จอดซ่อมริมแม่กลอง ตูมสนั่น10กม.-บ้านพัง

ระทึกแม่กลอง เรือบรรทุกน้ำมันระเบิดกลางอู่ริมน้ำแม่กลอง สมุทรสงคราม แรงระเบิดดังลั่นสะเทือนไปไกลรัศมีนับสิบก.ม. บ้านเรือนใกล้เคียงกระจกแตกร้าวกันเป็นแถบ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย บางรายขาขาด กระเด็นไปไกลครึ่งก.ม. มีผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย เป็นช่างชาวไทยและเมียนมา ที่กระโดดน้ำหนีตาย รปภ.อู่เรือเผย จู่ๆ เรือที่จอดซ่อมอยู่เกิดระเบิด เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จนท.ระดมฉีดสกัดเพลิงนานกว่า 3 ชั่วโมงจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ผู้ว่าฯ แม่กลองตั้งศูนย์ช่วยผู้ประสบภัย กรมเจ้าท่า สั่งปิดอู่เรือที่เกิดเหตุแล้ว พบเรือมีน้ำมันค้างอยู่ 2.5 พันลิตร ยันเรือมีประกัน 60 ล้านบาท เร่งขจัดคราบน้ำมันรั่ว สั่งตั้งกรรมการสอบ 10 วันรู้สาเหตุ รวมทั้งให้ตรวจอู่เรือทั่วประเทศป้องกันเหตุบึ้มซ้ำรอยด้วย

แม่กลองระทึกเรือระเบิด
เมื่อวันที่ 09.00 น. วันที่ 17 ม.ค. พ.ต.ท. ธราเทพ จันทร์ดิษฐ์ สว.(สอบสวน) สภ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ได้รับแจ้งเหตุ เรือบรรทุกน้ำมันระเบิดในท่าเรือรวมมิตรด็อคยาร์ด หมู่ 8 ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและไปตรวจสอบ พร้อม นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม, พ.ต.อ.ศยาม อินทรสุวรรณโณ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสงคราม พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

พบเรือที่เกิดเหตุชื่อ สมูธ ซี SMOOTH SEA 22 ถูกไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงและเกิดระเบิดขึ้นหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงจากหน่วยงานต่างๆ กว่า 10 คัน และเรือดับเพลิงเข้าฉีดสกัดเพลิง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้นำบูลมาล้อมเรือในที่เกิดเหตุ และบริษัทเชลล์นำโฟมอีก 800 ลิตร มาสนับสนุนฉีดสกัดเพลิงด้วย

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอู่เรือ ดังกล่าว เผยว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ จู่ๆ เกิดระเบิดรุนแรงดังบึ้มยาว หลายครั้ง ทำให้เกิดเพลิงไหม้ คนที่อยู่บนเรือตกกลิ้ง ส่วนหนึ่งก็กระโดดน้ำหนีตาย พอตนตั้งสติได้ก็เข้าไปช่วยเหลือ

ช่างอู่โดดน้ำหนีอลหม่าน
ลูกเรือบรรทุกน้ำมันผู้บาดเจ็บเล่าว่า กำลังเดินดูงานอยู่ จู่ๆ ก็ระเบิดขึ้นบนเรือ ต้องกระโดดหนีลงน้ำ แต่โชคดีได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

ส่วนคนงานซ่อมเรือเผยว่า ขณะเชื่อมเรืออยู่ ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นด้านหลังที่เพื่อนคนงานกำลังเชื่อมอยู่ จึงรีบกระโดดหนีตายได้รับบาดจ็บที่หลัง

ต่อมา นายสมนึก ผวจ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เร่งควบคุมเพลิง แต่ค่อนข้างยาก เนื่องจากยังมีน้ำมันตกค้างอยู่ในเรือ จึงขอสนับสนุนรถดับเพลิงชนิดโฟมจากหลายหน่วยงาน เข้ามาช่วยควบคุม และประสานกรมธุรกิจพลังงาน ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือต่างๆ มาช่วยเหลือ เบื้องต้นในส่วนที่ได้รับผลกระทบมีผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า 4 ราย ระดับสีเขียวทั้งหมด มีผู้สูญหาย 6 ราย ซึ่งกำลังค้นหาทั้งภายนอก และภายในเรือ อย่างไรก็ตามได้รับแจ้งจากผู้เชี่ยวชาญว่าอาจจะเกิดระเบิดซ้ำได้ จึงต้องกันพื้นที่ไม่ให้เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว และสั่งการให้ อบต.แหลมใหญ่ ตั้งศูนย์กองอำนวยการร่วมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่วัดปากสมุทร ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง ซึ่งเป็นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อลงทะเบียนผู้ได้รับความเสียหาย

ไหม้เรือ – ภาพมุมสูงเหตุไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมัน SMOOTHSEA 22 ขณะจอดซ่อมในอู่ ริมน้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม แรงระเบิดได้ยินไกลนับสิบก.ม. เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 10 ราย และสูญหายอีก 5 ราย เมื่อวันที่ 17 ม.ค.

แรงบึ้มสะเทือนถึง 10 ก.ม.
ต่อมาเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไหม้เรือได้ จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวมีน้ำมันเตาอยู่ 25,000 ลิตร และน้ำมันดีเซลค้างอยู่ 20,000 ลิตร มาจอดซ่อมบำรุงภายในท่าเรือแห่งนี้ ก่อนเกิดเหตุสันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากการซ่อมหน้าเรือที่มีการ อ๊อกเหล็กเชื่อมเหล็ก ซึ่งมีน้ำมันตกค้างอยู่ แล้วเกิดการปะทุจากการเชื่อมเหล็ก จึงเกิดการระเบิดขึ้น ณ ที่เกิดเหตุมีผู้ปฏิบัติงาน 10 คน มีผู้ปฏิบัติงานบนฝั่ง 30 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แรงระเบิดดังกล่าวทำให้บ้านที่อยู่ใกล้เคียงโดนแรงอัดได้รับความเสียหาย และยังมีเสียงดังไกลไปรัศมีหลาย 10 กิโลเมตร โดยแรงระเบิดทำให้บ้านที่อยู่ใกล้เคียงโดนแรงอัดจนได้รับความเสียหายทั้งกระจกแตกและบ้านร้าวกันเป็นแถบ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ นายทุ่ย สภาพขาขวาขาด กระเด็นไปไกล 500 เมตร เจ้าหน้าที่นำศพขึ้นมาที่วัดปากสมุทรแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บมี 4 รายคือ นายสมพงษ์ ใจวิถี เป็นคนไทย นายวินเท, นายยาซา และนายอาว ชาวพม่า ส่วนรายชื่อผู้สูญหาย 6 คน มีนายเชียร บุญเลิศ คนไทย ส่วนที่เหลือเป็นชาวพม่าคือ นายอาโถ นายโซ นายตี๋ฮะ นายซอมิน และนายกูแง

เจ้าหน้าที่เรือแจ้งว่า เรือลำดังกล่าวเข้ามาซ่อมบำรุงที่อู่ดังกล่าว โดยจอดอยู่ระหว่างร่องน้ำ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบนเรือไม่มีสินค้าแล้ว

ขณะที่ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงกระจกแตกจากแรงระเบิด และมีผู้บาดเจ็บ 2 คน

ส่วนข้อมูลจากกรมเจ้าท่า ระบุว่าเรือสมูธซี 22 จะหมดอายุใบอนุญาตใช้เรือ ในวันที่ 30 พ.ค.2566 โดยระบุประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส

ชาวบ้านจี้ซ่อมบ้านพัง
ด้านนายสำราญ นุตรักษ์ อายุ 68 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 154/6 หมู่ 8 ต.แหลมใหญ่ ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 700 เมตร เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บ้านได้รับความเสียหายฝาพัง กระจกแตกเกลื่อนพื้น ก่อนเกิดเหตุกำลังนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง จู่ๆ ได้ยินเสียงระเบิดรอบแรก ยังเฉยๆ พอรอบที่ 2 ดังสนั่นบ้านสะเทือน ตนตกใจมาก พอขึ้นมาตรวจสอบก็พบว่าได้รับความเสียหาย ตนขอให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบ จะทำอะไรก็ขอให้รอบคอบปลอดภัย อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน

นายวาสุกี ด้วงกำเนิด อายุ 48 ปี นางไพรินทร์ ด้วงกำเนิด 40 ปี สองสามีผู้ประกอบการหอยดองและปลาหมึกแห้ง อยู่บ้านเลขที่ 7/8 หมู่ 8 ต.แหลมใหญ่ เช่นกัน เปิดเผยว่า บ้านตนกระจกและโคมไฟตกแตก ผนังบ้านร้าว วัตถุดิบหอยปลาหมึกที่เสียหายเกือบ 200,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีสุนัขเพศผู้พันธ์อเมริกันบูลลี่ ชื่อเจ้าคิงคอง อายุ 1 ปี ตกใจตาย สร้างความโศกเศร้าอย่างมาก จะนำไปสวดศพและเผาที่วัดช่องลม ในวันที่ 18 ม.ค. ขอให้ ผู้ประกบการเรือชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย

มีน้ำมันค้างเรือ 2.5 พันลิตร
ที่กรมเจ้าท่า นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม รักษาการอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า ทางกรมเจ้าท่าได้มอบหมายให้ นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านความปลอดภัย ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยนายภูริพัฒน์พร้อมด้วย นายพิทักษ์ วัฒนพงศ์พิศาล ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ลงพื้นที่ พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่า สาขาสมุทรสงคราม และเจ้าหน้าที่ ลงเรือตรวจการณ์ 209 ตรวจสอบเหตุการณ์เรือสมูธซี 22 ประเภท เป็นเรือน้ำมันเตา 3 หมื่นลิตร เป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต หมายเลขทะเบียนเรือ 620000791 ขนาด 2,998 ตันกรอส ใบอนุญาตใช้เรือตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.2565 หมดอายุวันที่ 30 พ.ค.2566 เกิดเหตุเพลิงไหม้ขณะจอดอยู่บริเวณอู่เรือบริษัท รวมมิตรด็อคยาร์ด จำกัด ทะเบียนเลขที่ 61132750004 มีน้ำมันดีเซลในการขับเคลื่อนเรือค้างอยู่ในเรืออีก 2,500 ลิตร

นายสรพงศ์กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่าไม่มีน้ำมันในระวางสินค้า เรือมีประกันภัย H&M คุ้มครองถึงวันที่ 26 มี.ค.2566 วงเงิน 60 ล้านบาท และประกันภัย P&I คุ้มครองถึงวันที่ 20 ก.พ.2566 วงเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ มีคนประจำเรือ 16 คน ได้รับบาดเจ็บ 10 คน ส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คน ทีมดับเพลิงจากเทศบาลเมืองสมุทรสงครามได้เข้าควบคุมเพลิง และทีมกู้ภัยกำลังดำเนินการค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บ และกำลังค้นหาทีมช่างของอู่ซ่อมเรือที่สูญหาย โดยกรมเจ้าท่าบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและค้นหาผู้สูญหาย ประกอบกับเตรียมพร้อมอุปกรณ์ป้องกันและขจัดคราบน้ำมันในเบื้องต้นเพื่อป้องกันหากมีเหตุน้ำมันรั่วไหลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ปิดอู่เรือเกิดเหตุ-ตรวจอู่ทั่วปท.
“กรมเจ้าท่าได้ตรวจสอบอู่ต่อเรือของบริษัท รวมมิตรด็อคยาร์ดฯ พบว่าได้รับใบอนุญาตให้เป็นอู่ผู้ประกอบการอู่ต่อเรือ ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อปี 2561 หลังจากเกิดเหตุการณ์เรือระบิดได้สั่งการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 3 ออกคำสั่งปิดอู่เรือที่เกิดเหตุ พร้อมตรวจสอบใบอนุญาตอู่เรือทั้งหมด หากพบไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาด พร้อมสั่งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ และมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วนต่อไป” นายสรพงศ์กล่าว

นายสรพงศ์กล่าวต่อว่า ได้มีการตั้งประเด็นว่าการดำเนินการของอู่ต่อเรือได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการรับสินค้าอันตรายไว้ในการซ่อมบำรุงหรือไม่ รวมถึง เหตุอื่นๆ ด้วย ทั้งสาเหตุภายนอกและภายใน พร้อมทั้งได้เรียกดูมาตรการทั้งหมดในการอนุญาตให้ดำเนินการอู่ต่อเรือ และการกำกับดูแลอู่ต่อเรือ ที่มีอยู่ในปัจจุบันตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ว่ามีเพียงพอหรือไม่ และต้องมีการปิดช่องโหว่ต่างๆ หากพิจารณาแล้ว เกิดการดูแลไม่ทั่วถึงจะได้มีการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวต่อไป

ตั้งกก.สอบ 10 วันรู้สาเหตุบึ้ม
ด้านนายภูริพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านความปลอดภัย กล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที ยืนยันว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือเปล่า เพื่อดำเนินการขึ้นอู่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเรือยังเป็นเรือใหม่ 4-5 ปี เป็นเรือที่บรรทุกน้ำมันดิบ เป็นผลิตภัณฑ์ไวไฟ จึงต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการ ต้องไล่ก๊าซ เรื่องนี้ยังเป็นข้อสงสัย จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญ อาทิ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เจ้าหน้าที่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับอู่ต่อเรือร่วม มิตรด็อคยาร์ดฯ ที่จะต้องเข้ามาร่วมอยู่ในการสอบสวนด้วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบ 10 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน