กกต.แจ้งพรรคพร้อมเลือกตั้ง ป้อมแจงตัดหน้า
‘3ป.’ปิดห้องคุยเอิ๊กอ๊าก ‘ตู่’เลี่ยงตอบประเด็นเจอทั้งเสียงเชียร์-เสียงไล่ ‘ป้อม’อ้างเดินเยาวราช แค่ไปไหว้พระขอพร ไม่ได้ตัดหน้าหาเสียง รทสช.จัดโปรแกรม ‘ประยุทธ์’ เดินสายต่อเนื่อง ชุมพร-นครสวรรค์-พิจิตร ‘อนุทิน’ โวกระแส ‘ลุงหนู’ มาแรง ‘สุวัจน์’ ยินดีต้อนรับ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ลงสนามการเมือง ชื่นชมมีความสามารถ ‘สกลธี’ คัมแบ๊ก พปชร. ผนึกกำลัง ‘ดร.แหม่ม’ นำทีม กทม. ‘ชวลิต’ โบกมือลาเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรค ‘หญิงหน่อย’ สอท.แจง ดีลรวม ‘ทสท.’ ได้ข้อยุติใน 2 สัปดาห์ กกต.แจ้งทุกพรรค เตรียมพร้อมเลือกตั้ง อัพเดตข้อมูลสมาชิก เร่งตั้งสาขา สรรหาผู้สมัคร
ตู่ทัวร์นครสวรรค์-พิจิตร 30 ม.ค.
วันที่ 23 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าปฏิบัติ ภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ โดยเวลา 09.30 น. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง (ป.ย.ป.) ครั้งที่ 1/2566 หลังประชุมปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชน โดยกล่าวทักทายว่า “สวัสดีนะจ๊ะ” เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่ลงพื้นที่หาเสียงที่เยาวราช ค่ำ 22 ม.ค. ที่มีทั้งคนเชียร์และคนด่า พล.อ.ประยุทธ์ส่ายศีรษะและไม่ได้ให้สัมภาษณ์ ก่อนรีบขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ต่างๆ ของพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะถูก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปาดหน้าลงพื้นที่ก่อนทุกครั้ง ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 30 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางตรวจราชการ จ.นครสวรรค์ และพิจิตร โดยเวลา 09.00 น. ไปยังสันฝายเก่า บึงบอระเพ็ด ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำ “สี่แควโมเดล” พบปะประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำ ก่อนพบ ปะประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่แปลงนาปลอดภัย ต.บ้านมะเกลือ อ.เมืองนครสวรรค์ รวมทั้งร่วมทำกิจกรรม ในแปลงนาข้าวปลอดภัย (ข้าวรักษ์โลก บึงบอระเพ็ด) อาทิ ขับรถดำนา บังคับโดรน พ่นสารชีวะพันธุ์ จากนั้นไปโรงพยาบาลบรรพตพิสัย พบปะประชาชนและเยี่ยมชมนิทรรศการและแผนพัฒนางานด้านสาธารณสุข รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบึงบอน
เสาร์นี้เปิดปราศรัยชุมพร
ช่วงเดินทางต่อไปยัง จ.พิจิตร ที่ โรงพยาบาลบึงนาราง ตรวจเยี่ยมและ รับฟังปัญหาการรักษาพยาบาลทั่วไปและกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ก่อนเดินทางต่อไป ยังโรงพยาบาลบางมูลนาก เป็นประธานเปิดป้ายอาคารตึกผ่าตัดต้องจับตาดูว่า ภายหลังเสร็จภารกิจราชการแล้วพล.อ.ประยุทธ์จะใช้เวลานอกราชการ หาเสียงให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือไม่ เนื่องจากเดิมพื้นที่พิจิตรเป็นของพปชร. มีส.ส. 3 คน ประกอบด้วย นายสุรชาติ ศรีบุศกร นายพรชัย อินทร์สุข นายภูดิท อินสุวรรณ์ ซึ่งมีข่าวว่าจะย้ายไปอยู่กับ รทสช.ทั้ง 3 คน และต้องจับตา ดูความเคลื่อนไหว พล.อ.ประวิตรด้วยว่าจะเดินทางลงพื้นที่ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ อีกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ก่อนไปจ.นครสวรรค์และพิจิตร ในวันที่ 27 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดการไปจ.นครนายก เพื่อร่วมงานของโรงเรียนเตรียมทหาร และ 28 ม.ค. ไป จ.ชุมพร ในนาม รทสช. เพื่อร่วมปราศรัย
ป้อมไปเยาวราชคนเดียว-ไม่มีอะไร
ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานประชุมมอบนโยบายการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ถึงการลงพื้นที่เยาวราชเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า “ไปคนเดียว ไปไหว้พระ ไม่มีอะไรหรอก”
เมื่อถามว่าได้ขอพรอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “โอ๊ย จะขอพรอะไรล่ะ ก็ขอให้เราสุขภาพแข็งแรง” เมื่อถามว่าได้เสียงตอบรับ มีกำลังใจขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบคำถาม
หลังประชุมเสร็จ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธ ที่จะตอบทุกคำถาม ทั้งเสียงตอบรับ จากการลงพื้นที่เยาวราช จะเป็นกำลังใจ ในการทำงานกันต่อไปหรือไม่ รวมถึง การลงพื้นที่ต่างๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.ประวิตร จะลงปาดหน้าพล.อ.ประยุทธ์ บ่อยครั้ง รวมถึงการคาดการณ์ว่าจะลงพื้นที่ จ.ชุมพร ที่พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการ ที่จะลงพื้นที่เช่นกัน
3 ป.พร้อมหน้าหลังดราม่าปาดหน้า
เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 โดยมี พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ผบ.เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการร่วมประชุมพร้อมหน้ากันครั้งแรก ของ 3 ป. หลังจาก พล.อ.ประวิตร ลาการประชุมครม. เมื่อ 17 ม.ค.เพื่อไปลงพื้นที่จ.ราชบุรี ท่ามกลางการจับตาการปาดหน้าการลงพื้นที่ระหว่างพล.อ.ประวิตรและพล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้าเรียบเฉย และไม่ได้ตอบคำถามกรณีนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ผวนชื่อพรรค รทสช. เป็น “รวมทาสสร้างชัย”
ปิดห้องคุยกันยิ้มแย้ม
เวลา 15.30 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ประยุทธ์มีสีหน้าเรียบเฉย เดินลงมายังโพเดียมแถลงข่าว โดยวางเอกสารผลการประชุมบนโพเดียมเสียงดัง และกล่าวสั้นๆ เสียงดัง ว่า “สวัสดีครับ การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เสร็จสิ้นลง ทุกอย่างเป็นไปตามเอกสารแถลงข่าวฉบับนี้”
จากนั้นเดินออกจากโพเดียม เมื่อผู้สื่อข่าว ถามกรณีนายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการ ผู้ช่วยรองนายกฯ (พล.อ.ประวิตร) โพสต์เฟซ พล.อ.ประวิตร ชูนโยบายชูธงนโยบาย “ยุติความขัดแย้งเก่า เดินหน้าประเทศไทยใหม่” นโยบายนี้จะมีการนิรโทษกรรม ให้แก่ผู้กระทำผิดการเมืองตั้งแต่ปี 2548 แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าวก่อนให้พลขับเคลื่อนรถออกไปทันที
รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนประชุม ทั้ง 3 ป. เข้าห้องรับรองพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวประมาณ 5 นาทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีคนนอกเข้าไปร่วมพูดคุยด้วย หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ประวิตรทักทายทั้ง 2 ป. แต่ไม่ได้เข้าไปพูดคุยในห้องรับรอง พร้อมเดินทางกลับทันที
คาดว่าที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่แถลงผล การประชุม สมช. ตามปกติ เนื่องจาก หลีกเลี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ทั้งการเผชิญหน้ากับพล.อ.ประวิตร รวมทั้ง การลงพื้นที่และมีเสียงตะโกนขับไล่
ยันตู่ไม่สนถูกป้อมปาดหน้า
ที่ทำเนียบ นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่เยาวราชมีทั้งคนเชียร์และขับไล่ว่า ว่าเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ไปเยาวราชแบบส่วนตัว ตั้งใจไปไหว้พระและเป็น วันหยุด นายกฯ บอกจะไปไหว้พระส่วนตัว มุมมองการเมืองอาจมีพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง ท่านบอกว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง
เมื่อถามว่า นายกฯ บอกหรือไม่ว่า อาจลงพื้นที่ในนามสมาชิก รทสช.มากขึ้น เพราะรัฐบาลใกล้หมดวาระ นายธนกรกล่าวว่า นายกฯ คงใช้เวลานอกราชการ ลงไปทำงานการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นการเอาเปรียบใคร เข้าใจว่า หลายฝ่ายจับตาอยู่ว่าจะมีการหาเสียง หรือไม่ แต่ต้องเข้าใจว่าตนและนายกฯ หรือทีมกฎหมายรู้กฎหมายดี เราไม่เอาเปรียบอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ปาดหน้าพล.อ.ประยุทธ์ หลายครั้ง นายธนกรกล่าวว่า การปาดหน้า ปาดหลัง ไฟแดง ไฟเขียว ไม่ใช่สาระสำคัญ เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของท่านที่คงมีกำหนดการ นายกฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตรงนี้เพราะทุกคนมีสิทธิ์ไปตรงไหนก็ได้ ไม่มีปัญหา
อนุทินโวกระแส‘ลุงหนู’ก็ดี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มลงพื้นที่ในกทม. เมื่อ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ได้ปราศรัยนโยบายที่ ภท.จัดทำ และจะลงไปพื้นที่อื่นด้วย เพราะตั้งใจจะส่งผู้สมัครส.ส.กทม. ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มั่นใจปักธงในกทม.ได้ เราทำประโยชน์ให้จังหวัดอื่นไปแล้ว เหลือแต่ กทม.ที่ ภท.ยังไม่มี ส.ส.จึงอยากเสนอตัว
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกรณี พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มลงพื้นที่กับ รทสช. นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ใช่นายกฯลงคนเดียว ใครๆ ก็ลงพื้นที่ ตนก็ลงพื้นที่ มีทั้งนายกฯ นายพิธา พล.อ.ประวิตร ที่ไปลงพื้นที่เยาวราช สลับกันไปมา ตอนนี้การลงพื้นที่เป็นเรื่องปกติที่ไปเดินเข้าหาประชาชน เป็นสิ่งที่ดีจะได้เห็นปัญหา
เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ น่ากลัวหรือน่ากังวลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าให้กำลังใจนายกฯ และทุกพรรค ตรุษจีนก็ต้องซินเจียยู่อี่ซินนี้ฮวดใช้หัวหน้าพรรคทุกพรรค ให้กำลังใจทุกคน “ส่วนที่บอกว่ามีกระแสของนายกฯ นั้น กระแสของลุงหนูก็มี เดี๋ยวนี้เวลาไปไหนมาไหน ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน” เมื่อตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองในกทม. เพราะเห็นว่าคน กทม.เริ่มมีคนรู้จักภท. เริ่มให้ความเชื่อมั่นในการทำงาน เราจึงพร้อม เสนอตัว
ชพก.ชูนโยบายศก.-ของไม่แพง
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) กล่าวว่า มั่นใจนโยบาย ชพก.จะโดนใจพี่น้องประชาชน ในวันที่ 24 ม.ค. จะเปิดนโยบายด้านเศรษฐกิจ ภายใต้ธีม “งานดี มีเงิน ของไม่แพง” ประมาณ 12 ด้าน เช่น นโยบายเรื่องการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่ เรียกว่า spectrum economy จะมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ ที่จะนําไปสู่เม็ดเงินประมาณ 5 ล้านล้านบาท, นโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชนในการจัดโครงสร้างภาษีใหม่, นโยบายเรื่องสินเชื่อ เพราะ 2-3 ที่ผ่านมา ทุกคนมีปัญหาเรื่องเครดิต จะมีมาตรการผ่อนคลายให้ทุกคนกลับมาใช้สินเชื่อกันได้ใหม่
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบดิจิทัล มาปรับปรุงระบบราชการให้คล่องตัว, นโยบายเรื่องของต้องไม่แพง จะเป็นนโยบาย เรื่องราคาไฟฟ้ากับราคาน้ำมันที่ต้องถูกกว่านี้ เพราะเป็นต้นทุนที่ทําให้สินค้าต่างๆ มีราคาแพง, นโยบายด้านการท่องเที่ยว สร้างเงิน สร้างงาน สร้างรายได้ ทำอย่างไรที่เราจะเป็นอันดับหนึ่งเรื่องการท่องเที่ยว คือ ถ้าจะพูดถึงการท่องเที่ยวต้องนึกถึงเมืองไทยก่อน นโยบายทั้งหมดจะเป็นนโยบายที่นําไปสู่การสร้างงาน สร้างเงิน ลดค่าครองชีพ ของไม่แพง
ชมเศรษฐา-ยินดีต้อนรับ
ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน ซีอีโอบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จะเป็นหนึ่ง ในแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยนั้น นายสุวัจน์กล่าวว่า นายเศรษฐาไม่ได้อยู่ในวงการเมืองมาก่อนแล้วมาเปิดตัวอย่างนี้ น่าจะตีความหมายได้ว่าพร้อมที่จะเข้าสู่การเมือง ก็ยินดี Welcome ขอให้ประสบความสําเร็จ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะนายเศรษฐา ถือว่าเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้บริหาร ระดับสูงที่ประสบความสําเร็จ เป็นนักธุรกิจ ที่อินเตอร์ มีความรู้ ความสามารถ
อีกอย่างหนึ่งต้องให้กําลังใจ เพราะวันนี้ บางทีจะชวนคนมาเล่นการเมืองก็ยาก เพราะการเมืองวันนี้ ภาพลักษณ์ไม่สวยสดงดงามเท่าไร การตรวจสอบก็เข้ม แรงเสียดทานก็สูง

ซบเจ๊หน่อย – นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แถลงข่าวลาออกจากส.ส.นครพนม พรรค เพื่อไทย มีผู้สนับสนุนให้กำลังใจจำนวนมาก และเตรียมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ที่สำนักงานพรรค อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อวันที่ 23 ม.ค.
ชวลิตลาออกพท.ซบหน่อย
ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย (พท.) อ.นาแก จ.นครพนม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม แถลงข่าวลาออกจากพท. โดยยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรควันนี้ ระบุ ตนไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ในพรรค และยังคงให้ความเคารพนับถือผู้ใหญ่ของพรรคและผู้บริหารพรรค รวมถึง 2 อดีตนายกฯ เสมอมาไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ช่วงที่ผ่านมาตนตกผลึกความคิดทางการเมืองว่า นับจากปี 2549 ถึงปัจจุบัน การเมืองไทยยังอยู่ในวังวนความขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย พรรคที่เห็นว่าจะนำมาซึ่งทางออก ทางรอดให้ประเทศไทยคือพรรคไทย สร้างไทย (ทสท.) ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เคยประกาศว่าจะเป็นพรรคที่ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญคือคุณหญิงสุดารัตน์เป็นลูกอีสาน ตนจะไปสมัครเข้าไปเป็นสมาชิก ทสท.ในวันที่ 24 ม.ค.
สกลธีคัมแบ๊กพปชร.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 24 ม.ค. เวลา 15.00 น. พล.อ.ประวิตร จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. นำโดย นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะหัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้งส.ส.กทม. ร่วมกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก พรรค ภายใต้สโลแกน “พลังใหม่ พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ” ไม่ขายฝัน ทุกนโยบาย ทำได้จริง
โดยจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครประมาณ 30 คน ส่วนที่เหลือประมาณ 5 เขต จะทยอยเปิดหลังจากนี้ ขณะเดียวกันนายสกลธี จะสมัคร เป็นสมาชิกพปชร. ในวันที่ 24 ม.ค.ด้วย และคาดว่าจะลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ
พท.ย้ำซักฟอกจัดหนักตู่
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการ พท. กล่าวว่า การอภิปรายตามมาตรา 152 ที่จะเกิดขึ้น ประเด็นที่พท.จะอภิปราย สรุปแล้วว่าพรรคจะเน้นเรื่องใดบ้าง รวมทั้งขุนพลที่จะมาอภิปราย อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ตอบให้ตรงคำถาม อย่าอ่าน แต่โพยที่ข้าราชการชงมาให้ การอภิปรายจะสะท้อนความล้มเหลวของพล.อ.ประยุทธ์ ว่าตลอด 8 ปีไม่สามารถทำตามนโยบาย ที่แถลงไว้กับสภา และจงใจไม่ดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ รัฐบาลผลาญงบประมาณมหาศาล แต่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน เงินงบประมาณตกอยู่กับคนกลุ่มไหนแล้วใครได้ประโยชน์บ้าง
นอกจากนี้ จะชี้ให้เห็นถึงการทุจริต ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านอภิปรายชี้ให้เห็นถึงการทุจริตในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ให้ประชาชนทราบแล้ว แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับตรวจสอบเพื่อหาคนผิด ในทางกลับกันปล่อยให้ขบวนการทุจริตขยายใหญ่โตกระทบกับโครงการ ที่จะไปดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
กรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ควรอ้างให้ไปหาหลักฐานมา เพราะการทุจริตที่เกิดขึ้นย่อมไม่มีใครทิ้งหลักฐานทั้งผู้รับและผู้ให้ จะใช้สำนวนโวหารแบบ ศรีธนญชัยเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่ได้ การไม่ ตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาล ไม่ต่างจากพล.อ.ประยุทธ์ กระทำการทุจริต ด้วย ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
พิธามั่นใจกทม.33เขตมีโอกาส
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึงกระแสตอบรับในที่ กทม. หลังลงพื้นที่เยาวราชเมื่อค่ำ 22 ม.ค.ว่า จากการลงพื้นที่กทม.ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทั้งบางกะปิ ฝั่งธนบุรีและเยาวราช ถือว่าน่าพอใจมาก ประชาชนตอบรับและให้กำลังใจอย่างอบอุ่น อวยพรให้พรรคชนะเลือกตั้ง ทำให้ยิ่งเชื่อมั่นว่าเรามีโอกาสชนะทั้ง 33 เขต เปลี่ยนกทม.เป็นสีส้มได้
เลือกตั้งครั้งนี้พรรคชูสโลแกน “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” เพื่อยืนยัน ความตั้งใจของเราที่ไม่ใช่แค่ต้องการเปลี่ยน แปลงรัฐบาล แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการแก้ปัญหา ที่ต้นตอคือปัญหาการเมือง อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิดสวิตช์ 3 ป. รวมถึงเสนอชุดนโยบายที่ยกระดับสวัสดิการของประชาชน ตั้งแต่เกิดจนแก่ อย่าง “สวัสดิการ ไทยก้าวหน้า” และส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย เช่น หวย SME เมื่อประกอบกับผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์จากหลายวงการ ทั้งหมดนี้จะทำให้ก้าวไกล เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของประชาชน ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีอนาคต มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันและแข่งขันกับโลกได้

บุกตลิ่งชัน – นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. กว่า 20 คน พบปะประชาชนชาวตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อวันที่ 23 ม.ค.
สอท.ชี้รวมทสท.ยุติใน2สัปดาห์
ที่ศาลเจ้าเง็กฮกตึ๊ง (เจ้าพ่อเฮ่งเจีย) เขตตลิ่งชัน กทม. นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคและผอ.พรรค นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค พร้อม ทพ.กันตพงศ์ ดีชัยยะ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. (เขตตลิ่งชัน) และว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. กว่า 20 คน เข้าสักการะเพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาส วันตรุษจีน พร้อมพบปะชาวเขตตลิ่งชันกว่า 200 คน
นายอุตตมกล่าวถึงการควบรวมกับ ทสท. ว่า การจะรวมพรรคเพื่อต้องการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ไม่ได้หวังว่า จะได้ส.ส.เท่าไร ตอนนี้ยังอยู่ในการหารือ มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันบ้างแล้ว โดยตนและนายสนธิรัตน์พูดคุยกับคุณหญิง สุดารัตน์ เมื่อไรชัดเจนจะแจ้งให้ทราบ ขณะนี้สอท.ยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรค ยังลงพื้นที่อยู่
เมื่อถามว่า แคนดิเดตนายกฯ ของสอท.จะเสียเปรียบพรรคอื่นหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า ไม่เสียเปรียบแน่นอน เรายังเดินหน้า ต่อไป ไม่เคยชะงักกับกระแสพรรคอื่น ที่ออกมาตอนนี้ ยืนยันนายสมคิดมีความเหมาะสม ในยามนี้เชื่อว่านายสมคิดมีความพร้อมเป็นผู้นำประเทศได้
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ยืนยันว่าความคืบหน้าในการควบรวมพรรคขณะนี้ไปได้ไกลมาก และจะเข้าสู่ข้อยุติได้อีกไม่นานนัก ไม่น่าจะเกินอีก 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ พรรคจะประกาศจุดยืนทางการเมือง และการทำงานทางการเมืองหลังจากพูดคุยจนได้ยุติทั้งหมด
กกต.แจ้งทุกพรรคเตรียมเลือกตั้ง
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงนามหนังสือ ส่งถึงหัวหน้าพรรคทุกพรรค เรื่อง การเตรียม ความพร้อมในการส่งผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป เนื่องจากอายุสภาผู้แทนฯ จะสิ้นสุดลง 23 มี.ค.2566 ซึ่งต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45 วันนับแต่วันสภาสิ้นอายุ หรือกรณียุบสภาต้องจัดเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ใช้บังคับ
สำนักงานกกต. เห็นว่าเพื่อเตรียม ความพร้อมในการส่งผู้สมัคร ขอให้พรรคที่ประสงค์จะส่งผู้สมัครดำเนินการ 1.บันทึก ข้อมูลสมาชิกพรรคและระบบฐานข้อมูลพรรคให้เป็นปัจจุบัน เพื่อใช้ตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคในการดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรค การแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำ จังหวัด การประชุมใหญ่ รวมทั้งหลักฐานไว้ใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร โดยจะถือว่าข้อมูลสมาชิกพรรคในระบบฐานข้อมูลพรรคของสำนักงานกกต. เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
2.จัดตั้งสาขาพรรคหรือแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เพื่อดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.
3.จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคให้ครบ โดยต้องทำในที่ประชุมใหญ่พรรคและลงคะแนนลับ มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. และหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.ป. พรรคการเมือง
4.การเลือกตั้ง กก.บห.พรรคให้ครบ โดยต้องทำในที่ประชุมใหญ่พรรคและ ให้ลงคะแนนลับ มีหน้าที่และอำนาจตามที่ กำหนดในพ.ร.ป.พรรคการเมือง
เมื่อร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ สำนักงานจะแจ้งให้ทราบโดยเร็วต่อไป
ยธ.คิกออฟกม.ป้องกันทำผิดซ้ำ
วันที่ 23 ม.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยมีนางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม นายวีระกิตต์ หาญปริพรรณ์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายฉกรรจ์ พานิชยิ่ง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา นายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.น้ำเพชร ทรัพย์อุดม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อวางกรอบนโยบายในการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้วันนี้
นายสมศักดิ์กล่าวว่า วันนี้ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิด เกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง หรือ กฎหมาย JSOC จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ดังนั้น ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะกว่ากฎหมายฉบับนี้ จะสามารถออกมาสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมได้ เราจึงต้องให้ความสำคัญ กับการใช้มาตรการต่างๆ ตามกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะการใส่กำไลอีเอ็ม กับบุคคลอันตราย รวมถึงใช้มาตรการคุมขังฉุกเฉิน หากพบว่า ผู้ถูกเฝ้าระวังมีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเรื่องนี้ ศาล ก็กรุณาให้ความร่วมมือเปิดทำการวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อรองรับการขอคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน เป็นเวลา 7 วัน
จากนั้น นายสมศักดิ์ ได้แถลงข่าวต่อว่า วันนี้ กฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มีผลบังคับใช้แล้ว โดยใช้ระยะเวลาในการยกร่าง 1 ปี 7 เดือน ซึ่งจากนี้ กระทรวงยุติธรรม ก็จะต้องทำกฎกระทรวงควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยภายหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ ก็จะมีผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษ จำนวน 29 ราย ในฐานความผิด เกี่ยวกับเพศ ชีวิตร่างกาย และเสรีภาพ ต้องถูกเฝ้าระวังตามมาตรการต่างๆ อย่าง การใส่กำไลอีเอ็ม สูงสุดไม่เกิน 10 ปี แต่ถ้าประพฤติตัวดี ก็สามารถขอลดระยะเวลาการใส่กำไลอีเอ็มได้ ซึ่งผู้ที่กระทำความผิด ตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด ถึงแม้เกิดก่อนกฎหมายบังคับใช้ แต่เป็นคดีในชั้นศาลแล้ว ก็สามารถบังคับใช้มาตรการต่างๆ ตามบทเฉพาะกาลได้
ส่วนมาตรการบำบัดฟื้นฟู จะมีการเริ่มบำบัดตั้งแต่อยู่ในเรือนจำ ตามการพิจารณาของทีมแพทย์ ก่อนที่จะมีการปล่อยตัวออกมา จากนั้น จะเข้าสู่มาตรการเฝ้าระวัง ด้วยการใส่ กำไลอีเอ็ม ตามที่คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เสนออัยการ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งหลังจากใช้ควบคุมบุคคลอันตรายแล้ว อนาคตก็จะมีการพัฒนาไปใช้กับกลุ่มผู้ติดยาเสพติด ที่เกิดอาการหลอน จนไม่มีใครสามารถควบคุมได้จึงต้องเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู และใส่กำไลอีเอ็ม เพื่อเฝ้าระวัง เพราะต้องยอมรับว่า ยาเสพติดก็คือต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดเหตุต่างๆ
รมต.แจงเด้งอธิบดีดีเอสไอ
วันที่ 23 มกราคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงสาเหตุการโยกย้ายอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า สิ่งที่ปรับเปลี่ยน เพื่อให้องค์กรอยู่ได้ โดยต้องได้รับความ เชื่อมั่นจากสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนเรื่องการ ตรวจสอบต่างๆ ก็ต้องดำเนินการตามที่ตนตั้งกรรมการสอบไปแล้ว ในวันที่ 24 ม.ค.จะมีการ รายงานความคืบหน้าบางส่วน หากพบส่วนใด ผิด ก็ขอยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่ละเว้นใครทั้งสิ้น
ขีดเส้นบัญชีตั้งสว.-รองผกก.
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.สกพ. มีบันทึกข้อความ เรื่อง กำหนดส่งบัญชีข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ถึง ผบช., จตร.(หน.จต.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า, ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร. หรือตำแหน่งเทียบเท่า เนื้อหาระบุว่าตามหนังสือ สกพ.ที่ 0009.231/6494 ลงวันที่ 26 ธ.ค.65 แจ้งแนวทางการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งต่างๆ วาระประจำปี 2565 โดยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่ง ระดับ สว.และรองผกก. ให้ บช.และบก.ขึ้นตรงในสังกัดสง.ผบ.ตร.จัดส่งบัญชีข้อมูลเสนอแต่งตั้งเพิ่มเติมไปยัง ตร.(ผ่านทพ.) ในวันที่ 20 ม.ค.66
สำหรับ บช.ที่มิได้สังกัด สง.ผบ.ตร. ให้จัดทำบัญชีการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จและส่งบัญชีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ.) ภายใน 22 ม.ค.66 โดยให้มีคำสั่งแต่งตั้ง พร้อมกัน ในวันที่ 27 ม.ค.66 และมีผลใช้บังคับพร้อมกันในวันที่ 1 ก.พ.66 นั้นเพื่อให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตร.จึงสั่งการให้หน่วยและหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ ดังนี้ บช.และบก.ขึ้นตรง ในสังกัดสง.ผบ.ตร.ให้จัดส่งบัญชีข้อมูลเสนอแต่งตั้งเพิ่มเติมไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ. ในวันที่ 25 ม.ค.66 บช.ที่มิได้สังกัด สง.ผบ.ตร.จัดทำบัญชีการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จและส่งบัญชีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ.) ภายในวันที่ 27 ม.ค.66 โดยให้มีคำสั่งแต่งตั้งพร้อมกันในวันที่ 31 ม.ค.และมีผลใช้บังคับพร้อมกันในวันที่ 10 ก.พ.นี้
ทั้งนี้ คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจวาระประจำปี 2565 ระดับ รอง ผกก.ถึง สว.นั้น ตามระเบียบเดิมของ ก.ตร. นั้นผบ.ตร. ได้มอบอำนาจให้ ผบช.แต่ละหน่วยมีอำนาจการลงนามในคำสั่ง ยกเว้นหน่วยขึ้นตรงต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามในคำสั่ง