แม้นอกเวลาราชการก็ตาม ผอ.สุวรรณภูมิจัดระเบียบ การรับส่ง‘วีไอพี’สนามบิน

ห้ามตำรวจสวมเครื่องแบบรับจ๊อบนอกเวลาราชการ ผบ.ตร.สั่งเข้ม ชี้ใช้รถส่วนตัวหรือรถหลวงก็ผิดทั้งนั้น เพราะกระทำโดยพลการ ไม่ได้ทำตามคำสั่งจึงไม่ใช่หน้าที่ ขณะที่ ‘บิ๊กตู่’ ยืนยันตำรวจ รับงานนำขบวนวีไอพีนักท่องเที่ยวมีความผิด ต้องลงโทษตามกระบวนการ ด้านผอ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งหนังสือด่วนถึงตำรวจในสุวรรณภูมิ 3 หน่วยงาน แก้ปัญหาแพ็กเกจวีไอพีนำขบวนนักท่องเที่ยว

วันที่ 25 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีเพจดัง “ลุยจีน” ออกมาเปิดเผยข้อมูลระบุ ตำรวจไทยรับจ้างขับรถนำขบวนนักท่องเที่ยวจีนมีมานานกว่า 10 ปีแล้วว่าเรื่องนี้ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบ ถ้าหากมีข้อมูลอย่างที่มีการออกมาเปิดเผย และมีหลักฐานชัดเจน จะลงโทษทั้งทางอาญาและทางวินัย แต่ตอนนี้ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ตรวจสอบ เนื่องจากภาพที่ปรากฏตามสื่อ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง ตำรวจจราจรส่วนหนึ่ง และอาจจะมีบุคคลอื่นร่วมกระทำผิดทั้งในส่วนของไกด์นำเที่ยว ซึ่งก็จะต้องไปสอบสวนให้ครบทุกด้าน ซึ่งตอนนี้ได้ให้จเรตำรวจลงไปตรวจสอบในทุกประเด็นแล้ว และจากนี้ จะไม่ให้โฆษกของแต่ละบช.ออกมาชี้แจงแล้ว เพราะอาจจะทำให้คำตอบและข้อมูลมีความสับสนไม่ตรงกัน

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวทางไปแล้วว่า การจะนำขบวนใครก็ตาม ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ซึ่งการนำขบวนในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เป็นการกระทำโดยพลการซึ่งมีความผิดที่จะต้องลงโทษ ทั้งนี้ต้องขอเวลาให้ตำรวจได้มีการตรวจสอบก่อนว่ามีใครที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ จะกี่ปีย้อนหลังก็สามารถตรวจสอบได้ อยู่ที่ หลักฐานเป็นหลัก ถ้าหากออกมาพูดปากเปล่า หรือพูดลอยๆ ก็คงตรวจสอบไม่ได้ แต่ถ้าหากผู้ใดมีข้อมูล ขอให้ส่งมาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่ตรวจสอบ ยืนยันว่าพร้อมที่จะดำเนินการต่อ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ยังยืนยันว่าตำรวจสวมเครื่องแบบไปรับจ้างนอกเวลา จะใช้รถส่วนตัวหรือรถหลวงก็ผิดทั้งนั้น เพราะกระทำโดยพลการและไม่ได้ทำตาม คำสั่ง ดังนั้นจึงไม่มีหน้าที่ การจะนำรถไปใช้กิจการใดๆ ต้องมีเหตุและผล และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และก่อนหน้านั้นก็มีคำสั่งชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งนี้พร้อมลงโทษ หากตรวจสอบ พบว่าผิดจริง เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว และไม่เป็นเยี่ยงอย่างต่อเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเร่งประสานให้เว็บไซต์ขายของออนไลน์ ลบข้อมูลขายแพ็กเกจ การจองท่องเที่ยวพร้อมรถนำขบวนหรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ จเรตำรวจจะเข้าไปตรวจสอบในทุกมิติ ทั้งข้อมูลฝ่ายที่เอาไปโพสต์และแชร์ และข้อมูลฝั่งตำรวจที่ให้ปากคำ ข้อเท็จจริงทุกอย่างจะต้องทำให้ปรากฏชัดเจนเปิดเผยได้ แต่ขอเวลาตรวจสอบ เพื่อความรอบคอบและเห็นภาพรวมทั้งหมด ยิ่งมีข้อมูลว่าทำมานานแล้วก็ต้องไปตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องไปรื้อระเบียบเกี่ยวกับรถนำขบวน เพราะเป็นการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่นอกลู่นอกทาง ไม่เกี่ยวกับระเบียบที่มี ส่วนจะเรียกสาวจีนที่โพสต์คลิปมาสอบถามเพิ่มเติมหรือไม่นั้น หากจเรตำรวจพิจารณาแล้วว่าจะเป็นจริง ก็จะประสาน ให้เข้ามาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ แต่ตอนนี้ ผู้โพสต์อาจไม่อยู่ในประเทศไทยเเล้ว พร้อมย้ำชัดว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจที่ตอนนี้มีแต่ข่าว เสียหายของตำรวจ แต่ถือเป็นการไปตรวจสอบ ถ้าตรงไหนที่ไม่ดีก็ต้องแก้ไข ซึ่งหลายเรื่องจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบจะด่วนสรุปเลยก็ไม่ได้ ขอให้ประชาชนใจเย็นเพราะตำรวจก็กำลังเร่งทำทุกคดีอย่างเต็มที่

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 1/2566 ถึงกรณีตำรวจไทยรับงานขับรถนำขบวนนักท่องเที่ยวชาวจีนว่า ก็ผิด ซึ่งตนบอกไปแล้วและเตือนไปแล้ว ผิดก็ต้องลงโทษ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ใช้รถราชการได้หรือไม่ พฤติกรรมเหมาะสม หรือไม่ ผิดก็ต้องลงโทษ

เมื่อถามถึงกรณียังมีในสื่อออนไลน์ของจีนยังมีโฆษณาการเปิดวีไอพีให้ท่องเที่ยว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้อนว่า มันถูกหรือไม่ ไม่ถูกก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ทำผิด ก็ต้องไปดู วันนี้ปรับพ.ร.ก.การกระทำผิดออนไลน์ ดิจิทัล การโฆษณาเกินจริงอะไรต่างๆ ไม่ได้ทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นเรื่องทัวร์จีน วีไอพีนี้จะกระทบการท่องเที่ยวไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าไปดูกฎหมาย ไปดู ถูกต้องหรือไม่ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาหรือไม่ ไปแก้ตรงนั้น ตนรับทุกเรื่องแก้ทุกเรื่องอยู่แล้ว

ด้านนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยถึง กรณีนักท่องเที่ยวหญิงสาวชาวจีนเผยแพร่คลิปตำรวจไทยอำนวยความสะดวกการออกจากสนามบินแบบวีไอพี และขับรถนำขบวนไปที่พัทยาว่า เหตุการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการ รักษาความปลอดภัยการบิน และภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ และ ทสภ. เมื่อ วันที่ 24 ม.ค. ตนได้ลงนามในหนังสือ ส่งไปยังส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ ขอความ ร่วมมือให้ข้าราชการในสังกัดปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ในการผ่านเข้าออกพื้นที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามแผนรักษาความปลอดภัยสนามบินอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทสภ.ได้ขอความร่วมมือดังนี้ 1.ให้ยกเลิกการแต่งตัวแบบครึ่งท่อน และนอกเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่ในสนามบิน เพราะต้องการระบุตัวตนและ ต้นสังกัดให้ชัดเจนว่ามาจากหน่วยงานใด 2.อนุญาตให้ผ่านเข้าและออกพื้นที่สนามบินเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานเท่านั้น และ 3.ต้องติดบัตรอนุญาตแสดงตนให้ เห็นหน้าบัตรชัดเจนตลอดเวลา หากไม่ปฏิบัติตาม ทสภ. จะยึดบัตรและสงวนสิทธิ์ในการผ่านเข้าออกพื้นที่ เพื่อการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน

“ก่อนหน้าที่จะออกหนังสือขอความร่วมมือ ผมได้แจ้งให้ทางผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบแล้ว และท่านก็เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว” นายกิตติพงศ์ระบุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน