ระดม‘ฮ.’ขนน้ำดับไหม้ทั้งวันคืน

ระดมเฮลิคอปเตอร์ขนน้ำดับไฟป่าเหนือ โดยเฉพาะ ที่ฮอด เชียงใหม่ไหม้ลุกลามป่าสูงชันจนท.ขึ้นไปดับไม่ได้ ขณะที่แม่ฮ่องสอนระดมจนท.ดับไฟป่าทั้งคืน ‘ทส.’ สั่งเฝ้าระวังไฟป่าเชียงใหม่ ตั้งวอร์รูมแก้ไฟป่าทุกจังหวัด ทั่วภาคเหนือ จัดชุดลาดตระเวน 455 นายเตรียมพร้อมปฏิบัติการในพื้นที่ ‘จิสด้า’ พบจุด ความร้อนเหนือ-อีสานยังพุ่ง ในป่าอนุรักษ์มากสุด ค่าฝุ่นพิษสูง 18 พื้นที่ เชียงใหม่หนักสุด

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศหรือภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ของระบบเวียร์ ไทยพบจุดความร้อนวันที่ 9 ก.พ. จำนวน 978 จุด ขณะที่จุดความร้อน ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาสูงถึง 2,955 จุด กัมพูชา 769 จุด สปป.ลาว 668 จุด เวียดนาม 187 จุด และมาเลเซีย 9 จุด

ดับไฟป่า – เฮลิคอปเตอร์ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ตักน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ นำไปโปรยดับไฟป่าในพื้นที่เขาสูงที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินเท้าเข้าถึง เพื่อบรรเทาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.

สำหรับจุดความร้อนในประเทศไทย ส่วนใหญ่สูงสุดเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 432 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 363 จุด พื้นที่เกษตร 74 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 59 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 46 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 4 จุด โดยจังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือ จ.เชียงใหม่ 190 จุด จ.ตาก 120 จุด จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ลำปาง 106 จุด ตามลำดับ จากภาพแสดงให้เห็นว่าจุดความร้อนยังคงกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือที่มีปริมาณจุดความร้อนมากกว่าภาคอื่นๆ คาดว่าน่าจะเกิดจากการเตรียม พื้นที่เพื่อการเกษตร หรือการเข้าไปหาของป่า

สิ่งหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังที่มักจะมากับเหตุการณ์ ไฟป่าและจุดความร้อนคือ PM 2.5 สถานการณ์ การจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านอาจส่งผลให้เกิด PM 2.5 ได้ในพื้นที่บริเวณชายแดนเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากกระแสลมที่จะพัดผ่านเข้ามา ปัญหาไฟป่าหมอกควันส่งผลกระทบ ให้กับระบบต่างๆ ของประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยกำลังจะได้ใช้ระบบ THEOS-2 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในภารกิจสำคัญของระบบนี้คือ การสำรวจ วิเคราะห์ และติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่เกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และแม่นยำ เพื่อการสนับสนุนข้อมูลสำคัญ ให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำข้อมูล ไปใช้วางแผน ป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อมูลเฉพาะพื้นที่ ท่านสามารถติดตามจากหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรงได้ GISTDA ยังคงติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้บริหารจัดการในพื้นที่ ท่านสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://fire.gistda.or.th

ด้านศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในภาพรวม ทั้งประเทศ พบค่าฝุ่นระหว่าง 8-166 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. โดยภาคเหนือ พบค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 18 พื้นที่ ได้แก่ ที่บริเวณ ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย, ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน, ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน, ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่, ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา, ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย, ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย, ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน, ต.น้ำรึม อ.เมือง จ.ตาก, ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่, ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และพบพื้นที่สีแดง 4 พื้นที่ซึ่งกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 108 มคก./ลบ.ม., ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 166 มคก./ลบ.ม., ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 106 มคก./ลบ.ม. และ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ค่าฝุ่น 110 มคก./ลบ.ม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินมาตรฐาน 5 พื้นที่ ได้แก่ บริเวณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น, ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี, ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม, ต.เมืองเหนือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ, ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่

ประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลา การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ สำหรับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือพื้นที่สีแดง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรังสรรค์ บุศย์เมือง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือได้รับการประสานจากศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ.ฮอด สนับสนุนภารกิจปฏิบัติการดับไฟป่าด้วยเฮลิคอปเตอร์ฝนหลวงชนิด Bell-407 (เกษตร 2311) ในพื้นที่บ้านตีนตก หมู่ที่ 8, บ้านดอยคำ หมู่ที่ 8, บ้านวังลุงใหม่ หมู่ที่ 10 และบ้านแม่ลอง หมู่ที่ 1 ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ภาคพื้นไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปได้เนื่องจากเป็นป่าสูงชัน โดยใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำศาลาฮ่อ ต.ตีนตก อ.ฮอด จำนวน 9 เที่ยว น้ำ 5,400 ลิตร

วันเดียวกัน ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก จ.เชียงใหม่ รายงานว่าพบจุดความร้อน 21 จุด เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อ.จอมทอง 2 จุด อ.เชียงดาว 2 จุด, อ.ฝาง 3 จุด, อ.พร้าว 1 จุด, อ.แม่แจ่ม 1 จุด, อ.แม่วาง 2 จุด และ อ.ฮอด 5 จุด ส่วนเกิดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อ.กัลยาณิวัฒนา 3 จุด, อ.ไชยปราการ 1 จุด และ อ.แม่แตง 1 จุด การเกิดจุดความร้อนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2566 ถึงปัจจุบันทั้งหมด 1,069 จุด

ส่วนการรายงานคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมพิษ 6 จุดของจ.เชียงใหม่ พบว่า 3 พื้นที่เกินค่ามาตรฐาน โดยพื้นที่ ต.หางดง อ.ฮอด ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสีแดงเกิน 100 มคก./ลบ.ม. เป็นวันที่สี่ โดยเช้าวันนี้ค่าฝุ่น 155 มคก./ลบ.ม. และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน มีค่า 180 มคก./ลบ.ม. พื้นที่ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน วันแรก 117 มคก./ลบ.ม. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน มีค่า 139 มคก./ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบ ต่อสุขภาพ พื้นที่ ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน 65 มคก./ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนพื้นที่ในตัวเมืองเชียงใหม่ จุดตรวจวัด 3 จุด ทั้งศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ กลางเมืองเชียงใหม่ และบนดอยสุเทพ อยู่ที่ 19-48 มคก./ลบ.ม. เป็นสีฟ้าและสีเหลือง

ด้านนายประหยัด จักรแก้ว หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าป่ามะผ้า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน แจ้งผลการปฏิบัติงาน ประจำวันที่ 9 ก.พ.ว่า พบจุดความร้อนในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ลุ่มน้ำปาย รวม 33 จุด ตรวจสอบปรากฏว่าพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย ที่มีการเผาป่า ท้องที่ ต.ถ้ำลอด ต.ปางมะผ้า อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เกิดจุดความร้อนรวม 17 จุด ขณะนี้ไฟดับแล้ว พื้นที่เขตป่า ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ถือครองราษฎรที่ดำเนินการชิงเผารวม 10 จุด ไฟที่ไหม้ป่า มีทิศทางลุกลามขึ้นไปหน้าผาสูงชัน เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและจัดทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง และเป็นอันตรายแก่ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว สำหรับพื้นที่นอกเขตรับผิดชอบสถานี 6 จุด เนื่องจากพื้นที่เป็นภูมิประเทศภูเขาสลับหน้าผาที่สูงชัน และไปยัง เป้าหมายที่อยู่ห่างไกลได้ จึงถอนกำลังออกมาจากพื้นที่

ส่วนที่ จ.พะเยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมควบคุมมลพิษรายงานคุณภาพอากาศจ.พะเยา ว่า จากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีค่า 80 มคก./ลบ.ม. และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน มีค่า 98 มคก./ลบ.ม. AQi มีค่า 175 มคก./ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ

จากปัญหาหมอกควันในจ.พะเยาเพิ่มขึ้นทุกวันเนื่องจากยังมีการเผาป่าในพื้นที่ ทำให้สภาพอากาศเลวร้ายหมอกควันเริ่มปกคลุมเมือง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์จ.พะเยา เป็นแอ่งกระทะ เมื่อมีลมพัดเอาหมอกควันจากต่างพื้นที่และในพื้นที่ จะทำให้ในพื้นที่จ.พะเยาปกคลุมด้วยหมอกควันทั่วทั้งเมือง

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไฟป่า ที่รุนแรงมากขึ้นในขณะนี้ ได้สั่งการเน้นย้ำ ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งบริหารจัดการ เชื้อเพลิงตามหลักวิชาการเพื่อลดไม่ให้สถานการณ์ไฟรุนแรง โดยเฉพาะการชิงเผา และทำแนวกันไฟ พร้อมทั้งสั่งการให้ตั้งวอร์รูม พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ของการทำงานตามสภาพอากาศ ซึ่งจะมีภาคประชาชนเข้ามาร่วมทำงานด้วย

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประเมินจากข้อมูลพื้นที่ไฟไหม้ซ้ำซากโดยภาพถ่ายดาวเทียม MODIS 23 ปี 2543-2566 พบว่ามีอุทยานแห่งชาติ 7 แห่งได้แก่อุทยานฯ แม่วงก์ อุทยานฯ แม่สะเรียง อุทยานฯ ผาแดง อุทยานฯ แม่ปิง อุทยานฯ ห้วยน้ำดัง อุทยานฯ ดอยภูคา และอุทยานฯ สาละวิน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปายฝั่งซ้าย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน และวนอุทยาน 2 แห่ง ได้แก่ วนอุทยานห้วยแม่แสด และวนอุทยานผาหินตั้ง

“สำหรับพื้นที่จ.เชียงใหม่ถือเป็นพื้นที่ ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่รับผิดชอบทั้งสิ้น 5,257,533.88 ไร่ ได้เตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาไฟป่าภายใต้กรอบ ความคิด “สื่อสารเชิงรุก ยกระดับปฏิบัติการ สร้างการมีส่วนร่วม” โดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการ ควบคุมไฟป่าเชียงใหม่-ลำพูน ประจำปี 2566 และแต่งตั้งคณะทำงานดูแลรับผิดชอบ การควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 21 คณะทำงาน โดยใช้มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 2 มาตรการ 3 ระยะ และ 5 กิจกรรม พร้อมทั้งจัดเตรียมกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือ และยานพาหนะ ปัจจุบันมีชุดลาดตระเวน ไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ดับไฟป่า (เสือไฟ) เจ้าหน้าที่สังกัดสำนักบริหาร พื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่กรมทหารราบที่ 7 กองพล ทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 รวม 455 นาย บูรณาการเตรียมความพร้อมในการสนธิกำลังป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพต่อไป” นายอรรถพลกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน