คลื่นถล่มทะเลอ่าวไทย ตังเกแม่กลองล่ม-หาย1
ฝุ่นควันพิษพีเอ็ม 2.5 เชียงใหม่ พุ่งอันดับ 14 ของโลก จิสด้าเผยพบจุดความร้อน 601 จุด ภาคเหนือ ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 7 พื้นที่ ขณะที่คพ.ฝั่ง 17 จว.ภาคเหนือ เฝ้าระวังยันสิ้นเดือน ส่วนจังหวัดชายฝั่งทะเล อ่าวไทยมรสุมถล่มหนักประกอบทะเลหนุนสูง คลื่นยักษ์โถมถล่มประจวบฯ ทั้งวัน น้ำท่วมถนนริมหาดรถผ่านไม่ได้ ต้องปักธงแดงห้ามเล่นน้ำเด็ดขาด ตังเกแม่กลองระดมหาหนุ่ม 19 ปี เรือถูกคลื่นซัดอับปางห่าง ดอนหอยหลอดเพียง 1 ก.ม.
เมื่อวันที่ 25 ม.ค. สำนักงานแผนพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ของระบบเวียร์ ไทยพบจุดความร้อนเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 601 จุด ในขณะที่ประเทศประกอบด้วย เมียนมา พบจุดความร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 1,156 จุด รองลงมาเป็นกัมพูชา 721 จุด ลาว 316 จุด เวียดนาม 49 จุด และมาเลเซีย 1 จุด
สำหรับจุดความร้อนในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 157 จุด พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 141 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 114 จุด พื้นที่เกษตร 100 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 85 และพื้นที่ริมทางหลวง 4 จุด
ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก ถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 50 มคก. ต่อลบ.ม. วัดค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 21-84 มคก. ต่อลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 7 พื้นที่ ได้แก่ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง, ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน, ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา, ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย, ต.บ้านตาล อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และ ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน
ทั้งนี้ คพ.คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 สำหรับในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยควรเฝ้าระวังบริเวณภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง โดยเฉพาะช่วงวันที่ 27-28 ม.ค. และ 1 ก.พ. และมีแนวโน้มคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานช่วง 29-31 ม.ค. สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุก พื้นที่ แต่ในวันที่ 27-28 ม.ค. และ 31 ม.ค.- 1 ก.พ. ควรเฝ้าระวังการสะสมของฝุ่นละออง เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด โดยพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯ กลาง กรุงธนฯ เหนือ และใต้ (พื้นที่ท้ายลม) ทั้งนี้สามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ Airbkk .com แอพพลิเคชั่น Air4Thai และ AirBKK
ขณะที่เว็บไซต์ iqair รายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก พบเชียงใหม่คุณภาพอากาศติดอันดับที่ 14 ของเมืองที่มีวิกฤตคุณภาพอากาศของโลกแล้วค่าพีเอ็ม 2.5 วัดได้ 53.4 มคก.ต่อลบ.ม. ดัชนีคุณภาพอากาศขึ้นมาอยู่ที่ 123 US AQI ส่วนอันดับ 1 เป็นของเมืองธากา ประเทศบังกลาเทศ ค่าอยู่ที่ 250.6 มคก.ต่อลบ.ม. ดัชนีคุณภาพอากาศ 301 US AQI
สถานการณ์หมอกควันจากไฟป่า การเผา และฝุ่นละออง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แม้ปีนี้ จะมาช้ากว่าหลายปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดพบว่าหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมทั้ง จ.เชียงใหม่ พบค่าฝุ่นควันพีเอ็ม 2.5 เริ่มส่อเค้าความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเริ่มอยู่ในเกณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษเช้านี้เมื่อเวลา 08.00 น. สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ วัดค่าพีเอ็ม 2.5 ได้ 44 มคก.ต่อลบ.ม. ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 76 AQI ที่ศูนย์ราชการตำบลช้างเผือกวัดได้ 40 มคก.ต่อลบ.ม. ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 59 AQI ที่ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว 45 มคก.ต่อลบ.ม. ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 80 AQI ทั้ง 3 จุดอยู่ในเกณฑ์สีเหลืองคุณภาพอากาศปานกลาง ส่วนที่ ต.บ้านตาล อ.ฮอด ทางตอนล่างพุ่งสูงถึง 80 มคก.ต่อลบ.ม. ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 179 AQI อยู่ในเกณฑ์สีส้มคุณภาพอากาศเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกาย
ทั้งนี้ บรรยากาศในตัวเมืองเชียงใหม่ พบเริ่มมีหมอกควันสะสมตัวมากขึ้น แต่ประชาชนยังออกมาใช้ชีวิตปกติ ส่วนใหญ่ยังคงสวมหน้ากากอนามัยจากมาตรการป้องกันโควิดของตัวเองอยู่ ทำให้ช่วยเรื่องของการ กรองอากาศไปด้วยในตัว แต่หลายหน่วยงานเริ่มเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควันไฟป่า และเรื่องของมลพิษทางอากาศ มาล่วงหน้าแล้ว แต่ปีนี้พบว่าสถานการณ์มาช้ากว่าหลายปีด้วยเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงด้วย เลยส่งผลดีทำให้ปีนี้เชียงใหม่ ยังไม่เจอวิกฤตที่รุนแรงเช่นปีที่ผ่านๆ มา
วันเดียวกัน น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุฯ เตือน ‘ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย มีผลกระทบในช่วงวันที่ 25-30 ม.ค.’ ฉบับที่ 13 โดยระบุว่า ในช่วง วันที่ 25-26 ม.ค. บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร
ส่วนในช่วงวันที่ 27-30 ม.ค. มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและ ภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น เนื่องจากบริเวณ ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร
ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย และขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง
จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักบางแห่ง ช่วงวันที่ 27-30 ม.ค. ประกอบด้วย พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล
ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ คลื่นลมในท้องทะเลอ่าวประจวบฯ เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ทวีความรุนแรงคลื่นสูง 2-4 เมตร ความเร็วลม 20-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซัดเข้าหาชายฝั่งอย่างต่อเนื่องตลอดแนว ตั้งแต่ รั้วกองบิน 5 ถึงวนอุทยานเขาตาม่องล่าย ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ประกอบกับน้ำทะเลที่หนุนสูง ทำให้ถนนเลียบชายฝั่ง มีปัญหาน้ำท่วมผิวการจราจร
โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ปากทางเข้าสะพานสราญวิถีขึ้นไปทางทิศเหนือถึงหน้า อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ น้ำท่วมสูงถึงขอบทางเท้า รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรได้ ขณะที่ ร้านค้าหลายแห่งยังคงไม่เปิดหน้าร้าน เนื่องจากละอองน้ำกระจายไปไกลทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวหน้าอ่าวประจวบเงียบสนิท คาดสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทาง ที่ดีขึ้น เมื่อน้ำทะเลลดระดับลง
นายเสถียร เจริญเหรียญ ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ กำชับนายอำเภอทุกอำเภอ และ ผู้บริหารอปท.ทุกแห่ง เฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ให้แจ้งเตือนประชาชนนักท่องเที่ยวห้ามลงเล่นน้ำทะเลโดยเด็ดขาดในช่วงที่คลื่นลมแรง ส่วนชาวเรือ ผู้ประกอบการเรือโดยสารให้เดินเรือด้วยความระมัดระวังและงดการเดินเรือในช่วงที่คลื่น ลมแรง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจน้ำ เจ้าท่าภูมิภาค เฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยทางทะเลและแจ้งเตือนชาวเรือ ให้ทราบทุกระยะจนกว่าสถานการณ์จะปกติ

ปักธงแดง – กองบิน 5 ปักธงแดง ห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด ที่อ่าวมะนาว ภายในกองบิน 5 อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังกรมอุตุฯ เตือนสภาพอากาศในพื้นที่ภาคใต้มีคลื่นลมแรงและฝนตกหนัก เมื่อวันที่ 25 ม.ค.
ส่วนที่อ่าวมะนาวภายในกองบิน 5 น.อ.สิทธิรัตน์ พู่ทรงชัย ผู้บังคับการ กองบิน 5 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 5 ให้เจ้าหน้าที่ทหารชุดรักษาความปลอดภัยบริเวณชายหาดปักธงแดง ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำทะเลอย่างเด็ดขาด พร้อมเจ้าหน้าที่ประกาศเตือนผ่านเครื่อง ขยายเสียงและจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด ขณะที่เรือประมงพาณิชย์ ประมงเรือเล็กชายฝั่งกว่า 100 ลำ จอดหลบคลื่นบริเวณปากคลองบางนางรม เชิงเขาตาม่องล่าย และบริเวณเชิงเขาล้อมหมวกภายในกองบิน 5
สำหรับผลกระทบจากคลื่นลมในอ่าวไทยมีความรุนแรงทำให้ชาวบ้านหมู่ 2 บ้าน ทุ่งประดู ต.ทับสะแก อ.ทับสะแก ต้องเร่ง เคลื่อนย้ายสิ่งของออกจากบ้านพักริมทะเล เพื่อป้องกันความเสียหาย ขณะที่ล่าสุด คลื่นขนาดใหญ่พัดถล่มบ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายหลัง คาดว่าสถานการณ์คลื่นยักษ์พัดถล่มจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเรือนของ ชาวบ้านบ้านทุ่งประดู่อีก 2-3 วัน
รายงานว่า หลังจากมีคลื่นลมแรงพัดเข้ามาชายหาดชายฝั่งที่อ่าวประจวบฯ ทำให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวไปเซลฟี่ถ่ายภาพเก็บไว้ เป็นที่ระลึก ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ถือโอกาสนอนอาบแดดชมคลื่นยักษ์ที่บริเวณสะพานสราญวิถี
ขณะเดียวกันที่ จ.สมุทรสงคราม ลมพายุพัดแรงเมื่อคืนวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เรือประมงพื้นบ้านโดนคลื่นซัดเรือล่ม ห่างฝั่งดอนหอยหลอดกว่า 1 กิโลเมตร ทำให้นายวรศักดิ์ สิงห์จุ่น อายุ 19 ปี ซึ่งภรรยา ท้องแก่ใกล้คลอดสูญหาย เจ้าหน้าที่เร่งนำเรือออกค้นหาหวังพากลับมาสู่ลูกน้อยที่จะคลอดเร็วๆ นี้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวประมงพื้นบ้านนำเรือออกค้นหาผู้ที่จมน้ำสูญหายขณะที่เรือล่มกลางปากอ่าว
หลังเมื่อคืนออกไปหาหอยกระปุกกับ นายบุญเผื่อน อุดม อายุ 47 ปี บิดาและ น.ส.วันฤดี ชุ่มชัยเนียม อายุ 36 ปี มารดา ทั้งหมดเป็นชาวบ้าน ม.5 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม แต่เกิดพายุพัดแรงซัดจนเรือล่มขณะกลับจากหาหอยกระปุกห่างจากฝั่งดอนหอยหลอดกว่า 1 กิโลเมตร เหตุเกิดตั้งแต่ 01.00 น. ที่ผ่านมา ขณะที่ เรือประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นเรืออีป๊าบ 3 วา อับปางลง ชาวบ้านได้ช่วยกันลากมาจอดไว้อย่างปลอดภัยแล้ว
นายบุญเผื่อน บิดาเลี้ยงผู้สูญหาย เผยว่า ทำอาชีพเรือประมงพื้นบ้าน ออกหาหอย หาปลากันทุกคืน แต่นายวรศักดิ์ไปอยู่กับ ลูกสะใภ้ที่ต่างจังหวัด เพิ่งไปรับกลับมา อยู่บ้านเนื่องจากลูกสะใภ้ท้องแก่และจะคลอดเร็วๆ นี้ ก่อนเกิดเหตุเมื่อคืนที่ผ่านมาลูกชายตามลงเรือไปช่วยหาหอยกระปุกห่างจากฝั่งดอนหอยหลอดกว่า 1 กิโลเมตร ขณะที่กำลังขับเรือกลับประมาณตี 1 ช่วงนั้นลมพายุ พัดแรง จู่ๆ คลื่นซัดมา 2 ครั้ง ทำให้เรือล่ม ตนประคองภรรยาซึ่งสวมเสื้อชูชีพและลูกชายกลับมาเกาะเรือเพื่อลอยเข้าฝั่ง ไม่นานคลื่น ก็ซัดแรงอีกครั้งทำให้ตน ภรรยา และลูกชาย กระเด็นออกจากเรืออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ลูกชายจมน้ำหายไป ตนกับภรรยาจึงลอยเข้าถึงฝั่งประมาณ 06.00 น. และแจ้งให้คนนำเรือตามหาลูกชาย