แจ้งข้อหาแล้ว‘2สตอ.’ ดัดแปลงสัญญาณไซเรน

3 ตำรวจนำขบวนสาวจีนโดนเรียกเข้าให้การ เผย 2 ตำรวจจราจรเจอตั้งข้อหาดัดแปลงติดตั้งสัญญาณไซเรน ผิดพ.ร.บ.จราจรทางบก ตั้งกก.สอบหาความผิด อื่นอีก พบตำรวจเพิ่มอีก 1 นายร่วมแก๊ง ยศด.ต.สังกัดตำรวจท่องเที่ยว เป็นคนประสานให้‘ร.ต.อ.’ไปบริการรับสาวจีนที่สนามบิน โฆษกตร.ยันต้องสอบให้ครบทุกประเด็น

จากกรณีมีนักท่องเที่ยวสาวจีนโพสต์คลิปวิดีโอรีวิวการจ่ายเงินพิเศษเพื่อใช้บริการตำรวจอำนวยความสะดวกระหว่างเข้ามาเที่ยวไทย ตั้งแต่มารับถึงประตูเครื่องบิน เดินนำทาง ยกกระเป๋า เปิดประตูรถให้ ขับรถนำเปิดไฟฉุกเฉินไซเรน หากเป็นจักรยานยนต์คิด 6,000 บาท ส่วนรถเก๋ง 7,000 บาท ไปถึงโรงแรมที่พัก ต่อมาพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบ เบื้องต้นพบตำรวจสังกัด บก.ท่องเที่ยว และบก.จราจร รวม 3 นาย ที่พัวพันเรื่องนี้ ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกตร. กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า การตรวจสอบคลิปที่ปรากฏใน 2-3 วันที่ผ่านมา ในส่วนของตำรวจท่องเที่ยวพบดาบตำรวจคนหนึ่ง เพิ่มเติม ตอนนี้ตำรวจท่องเที่ยวจะมี 2 นาย ซึ่งดาบตำรวจคนนี้เป็นคนประสานงาน กับผู้ชายคนหนึ่งที่รู้จักกับกลุ่มสองแม่ลูก นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทย จึงได้รับการติดต่อจากคนไทยคนหนึ่งติดต่อมายังนายดาบตำรวจท่องเที่ยวคนนี้ วันนั้น นายดาบตำรวจคนนี้ไม่ว่าง จึงโทรศัพท์ให้ร.ต.อ.สมพล ภิญโญสโมสร รองสารวัตร กองกำกับการ 3 (รับผิดชอบสนามบินสุวรรณภูมิ) สังกัดกองบังคับการตำรวจ ท่องเที่ยว 1 เป็นผู้รับหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวดังกล่าวเอง ซึ่งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) เรียกเข้าประจำศปก.และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้แล้วด้วย

พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า ส่วนตำรวจ 2 นายที่สังกัดบก.จร. ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องพ.ร.บ.จราจรทางบก และพ.ร.บ.เครื่องหมายราชการในเรื่องการนำไซเรนและเครื่องหมายราชการมาติดที่รถ ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 1 จะดำเนินการในส่วนที่จะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นในคลิปวันนั้น ทางจเรตำรวจเตรียมสรุปเบื้องต้นเพื่อตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่จะลงโทษทางวินัยและทางอาญาได้ต่อไป ทั้งนี้ต้องเชิญชายคนไทยเข้ามาให้ปากคำ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน เบื้องต้นจากการ สอบปากคำพบว่าไปรู้จักกันที่งานงานหนึ่งช่วงเดือนพ.ย.65 โดยรู้จักกับทางรถนำขบวน จึงแลกเบอร์กันไว้ เมื่อมีงาน จึงติดต่อมา ส่วนประเด็นเรื่องการรู้จักชาวจีนจะต้องเชิญเข้ามาให้ถ้อยคำหรือเชิญมาสอบถามเรื่องราวว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้กรณีเงินที่ปรากฏในคลิป 200 บาท แจ้งว่าเป็นเงินค่าทางด่วน แต่เรื่องเงิน 7,000 บาท ขอดูรายละเอียดเรื่องการให้ปากคำอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนประเด็นคำบรรยายไทยในคลิปดังกล่าว พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า ส่วนซับที่แปล เป็นไทยในส่วนของนักท่องเที่ยวเอง กรรมการ มีแนวคิดว่าจะต้องเชิญมาให้ถ้อยคำเช่นเดียวกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวยังอยู่ในประเทศไทย มีโอกาสจะเชิญมาให้ถ้อยคำ ทั้งนี้ในทุกประเด็น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการตั้งแต่วันแรกที่เห็นคลิปให้จเรตำรวจสอบประเด็นให้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องการ เรียกรับ วิธีการ ทำมากี่ครั้งและทำมาใน รูปแบบของบริษัทหรือประสานงานกับคนนอกอย่างไร ซึ่งจะต้องพิสูจน์ทราบให้ชัดเจนอยู่แล้ว

“จริงๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดบก.จร. ซึ่งจะดูเรื่องการจราจร รถวิทยุ จักรยานยนต์นำ ส่วนบช.ทท.เป็นที่ทราบกันว่าปฏิบัติงานในสนามบินทั้ง 2 หน่วยมีการปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเอง” พล.ต.ต.อาชยนกล่าว

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าเป็นตำรวจที่ขับรถนำรัฐมนตรีนั้น พล.ต.ต.อาชยนกล่าวว่า คงต้องสอบประเด็นให้ครบทุกมิติ ขอเรียนว่าในเรื่องของตำรวจจะต้องไปพิจารณาว่าผู้บังคับ บัญชาให้ไปปฏิบัติหน้าที่อะไร ในวันนั้น เข้าเวรหรือไม่ เข้าเวรแล้วมาทำงานพิเศษ หรือไม่ได้เข้าเวรเป็นวันพัก จะต้องเริ่มต้น ที่ตรงนี้มากกว่า

“จากคำให้การเบื้องต้น ได้ให้การว่ารู้จักกับชายคนหนึ่งที่งานงานหนึ่งในช่วงเดือนพ.ย. และมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ ซึ่งผู้ชายคนนี้ทำเกี่ยวกับเรื่องรถเช่า รถที่มารับนักท่องเที่ยวต่างๆ จากการตรวจสอบทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นของส่วนตัว นำมาติดตั้งไซเรนและเครื่องหมายที่เป็นราชการ ส่วนประเด็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ จะต้องพิจารณาเรื่องข้อเท็จจริงประกอบกันทั้งหมด ไม่ทิ้งประเด็น ถ้าเข้าวินัยหรือหากเข้าอาญาด้วยก็จะต้องดำเนินการ” โฆษกตร.กล่าว

ส่วนกรณีกระแสข่าวว่ามีการปรับราคาขึ้น เพราะเป็นเรื่องดังในประเทศไทยมีการ ตรวจสอบแล้วหรือไม่ พล.ต.ต.อาชยนกล่าวว่า ผมคิดว่าตอนนี้ทุกอย่างคงไม่มีความลับ ฉะนั้นต้องบอกไว้เลยว่าการกระทำในลักษณะนี้ทำไม่ได้ เรื่องการนำขบวนการอำนวยความสะดวกกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ไม่สามารถทำได้ มีระเบียบมติครม.เมื่อก.ย. 2544 ซึ่งใช้มาตลอด โดยกำชับเรื่องการขอรถนำขบวน ประกอบด้วย 2 ประเด็น คือรถ นำขบวนที่นำโดยปกติ และรถนำขบวนที่ขอเป็นครั้งคราว ซึ่งการขอเป็นครั้งคราวในพื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องขอจากผู้บังคับการตำรวจจราจร หากเป็นพื้นที่นอกพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องขอผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ส่วนผบ.ตร. มีอำนาจพิจารณาเป็นรายๆ ไป ที่ผ่านมาทั้งหมดไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวส่วนตัว ส่วนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เว้นแต่แขกสำคัญของทางราชการ หรือกลุ่มที่เป็นกรุ๊ปเป็นกลุ่มเป็นก้อนของการเดินทางทางราชการ หรือในเรื่องการทัศนศึกษาของเด็กนักเรียน หรือกลุ่มทัวร์ที่จะมาทำประโยชน์หรือมีผลที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์เรื่องการท่องเที่ยว ก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป จากการประสานงาน ของหน่วยราชการ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยว หรือกระทรวงต่างๆ ที่ขอมาและมีเหตุผล และไม่ใช่บรรทัดฐานทุกบรรทัดฐานจะใช้เหมือนกันหมด เพราะต้องดูเรื่องกำลังพลของเจ้าหน้าที่และเรื่องรถที่จะสามารถสนับสนุนได้หรือไม่ ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยเหตุผลหลักคือเพื่อความปลอดภัยของขบวน และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่บนถนนเป็นหลัก

“ทางบช.น.โดยบก.จร.และบช.ทท.ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนผู้บังคับบัญชาที่ควบคุมกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 นายไว้ด้วย ซึ่งจะมีคำสั่งซ้อนมาอีกหนึ่งคำสั่ง เพื่อพิจารณาว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรับทราบเรื่องการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ในส่วนของผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองอย่างไร หรือไม่ ยอมรับว่าการสังเกตรถนำผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นเรื่องยาก ทางผบ.ตร.กำชับให้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นตั้งแต่ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับการสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด การปฏิบัติเช่นนี้จะต้องไม่มีอีก หากประชาชนพบข้อมูลหรือมีข้อสงสัยได้ส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยินดีที่จะตรวจสอบ ถ้าพบการกระทำผิดหรือ เข้าข่ายการดำเนินการอย่างไรก็จะทำอย่างเต็มที่ ไม่มีละเว้น” พล.ต.ต.อาชยนกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีโลกโซเชี่ยลพูดถึงแอพพลิเคชั่นของชาวจีนมีการเปิดให้บริการต่างๆ ทั้งรถนำขบวน ผู้ทำวีซ่า การทำเด็กหลอดแก้ว จะมีการขยายผลหรือไม่ พล.ต.ต.อาชยน กล่าวว่า จะต้องตรวจสอบข้อมูลว่ามีข้อมูลอย่างไรบ้าง เพราะเท่าที่เห็นในแอพมีหลายหน่วยงานที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่คงต้องขอประชาสัมพันธ์ว่าถ้าพบเห็นเป็นกรณีที่เข้าข่ายกระทำเช่นนี้จะไม่ละเว้นและจะดำเนินการทุกราย ส่วนประเด็นของตม. ได้ตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน และสอบปากคำ ไปหมดแล้ว ขณะนี้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในกรณีนี้ยังไม่พบว่าเกี่ยวข้องหรือมีความเชื่อมโยงแต่อย่างใด

ทั้งนี้มีรายงานว่า ตำรวจท่องเที่ยวที่ได้รับกา รติดต่อประสานงานมาคือ ด.ต.ขจรศักดิ์ แผ่นผา ผบ.หมู่ กองกำกับการ 3 กองบังคับการ ท่องเที่ยว 1

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนักท่องเที่ยวจีนเผยคลิปรถตำรวจนำขบวนอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวโดยมีค่า ใช้จ่ายที่มีการเชื่อมโยงมาถึงนายธนกรว่า ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับตนเลย ตนไปไหว้พระที่ประเทศอินเดีย อยู่ดีๆ ก็เห็นสื่อนำเสนอข่าวออกมา สอบถามแล้วยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับตนและนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตนใช้นำตามปกติ และไม่ได้ใช้ทุกวัน เพราะชอบส่วนตัวมากกว่า และตรงนี้ ไม่มีใครคิดจะทำ ซึ่งการไปใช้อำนาจแบบนี้ตนห้ามเด็ดขาด โดยส่วนตัวตนไม่มีเรื่องแบบนี้ อยู่แล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่า ประเทศไทยมี 7 บริการพิเศษให้นักท่องเที่ยวชาวจีน รวมถึงการว่าจ้างตำรวจอำนวยความสะดวกได้ว่า เขาอาจใช้วิธีซิกแซ็ก แต่ในกฎหมายไม่มีระบุว่าให้ใช้ทรัพย์สินและบุคลากรของรัฐไปอำนวยความสะดวกให้กับคนที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็น เรื่องนี้หน่วยงานต้นสังกัดที่เป็นข้าราชการแล้วไปอำนวยความสะดวก ก็ต้องไปแก้ไขแล้วตรวจสอบดูว่าทำผิดกฎหรือระเบียบ หรือไม่ เพราะมีการกำหนดบทลงโทษไว้อยู่ แต่ยืนยันว่าในเรื่องการท่องเที่ยว ถ้ามีใครไปโฆษณาว่าสามารถใช้รถนำได้ ต้องบอกว่า ถ้าทำผิด ก็มีรถนำเหมือนกัน แต่นำไปสถานีตำรวจ นำไปดำเนินคดี และไม่ควรทำเพราะเรามีระบบกำหนดอยู่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ไม่ต้องกังวล เพราะไม่ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียนักท่องเที่ยว เนื่องจากเราไม่ได้โฆษณาว่ามาเมืองไทยแล้วมีรถนำ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชี้แจงเรื่องนี้อยู่แล้ว

วันเดียวกัน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวถึง กรณีนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนถ่ายคลิปวิดีโอแล้วโพสต์ว่า สามารถจ้างตำรวจไทยขับรถนำขบวนไปที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ลงเครื่องบิน รับกระเป๋าสัมภาระและไม่ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองนั้นว่า มีมานานแล้ว แต่เพิ่งมีคนถ่ายคลิปเผยแพร่ ทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศ ที่ทำให้ ชาวต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยมีเงินก็สามารถซื้อได้

เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีคลิป ของนายตู้ห่าวพูดในลักษณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ที่มีคนจีนเข้ามาเที่ยวในไทยจำนวนมากเคยจ่ายเงินคนละ 500 บาท เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องผ่านด่านตรวจคน เข้าเมืองในการทำวีซ่า ออน อาร์ไรวอล พวกคนจีนเหล่านี้มองเห็นเมืองไทยเป็นเมืองที่ไกลปืนเที่ยง ไม่มีกฎหมายที่แข็งแกร่ง เจ้าหน้าที่รัฐของเราเป็นเสียเอง ทำให้คน เขาหัวเราะ ทำให้ต่างชาติเยาะเย้ย อย่างที่ นายตู้ห่าวเคยกล่าวไว้ว่ามีเงินน่ะทำได้ทุกอย่าง เราอย่าให้ต่างชาติมาใช้ประโยคนี้กับประเทศเรา ให้เป็นมีเงินก็ทำไม่ได้ ทำตามกฎหมายดีกว่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน