ร่วมทำธุรกิจรถทัวร์ให้ออก6สีกากีต้องคดี
บิ๊กเด่นสั่งเร่งสอบปม ‘หลานนายกฯ’ เกี่ยวโยง ‘ตู้ห่าว’ พบทำธุรกิจร่วมกันตั้งแต่ปี 62 มีรถทัวร์ 33 คัน ประสานป.ป.ส.กับปปง. ตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเงิน ยันไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่ มั่นใจพยานหลักฐานมัดแน่นผู้ต้องหาทั้ง 19 คน สอบพยานกว่า 400 ปาก เตรียมส่งสำนวนคดีให้อัยการสูงสุด 1-2 วันนี้ คาดส่งศาลภายใน 20 ม.ค. ฟัน 6 ตำรวจที่พัวพันให้ออกจากราชการฐานร่วมแก๊งเอี่ยวช่วยเหลือให้พ้นผิด มีพ.ต.อ.หญิง เมียตู้ห่าว ที่โดนคดีฟอกเงินด้วย รวมทั้ง รองผบก.น.6, พลขับ, รองผกก.จร.สน.ลาดพร้าว และพนักงานสอบสวนสน.ยานนาวาอีก 2 นาย ตั้งกรรมการ สอบวินัยร้ายแรง ก่อนส่งคดีให้ป.ป.ช. ลงดาบซ้ำ
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดี นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือตู้ห่าว ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นผับจินหลิง ย่านนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนต.ค.2565 ว่า การสอบสวนเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะสรุปสำนวนเสนออัยการสูงสุดภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งอยู่ในกรอบระยะเวลาที่อัยการสูงสุดต้องเสนอส่งให้ศาลภายในวันที่ 20 ม.ค. โดยทางตำรวจได้ร่วมกันสอบสวนร่วมกับอัยการอยู่แล้ว มีคณะของอัยการสูงสุดมาให้คำแนะนำหรือดูแล ทางตำรวจจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่วนตัวมั่นใจในพยานหลักฐานว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษผู้กระทำผิดในคดีนี้ได้ ซึ่งมีผู้ต้องหาหลัก 37 คน จับกุมได้ 19 คน หลบหนี 18 คน ไม่รวมคดีเสพต่างๆ อีก 70 กว่าคน มั่นใจว่ามีหลักฐานทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล และพยานหลักฐานอย่างอื่นต่างๆ จำนวนมาก ได้สอบปากคำพยานไม่ต่ำกว่า 400 ปาก
ส่วนกรณีที่มีตำรวจเข้าไปพัวพันในเรื่องนี้ด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในคดีนี้จะแบ่งเป็นคดีหลักคือ คดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นพ.ต.อ.หญิง ภรรยาของนายตู้ห่าว เกี่ยวข้องกับคดีหลักคือคดีฟอกเงิน ส่วนอีก 5 นาย ทั้ง รองผบก.น.6, พลขับ, รองผกก.จร.สน.ลาดพร้าว, และพนักงานสอบสวนสน.ยานนาวา 2 นาย รวมทั้งหมด 6 นาย ได้มีการตั้งคณะกรรมการวินัยร้ายแรงไปแล้ว และส่งสำนวนการดำเนินคดีไปที่ป.ป.ช. โดยเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2566 ที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และอยู่ในอำนาจของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้มีการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วทั้งหมด 6 นาย
เมื่อถามว่าทั้งหมดจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ต้องไปสู้กันทางคดีต่อไป ถือว่าเป็นคดีสำคัญและอาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกันในคดีหลักคือคดีฟอกเงิน ส่วนอีก 5 นายเป็นคดีต่อตำแหน่งหน้าที่ เรียกรับสินบน ในส่วนอำนาจของ ผบช.น. ได้สั่งให้ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.2566 ส่วนอำนาจของตร.คือภรรยาของนายตู้ห่าว ทางตร.ก็ได้สั่งให้ออกจากราชการแล้วเช่นกัน ส่วนนายตู้ห่าวได้แจ้งข้อหาฟอกเงินแล้ว เพราะจะสรุปสำนวนส่งอัยการในเร็วๆ นี้
ส่วนประเด็นรถทัวร์ที่เป็นของหลาน นายกฯ ที่มีข่าวการทำธุรกิจกับกลุ่มจีนเทา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นไปแล้ว ซึ่งได้ข้อมูลจากป.ป.ส.มาส่วนหนึ่งว่า รถทัวร์ที่หลานนายกฯ ไปทำธุรกรรมการเช่าซื้อ เรื่องการทำธุรกิจท่องเที่ยวมีมาตั้งแต่ปี 2562 ประมาณ 33 คัน จากจำนวนหลายร้อยคันที่นายตู้ห่าวได้ทำธุรกิจ ส่วนคดีจินหลิงเป็นคดีสมคบ ยาเสพติด คดีองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ เราได้ดูหลักฐานความเกี่ยวเนื่องย้อนไปถึงปี 2563 ซึ่งเรื่องรถทัวร์เป็นก่อนกระทำความผิด ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง แต่จะประสานข้อมูลกับป.ป.ส. เพิ่มเติม ในเรื่องความเกี่ยวเนื่องของทรัพย์สิน และปปง.เรื่องเส้นทางการเงิน ถ้ามีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
เมื่อถามว่าคดีนี้จะมีมวยล้มต้มคนดู หรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวตอบว่า ไม่มีแน่นอน เพราะดำเนินการอย่างชัดเจน เพียงแต่จะไม่บอกทุกขั้นตอน เพระเกรงว่าผู้ที่จะวางแผนต่อสู้คดีรู้ตัว
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ในช่วงการหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) หารือถึงกรณีการจับกุมนายตู้ห่าว ที่พบเกี่ยวพันกับการใช้รถบัสของคนพิษณุโลก หรือเป็นของหลาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นบริษัท ค. ที่อยู่ในการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยในปี 2558 บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีมูลค่ากว่าพันล้านบาท เรามีอายุน้อยร้อยล้าน แต่อันนี้พันล้านแล้ว เพราะรับงานรัฐล้วนๆ
“เมื่อปี 2561 ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องนี้ จนถึงวันนี้ ป.ป.ช. ยังตรวจสอบแค่ขั้นต้น สงสัยว่าที่ตรวจสอบไม่ได้เพราะเจ้าของบริษัทนามสกุลเดียวกับนายกฯ ใช่หรือไม่ ต่อมาปี 2564 บริษัทแห่งนี้คว้างานรัฐไปอีก 3 งาน สรุปแล้วประเทศนี้จะตรวจสอบคอร์รัปชั่นไม่ได้ใช่หรือไม่ เพราะเมื่อส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ก็เป็นหน่วยงานที่พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งขึ้นมา บริษัทนี้ ก็เป็นของหลานพล.อ.ประยุทธ์ อธิบดีกรมอุทยานฯ ก็เป็นน้องเพื่อนพล.อ.ประยุทธ์” นายปดิพัทธ์กล่าว