เผยโวยวายตั้งแต่ขึ้นรถไม่เห็นตอนด่านไถเงิน คนที่แฉ-ร้องตร.สากล ย้ำอีกเปล่าดื่มเหล้า-มีสติบิ๊กตร.เผยใกล้สรุปแล้ว

โชเฟอร์แกร็บรุดให้การ ยันจำสาวไต้หวันได้ เหตุทั้ง เมา-วีน เผยรับจาก อาร์ซีเอ มากัน 4 เป็นชาย 3 หญิง 1 ตร.เร่งตามแท็กซี่ที่พาไปส่งโรงแรมให้การอีก ยันพร้อมรับทุกข้อมูล คาดสรุปได้ภายใน 2 วัน ด้านนักแสดงต้นเรื่องร้องตร.สากล โพสต์ไอจียันไม่ได้ดื่ม จำคนรีดเงินได้ชัดเจน โวยโปลิศไทยเลิกพูดไร้สาระ จี้เปิดภาพจากซีซีทีวี

วันที่ 27 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีอันยู๋ชิง นักแสดงสาวไต้หวัน โพสต์เล่าเหตุการณ์ถูกตำรวจไทยรีดไถ ว่า ขณะนี้ทางตำรวจ บช.น. อยู่ระหว่างเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน โดยการตรวจสอบกล้องวงจรปิด บริเวณที่นักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวันถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ อีกทั้งยังรวบรวมกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมจากบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะต้องเก็บพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อจะทำให้ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ถึงตร.สากล – ชาร์ลีน อัน ดาราสาวไต้หวัน โพสต์ไอจีส่วนตัวอีกครั้ง ท้าตำรวจไทยเปิดกล้องวงจรปิดจุดเกิดเหตุ ยืนยันถูกด่านตรวจค้นรีดไถเงิน พร้อมกับได้ร้องเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไปยังตำรวจสากลแล้ว

พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า และยังดำเนินการเชิญคนขับแกร็บ ที่ขับรถนำผู้เสียหายมาจากย่านอาร์ซีเอ ก่อนจะเรียกบุคคลที่ขับรถแท็กซี่สีส้ม ที่มารับนักท่องเที่ยวผู้เสียหายจากด่านตรวจกลับไปส่งที่โรงแรม เมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลทั้งหมด จะพิจารณาเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร และหากว่าการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง จะมีการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทั้งทางด้านวินัยและทางอาญา

พล.ต.ต.อาชยนกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่เกิดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้กำชับมาเป็นพิเศษ ว่า จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่าง อย่างไรก็ตาม ขอตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้เสียก่อน จะยังไม่สรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วจะเป็น ขั้นตอนที่ บช.น. เป็นฝ่ายดำเนินการต่อไป

รองโฆษก ตร. กล่าวว่า สำหรับดาราสาวชาวไต้หวัน เบื้องต้นได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดต่อได้แล้ว และได้ข้อมูลมาบ้างบางส่วน อย่างไรก็ตาม ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดช่องทางให้กับผู้เสียหาย เพื่อจะได้นำข้อมูลมาให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ยังไม่อยากเปิดเผยในตอนนี้ เพราะอาจกระทบกับสิ่งที่จะดำเนินการต่อในด้านต่างๆ อยากจะขอให้ทุกอย่างชัดเจนกว่านี้ เพื่อจะได้เห็นไทม์ไลน์ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยประเด็นนี้จะดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลจากผู้เสียหายโดยตรง และจากเจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของไต้หวัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานงานไป ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งดูดาย และพร้อมจะรับข้อมูลจากทุกภาคส่วน กรณีที่เกิดขึ้นตร.จะทำให้เกิดความกระจ่าง

เมื่อถามว่าผู้เสียหายจะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปฟ้องตำรวจสากล โฆษก ตร. กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเรายังไม่มีข้อมูล แต่ขอยืนยันเหมือนเดิมว่าเราพร้อมรับข้อมูลหลักฐานจากทุกภาคส่วน ยิ่งได้จากผู้เสียหายโดยตรงจะ ดีมาก

ที่สน.ห้วยขวาง พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีกับ พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ห้วยขวาง นานเกือบ 2 ชั่วโมงก่อนออกมาเปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ ผู้บังคับบัญชาไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้ตนมาเร่งรัดทำสำนวนอย่างตรงไปตรงมาตามความจริงให้ปรากฏ โดยความจริงนั้นต้องอ้างอิงตามหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ บก.น.1 ได้เข้ามาช่วยสน.ห้วยขวาง ในการรวบรวมสำนวนให้มีความรัดกุมมากที่สุด

พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวต่อว่า ภายในวันนี้อยู่ระหว่างการหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม หลังจากมีภาพจากกล้องของ กทม. เท่านั้น เพื่อมาเชื่อมโยงข้อมูลกับพยานแวดล้อม โดยทางสน.ห้วยขวาง ได้ทำหนังสือขอภาพกล้องวงจรปิดจากสถานทูตจีน ซึ่งอยู่ระหว่างการตอบรับจากสถานทูต นอกจากนี้ ฝ่ายสืบสวนสน.ห้วยขวาง สามารถติดต่อผู้ขับขี่รถสาธารณะคันแรกที่มาส่งได้แล้วอยู่ระหว่างการเดินทางมาให้การกับพนักงานสอบสวน ส่วน ผู้ขับขี่รถสาธารณะหรือรถแท็กซี่อีกคัน อยู่ระหว่างการติดตามตัว เพื่อนำคำให้การจากพยานที่อยู่ในเหตุการณ์มาประกอบในสำนวน เสนอต่อผู้บังคับบัญชาและโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้แถลงรายละเอียดต่อไป ขณะนี้ดำเนินการไปได้มากกว่า 80% คาดว่าไม่เกิน 2 วัน เรื่องนี้จะคลี่คลาย

พยานเอก – คนขับเก๋งคันที่ดาราสาวไต้หวันใช้บริการผ่านแอพฯ เดินทางมาให้ข้อมูลกับตำรวจ สน.ห้วยขวาง ยืนยันสาวไต้หวันเมาหนักและโวยวายตลอดทาง กระทั่งไปถึงด่านตรวจ หน้าสถานทูตจีน เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

ต่อมานายวิเชษฐ์ อายุ 40 ปี ผู้ขับขี่รถสาธารณะ (แกร็บ) ได้เดินทางมาให้ปากคำกับ พ.ต.ต.หญิง ภินฑ์ เมฆไพบูลย์ สว.(สอบสวน) สน.ห้วยขวาง ในฐานะพยาน

คนขับรถได้เล่าถึงเหตุการณ์ในคืนวันเกิดเหตุว่า คืนดังกล่าว นักท่องเที่ยวได้เรียกรถตนผ่านแอพพลิเคชั่น ไปรับที่อาร์ซีเอ ตอนประมาณตีสองกว่า ปักหมุดปลายทางที่ห้วยขวางเทอร์เรส ซึ่งผู้โดยสารมีทั้งหมด 4 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คน สังเกตได้ชัดเจนว่าทุกคนมีอาการเมา พูดจาไม่รู้เรื่อง ตอนไปรับตนจอดห่างจากหมุดไปประมาณ 30 เมตร แล้วบอกให้เดินมา ผู้ชายคนหนึ่งที่พอจะพูดภาษาไทยได้ ก็พูดจาโมโหใส่อารมณ์ ตวาดใส่ตน พอผู้โดยสารขึ้นมา ตนได้กลิ่นเหล้าหึ่งแรงมากจนต้องขับรถเปิดกระจก และตนจำผู้หญิงคนนี้ได้แม่น เพราะดูท่าทางเมาแล้วโวยวายเสียงดังที่สุดในรถ จากนั้นก็ขับมาตามเส้นทางจากอาร์ซีเอ ออกถนนพระราม 9 แล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกอ.ส.ม.ท. เข้าถนนรัชดาภิเษก ก็มาเจอด่านตรวจที่หน้าสถานทูตจีน

ตำรวจเรียกขอตรวจ จึงบอกไปว่าเป็นแกร็บ ตำรวจก็ขอตรวจเช็กผู้โดยสาร และหันไปพูดภาษาอังกฤษกับผู้โดยสารว่า “Police Check” ซึ่งตอนนั้นผู้หญิงมีอาการไม่พอใจชัดเจน ประมาณว่าไม่อยากให้ตรวจค้น และเมาด้วย ตำรวจก็พยายามเชิญลงจากรถ ผู้โดยสารก็ทำท่าไม่อยากลง แต่สุดท้ายก็ลง ไปยืนให้ตำรวจตรวจค้นอยู่ที่ท้ายรถฝั่งซ้าย โดยรถจอดอยู่เลนซ้ายสุด ระหว่างที่ตรวจค้น มีตำรวจเข้ามาตรวจค้นทั้งหมด 3 นาย โดยตำรวจได้ให้ผู้โดยสารเปิดกระเป๋า และส่องไฟฉายลงไป ให้ผู้โดยสารเป็นคนรื้อกระเป๋าให้ดูเอง ไม่ได้แตะต้องข้าวของ และแตะตัวเฉพาะผู้โดยสารผู้ชายเท่านั้น ใช้เวลาตรวจค้นนานประมาณ 30 นาที

โดยตนไม่ค่อยได้หันไปมอง จะหันไปเฉพาะเวลาได้ยินเสียงผู้หญิงโวยวายเป็นภาษาจีนเสียงดังใส่ตำรวจ และมีพยายามจะพูดภาษาไทยด้วย ซึ่งตำรวจก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร และก็ไม่เห็นว่าผู้โดยสารมีการพยายามจะถ่ายคลิป

จากนั้นผู้โดยสารผู้ชายที่พูดไทยได้ ได้เดินมาหาตนแล้วจ่ายเงิน 80 บาท แล้วก็บอกให้ไป ยังคิดอยู่เลยว่าขาดทุนเพราะค่าโดยสารทั้งหมด 89 บาท แต่ก็ขับรถออกมา ทั้งนี้ยืนยันว่า ระหว่างที่จอดรถอยู่ในด่าน ตนไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ตำรวจตรวจค้นปกติ เป็นที่โล่งริมถนน ส่วนผู้โดยสารมีบุหรี่ไฟฟ้าจริงหรือไม่ ตนไม่ได้สังเกต หลังมีข่าวขึ้นมา ก็รู้สึกคุ้นหน้านักท่องเที่ยวผู้หญิง จึงมาเปิดดูในไทม์ไลน์แอพพลิเคชั่น ซึ่งส่วนมากตนจะจำลูกค้าประเภทที่เมาโวยวายได้แม่น เลยคิดว่าใช่แน่ พอตำรวจเรียกมาจึงให้ความร่วมมือ เพราะมองว่านักท่องเที่ยวหญิงให้ข่าวเกินไป ทำให้เสียภาพพจน์ประเทศไทย ส่วนที่เจ้าตัวออกมาชี้แจงผ่านอินสตาแกรมว่าไม่ได้ดื่ม ตนยืนยันได้ว่า เมา 100%

“ผมอยากบอกให้นักท่องเที่ยวสาวออกมาพูดความจริง เพราะตอนนั้นเธอมีอาการเมา ผมขับรถไม่เมาอยู่แล้ว ก็ให้สังคมตัดสินว่าจะเชื่อคนเมาหรือคนไม่เมา ส่วนกล้องหน้ารถผม บันทึกเสียงได้ แต่ไฟล์ภาพถูกลบไปแล้วเพราะฟอร์แมตทุก 7 วัน แต่ก็ได้นำเมมโมรี่การ์ดให้ตำรวจนำไปตรวจสอบแล้ว” โชเฟอร์แกร็บกล่าว

พ.ต.อ.ยิ่งยศกล่าวว่า หลังจากคนขับรถ แกร็บมาสด้าสีแดงให้ปากคำ เบื้องต้นได้หลักฐานมาแล้วพอสมควร กรณีเรียกดาราสาว ชาวไต้หวันมาให้ข้อมูลหรือไม่ ต้องรอดูว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะว่าอย่างไร ส่วนกรณีเรียกรับผลประโยชน์ที่ดาราสาวชาวไต้หวันกล่าวอ้าง ส่วนนี้อยู่ที่พยานหลักฐาน

เมื่อถามย้ำว่า สรุปแล้วมีการเรียกรับเงิน 27,000 บาท หรือไม่ พ.ต.อ.ยิ่งยศยังคงย้ำว่า ยังตอบในจุดนี้ไม่ได้ เพราะอยากให้รอพยานหลักฐานชัดเจนก่อน จึงจะสามารถสรุปได้ วันที่ดาราสาวชาวไต้หวันได้โพสต์อินสตาแกรม ทำนองว่าให้ตำรวจไทยหยุดใส่ร้ายเธอได้แล้ว และให้ตำรวจไทยเปิดหลักฐานกล้องซีซีทีวีนั้น ขอรอความชัดเจนแล้วจะปล่อยทีเดียว ให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน หากเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างจะประจักษ์เอง

ขณะที่พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง รองผบช.น. กล่าวว่า ล่าสุดได้เชิญตัวคนขับรถรับจ้างสาธารณะที่เรียกผ่านระบบแอพพลิเคชั่น มาสอบปากคำที่ สน.ห้วยขวาง แล้ว เบื้องต้นทราบว่าหลังจากคนขับได้รับการเรียกผ่านระบบแอพพลิเคชั่นเอกชน จึงเข้าไปรับหญิงคนดังกล่าวที่บริเวณหน้าร้านสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในย่านอาร์ซีเอ จากนั้นได้ขับรถมาตามเส้นทางจนกระทั่งเข้าสู่ถนนรัชดาภิเษกและผ่านมาที่หน้าด่านจุดตรวจจุดสกัดของ สน.ห้วยขวาง ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตจีน

คนขับรถยังให้การอีกว่า ตลอดทางที่หญิงสาวคนดังกล่าวนั่งรถมา ลักษณะมีอาการมึนเมามาก และพูดคุยเสียงดังมาตลอดทาง กระทั่งมาถึงที่ด่าน ตำรวจขอตรวจตามปกติและพูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ แต่หญิงสาวคนดังกล่าวมีอาการมึนเมาพูดคุยเสียงดัง ตำรวจจึงขอตรวจสอบหนังสือเดินทางและวีซ่า คาดว่าเกิดการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน จึงเชิญหญิงสาวลงไปพูดคุยบนถนนก่อนจะเปลี่ยนไปคุยกันบนทางเท้า ตอนนั้นไม่ได้สนใจอะไร แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่บริเวณหน้าด่านตรวจ ต้องจอดรถรอเป็นเวลานานมาก เกือบ 1 ชั่วโมง กระทั่งหญิงสาวคนดังกล่าวมาจ่ายเงินค่าบริการ และให้ขับรถออกจากด่านไปก่อน

พล.ต.ต.สำเริงกล่าวต่อว่า ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ยังต้องรอข้อมูลรายงานการสอบปากคำอย่างละเอียดจากผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง อีกครั้งหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า ตำรวจได้ประสานขอภาพจากกล้องวงจรปิดหลายหน่วยงานแล้ว โดยตรวจสอบภาพวงจรปิดจากกล้องของ กทม. ด้านหน้าสถานทูตจีน และด้านหลังจากบริเวณสะพานลอยปากซอยรัชดาภิเษก 3 เป็นภาพระยะไกล ขณะนี้ได้ทำหนังสือขอภาพกล้องวงจรปิดจากสถานเอกอัครราชทูตจีนเพิ่มเติม ตอนนี้อยู่ระหว่างรอการติดต่อกลับ

วันเดียวกัน อันยู๋ชิง ดาราสาวไต้หวัน ได้โพสต์สตอรี่ผ่านไอจีส่วนตัว โดยภาพแรกเป็นการแชร์ภาพข่าวของตัวเอง ซึ่งเธอยืนยันว่า “เธอไม่ได้ดื่มเลย” พร้อมชี้แจงเป็นข้อความภาษาจีนอีกว่า “ฉันจะบอกทุกคน หลังจากที่ฉันได้คุยกับตำรวจอินเตอร์โพลเสร็จแล้ว ตอนนี้ตำรวจไทยที่ไม่ใสสะอาด ต้องการใช้ฉันเพื่อให้พวกเขาบริสุทธิ์ เพราะมันขัดผลประโยชน์ของพวกเขา? เลิกพูดจาไร้สาระเถอะ!”

ส่วนภาพที่ 2 นั้น เป็นข้อความภาษาจีนอีก โดยมีเนื้อหาใจความว่า “วันนั้นถนน 4 เลนถูกปิดหมดและไม่ได้มีแค่ตำรวจแค่ 7 นาย ฉันจำคนที่รีดเงินฉันได้ชัดเจน เขาบอกหรอว่าไม่มีการซุ่มตรวจในวันนั้น แล้วก็ได้ไม่ได้เอาเงินไป? แล้วทำไมถึงไม่เอาภาพจากกล้อง CCTV มาเปิดให้ดูล่ะ?

ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ยอมรับกรณีกระแสข่าวมีนักท่องเที่ยวใช้บริการของตำรวจท่องเที่ยวในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และมีดาราไต้หวัน ถูกรีดไถเงิน กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย เรื่องนี้ต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเบื้องต้นในส่วนของตำรวจท่องเที่ยว มีหน้าที่ให้การบริการกับนักท่องเที่ยวที่ได้รับการติดต่อไปที่กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวหรือกรมการท่องเที่ยวก่อน สำหรับการให้บริการของตำรวจท่องเที่ยวยืนยัน ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ตามเงื่อนไขและกฎระเบียบ ทั้งกับคนไทยและชาวต่างชาติ ส่วนกรณีมีตำรวจใช้อภิสิทธิ์เรียกรับเงินจากนักท่องเที่ยวนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งในวันอังคาร ที่ 31 ม.ค. 2566 จะมีการชี้แจงรายละเอียดทุกข้อกล่าวหา ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ด้วย

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ กระทรวงมีแผนประชาสัมพันธ์ชี้แจงรายละเอียดให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบโดยจะชี้แจงผ่านกระทรวงต่างประเทศไปยังสถานทูตต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริง สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวที่เป็นสมาชิกบัตร “Thailand Elite Card” ซึ่งมอบสิทธิพิเศษให้กับชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทย สามารถเข้าช่องทางพิเศษได้และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกได้ ถือเป็นเรื่องปกติในการให้บริการสำหรับสมาชิกบัตร แต่สำหรับกรุ๊ปทัวร์และบริษัทที่มีการแอบอ้างถึงกฎต่างๆ 7-8 ข้อนั้น ยืนยันกระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน