‘เสื้อแดง’เข้ายื่นให้ผบ.ตร.เร่งคดี
เสื้อแดงบุกยื่นหนังสือถึงผบ.ตร. ให้เร่งรัดชันสูตรพลิกศพอีก 62 เหยื่อปืนสลายม็อบเม.ย.-พ.ค.53 เพื่อส่งให้ศาลทำคำสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และใครทำให้ตาย เผยตั้งแต่รัฐประหาร 22 พ.ค.57 กระบวนการยุติธรรมถูกเบี่ยงเบนหยุดชะงัก จนล่วงมากว่า 12 ปีแล้ว หากปล่อยให้เนิ่นนานจะก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้เสียชีวิต และญาติคนตาย
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม 2553 (คปช.53) นำโดยนางธิดา โตจิราการ นพ.เหวง โตจิราการ และนายวิญญัติ ชาติมนตรี พร้อมมวลชนรวมกว่า 50 คน เข้ายื่นหนังสือติดตามเร่งรัดสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพถึง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. โดยมีพ.ต.อ.เสรี ภูษาชีวะ รองผบก.กองตรวจสอบและทะเบียนประวัติ ในฐานะเวรอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับหนังสือ พร้อมแนบรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพอีกจำนวน 62 ราย
คปช.53 แถลงว่าสืบเนื่องจากการชุมนุมของประชาชนคนเสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ระหว่างวันที่ 12 มี.ค. ถึงวันที่ 19 พ.ค.2553 ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้าปฏิบัติการสลายการชุมนุม ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่สั่งการให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สลายการชุมนุมของประชาชนคนเสื้อแดง นปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 และมีคำสั่งปิดล้อม สกัดกั้น และใช้อาวุธกับประชาชน รวมทั้งผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยก ราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2553 และมีคำสั่งให้สลายการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพ และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ต่อมาพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบศพได้ทำสำนวนสอบสวนชันสูตรพลิกศพไปเพียง บางส่วน และยังมีผู้เสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ดำเนินการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 ถึงมาตรา 156
คปช.53 ประกอบด้วย 1.ญาติวีรชนคนเสื้อแดง ผู้สูญเสีย ผู้ถูกกระทำ ทั้งบาดเจ็บและถูกคุมขังโดยมิชอบ 2.คนเสื้อแดงและประชาชน ผู้รักความยุติธรรม 3.ทนายความที่เคยดำเนินคดี คนเสื้อแดงถูกกระทำ คณะนักกฎหมาย และทนายความ 4.นักวิชาการและองค์กรที่ร่วมช่วยเหลือคนเสื้อแดงและผู้สูญเสียกรณี ปี 2553 5.แนวร่วมผู้ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต ได้เล็งเห็นว่านับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 กระบวนการยุติธรรมได้ถูกเบี่ยงเบนและหยุดชะงักลง ทำให้การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำสำนวนชันสูตรพลิกศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 ไม่มีความคืบหน้า อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในหมวดที่ 2 ว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ

คดีเสื้อแดง – คณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม 2553 (คปช.53) โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ, ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ พ.ค.2553 พร้อมมวลชน ยื่นหนังสือติดตาม และเร่งรัดสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพเหยื่อที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตอีก 62 ราย ต่อผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.
อีกทั้งการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีความคืบหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งได้ล่วงเลยระยะเวลามาถึง 12 ปีเศษแล้ว หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปจะก่อให้เกิดความ เสียหายกับผู้เสียชีวิต และญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ขอให้ผบ.ตร.ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ได้โปรดมีคำสั่งเร่งรัดไปยังผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบศพ ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ให้ดำเนินการจัดทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้เรียบร้อย
เพื่อส่งสำนวนให้กับอัยการสูงสุดยื่นคำร้อง ต่อศาลที่มีอำนาจไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้เป็นไปตามกำหนดเวลาในพ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.2565 โดยปราศจากการแทรกแซงไม่ว่าฝ่ายใดๆ และขอให้แจ้งความคืบหน้าของสำนวนชันสูตรพลิกศพ ที่ศาลได้มีคำสั่งแล้ว และสำนวนที่ยังอยู่ในระหว่างการทำสำนวน และที่ยังไม่มีการทำ สำนวนให้คปช.53 ทราบต่อไปด้วย
วันเดียวกัน กลุ่มนักกิจกรรมยื่นหนังสือถึง 10 สถานทูต ได้แก่ ฝรั่งเศส, มาเลเซีย, แคนาดา, ออสเตรลีย, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, นิวซีแลนด์, อินโดนีเซีย, ชิลี และเกาหลีใต้ เพื่อรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนพ.ย.2565 มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนยางยิงจนตาบอด รวมทั้งมีประชาชนถูกเพิกถอนการประกันตัว จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้นำและผู้เข้าร่วมการประชุมเอเปคแต่ละประเทศ จะพิจารณา ถึงผลกระทบจากการประชุมดังกล่าว ไม่นิ่งเฉย และปล่อยให้รัฐไทยละเมิดหลักกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนต่อไป