แก๊สหุงต้มก็จ่อปรับเพิ่มอีก15บ.
พาเหรดแพงอีก ถึงคิวน้ำตาลทรายขยับ ราคาหน้าโรงงานกิโลละ 1.75 บาท ส่งผลให้ น้ำตาลทรายขาวธรรมดาพุ่ง 19 บาทต่อก.ก. ส่วนน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ขยับพรวด เป็น 20 บาทต่อก.ก. มีผล 20 ม.ค.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมแจงปรับขึ้นตามข้อเรียกร้อง ของชาวไร่อ้อยที่ทนแบกต้นทุนการผลิต สูงขึ้นไม่ไหว ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรง และน้ำมัน กระอักซ้ำอีก 1 มี.ค.นี้ ราคาแก๊สหุงต้มแอลพีจี ก็ขยับ 15 บาทต่อถัง 15 กิโล จาก 408 บาท เป็น 423 บาท รมว.คลังจี้กบง.แจง กรมการค้า ภายในสั่งจับตาร้านข้าวแกง-อาหารตามสั่ง ป้องกันฉวยโอกาสขายแพงเกินจริง หลังแก๊สหุงต้มแจ้งขึ้นราคา
เมื่อวันที่ 20 ม.ค. แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ประกาศราคาน้ำตาลภายในราชอาณาจักร ประจำฤดูการผลิตปี 2565/66 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้หน้าโรงงานขึ้น 1.75 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายขาว ธรรมดาหน้าโรงงานขึ้นเป็น 19 บาทต่อก.ก. จาก 17.25 บาทต่อก.ก. น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ขึ้นเป็น 20 บาทต่อก.ก. จาก 18.25 บาทต่อก.ก. มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ทั้งนี้ เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2565/66 ต่อไป
แหล่งข่าวระบุว่าการปรับราคาหน้าโรงงาน ดังกล่าวอยู่ภายใต้พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ.2565 ที่เป็นฉบับใหม่ ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานอย่างชัดเจน เนื่องจากการดำเนินงานดังกล่าวต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะขัดกับกฎกติกาขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ประกอบกับไทยกำหนดราคาน้ำตาลเป็นแบบลอยตัวแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายโรงงานจะประกาศโดยแจ้งต่อผู้ซื้อ ส่วนราคาขายปลีกจะปรับเปลี่ยนตาม แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่ว่าโรงงานแต่ละแห่งจะตัดราคาหรือดัมพ์ราคาขายกันหรือไม่ เพราะหากดูราคาขายปลีกปัจจุบัน อยู่ที่ 24-25 บาทต่อก.ก. ถือว่าค่อนข้างสูง ท่ามกลางแรงซื้อที่ไม่ได้เติบโตมากนัก
ทั้งนี้ เลขาธิการ สอน.อาศัยอำนาจตามความ ในข้อ 6 (1) ของประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เรื่องการจัดทำงบประมาณรายได้ การกำหนดและการชำระค่าอ้อยและค่าผลผลิตน้ำตาลทรายและอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่และโรงงาน พ.ศ.2562 ลงนามประกาศเรียบร้อยแล้ว
แหล่งข่าวระบุต่อว่า ราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานที่ปรับขึ้นเป็นไปตามข้อเรียกร้องของฝ่ายชาวไร่อ้อยที่พบว่าต้นทุนการเพาะปลูก และผลิตสูงขึ้นมากจากค่าปุ๋ย ค่าแรง น้ำมัน ท่ามกลางราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลก ที่ทรงตัวเฉลี่ย 19 เซ็นต์ต่อปอนด์ ทำให้ราคาอ้อยขั้นต้นไม่สูงมากนัก ประกอบกับที่ผ่านมาราคาขายปลีกที่แท้จริงได้ปรับตัวสูงทำให้ชาวไร่เสียเปรียบ จึงนำราคาจริงมาเฉลี่ยเพื่อปรับราคาหน้าโรงงานให้สะท้อนข้อเท็จจริงตามระบบการตั้งราคาบวกจากต้นทุน (ระบบคอสพลัส)

คุมน้ำตาล – ห้างดิสเคานต์สโตร์ชื่อดัง ติดป้ายประกาศจำกัดปริมาณการซื้อน้ำตาลทราย หลังกระทรวงอุตสาหกรรมปรับราคาหน้าโรงงานขึ้นอีก 1.75 บาทต่อก.ก. ตามข้อเรียกร้องของชาวไร่อ้อย มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.
แหล่งข่าวระบุอีกว่า สำหรับการเปิดหีบอ้อย ฤดูการผลิต 2565/66 ปัจจุบัน 57 โรงงานที่ทยอยเปิดตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2565 จนถึงปัจจุบันมีปริมาณอ้อยเข้าหีบต่อวันเฉลี่ย 1.17 ล้านตัน ความหวานเฉลี่ย 12.59 ซี.ซี.เอส. (Commercial Cane Sugar ปริมาณของน้ำตาลที่มีอยู่ในอ้อย ซึ่งสกัดออกมาได้เป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์) ล่าสุดอ้อยเข้าหีบรวม 35 ล้านตัน คิดเป็น 34% ของอ้อยเข้าหีบ คาดการณ์ ปริมาณอ้อยรวม ปี 2565/66 ปิดหีบอ้อยที่ 100-105 ล้านตัน สำหรับการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2565/66 ชาวไร่อ้อย คาดหวังว่าราคาเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,100 บาทต่อตันที่ความหวาน 10 ซี.ซี.เอส.
ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการบริหารนโยบาย พลังงาน (กบง.) เตรียมปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้ม แอลพีจี เพิ่มอีก 15 บาทต่อถัง 15 ก.ก. เป็น 423 บาทต่อถัง จากปัจจุบันที่ 408 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.นี้ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ กบง.ที่จะไปบริหารเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งการปรับราคาแก๊สแอลพีจีจะมีผลต่อต้นทุนของภาคขนส่ง โลจิสติกส์ ภาคธุรกิจ รวมถึงภาคครัวเรือน ดังนั้น การจะพิจารณาตรึงราคาต่อหรือไม่ กบง.ต้องไปพิจารณาความ สมดุลระหว่างผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเงินกองทุนน้ำมันให้มีความสมดุล
ส่วนภาษีน้ำมันดีเซลที่ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลให้ 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อช่วยดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมัน และบรรเทาภาระ ให้กับประชาชน ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลจะปรับลงได้ 1-2 บาทต่อลิตรหรือไม่ กระทรวงการคลังได้ชี้แจงไปกับกบง.แล้ว โดยขึ้นอยู่กับกบง.จะบริหารเงินกองทุนน้ำมันอย่างไร เพื่อให้ประชาชนยังได้รับประโยชน์มากที่สุด
ขณะที่ ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวถึงแนวทางการดูแลราคาสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ (ข้าวแกง) และอาหารตามสั่ง กรณีที่กบง.มีมติให้ปรับราคาขายปลีกแก๊สหุงต้มเพิ่มอีก 15 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมว่า ข้าวแกงหรืออาหาร ตามสั่งมีต้นทุนหลายส่วน ส่วนใหญ่เป็นต้นทุน วัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน และค่าบริหารจัดการ เช่น ค่าเช่าสถานที่ มีสัดส่วนต้นทุนแก๊สหุงต้ม ไม่มาก
“จากการวิเคราะห์พบว่าหากมีการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้มถังละ 15 บาท หรือ 1 บาทต่อก.ก. จะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนอาหารตามสั่ง อาทิ เมนูข้าวผัดกะเพรา และก๋วยเตี๋ยว ปรับเพิ่มขึ้น 5-7 สตางค์ต่อจานเท่านั้น โดยแก๊ส หุงต้ม 1 ถังสามารถใช้ประกอบอาหารได้ 200-300 จาน ทั้งนี้ ขึ้นกับวิธีการประกอบอาหารของแต่ละร้านค้า ทางการค้าภายใน จะกำกับดูแลให้ราคาจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ และอาหารตามสั่งอย่างใกล้ชิด ให้ราคาจำหน่าย สอดคล้องกับต้นทุน ไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาจำหน่ายแพงเกินควร รวมทั้ง ให้มีการปิดป้ายแสดงราคาที่ชัดเจนด้วย” ร.ต.จักรากล่าว