พบครบ 8 ศพเหยื่อเรือสมูธซี 22 ระเบิดริม แม่กลอง ผลพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนยันเป็นลูกเรือชาวเมียนมา 7 ราย ส่วนอีก 1 รายรอผลยืนยัน คาดเป็นคนไทยที่สูญหาย จนท.กู้ภัยระดมหาครึ่งวันแจ้งปิดภารกิจ ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม ลงสำรวจซากเรือ เร่งสำรวจจ่ายค่าสินไหมประกันภัยให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนโดยด่วน รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศและน้ำด้วย ชาวแหลมใหญ่ ลงทะเบียนแล้ว 97 ราย ส่วนต.บางจะเกร็ง 27 และเทศบาลเมือง 4 ราย ผกก.เมืองแม่กลอง ชี้ทยอยสอบปากคำญาติผู้เสียชีวิตที่ยืนยัน รอเจ้าท่ามาแจ้งความร้องทุกข์ เบื้องต้นไม่พบความผิดเจ้าของเรือที่จ้างให้ซ่อมบำรุง ส่วน ผู้ที่เข้าข่ายมีความผิด มีฝ่ายท่าเทียบเรือ และผู้รับเหมาซ่อมเรือ
จากกรณีที่เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “สมูธซี SMOOTH SEA 22” เกิดระเบิด ขณะจอดรอการซ่อมแซมอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ที่ท่าเรือรวมมิตรด็อคยาร์ด พื้นที่หมู่ 8 ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เมื่อเช้าวันที่ 17 ม.ค. ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย และมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตร ต่างได้รับแรงสะเทือนและเกิดความเสียหาย ทั้งบ้านร้าว ผนังบ้านและหลังคาพัง กระจกแตก รวมกว่า 100 หลังคาเรือน ขณะที่ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม สั่งตั้งกรรมการสอบหาสาเหตุภายใน 10 วัน และสั่งปิดอู่เรือดังกล่าว พร้อมสั่งให้ตรวจสอบการประกอบกิจการของอู่เรือทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ตามข่าวที่เสนอมานั้น

ตรวจซาก – เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบซากเรือสมูธ ซี 22 ที่เกิดระเบิดไฟไหม้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บและสูญหายจำนวนมาก แรงระเบิดยังทำให้พื้นที่รอบข้างเสียหาย ที่ท่าเรือรวมมิตรด็อคยาร์ด ม.8 ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 18 ม.ค.
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 18 ม.ค. นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ได้ลงเรือสำรวจเรือสมูธซี 22 ที่ระเบิด โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนและให้สำรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศและในน้ำด้วย พร้อมเร่งรัดให้จ่ายค่าสินไหมประกันภัย แก่ผู้ประสบภัยและได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด
ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายมูลนิธิ ได้ร่วมกันวางแผนค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง โดยสลับกันงมหาครั้งละ 10 นาย มุ่งเน้นการปูพรมหาทั่วแม่น้ำแม่กลอง ทั้งพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุระเบิด และบริเวณโดยรอบใกล้เคียง รัศมี 3 กิโลเมตร ส่วนอีก 1 ชุด จะไปค้นหาบริเวณปากอ่าวแม่กลอง รวมทั้งวางแผนการดำน้ำค้นหาผู้สูญหายด้วย ตั้งแต่เวลา 09.10-13.30 น. เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตในแม่น้ำ แม่กลองเพิ่มอีก 6 ราย เป็นชาวพม่าทั้งหมด ตามลำดับคือ นายวินโบ, นายดูแง, นายซอมิน, นายวิน นายโซล และนายตี่ละ เมื่อรวมกับ ที่พบวันแรก ที่พบศพนายทุย ชาวเมียนมา และอีกศพหนึ่งอยู่ระหว่างการชันสูตร คาดว่าน่าจะเป็นนายวิเชียร คนไทย ทำให้พบครบแล้วทั้ง 8 ศพ โดยทั้งหมดนำมาขึ้นที่ท่าน้ำ วัดปากสมุทร ต.แหลมใหญ่ ส่งชันสูตร ต่อไป ส่วนผู้บาดเจ็บมี 4 ราย อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า เจ้าที่กู้ภัยพบชิ้นส่วนมนุษย์เป็นข้อเท้าขวา 1 ชิ้นด้วยเร่งพิสูจน์หาอัตลักษณ์ บุคคล
นายณรงค์กร จอมประเสริฐ นักประดาน้ำมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ ผู้ที่งมศพสุดท้ายเปิดเผยว่า ศพสุดท้ายอยู่บริเวณหัวเรือใต้น้ำลึกกว่า 4 เมตร ลักษณะคว่ำหน้า อยู่พื้นแม่น้ำแม่กลอง อย่างไรก็ตาม ทำให้พบร่างผู้สูญหายทั้ง 8 คนแล้ว จึงยุติภารกิจค้นหา
ส่วนด้านคดี พ.ต.อ.ศยาม อินทสุวรรณโณ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำผู้บาดเจ็บ 4 ราย และทยอยสอบปากคำญาติผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว นอกจากนี้ ยังรอเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเจ้าท่ามาแจ้งความร้องทุกข์ กรณีที่ว่าใครประมาทยังสอบปากคำไม่จบ ซึ่งทางเจ้าท่ากำลังรวบรวม ข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งความข้อหาอะไร เบื้องต้นเจ้าของเรือยังไม่พบความผิด เพราะเป็น ผู้นำเรือมาจ้างให้ซ่อมบำรุง ส่วนผู้ที่เข้าข่าย มีความผิด จะมีฝ่ายท่าเทียบเรือ และผู้รับเหมาซ่อมเรือ
ด้านการเยียวยาช่วยเหลือ นายอมรศักดิ์ ฉัตรระทิน นายกอบต.แหลมใหญ่ เปิดเผยว่า มีชาวตำบลแหลมใหญ่มาลงทะเบียนแล้ว จำนวน 97 ราย ตำบลบางจะเกร็ง 27 และเทศบาลเมืองสมุทรสงครามอีก 4 ราย
รายงานข่าวระบุว่า เรือสมูธซี 22 มีหมายเลข ทะเบียนเรือ 620000791 เป็นเรือเปล่า ภายในไม่มีสินค้า ได้แจ้งเข้าเมืองท่าสมุทรสงคราม ตามระบบ NSW เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2566 เข้าเทียบท่า อู่เรือ บริษัทรวมมิตรด็อคยาร์ด จำกัด เพื่อรอซ่อมบำรุงประจำปีที่อู่อาชิม่า โดยมีลูกเรือทั้งหมดจำนวน 17 คน ขณะเกิดเหตุมีช่างจากบนฝั่งขึ้นมาบนเรือจำนวน 27 คน เกิดเหตุเพลิงไหม้ขณะจอดรอซ่อมแซม
ขณะที่กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถควบคุมและดับเพลิงได้เรียบร้อยแล้ว พร้อมออกประกาศ คำสั่ง ลงวันที่ 18 ม.ค. 2566 ห้ามใช้เรือ ระงับการใช้ท่าเรือ ประกาศระมัดระวังในการเดินเรือและใช้เรือ และออกหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าให้ข้อเท็จจริง สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสมุทรสงคราม
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รักษาการอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า จากเหตุการณ์เรือระเบิดครั้งนี้ นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปลอดภัย ได้สั่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนอุบัติเหตุหาสาเหตุภายใน 10 วัน ร่วมกับเจ้าพนักงานตรวจเรือ เจ้าพนักงานตรวจท่า จากกรมเจ้าท่า ผู้เชี่ยวชาญ จากบริษัทพีเอสพีสเปเชียลลิตี้ส์ จำกัด และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ในการสอบสวนคนประจำเรือและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของอู่เรือบริษัท รวมมิตรด็อคยาร์ด จำกัด และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการล้างถัง ฟรีแก๊ส หากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง อันส่งผลให้เกิดเหตุระเบิด ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ส่วนการเยียวยาผู้ประสบเหตุ นายสรพงศ์กล่าวว่า ตรวจสอบพบว่าเรือสมูธซี 22 มีประกันภัย ดังนี้ 1.ประกันภัยแบบ Hull & Machinery เจ้าของเรือ (ผู้ปฏิบัติการ และผู้เช่าเรือ) จ่ายเบี้ยประกัน (H&M) คุ้มครองถึง วันที่ 26 มี.ค.2566 วงเงิน 60 ล้านบาท และ 2.ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองถึงบุคคลที่สาม เจ้าของเรือ (ผู้ปฏิบัติการเรือ และผู้เช่าเรือ) เป็นผู้จ่ายเบี้ยประกัน (P&I) คุ้มครองถึงวันที่ 20 ก.พ.2566 วงเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์
นายสรพงศ์กล่าวยืนยันว่า หลังจากนี้ทางกรม เจ้าท่าจะประสานไปยัง บริษัท สมูธซี จำกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อหารือในขั้นตอนของการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ต่อไป
ด้านนางอารี สุวรรณาราม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153/1 หมู่ 8 ต.แหลมใหญ่ ซึ่งขายอาหารทะเลสด ห่างจากจุดเกิดเหตุ 200 เมตร ได้รับความเสียหายจากฝ้าพังเสียหาย เผยว่า วงจรปิดจับภาพขณะที่เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดขึ้นว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังทำอาหารเช้า จู่ๆ ได้ยินเสียงระเบิดรอบแรก ฝ้าตกแตกกระจาย พอรอบที่สองเสียงดังสนั่นบ้านสะเทือน ฝ้าตกลงอีกชุดใหญ่ ตนตกใจมาก รีบไปดูลูกซึ่งเล่นอยู่ข้างบ้าน และยังมีฝาถังตกลงมาอีก โชคดีที่ลูกตนวิ่งหลบหนีไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ท่าเรือมาตั้งใกล้ชุมชนแบบนี้ อยากให้ไปอยู่ที่อื่น
ขณะที่นายวาสุกี ด้วงกำเนิด อายุ 48 ปี นางไพรินทร์ ด้วงกำเนิด 40 ปี สองสามีภรรยา ผู้ประกอบการหอยดองและปลาหมึกแห้ง เลขที่ 7/8 หมู่ 8 ต.แหลมใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบ บ้านพัง วัตถุดิบหอยดองและปลาหมึกเสียหายจำนวนมาก ได้นำซาก “คิงคอง” สุนัขแสนรัก ไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่สำนักสงฆ์โพธิ์ทะเล ต.บ้านปรก อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป สวดบังสุกุล ประกอบ พิธี และเผา คล้ายกับงานศพคน สร้างความเศร้าโศกเป็นอย่างมาก