พ่อ-แม่รุดเยี่ยม วอนขอชีวิตลูก
พ่อแม่ ‘ตะวัน-แบม’ วอนขอชีวิตลูก เข้าเยี่ยมลูกที่ร.พ. ธรรมศาสตร์ ผิดหวังไม่เจอหน้าลูก จนท.อ้างระเบียบห้ามเยี่ยมวันหยุด เผยอาการอยู่ในภาวะวิกฤต โพแทสเซียมต่ำ เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น ขอแพทย์ดูอาการทุกชั่วโมง ด้านสมยศ เตรียมจัดกิจกรรมยื่นหนังสืออัยการสูงสุด ถอนฟ้อง ตะวัน-แบม พระพยอมขอ บิณฑบาตชีวิต หยุดอดอาหาร ขณะที่ผู้ใหญ่ต้องช่วยถนอมชีวิตเด็กๆ อย่าปล่อยไปตามยถากรรม ร.พ.ธรรมศาสตร์แถลงอาการ พบเลือดเป็นกรด พิธาร่วมยืนหยุดขัง ระบุ 6 ก.พ.มีการยื่นประกันผู้ต้องหาการเมืองอีกรอบ
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 4 ก.พ. นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพร้อมด้วยนายสมหมาย นางกาหลง ตัวตุลานนท์ พ่อกับแม่ของน.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และนางพรนิภา และนายสุชาติ พ่อกับแม่ของ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้ต้องหาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดินทางมาที่อาคารปัจจา สายาลักษณ์ หอ ผู้ป่วยพิเศษยูงทอง 2 ภายในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อเข้าเยี่ยมลูกที่นอนพักรักษาตัวอยู่หลังจากอดอาหาร และปฏิเสธการรับยารักษาเพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ศาลปล่อยตัวผู้ต้องขังการเมืองทุกคน โดยมีนพ.ทศพร เสรีรักษ์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมและเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมาเยี่ยมแบมกับตะวันด้วย
นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เปิดเผยว่า เราพร้อมกับพ่อแม่ของแบมกับตะวัน และทีมทนายความ เดินทางมา เยี่ยมแบมกับตะวัน ซึ่งเราติดต่อไปทางกระทรวงยุติธรรมว่าขอเข้าเยี่ยมแบมกับตะวัน ซึ่งในวันเสาร์และอาทิตย์ทาง กรมราชทัณฑ์ไม่มีนโยบายให้เข้าเยี่ยม แต่เนื่องจากอาการของน้องวิกฤตจริงๆ ซึ่งทางปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่ให้เข้าเยี่ยมซึ่งให้เหตุผลว่าไม่อยู่ในระเบียบ แต่เรามองว่าน้องทั้งสองเป็นราษฎรคนไทย ความตายไม่มีเสาร์ อาทิตย์ เจ็บป่วยก็เช่นกันซึ่งจะไม่ให้พ่อกับแม่น้องทั้งสองคนอย่างนั้นหรือ แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็เข้าพบแพทย์ที่รักษาน้องทั้ง 2 คน
โดยอาการของตะวันกับแบมนั้นนั่งได้น้อย นอนอย่างเดียวค่าโพแทสเซียมต่ำกว่าบุคคลต่อไป ค่าคีโตนก็ต่ำมาก และจิบน้ำได้อย่างเดียวเพราะปากแตกหมดแล้ว ค่าน้ำตาลในเลือดก็ต่ำ ทางแพทย์เจาะหาเส้นเลือดไว้ก่อนแล้วเพื่อว่าน้องทั้งสองคนมีอาการช็อกและทางพ่อกับแม่น้องทั้งสองคนขอให้ดูลูก 1 ชั่วโมงต่อครั้ง จากที่ดูอาการ 6 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ทั้งสองคนก็ยังพูดได้ แต่เหนื่อยงาน พูดช้า ตาพร่ามัว
นายสมหมาย พ่อของตะวัน กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกายของลูกสาวทรุดลงเรื่อยๆ เราไม่อยากเห็นลูกเราอยู่ในสภาพเช่นนี้และโอกาสข้างหน้าร่างกายของลูกเราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
นายสุชาติ พ่อของแบม กล่าวว่า หมอ บอกว่าต้องเป็นวันจันทร์ ถึงจะให้รายละเอียดได้ว่าอยู่ในอาการเฝ้าระวังหรือไม่ แต่เรามองว่าอาการของลูกเราวิกฤตแล้ว ซึ่งพ่อกับแม่ก็เป็นห่วงลูก และก็ลูกเราอาจจะไม่เก่งถึงวันจันทร์ อยากวิงวอนผู้ใหญ่เห็นใจเถอะ อย่าเรียกว่าเด็กเพราะลูกผมก็เป็นคนไทยที่มีสิทธิพึงได้ เพราะบัตรประชาชนเป็นคนไทย อย่าให้ลูกต้องมาเป็นแบบนี้เลย พ่อกับแม่รู้ว่าลูกจะไหวได้แค่ไหน และวัยนี้ต้องเป็นวัยที่ร่าเริงไม่ใช่มานั่งอดอาหารกันแบบนี้ ก็เข้าใจว่าลูกกลับมาเป็นปกติไม่ได้แล้ว ซึ่งลูกเราเป็นนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน
นพ.ทศพร เสรีรักษ์ กล่าวว่า ตนวาดรูปแบมกับตะวันเพื่อมาให้กำลังใจกับน้องทั้งสองคนซึ่งโพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเมื่อโพแทสเซียมต่ำมากๆ ก็มีผลต่อการเต้นของหัวใจและ คีโตนคือการนำกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายออกมาใช้ แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำและขาดสารอาหารก็จะมีผลต่อร่างกายเกิดภาวะช็อกได้ ก็เรียกร้องว่าองค์กรยุติธรรม ทั้งหลายจะดำเนินการอะไรก็ให้รีบทำ อย่าสังเวยด้วยชีวิตของน้องๆ เลย
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมและเคลื่อนไหวทางการเมือง ขอเรียกร้องให้ศาลยุติธรรม ทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่ตอบสนอง ที่ผ่านมาคดีทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นตะวัน แบมหรือคนอื่นๆ เขาออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลใช้อำนาจ ความรุนแรง ยัดเยียดคดี ม.112 และ ม.116 ให้กับผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นในส่วนของอัยการ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีเหล่านี้เกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายอย่างล่วงเกิน เพื่อกดขี่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถถอนฟ้อง
นายสมยศกล่าวต่อว่า ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่อยากเรียกร้องอัยการในการแก้ปัญหาร่วมกัน จะทำให้ปัญหานี้คลี่คลายไปได้ ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 6 ก.พ.จะมีกิจกรรมส่งเสียงถึงพนักงานอัยการและสำนักงานอัยการสูงสุดที่สกายวอล์ก แล้วในวันพุธ 8 ก.พ.จะไปเยือนสำนักงานอัยการสูงสุดที่ถนนรัชดาภิเษก
“ขอยืนยันว่าสองคนนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเองแต่ต่อสู้เพื่อสังคมเขาเรียกร้องหนักแน่ชัดเจนเพื่อสังคมมีได้อิสรภาพและความเป็นธรรมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศนี้โดยตรง เป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างยิ่งใหญ่คือการที่จะอุทิศความเจ็บปวดนี้” นายสมยศกล่าว

เข้าเยี่ยม – นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ พร้อมพ่อแม่เข้าเยี่ยมตะวันและแบม สองผู้ต้องหา 112 อดอาหารเรียกร้องสิทธิ์ประกันตัว ล่าสุดอาการวิกฤต แพทย์ร.พ.ธรรมศาสตร์ฯ ระบุมีภาวะเกลือแร่ต่ำหลายชนิด และเลือดเป็นกรด เมื่อวันที่ 4 ก.พ.
ขณะที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เผยแพร่แถลงการณ์ ฉบับที่ 4 เรื่อง ชี้แจงอาการป่วยของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือแบม ฉบับที่ 3 โดยสรุปอาการป่วยของตะวัน และแบม ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันที่ 11 ของการรักษา หลังจากทั้ง 2 อดอาหารและน้ำ ประท้วง 3 ข้อเรียกร้อง ปล่อยนักโทษการเมือง ความว่า
คุณทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) ยังคงไม่รับประทานอาหารแต่จิบน้ำ พะอืดพะอมเวลาจิบน้ำ รู้สึกตัวดี ยังมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปากแห้ง ยังมีเลือดออกตามไรฟัน ไม่มีเลือดออกผิดปกติหรือจุดจ้ำเลือดออกที่บริเวณอื่น มีอาการแสบร้อนลิ้นปี่ มีลมในช่องท้อง เวียนศีรษะเวลาเปลี่ยนท่า นอนหลับยาก สามารถโต้ตอบได้ อารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ การตอบสนองทางอารมณ์เหมาะสมกับเรื่องราวที่พูดคุย สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดที่เจาะจากปลายนิ้วยังคงต่ำกว่า 65 mg/d. มีภาวะเกลือแร่ต่ำหลายชนิด มีภาวะเลือดเป็นกรด ค่าคีโตนสูง (serum ketone 5.46 mmoV/L) เนื่องจากภาวะอดอาหาร ปฏิเสธคำแนะนำเรื่องการดื่มน้ำผสมวิตามินซี เพื่อบรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟัน
คุณอรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) ยังคงไม่รับประทานอาหารแต่จิบน้ำ พะอืดพะอมเวลาจีบน้ำ รู้สึกตัวดี ยังมีอาการอ่อนเพลีย หายใจเหนื่อย ปากแห้ง ปวดกรามลดลง มีอาการแสบร้อนลิ้นปี่ มีลมในช่องท้อง ต้นขาอ่อนแรง เวียนศีรษะเวลาเปลี่ยนท่านอนไม่หลับ สามารถโต้ตอบได้ อารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ การตอบสนองทางอารมณ์เหมาะสมกับเรื่องราวที่พูดคุย สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดที่เจาะจากปลายนิ้วเริ่มต่ำกว่า 70 mgdL มีภาวะเกลือแร่ต่ำหลายชนิด มีภาวะเลือดเป็นกรด ค่าคีโตนสูง (serum ketone 5.47 mmolL) เนื่องจากภาวะอดอาหาร ได้รับคำแนะนำให้จิบน้ำเกลือแร่ เพื่อบรรเทาภาวะเลือดเป็นกรด
น.ส.จุฑารัตน์ จินตกานนท์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เผยว่า ตามที่มีประเด็นข่าวบิดเบือนว่า นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ห้ามไม่ให้เยี่ยมแบมและตะวัน ทั้งที่รมว.ยุติธรรมอนุญาตแล้ว นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ.2561 กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการเยี่ยม หมวด 4 ข้อ 24 ระบุว่า “ให้มีการเยี่ยมผู้ต้องขังป่วยในระหว่างวันเวลาราชการตามปกติ โดยให้จัดเยี่ยมในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือ สถานพยาบาลของเรือนจำหรือสถานที่อื่นใด อันสมควรแต่ต้องเป็นสถานที่ ที่ญาติและผู้ต้องขังได้สนทนากัน อย่างใกล้ชิดและเยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน 30 นาที..”
ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวได้ยึดถือในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกรายโดยเท่าเทียมกัน โดยในวันศุกร์ที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาบุคคลที่มีรายชื่อตามที่แบมและตะวัน แจ้งความประสงค์ให้เข้าเยี่ยมไว้ ทั้งบิดามารดาทนายความและเพื่อนที่มีรายชื่อ ก็ได้เข้าเยี่ยมตามปกติ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.เป็นต้นมา ทางทนายความญาติหรือบุคคลที่มีรายชื่อให้เยี่ยมของทั้งสองราย ไม่เคยได้เข้าเยี่ยมในวันหยุด จึงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วในเรื่องระเบียบ ดังกล่าว
“กรมราชทัณฑ์กำชับให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและทัณฑสถานปฏิบัติหน้าที่กับบุคคลที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ทุกคน โดยยึดถือกฎ ระเบียบ และมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรือนจำ (SOPs) อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกันในทุกเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศตามสิทธิที่ผู้ต้องขังทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียมกัน และไม่มีการให้อภิสิทธิ์กับใครเป็นพิเศษ พร้อมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวบิดเบือนหรือข่าวปลอมที่อาจสร้างกระแสเพื่อสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม” น.ส.จุฑารัตน์กล่าว
ด้านพระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ระบุว่า ที่ผ่านมาอาตมาเคยบิณฑบาตขอชีวิตใครไปก็เยอะ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปะปนกันไปเพราะอาจจะจี้ไปไม่ตรงจุด แต่เมื่อไม่นานมานี้อาตมาได้พบกับเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่วัด ทำให้อาตมาเห็นสภาพร่างกายเขาดูทรุดโทรมไปเยอะ เหมือนกับว่าสารอาหารไม่ได้เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายเลย แม้ว่าเขาจะใช้เวลารักษาตัวมาเกือบปีก็ตาม ทำให้อาตมาคิดได้ว่าระหว่างอุดมการณ์กับชีวิตที่น้อง 2 คนกำลังทำอยู่ ควรจะหาวิธีการต่อสู้ใหม่เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเคยทดลองมาแล้ว ว่าการอดอาหารไม่ได้ช่วยให้บรรลุ ท่านจึงเปลี่ยนความคิดกลับมาเสวยอาหารตามเดิม เพื่อให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงจากนั้นก็ตั้งใจเดินหน้าใหม่จนประสบความสำเร็จพบอริยสัจ 4 อาตมาจึงคิดว่าถ้าน้องทั้ง 2 คน ยอมถอยออกมาเสียหน่อยเพื่อที่จะก้าวต่อไปใหม่ ก็ยังมีโอกาสที่จะได้เห็นหน้าพ่อแม่ ครอบครัวและเพื่อนต่อ แต่ถ้าจะเอาแต่เดินหน้าต่อโดยไม่ยอมถอยเลยแต่ร่างกายไม่เอาด้วย แม้ว่าใจกับอุดมคติจะเดินต่อ มันก็กลายเป็นว่า อุดมคติกัดกินชีวิต กัดกินร่างกายให้หมดสภาพลง
พระพยอมกล่าวอีกว่า เรื่องนี้อาตมาต้องขอบิณฑบาตไปทางผู้ใหญ่ด้วยว่า ช่วยถนอมชีวิตของเด็กๆ ที่มีความคิดโลดแล่นด้วย อย่าปล่อยเขาไปตามยถากรรม ช่วยประคับประคองผ่อนหนักเบาให้กับเขา ขอให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม 4 ประการ คือมีเมตา กรุณา มุทิตตา และข้ออุเบกขา ข้อให้เป็นข้อสุดท้ายสุดที่ผู้ใหญ่ควรจะมี ส่วนทางน้อง 2 คน อาตมาอยากให้ฉุกคิดว่าระหว่าง อุดมคติกับชีวิต ควรเลือกอะไรไว้ก่อน อาตมาขอให้น้องทั้ง 2 คนปลอดภัย เพราะอย่าลืมว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสไว้ ชีวิตประกอบได้ธาตุทั้ง 4 ธาตุ ซึ่งอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญของธาตุทั้ง 4 ดังนั้นถ้าหากน้องทั้ง 2 คน อยากอยู่เพื่อ ดูความสำเร็จในวันข้างหน้าก็ไม่ควรเอาชีวิตมาทุ่มกับเหตุการณ์ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเพราะมันยังมีหนทางอื่นๆ ให้ต่อสู้ การทรมานร่างกายตนเองแบบนี้ เป็นการทรมานวิถีชีวิต ถ้าถึงแก่ชีวิตก็เป็นบาปในรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจใช้อาวุธทิ่ม แทง หรือฟันร่างกายตนเอง แต่ก็ทำให้ สิ้นชีวิตลงด้วยวิถีของตัวเอง ถือเป็นบาปเช่นกัน และนอกจากนี้เหตุการณ์อาจลุกลามกลายเป็นน้ำผึ้งเพียงหยดเดียวที่ทำให้ประเทศชาติ ลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง
ที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมแกนนำและส.ส.ก้าวไกล ร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” ที่เครือข่ายนักเคลื่อนไหวในจ.เชียงใหม่ จัดขึ้นที่ประตูท่าแพ เพื่อ ร่วมแสดงออกต่อกรณีตะวันและแบมที่อดอาหารและน้ำเพื่อประท้วงความอยุติธรรม และปัญหาที่เกิดขึ้นจากกฎหมายอาญามาตรา 112
นายพิธากล่าวว่า ระหว่างที่ตนมาร่วมเดินสายเปิดตัวผู้สมัครในภาคเหนือตอนบนของพรรค ได้ติดตามสถานการณ์ของทั้งตะวันและแบมผ่านการแถลงข่าว ได้ทราบว่าทั้งสองยังคงยืนยันอดอาหารและน้ำต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ตนเองทั้งในฐานะนายประกันของตะวันและในฐานะประชาชนคนหนึ่งอยากใช้โอกาสนี้ที่ได้เดินทางมาอยู่ที่เชียงใหม่ ร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” ที่ภาคประชาชนเชียงใหม่จัดขึ้นที่ประตูท่าแพเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อแสดงความสมานฉันท์ต่อข้อเรียกร้องของทั้งสองคนให้มีการคืนความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพแก่สังคมไทย เพื่อร่วมส่งเสียงกับประชาชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยขณะนี้มีปัญหามากมายขนาดไหน
นายพิธากล่าวว่า จากที่ได้ทราบมา 6 ก.พ.นี้จะมีการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังในคดีการเมืองอีกครั้ง ซึ่งตนจะร่วมจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหวังว่าอย่างน้อยที่สุดข้อเรียกร้องให้มีการคืนความยุติธรรมจะได้รับการตอบรับ
“ที่ผ่านมาผู้มีความคิดต่างที่ออกมา เรียกร้องแสดงออกทั้งบนท้องถนนและแสดงออกทางความคิด ถูกกดปราบทั้งในทางกายภาพ ถูกตี ถูกยิงแก๊สน้ำตาใส่ แล้วยังถูกนวัตกรรมทางกฎหมาย คือนิติสงครามเข้าดำเนินคดี จับผู้คิดต่างไปกักขัง จนในที่สุดมีคนสองคนตัดสินใจเสียสละถึงขนาดกำลังจะต้องเอาชีวิตเข้าแลก ผมขอเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องหาฉันทามติใหม่ ให้ความคิดที่แตกต่างต้องอยู่ร่วมกันได้ และต้องไม่ถูกกดปราบเพียงเพราะความแตกต่างกันอีกแล้ว” นายพิธากล่าว