได้เต็มที่ ดูแลชาวรากหญ้า มีบัตรประชารัฐ ซึ่งผู้สมัคร ส.ส.หลายคนจะเป็น ส.ส.ในอนาคต เพื่อออกกฎหมายพัฒนาบ้านเมือง ถือเป็นความมุ่งมั่นของ พปชร.

ด้านนายวิรัชกล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคน ได้เห็นความกระตือรือร้นของคนที่เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของ พปชร. ทุกคนมีความต้องการอยากจะดูแลประชาชน อยากจะเข้าไปในพื้นที่ ต้องการจะเป็นตัวแทน วันนี้ตนถามทุกคนว่าเพื่ออะไร ทุกคนตอบเหมือนกันว่าขอให้ใจบันดาลแรงเพื่อที่จะให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย สื่อมวลชนถามตนว่าเหตุผลอะไรที่ พล.อ.ประวิตร มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ

“เวลานี้ในประเทศไทยไม่มีใครเหมาะสมเกินพล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งที่แล้ว เราสร้าง นายกฯ มาแล้ว 1 คน ครั้งนี้ผมคุยกับว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งหมด เราจะต้องสร้างนายกฯ อีกครั้ง การจะสร้างได้ทุกคนต้องสามารถเอาชนะให้ได้กลับมามากที่สุด” นายวิรัชกล่าว

นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส กล่าวว่า สำหรับผู้สมัคร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 12 คน มีทั้งอดีต ส.ส. และส.ส. โดยเราจะขอทั้ง 12 ที่นั่ง ไม่บริจาคให้พรรคอื่นเลย

ฉะอดีตส.ส.พูดเท็จ-‘นิโรธ’ยังอยู่
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพปชร. ให้สัมภาษณ์กรณีนายวีระกร คำประกอบ ลาออกจากส.ส.นครสวรรค์ และสมาชิกพปชร.ให้เหตุผลเป็นเพราะเข้าถึง พล.อ.ประวิตร ได้ยาก เพราะมีเสธ.คอยอยู่รอบตัวว่า นายวีระกร อยู่กับพรรคมากว่า 3 ปี ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคให้เกียรติมาก สามารถเข้านอกออกในห้องของหัวหน้าพรรคได้ตลอด ไม่ต้องขออนุญาต ที่ไปบอกว่า เข้าพบต้องมีบัตรคิวไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าพปชร.ไม่มีบัตรคิว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทำขนาดนั้น ไม่ว่าใครต้องการพบหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค สามารถพูดคุยได้ตลอด

“พล.อ.ประวิตร เป็นคนที่พบง่ายที่สุด และให้เกียรติทุกคน แต่รู้สึกว่าช่วงหลังน้ำหนักของนายวีระกร มาก ผมไม่รู้ว่าน้ำหนักมากไปถึง 80-90 กิโลฯ หรือเปล่า เห็นแก่น้ำหนักตัวเอง เลยเปลี่ยนใจย้ายไป ก็ไม่เป็นไร ผมดูแลภาคเหนือตอนล่าง ได้เตรียมคนไว้ลงแทนเพื่อดูแลประชาชนแล้ว แต่ผมไม่สบายใจว่าเวลาไป ทำไมต้องมาพูดในทำนองที่ไม่เป็นความจริงอย่างนี้ โดยเฉพาะที่บอกว่าหัวหน้าพรรคพบยาก ซึ่งไม่เป็นความจริง หัวหน้าพรรคยังบอกว่านครสวรรค์ จะต้องมีเขื่อนแม่วงก์ เพื่อให้มีน้ำเลี้ยงพี่น้องชาวนครสวรรค์ หัวหน้าพรรคสนับสนุนเต็มที่ ดูแลนครสวรรค์อย่างดีมาโดยตลอด ฉะนั้นได้ดิบได้ดีก็ไปเถอะ แต่ไม่ควรมากล่าวร้ายหรือพูดไม่เป็นความจริง” นายสันติกล่าวว่า

นายสันติกล่าวว่า ส.ส.นครสวรรค์ ที่เหลืออีก 4 คนยังอยู่กับพปชร. โดยนายนิโรธ สุนทรเลขา ยืนยันที่จะอยู่กับพปชร. ไม่ได้ย้ายไปไหน ขณะที่นายสัญญา นิลสุพรรณ ได้ย้ายไปแล้ว ส่วนนายภิญโญ นิโรจน์ ยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์ ว่าตัวยังอยู่กับพปชร. แต่จะขอส่งลูกชายลงสมัครแทน สำหรับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรค จะเปิดตัวได้ภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้ โดยจะมีบิ๊กเนมด้วย

‘ชัยวุฒิ’ป้องหน.ไม่ได้เข้าถึงยาก
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้า พปชร. ให้สัมภาษณ์ว่า การที่นายวีระกร บอกว่าพล.อ. ประวิตร เข้าถึงได้ยาก คงไม่ถึงขนาดนั้น นายวีระกรอาจไม่สนิทหรือไม่คุ้นเคยมากกว่า ความจริงเป็นเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองจะสนิทหรือไม่สนิทกับใครก็ได้ แต่ไม่ถึงขนาดเข้าถึงยาก พล.อ.ประวิตร เช้ามาเปิดบ้าน ตอนตี 5 ก็นั่งกินข้าวกับคนที่มาพบปะพูดคุย ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือทีมงาน เจอคนทั้งวันจึงคิดว่าน่าจะคิวเยอะมากกว่า ไม่ได้ถูกกีดกัน เหตุผลจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการทำงานมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ชวนให้ไป รทสช. หากชวนจะไปร่วมหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า เชื่อว่า พล.อ. ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร ยังมีความเป็น พี่เป็นน้องกัน และทั้งสองยังไงอนาคตก็ต้องร่วมงานกัน สำหรับตนที่อยู่ พปชร. มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในฐานะรองหัวหน้าพรรค และการบริหารงานบางเรื่องต้องทําให้ครบถ้วนต่อเนื่อง ขณะที่พรรคตั้งใหม่มีทีมงาน มีผู้บริหารแล้ว เขาก็ไปได้ดีอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง จึงคิดว่าขอมาช่วยกันทํางานให้ทั้งสองพรรคเดินไปข้างหน้าให้ได้ในการเข้าสู่การเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า มีคนมองว่าการที่รทสช. เปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ ทําให้พปชร.ดร็อปไป นายชัยวุฒิกล่าวว่า ทุกพรรคต้องหาจุดขายในการเลือกตั้ง ต้องมีข้อเสนอที่ดีให้ประชาชน อยู่ที่หัวหน้าและผู้บริหารพรรคที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นประชาชน

‘เสี่ยหนู’นำทีมต้อนรับ‘วีระกร’
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าภท. พร้อมนาย ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรค พร้อมแกนนำพรรคร่วมต้อนรับ นาย วีระกร คำประกอบ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.นครสวรรค์ เขต 2 และนายฑีฆะพล ทวีเกื้อกูลกิจ ว่าที่ ผู้สมัครส.ส.ตาก เขต 2 ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคแบบตลอดชีพ และนายอนุทินได้สวมเสื้อแจ๊กเกตพรรคให้ทั้งคู่

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการทาบทามนายวีระกร ว่า การทาบทามไม่มี เพียงแต่ ได้เจอกันที่รัฐสภา และมีโอกาสไปเปิด โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ นายวีระกรพาตนไปแนะนำให้รู้จักกับคนนครสวรรค์ ต่างฝ่ายต่างเห็นการทำงานให้กับประชาชน ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลกับบทบาทของนายวีระกร หรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการวิจารณ์อย่าง ดุเดือด นายอนุทินกล่าวว่า หากเป็นไปในเชิงบวก สร้างสรรค์ ต้องสนับสนุนให้นายวีระกรตำหนิติเตียน

เปิดตัว – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค ต้อนรับ นายวีระกร คำประกอบ และนายฑีฆะพล ทวีเกื้อกูลกิจ พร้อมเปิดตัวในฐานะว่าที่ผู้สมัครส.ส. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.

ดูดด้วยพลังพลวัต-ไม่ใช้เงินฟาด
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อวิจารณ์ ภท.กลายเป็นพรรคดูดส.ส. นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของการเมือง ที่มีการย้ายสังกัดในช่วงเลือกตั้ง ตนก็เคยย้าย เมื่อถึงเวลาเราไม่สามารถผลักดันสิ่งที่เคยให้สัญญากับประชาชนได้ก็ต้องพิจารณาหาสังกัดใหม่ ตนชี้แจงแล้วว่าอะไรที่เป็นพลวัตที่มีการขับเคลื่อนแรง จะเกิดสภาวะการดึงดูด ดังนั้น การดูดจึงเป็นการดูดโดยพลวัต คือการ ขับเคลื่อนของภท. ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ภท. ขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่แม้จะถึงปลายเทอมรัฐบาล แต่ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ส่วนกระแสวิจารณ์เรื่องการซื้อตัวส.ส. ด้วยเงิน นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าเงินเป็นปัจจัยที่ซื้อตัวส.ส. ป่านนี้พรรคคงไม่ต้องมาสู้กันด้วยนโยบาย ฟาดฟันเรื่องการทำงาน แต่ ภท.เป็นเอกเทศ มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน นโยบายที่เราตั้งใจทำงาน ส่งการบ้านที่ให้สัญญากับประชาชนเป็นที่มาของคำว่าพูดแล้วทำ

เมื่อถามว่าจะมีเข้ามาเพิ่มอีกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคเปิดรับผู้ที่พร้อมรับใช้บ้านเมืองและประชาชน ซึ่งตามกฎหมายกำหนดชัดเจนต้องเป็นสมาชิกพรรคภายในกี่วัน คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สมัครอย่างเดียว เรายังมีเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อบ้านเมืองอีกด้วย

‘วีระกร’ย้ำ2เหตุผลย้ายขั้ว
ด้านนายวีระกรให้สัมภาษณ์ว่า คงไม่มีการชวนใครมาจากพปชร. เพราะเป็นพรรคเก่า ที่อยู่มาถึง 4 ปี เป็นพรรคที่ดี หัวหน้าพรรค ก็ใจดี แต่ที่ต้องย้ายมาภท. ขอให้เหตุผล 2 ข้อ เรามีความคล่องตัวการทำงานการเมืองมากกว่า เราเจอกันในสภา เป็นนักการเมืองด้วยกันเจอกันอยู่ตลอด มีอะไรปรึกษาหารือกันได้ตลอด แต่ถ้าอยู่พรรคเดิมอาจต้องใช้เวลาที่จะพบหัวหน้าพรรค ไม่ได้พบกันแบบง่ายๆ ข้อที่ 2 ตนมั่นใจในนโยบายภท. โดยเฉพาะเรื่องที่ชอบใจมากและสนับสนุนมาตลอดคือไม่ยอมขายหรือต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ผู้ถือสัมปทาน เพราะอีกไม่กี่ปีจะกลับมาเป็นของประชาชนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ลา พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคเก่าหรือไม่ นายวีระกรกล่าวว่า จริงๆ ตนคุยกับ พล.อ.ประวิตรมา 2-3 เดือนแล้ว พยายามอธิบายให้เข้าใจแล้วว่าตนมีปัญหาอะไรในเรื่องงาน ต่อข้อถามว่า ช่วงหลัง พล.อ.ประวิตรแต่งตั้งเป็นรองผอ.พรรค นายวีระกรกล่าวว่า เมื่อตนพูดไปแล้ว หัวหน้าพรรคคงเข้าใจแล้วว่าตนจะลาออกจึงให้ตำแหน่งนี้มา ตนก็เรียนกับท่านว่าอย่างนั้น ตนจะเริ่มทำงานเลย เพราะเข้าใจว่าจะเข้าพบได้ง่ายแล้ว

มั่นใจ‘อนุทิน’ได้นั่งนายกฯ
เมื่อถามว่าฟางเส้นสุดท้ายคืออะไร นาย วีระกรกล่าวว่า ฟางเส้นสุดท้ายคือท่านบอกว่า “จะทำอะไรให้มาขอผมก่อน” ตนเข้าใจการไปพบผู้ใหญ่ต้องรอ แต่นักการเมืองด้วยกันไม่ต้องรอ คล่องตัวกว่า แต่สิ่งที่คุยหัวหน้า ภท.ให้ความเมตตา เข้าใจเรื่องเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องโรงงานปุ๋ย ตนมาคุยกับนายอนุทินเรื่องนี้เลยชวนตนมาช่วยพรรค

เมื่อนายอนุทินชวนก็รู้สึกว่า ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าดูจากจำนวนส.ส.ที่จะเกิดขึ้น เรียกว่าไม่ต่ำกว่า 120 คน ส่วน พปชร.ทราบกันดีว่าแบ่งเป็น 2 พรรคคือ พปชร.เดิมกับรทสช. ส่วน พปชร.จะเหลือเท่าไรคงตอบไม่ได้ แต่ส.ส. ไปพอสมควร ฉะนั้นอย่างไร ภท.ที่มี จำนวนส.ส.มากที่สุด

“เมื่อส.ว.มีอำนาจตามมาตรา 272 ที่จะยกมือเลือกนายกฯ ได้ในรัฐสภาแล้ว คือวันที่ 6 เม.ย.2567 คือพูดง่ายๆ หลังจากตั้งรัฐบาลใหม่แล้วไม่ถึงปี สมมติ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกฯ ต่อก็จะอยู่ได้โดยที่มีอำนาจวุฒิสมาชิกยกมือสนับสนุนอีกประมาณแค่ 10 เดือน ต่อจาก 10 เดือน ผมเชื่อว่าจะเป็นโอกาสของภท. มั่นใจว่านายอนุทินจะได้เป็นนายกฯ แต่อาจ 1-2 ปีจากนี้ คือเป็นต่อ พล.อ.ประยุทธ์” นายวีระกรกล่าว

‘บี’ควงคนรุ่นใหม่ร่วมงาน
เมื่อเวลา 09.00 น. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นำอดีต ส.ส.กทม. ทีมภูมิใจไทย ภูมิใจกรุงเทพฯ ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ภท. เพื่อลงสนามเลือกตั้งกทม. 5 คน ทั้ง นายจักรพันธ์ พรนิมิตร น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ และนางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา รวมถึงทีมคนรุ่นใหม่ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง อาทิ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว และศาลหลักเมือง ก่อนที่ช่วงบ่ายจะมาเปิดตัวทีมภูมิใจไทย ภูมิใจกรุงเทพฯ และนำทีมคนรุ่นใหม่ 60-70 คน มาสมัครเป็นสมาชิก ภท.

เวลา 12.55 น. นายพุทธิพงษ์ นำ 5 อดีต ส.ส.กทม. รวมถึงทีมคนรุ่นใหม่ อาทิ น.ส.พีร์ปภาอร เสถียรไทย หลานสาวนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ นางศลิษา สิงหเสนี น.ส.พิชามญช์ ชมะนันทน์ น.ส.อัชญา จุลชาต และนายพศิน ชาญศิลป์ นั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามาตามถนนพหลโยธิน เข้ามายังที่ทำการภท. เพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรค และเปิดตัวทีม “ภูมิใจไทย ภูมิใจกรุงเทพฯ”

เมื่อเดินทางมาถึง นายอนุทินให้การต้อนรับ และขอเป็นคนทดลองขับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า โดยมีนายพุทธิพงษ์ และว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. บางส่วน ร่วมนั่งด้วย ซึ่งนายอนุทินได้ขับวนรอบพรรคหนึ่งรอบก่อนนำทั้งหมดขึ้นมาบริเวณชั้น 2 ของที่ทำการพรรค เพื่อทำกิจกรรมเปิดตัว และนายอนุทินได้สวมเสื้อ แจ๊กเกตพรรคให้แก่ นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เข้าสมัครเป็นสมาชิกภท.ด้วย ส่วนนายพุทธิพงษ์ ได้ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2565

นายอนุทินกล่าวว่า ยินดีต้อนรับครอบครัวภูมิใจไทย พี่น้องภูมิใจไทยในเขตกทม. สู่บ้านหลังนี้ เราพยายามรับใช้ประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่พรรคเราเริ่มต้นมาจากต่างจังหวัด ไม่มีพื้นฐานในกทม. เราอาจจะประหม่าในการเข้าถึงจิตใจคนกทม. แต่ช่วงที่ผ่านมา 4 ปี ที่ได้ร่วมบริหารราชการแผ่นดิน เรามองว่ากทม. เป็นหัวใจของประเทศอีกหนึ่งจังหวัด เราไม่เคยมองข้าม ตนเชื่อว่า นาย พุทธิพงษ์ และทุกๆ คน คงมองว่าถึงเวลาที่ภท.จะเข้าพื้นที่กทม.แล้ว เราจะทำจนสุดความสามารถที่ทำให้คนกทม. เชื่อมั่นในพรรค เหมือนกับคนทั่วประเทศที่เชื่อมั่น และให้โอกาสพรรคมาทำงาน

หวังปักธงกทม.อย่างน้อย8คน
ด้านนายพุทธิพงษ์กล่าวว่า วันนี้นำทีมคนรุ่นใหม่ 60-70 คน มาเป็นทีมทำงานร่วมกัน หากย้อนดูตลอด 3 ปีที่ผ่านมาภท.ไม่มี ส.ส.กทม แต่ผลงานในหลายกระทรวง จากรัฐมนตรีของพรรค ทำประโยชน์สร้างโครงการต่างๆในกทม.จำนวนมาก ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าเราเสนอคนดี คนเก่ง มาเป็นจุดกลางทำนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ลองคิดดูว่าอะไรจะ เกิดขึ้นในกทม. นี่คือเหตุผลว่าทำไมตน ต้องมาภท.

ส่วนนโยบายที่จะเสนอต่อคน กทม. เรียกว่านโยบาย “ภูมิใจกรุงเทพฯ 24/7” โดยจะทำงานเพื่อคนกทม. 24 ช.ม. 7 วัน สำหรับคน กทม.ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัยเกษียณ วัยทำงาน วัยเรียน และวัยเด็ก ประกอบด้วย นโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และให้โอกาส เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งเป้าส.ส. ในพื้นที่กทม. นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ยังประเมินไม่ได้ แต่ยืนยันว่าอดีต 8 ส.ส.กทม.เดิมที่มาอยู่ภท. ต้องรักษาพื้นที่เดิมให้ได้ เมื่อถามว่า กระแสของพล.อ.ประยุทธ์ ยังขายได้อยู่หรือไม่ในกทม. นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ถือเป็นเสน่ห์ของระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น นายกฯ มาเปิดตัวกับประชาชนชัดเจน ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็มีทางเลือกของเราที่แต่ละคนจะนำเสนอนโยบาย ไม่มีใครดีกว่าใคร อยู่ที่สถานการณ์วันนั้น ใครเหมาะจะนำพาประเทศ ณ วันที่กำลังจะต้องเดินไปถึง

นายพุทธิพงษ์ยังกล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติ จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ หลังเคยต้องคดีชุมนุมทางการเมืองกับกปปส. ที่ต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า ได้ตรวจสอบข้อกฎหมายแล้ว สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด อีกทั้งก่อนหน้านี้ที่ตนเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพส.ส. เป็นการร้องในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.อยู่ และเหตุการณ์จบไปแล้ว หากได้เป็นส.ส.ในครั้งนี้เรื่องดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวข้อง แต่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญได้ระบุคุณสมบัติรัฐมนตรี ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษา โดยไม่คำนึงว่าคดีจะถึงที่สุดหรือไม่ แต่ตนจะลงสมัครส.ส.หรือไม่อยู่ที่ภท.จะพิจารณาอีกครั้ง

เผยเตรียมตัวมาหลายเดือน
หลังจากนั้น นายอนุทิน นายศักดิ์สยาม เลขาธิการภท. และนายพุทธิพงษ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงความพร้อมสนามเลือกตั้งในพื้นที่กทม.

นายศักดิ์สยามกล่าวว่า นโยบายที่เปิดตัวต้องทำงานร่วมกันระหว่างพี่น้องกทม. และรัฐบาล ความคาดหวังพื้นที่ในกทม.นั้น เราหวังเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ เพราะพรรคภูมิใจไทยส่งครบ 400 เขต ดังนั้น จะทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนได้ต้องได้รับชัยชนะทุกเขต ส่วนจะรักษาแชมป์เดิม ส.ส.กทม. ได้หรือไม่ ขอให้ประชาชนตัดสิน แม้ว่าเราไม่มี ส.ส.กทม. แต่ก็มีพี่น้อง ส.ส.ที่เห็นว่าภท.ทำงานได้ จึงมาร่วมงาน ย้ำว่าเราไม่ได้รักษาแชมป์ เราต้องการเป็นตัวแทนพี่น้องกทม.

ด้านนายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ตนมา ด้วยความตั้งใจ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการ เติมเต็มพื้นที่กทม. เชื่อว่าภท.มีระบบบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม ไม่มีอภิสิทธิ์

นายอนุทินกล่าวทันทีว่า “พรรคนี้ไม่ต้องมีอภิสิทธิ์ มีอนุทินก็พอ” เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนมีทางเลือกทางการเมือง เมื่อนั้นประโยชน์ต่างๆ จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน การเสนอตัวรับใช้พี่น้องกทม. ไม่ได้สักแต่ว่าเอาคนมารวมกัน แต่เราเตรียมตัวมาอย่างดี กว่าจะมาถึงวันนี้เราเตรียมตัวมาหลายเดือน วางแผนยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ รวมถึงบุคลากรที่มีความเหมาะสม ประกอบกับนโยบายต่างๆ ที่นายพุทธิพงษ์นำเสนอ ทั้งการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และให้โอกาส ผลพลอยได้ไม่ได้ตกที่กทม. เท่านั้น แต่จะขยายไปถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ปชป.ยันไม่จับขั้วก่อนเลือกตั้ง
นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวกรณี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ปชป.แสดงความเห็น ปชป.จะไม่จับขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ว่า ถือเป็นความเห็นหนึ่งของนายสาทิตย์ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์การเมืองมายาวนาน และโดยข้อเท็จจริงชัดเจนว่าทั้งสองพรรคเป็นขั้วหลักทางการเมืองในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะแนวคิด วิธีปฏิบัติ การดำเนินนโยบายก็แตกต่างกัน เปรียบเหมือนขมิ้นกับปูน การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พรรคพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าควรให้ประชาชนตัดสินใจเสียก่อนในการเลือกตั้ง

การประกาศไปก่อนล่วงหน้าว่าจะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ประชาชนอาจเข้าใจได้ว่าเลือกใครไปก็เหมือนกัน เพราะมาจากขั้วเดียวกัน ทั้งๆ ที่แต่ละพรรคต่างมีนโยบายที่ไม่เหมือนกัน และมีข้อแตกต่างกันในการทำงาน รวมทั้งถือเป็นการตอบคำถามแทนประชาชนไปล่วงหน้า ดังนั้นหลักการที่นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้า ปชป.ตอบคำถามเรื่องการจับขั้วหลายครั้งว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ให้คำตอบก่อน ถือเป็นแนวทางที่ดีสุดในสถานการณ์ที่การเปลี่ยน แปลงทางการเมืองใกล้เข้ามาทุกขณะ และเป็นการรักษาหลักการของประชาธิปไตยที่เน้นเสียงของประชาชนเป็นใหญ่

ที่ปชป.ยังไม่ได้ระบุเรื่องการจับขั้วกับพรรคการเมืองภายหลังการเลือกตั้งเหมือนพรรคอื่นๆ ที่ประกาศล่วงหน้าแล้วนั้น เนื่องจากมีบทเรียนมาแล้วว่า การตัดสินใจโดยไม่ฟังเสียงประชาชนในวันเลือกตั้ง ทำให้เกิดผลกระทบมากมายทางการเมือง ปชป.บอกจุดยืนมาตลอดว่า เราดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่เป็นการบั่นทอนพระเกียรติยศขององค์ พระประมุขและความมั่นคงของชาติ รวมทั้งไม่สนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งน่าจะเพียงพอให้ประชาชนทราบแล้วว่า ปชป.ยืนอยู่ตรงจุดไหนในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้

วันแรก – นายนริศ ขำนุรักษ์ รมช.มหาดไทย เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเป็นวันแรก โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารกระทรวง ต้อนรับ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.

‘นริศ’เข้ามท.รับมอบนโยบาย
ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายนริศ ขำนุรักษ์ รมช.มหาดไทย เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นวันแรก เนื่องในโอกาสได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งรมช.มหาดไทย โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นาย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดี กรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยคณะ ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ร่วมต้อนรับ

เวลา 13.30 น. นายนริศเข้าพบ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ห้องรับรองรมว.มหาดไทย เพื่อรับมอบนโยบายและภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนต่อไป

กกต.กทม.พร้อมชงเขตเลือกตั้ง
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายสำราญ ตันพานิช ผอ.กกต.กทม. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 33 เขตของกทม. ว่า กกต.กทม.เตรียมความพร้อมโดยแบ่งรูปแบบเขตเลือกตั้งไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ก.พ.2565 ตั้งแต่ข้อมูลแนวเขตเลือกตั้ง ข้อกฎหมายที่กำหนดจำนวนราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค.2564 เพื่อให้กกต.ใช้ดุลพินิจอิสระในการเลือกรูปแบบ เมื่อมีการประกาศจำนวนราษฎรใหม่ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2565 จะนำจำนวนราษฎรรายแขวง รายตำบล มาพิจารณาว่าเขตเลือกตั้งที่ทำไว้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เท่าที่ดูเบื้องต้นยังอยู่ในเกณฑ์ และได้เร่งดำเนินการแบ่งเขตอย่างจริงจังแล้ว แต่ยังไม่สามารถประกาศเผยแพร่ได้ ต้องรอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ประกาศใช้ก่อน ถึงเวลานั้นการแบ่งเขตจะปรากฏออกมา คิดว่าไม่นานนี้

เมื่อได้รูปแบบที่ชัดเจนไม่น้อยกว่า 3 รูปแบบแล้ว จะประกาศรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองและประชาชนในเขตนั้นๆ เป็นเวลา 10 วัน จากนั้นจะนำความเห็นมาประมวลภายใน 3 วัน ก่อนเลือกรูปแบบที่เหมาะสมเรียงลำดับ 1-2-3-4-5 เสนอต่อ กกต.ในวันรุ่งขึ้น จากนั้นเป็นกระบวนของสำนักงานกกต.ว่าจะเสนอต่อกกต.พิจารณาเห็นชอบต่อไป โดยในส่วนของกกต.กทม. แต่ละเขตเลือกตั้งแบ่งไว้เกินกว่า 3 รูปแบบ

ประชุมรัฐสภาโหรงเหรง
เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาเป็นประธานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ต่อจากวันที่ 10 ม.ค. เพื่อลงมติในมาตรา 7 แต่ต้องรอถึงเวลา 10.03 น. จึงมีสมาชิกแสดงตน 345 คน ครบองค์ประชุมจึงเปิดประชุมได้ แต่ไม่สามารถโหวตลงมติได้ นายพรเพชรได้กดออดอีกครั้ง และขอให้สมาชิกที่กำลังประชุม กมธ.คณะต่างๆ สละเวลาเข้ามาช่วยโหวตมาตรา 7

เวลา 10.22 น. นายพรเพชรแจ้งว่ามีสมาชิกกดแสดงตนเพียง 310 คน ระหว่าง รอให้สมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตน มีสมาชิกคนหนึ่งบ่นเสียงลอดไมโครโฟนออกมาว่า “เงินเดือนก็รับ แต่ประชุมไม่มา” เวลา 10.32 น. มีสมาชิกกดแสดงตน 347 คน ถือว่าครบองค์ประชุมเพื่อโหวตลงมติ และเข้าสู่การพิจารณาต่อในมาตรา 8

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่ส.ส.เข้าประชุมสภาน้อย เนื่องจากช่วงเช้า ภท.เปิดตัวว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.เข้าพรรคตลอดทั้งวัน ส่วน ช่วงบ่าย พปชร.มีกิจกรรมเช่นเดียวกัน

ต่อมาเวลา 11.23 น. ลงมติในมาตรา 8 ซึ่งผ่านไปได้ด้วยดี จนเวลา 12.30 น. ที่ประชุมลงมติมาตรา 8/1 ช่วงเปิดนับองค์ประชุมครบ 349 คน แต่เมื่อให้โหวตลงมติว่าจะเห็นด้วย ที่ขอเพิ่มมาตรา 8/1 หรือไม่ ผลปรากฏว่า มีผู้ลงมติเพียง 339 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งนายพรเพชรยังไม่ได้ขานคะแนน แต่กลับปิดหน้าจอแสดงตัวเลขทันที โดยนายพรเพชรมีความพยายามที่จะขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดี นฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ตะโกนลั่นห้องประชุมว่า “339 ไม่ครบ ท่านประกาศไปแล้ว”

จากนั้นส.ส.ฝ่ายค้านยืนยันว่าไม่ครบองค์ประชุม แต่นายพรเพชรแย้งว่าดูในจอแล้วไม่ใช่อย่างนั้น และขอลงมติใหม่

แต่ถูกโต้แย้งจากนายพีระเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์ พท. ว่า ถ้าไม่ได้ดังใจก็ทำใหม่เรื่อยๆ ใช่หรือไม่ กฎหมายฉบับนี้ครูทั้งประเทศไม่พอใจ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของเขาเลย แม้ฝ่ายที่เขียนกฎหมายก็ยังไม่ให้ผ่านด้วยซ้ำ ท่านจะยังดื้อดึงอยู่หรือ ตามด้วยการท้วงติงจากส.ส.ฝ่ายค้านอีกหลายคน

ส.ว.ซัดไม่แสดงตน-สภาล่มอีก
ทำให้นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะเลขาธิการวิปวุฒิสภา แจงว่า ระหว่างตรวจสอบองค์ประชุมยืนยันว่ามีครบแน่นอน แต่เมื่อ ลงคะแนนท่านอาจจะไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม เราทราบดีว่า ร่างพ.ร.บ.นี้มีปัญหา แต่เป็นเรื่องการปฏิรูปครู ซึ่งทุกคนรอฟังอยู่ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ เราจะตอบสังคมไม่ได้ การทำงานทางการเมืองที่ใกล้จะเลือกตั้ง ประชาชนจะไว้ใจสมาชิกรัฐสภาได้อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการนับคะแนนให้ใช้ข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไป และประธานสามารถให้นับองค์ประชุมใหม่ได้ด้วยการลงมติ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พท.ท้วงว่าเป็นแบบนี้อีกแล้ว พอแพ้ก็หาเหตุผลให้ ตัวเองจะไปต่อได้ ถึงแม้จะให้ผ่านมาตรานี้ ไปได้ แต่เรากำลังพูดด้วยหลักการ สมมติมีคนไปร้องก็จะเสียเวลาทั้งคู่ หากนับหัวในห้องประชุม จะพบว่าฝ่ายค้านร่วมเป็นองค์ประชุมเกือบ 100 คน หมายความว่าฝ่ายวุฒิสภา รวมกับฝ่ายรัฐบาล รวมกันไม่ถึง 250 คน หากจะเอาอย่างนั้นก็ตามสบาย

ส่วนนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส. ลพบุรี พท. กล่าวว่า หากให้มาตรานี้ผ่านไปมาตราอื่นก็จะมีปัญหาอีกได้ จึงขอให้ปิดประชุม ไม่เช่นนั้นปัญหาจะบานปลายไปเรื่อยๆ ถ้าเปิดประชุม ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งประธานสภา

ทำให้นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. สนับสนุนขอให้ปิดประชุม จนนายพรเพชรแจ้งว่า เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ตนขอปิดประชุม ในเวลา 12.49 น.

‘จิรายุ’ปูดมีเสียบบัตรแทนกัน
เวลา 13.25 น. ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พท. แถลงว่าในนามของพรรคฝ่ายค้าน ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภาว่าจริงๆ แล้ว ส.ว. ที่พูดในที่ประชุมไม่น่าใช้วิธีการด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งฝ่ายค้านแสดงตนเป็นองค์ประชุมในวันนี้ 100 กว่าเสียง ตอนเช็กองค์ประชุมพบว่ามี 349 เสียง แต่เมื่อถึงเวลาแสดงผลคะแนนพบว่ามี 339 เสียง ยังมีคนกดบัตรแทนกันอยู่ แสดงว่ามีมือที่สอง และมือที่สามไปกดเพิ่ม

“ขอเรียกร้องไปยังประธานรัฐสภาที่ทำหน้าที่เป็นประธานในวันนี้ หากท่านยังดันทุรังทำหน้าที่เช่นนี้อีก จะมีข้อพิพาททางกฎหมายเกิดขึ้นแน่นอน องค์ประชุมเป็นของรัฐบาล และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่สมบูรณ์ ประกาศใช้ออกไป จะสร้างปัญหาให้คุณครู หรือสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลอย่าเพิ่งมัวไปเปิดตัวกับพรรคการเมือง ขอให้มาคุมเสียงในรัฐสภาด้วย” นายจิรายุกล่าว

จองกฐินซักฟอก‘เกษตรฯ-ทส.’
นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า ล่าสุด พท.โดยเฉพาะนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน มีการแจกงานกันเป็นที่เรียบร้อย ส่วนตนจองกฐิน 2 กระทรวงคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

การอภิปรายแม้จะไม่เป็นการลงมติ แต่จะไปจบที่องค์กรอิสระ ฉะนั้นการอภิปราย ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย จะดุเด็ดเผ็ดมันมากกว่าการอภิปรายครั้งที่ผ่านมา ขอฝาก พี่น้องประชาชนใกล้เลือกตั้งแล้ว ขยะใต้พรมจะค่อยๆ เปิดทีละนิด ฉะนั้นจงเตรียมความพร้อม คาดว่าจะได้อภิปรายประมาณปลายม.ค. หรือประมาณวันที่ 3-4 ก.พ. ขึ้นอยู่กับนายชวน หลีกภัย ประธานสภา จะบรรจุวาระ

พท.เชื่อตั้งกาสิโนผ่านฉลุย
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พท. รองประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) การจัดเก็บรายได้และภาษีจากธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมายและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันผิดกฎหมาย การแพร่ระบาดของตู้เกมพนันไฟฟ้าและการพนันออนไลน์ คนที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่สภาเตรียมพิจารณารายงานการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรในวันที่ 12 ม.ค.ว่า เชื่อว่าที่ประชุมสภาจะพิจารณาเนื้อหาได้โดยไม่มีปัญหาองค์ประชุมสภา เพราะรายงานดังกล่าวมีส.ส.ทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมและเป็นความต้องการร่วมกันที่อยากเสนอรายงานให้ครม.พิจารณา ในการพิจารณาดังกล่าวคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมได้ในช่วงบ่าย เพราะก่อนหน้านั้นมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ทั้งรายงานของ 3 หน่วยงาน และรายงานของกมธ.อีก 2 ฉบับ

เชื่อว่า รายงานดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากสภา และไม่มีส.ส.คนใดขัดข้อง แม้จะมีกระบวนการนอกสภาที่ไม่เห็นด้วย หากรายงานดังกล่าวเสนอไปยังครม. ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษา แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการ สมัยหน้าหาก พท.เป็นรัฐบาล ตนพร้อมเสนอให้ดำเนินการเป็นเรื่องแรก

นายกฯมอบสารวันเด็กแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีสารเนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี 2566 วันเสาร์ที่ 14 ม.ค. ระบุว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนของชาติทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการกำหนดอนาคตของชาติ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และ สติปัญญา รวมทั้งได้รับการศึกษาเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะความสามารถ มีความฉลาดทางปัญญา อารมณ์และสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

“วันเด็กแห่งชาติปีนี้ ผมได้มอบคำขวัญว่า “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี” ด้วยตระหนักว่า เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าและเป็นความหวังต่อการนำพาประเทศสู่อนาคต เด็กทุกคนจึงต้องรู้บทบาทหน้าที่ของตนในการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ ความสามารถ แสวงหาประสบการณ์ที่หลากหลายตามความถนัดและความสนใจอยู่เสมอ รวมทั้งมุ่งหวังให้เด็กทุกคนมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ เคารพและเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ปฏิบัติตามกฎกติกาทางสังคม มีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือสังคมในทุกโอกาส

สิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการบ่มเพาะให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นคนดีของสังคมที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและคุณธรรม เพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติและสังคมโลกต่อไป

เนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี 2566 ผมขอส่งความระลึกถึง และความปรารถนาดีมายังเด็กและเยาวชนที่รักทุกคน และขออวยพรให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง สมบูรณ์ มีพลังกาย พลังใจ พลังสติปัญญาที่เข้มแข็ง และสัมฤทธิผลในสิ่งที่มุ่งหมายทุกประการโดยทั่วกัน”

ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ให้คำขวัญวันเด็กประจำปี 2566 อย่างเป็นทางการว่า “เรียนอย่าแบด แซดอย่าบ่อย สู้อย่าถอย ค่อยๆ สร้างพลังใจ” โดยอธิบายว่า เรียนอย่าแบด หมายถึง ตั้งใจเรียน เรียนให้สนุก ให้รู้จริง แต่อย่าไปเครียดกับการเรียนจนต้องได้ที่ 1 อย่างเดียว สนุกกับกิจกรรมด้วย ส่วนแซดอย่าบ่อย หมายถึง เศร้าได้ ผิดหวังได้ แต่อย่าเยอะ พยายามมองโลกในแง่บวก ส่วนสู้อย่าถอย หมายถึง ค่อยๆ สู้ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างไม่เป็นไร ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ เพื่อความสำเร็จในวันหน้า สุดท้าย ค่อยๆ สร้างพลังใจ หมายถึง กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญในการทำทุกอย่าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน