ไล่เช็กไทม์ไลน์ อยู่ที่ด่าน47นาที แท็กซี่ชมพูเขียว โผล่สน.-ให้การ ฟันวินัยร้ายแรง นำขบวนสาวจีน
แท็กซี่เข้าให้การตร. รับกลุ่มดาราสาวไต้หวันที่ร้องถูกตั้งด่านรีดไถ จาก ด่านตรวจหน้าสถานทูตจีนไปส่งย่านห้วยขวาง ไล่ไทม์ไลน์วงจรปิดตั้งแต่ออกจากผับไปถึงจุดลงแท็กซี่ ชัดใช้เวลาอยู่ในด่านแค่ 47 นาที ไม่ใช่ 2 ช.ม. ตามคำอ้างของสาวเซเลบต่างชาติ ‘บิ๊กเด่น’ กำชับ ผบช.น.ส่งกองสืบสวนนครบาลหาหลักฐานตรวจสอบข้อเท็จจริง ลั่นหากตำรวจทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาฟันไม่เลี้ยง
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงประเด็นนักท่องเที่ยว ชาวไต้หวันอ้างถูกตำรวจเรียกรับเงิน ว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ติดตามให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาโดยตลอด สั่งกำชับให้ตำรวจดำเนินการตรงไปตรงมา โดยวันนี้ ผบ.ตร.สั่งการเพิ่มเติมไปยัง ผบช.น. ให้ตำรวจกองบังคับการสืบสวนนครบาล (บก.สส.) ลงพื้นที่หาหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนักท่องเที่ยวไต้หวัน เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น
“ผบ.ตร. กำชับเร่งทำความจริงกรณีนี้ให้ปรากฏ เกิดความกระจ่างโดยเร็ว ยืนยันไม่ เข้าข้างใคร ทุกอย่างต้องว่าตามข้อมูล พยาน หลักฐานที่ปรากฏ เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เมื่อความจริงออกมาเป็นเช่นใด พร้อมที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ถ้าพบว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด” โฆษกตร. กล่าว
วันเดียวกันที่ สน.ห้วยขวาง เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อนายอดิศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) โชเฟอร์รถแท็กซี่สีชมพู-เขียว ที่รับกลุ่ม น.ส.ชาร์ลีน อัน ดาราสาวไต้หวันพร้อมเพื่อนออกจากจุดที่ตำรวจตั้งด่านตรวจ หลังถูกเรียกตรวจค้น เข้าให้ข้อมูล เบื้องต้นนายอดิศักดิ์ให้ข้อมูลว่า ผู้โดยสารได้เรียกรถจากบริเวณด่านตรวจให้ไปส่งที่ร้านปาร์คเทอร์เรซ แอท ห้วยขวาง อยู่บริเวณแยกห้วยขวาง แต่หลังลงจากรถแล้ว ทั้งหมดไม่ได้เข้าไปในร้าน กลับได้เดินไปทางตลาดห้วยขวางต่อ โดยยืนยันว่าไม่เห็นกรณีที่มีตำรวจเรียกรับเงินดังกล่าวจากดาราสาวแต่อย่างใด และอยู่ระหว่างสอบปากคำกรณีของการพกพาบุหรี่ไฟฟ้าและลักษณะของอาการมึนเมาจากการดื่มสุราของกลุ่มดาราสาวต่างชาติ
รายงานข่าวแจ้งว่า จากข้อมูลช่วงเวลาจากกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่ดาราสาวชาวไต้หวันใช้เดินทางมาในค่ำคืนที่เกิดเหตุ พบความขัดแย้งกับที่ดาราสาวชาวไต้หวันโพสต์ข้อความก่อนหน้านี้ โดยมีการระบุว่า ถูกตำรวจเรียกตรวจนานกว่า 2 ช.ม. แต่จากภาพกล้องวงจรปิดพบว่าอยู่ที่ด่านใช้เวลาเพียง 47 นาที โดยมีช่วงเวลาดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 02.14 น. เจ้าตัวกับเพื่อนออกจากผับย่านมักกะสัน ต่อมาเวลา 02.27 น. โดยสารแกร็บมาถึงที่ด่านตรวจเวลา 02.54 น. แกร็บคันแรกที่โดยสารมาขับรถออกไปจากด่านตรวจ จนกระทั่งเวลา 03.14 น. เรียกรถแท็กซี่ให้มาส่งด้านหน้าปาร์คเทอร์เรซ แอท ห้วยขวาง

ให้ปากคำ – นายอดิศักดิ์ คนขับรถแท็กซี่สีชมพู-เขียว รับดาราสาวชาวไต้หวันพร้อมเพื่อนรวม 4 คน ออกจากจุดที่ตำรวจตั้งด่านตรวจ และเรียกตรวจค้น บริเวณหน้าสถานทูตจีน เข้าให้ปากคำที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 28 ม.ค.
ต่อมาเวลา 16.30 น. คนขับรถแท็กซี่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ขับรถแท็กซี่รับผู้โดยสารชาวต่างชาติมาจากย่านสุขุมวิทไปส่งที่ย่านห้วยขวาง แต่ตำรวจ ตั้งด่านตรวจบริเวณสถานทูตจีนเรียกตรวจ พร้อมระบุว่าไม่ต้องรอเนื่องจากการตรวจต้องใช้เวลานาน ชาวต่างชาติชายคนดังกล่าวจึงลงจากรถไป ในจังหวะที่กำลังจะขับรถออกจากด่าน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คนได้ขึ้นมาบนรถ โดยผู้ชายคนแรกนั่งข้างหน้า ส่วนผู้ชายอีก 2 คน ข้างหลัง และผู้หญิงนั่งฝั่งประตูขวามือหลังคนขับรถ
จากนั้นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังสามารถสื่อสารภาษาไทยได้บ้างเล็กน้อย บอกว่าไปห้วยขวาง แต่เมื่อขับออกมาได้เล็กน้อย ชายคนดังกล่าวบอกให้ไปส่งเพื่อนที่ซอยรัชดา 32 ก่อน เมื่อถึงรัชดา 32 ชายนั่งหน้าลงจากรถจึงขับออกไปคนที่เหลือบริเวณย่านห้วยขวาง เวลานั้นประมาณตี 3 นิดๆ โดยผู้ชายซึ่งพูดภาษาไทยได้นิดหน่อยเป็นคนจ่ายเงินค่ารถ จำนวน 200 บาท โดยราคาตามมิเตอร์อยู่จะประมาณร้อยกว่าบาท ส่วนที่เหลือเขาบอกไม่ต้องทอน
“หลังขับรถไปส่งผู้โดยสารชาวต่างชาติทั้ง 4 คน ผมไม่ได้ติดตามข่าวสารอีกเลย เพิ่งมารู้ตัวในช่วงเช้าวันนี้ ว่าเป็นคนขับรถส่งไอดอลสาวชาวไต้หวัน ยืนยันว่าระหว่างที่ขับรถออกจากด่านจอดรถเพียงแค่ 2 ครั้งคือที่รัชดา 32 ส่งผู้โดยสารชาย 1 คน และจอดครั้งที่ 2 คือตลาดห้วยขวาง ห่างจากพระพิฆเนศประมาณ 20 เมตร ส่ง 3 คนที่เหลือ” คนขับรถแท็กซี่กล่าวในท้ายที่สุด
ด้านนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง โพสต์แสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สาวไต้หวันถูกตำรวจไทยจับกุม แล้วมีการรีดเอาเงินไป 27,000 บาท แลกกับการปล่อยตัว ต่อมาตำรวจชี้แจงว่า ไม่ใช่การรีดเอาทรัพย์ตามที่สาวไต้หวันกล่าวอ้าง แต่เป็นการเปรียบเทียบปรับ เพราะพบบุหรี่ไฟฟ้าที่ซุกซ่อนมาในรถ ประเด็นนี้มีข้อสังเกตุว่า มีข้อพิรธมากมาย ดังนี้
1. หากเป็นการจับกุมเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าจริง เหตุใดจึงไม่สามารถชี้แจงได้ในทันที และกว่าจะชี้แจงได้ทำไมต้องใช้เวลานานหลายวัน
2. เมื่อจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าได้ ชุดจับกุมมีการนำส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปหรือไม่อย่างไร
3. มีการบันทึกการจับกุมและบันทึกการยึดของกลางในคดีหรือไม่ 4.มีบันทึกหรือ หลักฐานในการตรวจยึดของกลางหรือไม่
5. มีบันทึกวิดีโอ ขณะตั้งด่านตรวจค้นหรือจับกุมตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่
6. เมื่อส่งตัวให้พนักงานสอบสวนแล้ว มีการสอบปากคำผู้ต้องหาก่อนมีการเปรียบปรับหรือไม่
7. หากมีการเปรียบปรับจำนวน 27,000 บาท จริง มีการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีหรือไม่
8. มีการออกหลักฐานการรับเงิน (ใบเสร็จรับเงิน) ค่าเปรียบเทียบปรับ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กับผู้เสียหายไว้เป็น หลักฐานหรือไม่
9. ความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า มีอัตราโทษดังนี้
มาตรา 244 มีใจความว่า ผู้ใด นําของที่ผ่านหรือกําลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาหรือส่งออกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยง ข้อจํากัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นได้
มาตรา 246 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วย จําหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจํานําหรือรับไว้ ซึ่งของที่รู้ว่าเป็นความผิดตามมาตรา 242 มีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 4 เท่าของราคาของ หรือทั้งจําทั้งปรับ
เมื่อสาวไต้หวันนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ต้องมีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี ปรับ ไม่เกิน 500,000 บาท คดีนี้มีโทษจำคุกด้วย มิใช่โทษปรับสถานเดียว
10. เมื่อกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน ว่า คดีนี้ มีความผิดทั้งจำคุกและปรับ พนักงานสอบสวนไม่สามารถเปรียบเทียบปรับได้ ต้องส่งฟ้องศาลเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 (มาตรา 37 คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้
(1) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อ ผู้กระทำผิด ยินยอมเสียค่าปรับในอัตรา อย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงาน เจ้าหน้าที่ ก่อนศาลพิจารณา
(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูง ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว (ตามมาตรา 18 19 20)
(3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือ คดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูง ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดในกรุงเทพ มหานคร เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ผู้ทำการในตำแหน่งนั้น ๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว
(4) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
เห็นได้ว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีบทลงโทษทั้งตามมาตรา 244 และ 246 ต่างมีบทลงโทษให้จำคุกทั้งสิ้น และโทษจำคุกสูงกว่าความผิดลหุโทษทั้งหมด พนักงานสอบสวนเอาอำนาจตามกฎหมายใดไปเปรียบเทียบปรับ เพราะ วิ.อาญา ไม่ได้ให้อำนาจพนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับในคดี ศุลกากร ตามมาตรา 244 และ 246 ได้
11. เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ แล้วใครบังอาจเปรียบเทียบปรับตามอำเภอใจ (หรืออาจไม่ใช่พนักงานสอบสวน ???)
12. คุณเชื่อตำรวจไทย หรือ สาวไต้หวัน
13.ส่วนตัวผม เชื่อว่า มีคนตอแหล แน่ๆ 1 อัตรา
วันเดียวกัน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งตำรวจแห่งชาติที่ 68/2566 ลงวันที่ 27 ม.ค.66 แต่งตั้งให้ ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 8 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวจีนโพสต์คลิปตำรวจไทยบริการอำนวยความสะดวกในการผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ตำรวจนำขบวนจากสนามบินสุวรรณภูมิไปส่งจนถึงโรงแรมที่พักที่พัทยา อ.บางละมุง จว.ชลบุรี
โดยอ้างว่าเสียเงินค่าบริการให้เป็นค่ารถนำจักรยานยนต์ 6,000 บาท และรถยนต์นำ 7,000 บาท ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความถูกต้องเหมาะสมในการกระทำของตำรวจที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว ต่อมาพบว่าเป็นตำรวจสังกัดบช.ตำรวจท่องเที่ยว และบช.น. โดยในคำสั่งได้ระบุให้ยกเลิกคำสั่งเดิมของ บก.จร.และ บก.ทท.ต้นสังกัดของตำรวจที่ปรากฏในคลิป ตามที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงไว้ก่อนหน้านี้ และแต่งตั้งประธานคณะกรรมการ คณะกรรมการ เลขานุการและผู้ช่วยเลขาจากสำนักงานจเรตำรวจทั้งหมด มีตำรวจจาก บก.จร.และบก.ทท.มาร่วมเป็นกรรมการอีกหน่วยละ 1 นายเท่านั้น
โดยรายละเอียดในคำสั่งมีเนื้อความว่า คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 68 /2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ด้วยข้าราชการตำรวจ ดังต่อไปนี้ 1.ร.ต.อ.สมพล ภิญโญสโมสร รอง สวป. กก.3 บก.ตำรวจท่องเที่ยว 1 2.ด.ต.ขจรศักดิ์ แผ่นผา ผบ.หมู่ กก.3 บก.ตำรวจท่องเที่ยว 1 3.ส.ต.อ.นกร นุกูลธนกิจ ผบ.หมู่ ป. งาน 3 กก.1 บก.จราจร 4. ส.ต.อ.ธนวัฒน์ สิมะขจรบุญ ผบ.หมู่ งาน 1 กก.6 บก.จราจร กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
อาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.ตำรวจ แห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 119 ให้ยกเลิก คำสั่งกองบังคับการตำรวจจราจร ที่ 26/2566 ลงวันที่ 21 มกราคม 2566 และคำสั่งกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 ที่ 24/2566 ลง วันที่ 24 มกราคม 2566 และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
1.พล.ต.ต.เจนกมล คำนวล ผบ.กองตรวจราชการ 8 เป็นประธานกรรมการ 2.พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย รองผบ.กองตรวจราชการ 10 เป็นกรรมการ 3.พ.ต.อ.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล รองผบก.จราจร เป็นกรรมการ 4.พ.ต.อ.สุกรี สินเย็น ผกก.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กองตรวจราชการ 8 เป็นกรรมการและเลขานุการ 5.พ.ต.ต.สุวิทย์ สวากัน สว.กก.3 บก.ตำรวจท่องเที่ยว 1 เป็นกรรมการ 6.ร.ต.อ.ภัทรชนน เพชรแอน รองสว.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กองตรวจราชการ 8 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ 7.ร.ต.อ. หญิง ปวีณา ฟุ้งตระกูล รองสว.ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 2 กองตรวจราชการ 8 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2547 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน คำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่นและคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว