พท.ซัดธนกิจการเมือง บ้านใหญ่ชลบุรีวงแตกอิทธิพลจ่อเข้ารทสช. อุ๊งอิ๊งโหมอีสาน9เวที
ศึกซักฟอกเดือด ‘ชลน่าน’ซัดรัฐบาลบริหารล้มเหลว ก่อเกิด‘ธนกิจการเมือง’ ใช้เงินรักษาอำนาจ ส.ส.ฝ่ายค้านรุมจวก‘บิ๊กตู่’ เก่งสร้างหนี้ ตั้งฉายา‘หัวหน้าผีปอบ’ แฉบริษัทหลานชายส่อฮั้วประมูลโครงการรัฐ ‘ประยุทธ์’ฉุน ถูกส.ส.หัวเราะใส่ ว้ากลั่นรับไม่ได้ ตีกินหาเสียง สั่งโฆษกรัฐบาลเร่งแจงผลงานผ่านโซเชี่ยล โต้กล่าวหา 8 ปีสูญเปล่า ‘อิทธิพล’แยกวงบ้านใหญ่ชลบุรี ไม่ไปเพื่อไทย ทิ้งพปชร.หันช่วยงาน‘บิ๊กตู่’ รทสช.ยึดเวทีโคราช 25 ก.พ. เปิดครบ 132 ผู้สมัคร ส.ส.อีสาน ‘อุ๊งอิ๊ง’จ่อนำทัพเพื่อไทยลุย 5 จังหวัดอีสาน เปิด 9 เวทีปราศรัยสู่แลนด์สไลด์
‘อิทธิพล’ช่วยงาน‘บิ๊กตู่’-ไม่ไปพท.
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. รายงานข่าวจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม อดีตคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตัดสินใจช่วยงานและรับปากกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคการเมือง รทสช.แล้วเมื่อวันที่ 9 ก.พ.
ขณะนี้เหลือเพียงเซ็นใบสมัครเข้ารสทช.หรือไม่ และหากสมัครเป็นสมาชิกรสทช.มีแนวโน้มจะไม่ลงสมัคร ส.ส.เขต แต่จะสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ซึ่งนายอิทธิพลได้ลาออกจากพปชร.แล้วตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายอิทธิพลรับปากมาช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้กลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรีต้องแยกวงกัน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 ก.พ. นายสนธยา คุณปลื้ม พี่ชายนายอิทธิพล และนางสุกุมล คุณปลื้ม ภรรยานายสนธยา อดีตส.ส.ชลบุรี พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อีก 10 คน สมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อไทย (พท.) โดยจะลงสมัครส.ส.เขต 10 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน และนายสนธยาระบุว่ามติของพี่น้องทุกคนมาพท. ตอนนี้นายอิทธิพลต้องปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีครบวาระก่อน แต่นายอิทธิพลไม่ตามไปอยู่พท.
รทสช.จ่อเปิด 132 ผู้สมัครอีสาน
เวลา 15.00 น. นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษาของนายกฯ และแกนนำ รทสช. เดินทางไปสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนคร ราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา เพื่อตรวจดูสถานที่เตรียมการปราศรัยใหญ่เปิดตัวว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.รทสช.ทั้ง 132 เขต ใน 20 จังหวัดภาคอีสาน ในวันเสาร์ที่ 25 ก.พ.
นายเสกสกล กล่าวว่า ในวันดังกล่าวจะมีแกนนำรทสช. มาอย่างพร้อมเพรียงโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นต้น คาดว่าจะมีประชาชน จาก 20 จังหวัดเข้ารับฟังการปราศรัยไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน โดยพรรคจะใช้สโลแกนการปราศรัยครั้งนี้คือ “เลือกนายกฯ ลุงตู่ ลูกอีสาน หลานย่าโม” และจะชี้ให้เห็นผลงานของนายกฯ ที่สร้างให้กับชาวอีสานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และบัตรสวัสดิการต่างๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งจะชูความเป็นผู้นำประเทศใจซื่อมือสะอาด ไม่เคยโกงกินแม้แต่บาทเดียว

คืนสู่เหย้า – นายวิรัช รัตนเศรษฐ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ร่วมกันแถลงข่าว “สร้างอนาคตไทย คืนสู่เหย้าพลังประชารัฐ” พร้อมเปิดตัวสมาชิกพรรค 8 คน ที่ย้ายจากพรรคสร้างอนาคตไทย กลับมาร่วมงานกับพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.
พปชร.รับ‘2 กุมาร’กลับบ้าน
เมื่อเวลา 13.40 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง อดีตหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงาน อดีตเลขาธิการสอท. ร่วมแถลงข่าว “สร้างอนาคตไทย คืนสู่เหย้าพลังประชารัฐ” พร้อมเปิดตัวสมาชิกพรรค 8 คน ที่กลับเข้ามาร่วมงานกับพรรค ประกอบด้วย 1.นายประจวบเหมาะ ภักดีชน จ.นครศรีธรรมราช 2.พ.ต.อ.ภคพล ทวิชศรี จ.ชุมพร 3.นายกานต์ เพชรบูรณ์ จ.พังงา 4.นางปวีณา นิลแย้ม จ.ลพบุรี 5.นางศรัณยา สุวรรณพรหม จ.หนองบัวลำภู 6.นายมนตรี พึ่มชัย จ.อุดรธานี 7.นายประวัติ กองเมืองปัก จ.มหาสารคาม และ 8.นายทวีศักดิ์ ประทุมลี จ.มุกดาหาร
นายวิรัชกล่าวว่า บุคคลที่เข้ามาวันนี้จะช่วยเสริมสร้างพปชร. เมื่อมาอยู่ในบ้านเดียวกันเป็นหน้าที่ของทุกคนในพรรคที่จะทำให้บ้านเราเข้มแข็ง เป็นตัวหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ในครั้งหน้า เพื่อส่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร.เป็นนายกฯ คนที่ 30 ต่อไป สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาเพื่อเติมเต็มที่จะเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไป
ปชป.ส่ง‘จุรินทร์’ชิงนายกฯ
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยผลการประชุม กก.บห.เมื่อ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรค เป็นบุคคลที่พรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งเป็นนายกฯ เพียงรายชื่อเดียว ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคเป็นผู้เสนอ การเสนอชื่อดังกล่าวถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ที่จะยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้
นายจุรินทร์มีความรู้ความสามารถ ทำงานการเมืองมายาวนาน มีประสบการณ์ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ปชป.เชื่อและมั่นใจในศักยภาพและความสามารถที่ไม่แพ้ใคร จะทำให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจให้นายจุรินทร์ไปทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ คนต่อไป
‘อิ๊ง’นำพท.ลุย 5 จว.อีสาน
ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า พท.เตรียมลงพื้นที่ปราศรัยใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 17-19 ก.พ. รวม 9 เวทีปราศรัย เพื่อนำเสนอนโยบายและรับฟังความคิดเห็นประชาชนร่วมกับ ส.ส.และผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส.ภายใต้แนวคิด “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” นำโดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมแกนนำคนสำคัญ ทั้งนายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรค นายจาตุรนต์ ฉายแสง กรรมการยุทธศาสตร์พรรค น.ส.จิราพร สินธุไพร กก.บห.
วันที่ 17 ก.พ. เริ่มต้นเวทีปราศรัยวัด ม่วงเดียด หลวงพ่อลี อ.ตระการพืชผล จ.อุบล ราชธานี ในเวลา 11.00 น. จากนั้นไปเปิด เวที 2 ที่อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ในเวลา 14.30 น. ก่อนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ศาลากลางหลังเก่า อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
วันที่ 18 ก.พ. เปิดเวทีปราศรัยแรกที่โรงเรียนอำนาจเจริญ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ในเวลา 10.00 น. ไปต่อที่โรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ในเวลา 14.00 น. และเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่บึง พลาญชัย อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ในเวลา 17.00 น.
วันที่ 19 ก.พ. เริ่มเวทีแรกที่ลานโดม สนามกีฬาประจำ จ.กาฬสินธุ์ ในเวลา 10.30 น. จากนั้นต่อเนื่องไป จ.ขอนแก่น ตั้งเวทีที่ตลาดนัดคลองถม อ.บ้านไผ่ ในเวลา 15.30 น. ไปต่อที่ตลาดอู้ฟู่ อ.เมือง เวลา 17.00 น.
หลังการยุบสภาจะประกาศนโยบายชุดสำคัญทันที เพื่อให้เป้าหมายแลนด์สไลด์เปลี่ยนฝ่ายบริหารมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อ แก้ปัญหาให้ประชาชนสำเร็จได้อย่างแน่นอน
กกต.ยื่น.ตีความปมราษฎรแล้ว
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ ไปยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ตามมาตรา 210(2) ของรัฐธรรมนูญ 2560 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 ประกอบมาตรา 7(2) มาตรา 41(4) และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 และข้อ 15 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่ยื่นวินิจฉัยคือ เรื่องการนำจำนวนราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยมาคิดคำนวณจำนวน ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดพึงมี และแบ่งเขตเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการ เลือกตั้งส.ส.ที่จะมีขึ้นในปี 2566
‘ประยุทธ์’ร่วมถกศึกซักฟอก
สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ระหว่างวันที่ 15-16 ก.พ. ในวันแรก ครม. มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางมาถึงรัฐสภา เวลา 09.30 น.
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้เตรียมตัวมาพร้อม 100% ในการชี้แจงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก” เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์สภาล่ม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ขอให้ไปถามสมาชิก มาถามอะไรเรา”
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวกรณีส.ส.ภท.ระบุว่าหากฝ่ายค้านอภิปรายไม่เป็นไปตามกรอบมาตรา 152 อาจไม่เป็นองค์ประชุม ว่า คงเป็นไปตามที่คนในพรรคออกมาแถลง ถ้าเราอยากใช้เวลาให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนก็พิจารณาให้ดี การอภิปรายมาตรา 152 ต้องปฏิบัติอย่างไร
ฝ่ายค้านขู่ถล่มนอกสภา
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพท. และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ฝ่ายค้ายเตรียมแผนไว้แล้วว่าหาก องค์ประชุมล่มวันนี้ และวันที่ 16 ก.พ.ประชุมต่อแล้วล่มอีก เราจะอภิปรายนอกห้องประชุมสภาที่โพเดียมห้องโถงแห่งนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงพรรคร่วมรัฐบาลไหนเป็นพิเศษหรือไม่ที่อาจไม่ร่วมประชุม นายสุทินกล่าวว่า ห่วงทุกพรรคตามที่เป็นข่าว ภท. ยังไม่ส่งสัญญาณอะไร พปชร. ก็บอก ไม่มั่นใจ มีเพียง ปชป.ที่แสดงความชัดเจน เมื่อถามถึงสาเหตุที่พรรคร่วมรัฐบาลอาจ ไม่ร่วมเป็นองค์ประชุม นายสุทินกล่าวว่า คิดอื่นไกลไม่ได้นอกจากกลัว หนีการตรวจสอบ เพราะกลัวเสียเครดิตก่อนเลือกตั้ง ส่วนที่บางพรรคไม่กำชับส.ส. บอกเป็นเอกสิทธิ์นั้น เป็นคำแก้ตัวเพื่อหาเหตุผลไม่ร่วมประชุม
‘ชลน่าน’ซัด‘ธนกิจการเมือง’
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อครม. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เป็นวันแรก โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม แต่เมื่อถึงเวลาดังกล่าวยังไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องจากมีสมาชิกมาลงชื่อประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คือ 209 ของสมาชิก เท่าที่มีอยู่ 418 คน กระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 40 นาที มีสมาชิกมาลงชื่อ 213 คน ถือว่าครบองค์ประชุม จึงสามารถเปิดประชุมได้ ซึ่ง ช่วงเช้าหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯเกิดฝนตกหนัก ทำให้การจราจรติดขัด อาจส่งผลต่อการเดินทางมาประชุมของส.ส.
ส่วนการอภิปรายสองวัน ฝ่ายค้านได้ 24 ชั่วโมง รัฐบาลได้ 8 ชั่วโมง
เวลา 10.30 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พท. ผู้นำฝ่ายค้าน เปิดอภิปรายแถลงญัตติว่า การบริหารราชการแผ่นดินของครม. ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน 12 ประการ ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำ ปัญหาประมงพื้นบ้านยังไม่ได้รับการแก้ไข ประมงระดับชาติได้รับผลกระทบรุนแรง จากการตรา พ.ร.ก.ของรัฐบาล การยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่บรรลุผล ปัญหาการทุจริต ยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น การดำเนินการเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขาดความจริงใจ
การบริหารของครม. ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ทำให้การบริหารราชการทางเศรษฐกิจล้มเหลวสิ้นเชิง เกิดเป็น “ธนกิจ การเมือง” ใช้เงินเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจทาง การเมือง โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรม การจัดสรรงบไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง มีการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพวกพ้อง ปัญหายาเสพติดที่เป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงชีวิตประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่หลายจำนวนมาก ปัญหาบ่อนการพนันเกิดขึ้นโดยการรู้เห็นจากเจ้าหน้าที่รัฐ และยังล้มเหลวในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การแก้ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เวลา 3 ปีกว่า เป็นช่วงเวลาที่ประเทศ สูญเสียโอกาสในการพัฒนาแต่กลับถดถอย ปัญหาด้านต่างๆ มีความทับถมและซับซ้อนยิ่งขึ้น สืบเนื่องจากขาดยุทธศาสตร์ และขาดการบริการที่ถูกต้องของครม. รวมถึงขาดความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ ฝ่ายค้านจะอภิปราย “กระชากหน้ากากคนดี” ให้ประชาชนได้รู้ ประเทศต้องไปต่ออย่างมีศักดิ์ศรี มีอนาคต ไม่ใช่ไปต่อสำหรับใครบางคน เพื่อสืบทอด

1ทศวรรษ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายทั่วไปโดย ไม่ลงมติตามมาตรา 152 ชี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น 1 ทศวรรษที่สร้างความเสียหายทั้งด้านงบประมาณ เวลา และโอกาส เมื่อวันที่ 15 ก.พ.
‘พิธา’ปลุกปิดสวิตช์‘3ป.’
ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.) อภิปรายว่า นับตั้งแต่ปี 2557-2566 เกือบจะหนึ่งทศวรรษ สิ่งที่ผลิดอกออกผลเป็นรูปธรรมคือทศวรรษที่สูญหาย ทั้งงบประมาณ เวลาและโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบไปแล้ว 28 ล้านล้านบาท แต่ภาพของเศรษฐกิจที่ได้วันนี้ การเติบโตของจีดีพีหลังโควิดที่ประมาณการโดย ไอเอ็มเอฟ ไทยอยู่อันดับ 7 ของอาเซียน ส่วนความสูญหายช่วง 8 ปี กับสัญญาปากเปล่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะมาปราบโกงคือ แต่ดัชนีคอร์รัปชั่น ปี 2557 ไทยอยู่อันดับที่ 85 ปี 2565 อันดับ 110 ตกไป 25 อันดับ ใน 8 ปี
การสูญหายของเวลาคือการแก้ปัญหาภัยแล้ง 1-2 วันที่ผ่านมา มีพรรคร่วมรัฐบาลบอก มีลุง ไม่มีแล้ง ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านก็ดูมาตลอด 8 ปี และยังไม่ใช่แค่แล้ง มีทั้งเลื่อนและลอย คือความสูญหายทางโอกาส ด้านการปฏิรูปสิ่งที่กระทบกับประชาชนมากที่สุดคือเลื่อนการปฏิรูปตำรวจ และลอยตัวเหนือปัญหาจากการปฏิรูปทหาร
สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือทำให้ประเทศไทยมีความหวังได้ ต้องทำการเมืองให้ดี ปากท้องดี ไม่ใช่การเมืองเดิม ปากท้องเดิม ทำให้ประชาธิปไตยเต็มใบ เอาทหารออกจากการเมือง ปิดสวิตช์ 3 ป.
‘เต้’จวกนายกฯ-พ.ช.ตั้งฉายา
นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.) อภิปรายในสภาว่า ตนขอสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากพล.อ.ประยุทธ์ 4 ประเด็น คือ 1.การบริหารเศรษฐกิจพัง 2.ปล่อยยาเสพติดทุกประเภทเต็มเมือง 3.การพัวพันทุจริตอีบิดดิ้งภาครัฐ-เงินส่วย-บ่อนออนไลน์เพื่อเอาเงินไว้โกงเลือกตั้ง และ 4.การขายแผ่นดินบรรพบุรุษหรือขายชาติ เพราะเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2565 มีมติครม.ผ่านให้ต่างชาติซื้อที่ดิน 1 ไร่ แลกกับการลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท แต่รัฐบาลทนแรงต้านไม่ไหว ยอมถอย แบบนี้ยังจะว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทุจริตอีกหรือ
ตลอดการอภิปรายของนายมงคลกิตติ์ ปรากฏว่านางบุญญาพร นาตะธนภัทร ส.ส. บัญชีรายชื่อ หนึ่งเดียวของรทสช. ที่เพิ่งให้พรรครวมแผ่นดิน ขับตัวเองออกจากพรรค เพื่อมาอยู่กับ รทสช. ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะและพูดขึงขังว่า “ขอให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดว่านายกฯ ทุจริตเดี๋ยวนี้ เพราะนายกฯ ไม่เคยทุจริต” แต่นายมงคลกิตติ์โต้แย้งว่า แค่ถามว่าที่พล.อ.ประยุทธ์ บอกไม่เคยทุจริตแม้แต่บาทเดียว ประชาชนเชื่อหรือไม่ ซึ่งประธานที่ประชุมได้วินิจฉัยให้อภิปรายต่อไป
ช่วงท้าย นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ตนขอทำหน้าที่ในสภาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะจะยื่น ลาออกจากส.ส.ในวันที่ 17 ก.พ. และได้เดินไปที่หน้าบัลลังก์ของห้องประชุมสภา ก้มลงกราบที่พื้นสภา เพื่อเป็นการขอบคุณสภา ตลอดการทำงานเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา
นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) อภิปรายว่า การบริหารงานเกือบ 4 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ มีแต่ความล้มเหลว เป็นผู้นำขาดวิสัยทัศน์ คุณธรรม จริยธรรม มักใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่พอใจก็ชี้หน้า สื่อมวลชนตั้งฉายาพล.อ. ประยุทธ์ว่า “แปดเปื้อน” และฉายารัฐบาลว่า “หน้ากากคนดี” ในฐานะส.ส.ขอตั้งฉายาในภาษาเหนือว่า หัวหน้าผีกะ หรือภาษาอีสานคือ หัวหน้าผีปอบ
ด้านประธานที่ประชุม ขอให้ถอนคำพูด ซึ่งนางบุศริณธญ์ก็ยอมถอน
‘จิราพร’ถลก‘3ป.’เละ
น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พท. อภิปรายว่า หลานชายพล.อ.ประยุทธ์ เปิดธุรกิจส่วนตัวในค่ายทหารเพื่อรับเหมาก่อสร้าง อาจเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ เพราะลุงอยู่บ้านหลวงไม่ยอมย้ายออก เหมือนสำนวนไทยที่บอกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่นี่เรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลค่าย หลานชายพล.อ.ประยุทธ์หากินกับธุรกิจกองทัพตั้งแต่ปี 2559 แต่หลังทนเสียงวิจารณ์ไม่ไหว จึงย้ายออกจากค่ายเพื่อให้พ้นข้อครหา
จากการตรวจสอบในปี 2555-2556 บริษัทดังกล่าวมีผลประกอบการต่อเนื่องตลอด แต่ในปี 2557 กลับเริ่มได้รับโครงการรัฐที่มี มูลค่าสูง ซึ่งเป็นช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ทำการรัฐประหาร จากสถานะบริษัทที่ขาดทุนกลับชนะการประมูลรัฐ 3 โครงการ มูลค่า 28 ล้านบาท เป็นโครงการของกองทัพทั้งหมด และ ยังได้งานของรัฐต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นงานในพื้นที่จ.พิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง เป็นเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 พูดง่ายๆ เป็นเขตอิทธิพลพ่อ บารมีลุง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ดูผิดวิสัย คือโครงการงานก่อสร้างอาคารชุดนายทหารชั้นประทวน 48 ครอบครัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ กรุงเทพฯ มูลค่ากว่า 47 ล้านบาท หลานชายพล.อ.ประยุทธ์ และอีกบริษัทขอซื้อซองประมูล แต่เมื่อเปิดประมูลกลับมีแค่บริษัทของหลานชายพล.อ.ประยุทธ์ประมูลเพียงบริษัทเดียว ทำไมอีกบริษัทจึงไม่เข้าประมูลต่อทั้งที่มีศักยภาพมากกว่า
ที่ผ่านมาเรามักจับตาดู 3 ป. แต่จริงๆ ยังมีอีก 3 ป.ที่ใหญ่โต และส่อว่ามีอิทธิพลไม่แพ้กันคือ ป.ประยุทธ์ ป.ปรีชา และป.ปฐมพลหลานชายพล.อ.ประยุทธ์ส่อว่าฮั้วประมูล ไม่พอ ยังมีพฤติกรรมส่อตกแต่งบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และพล.อ.ประยุทธ์ยังปล่อยให้หลานชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา ของนาย ห. อีกด้วย เวลาเหลืออีก 37 วัน ก่อนพล.อ.ประยุทธ์ลงจากตำแหน่งนายกฯ ช่วยพลิกเอาคดีของหลานชายท่านมาทำให้คนไทยทั้งประเทศสิ้นความสงสัย
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พท. อภิปรายฉายภาพบ่อเกิดของปัญหาการบริหารงานผิดพลาดด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หลายประเด็น และปล่อยให้สิงสาราสัตว์ เข้ามาหากินบนความทุกข์ประชาชน เเบ่งเค้ก แบ่งหวีกล้วยกินกันอย่างน่าเกลียด จนเกิดความพังพินาศทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องพล.อ.ประยุทธ์ยุติบทบาททางการเมือง แต่ท่านยื้อให้เต็มที่เลย ประชาชนรอเอาคืน เขาจะเข้าคูหา แล้วฉีกหน้ากากคนดีของท่านออก

ตอบโต้ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบโต้ ฝ่ายค้านหลังถูกอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ โดนซักฟอกดุเดือดประเด็นบริหารประเทศล้มเหลว และปล่อยเครือญาติหากินกับโครงการรัฐ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ก.พ.
‘บิ๊กตู่’ฉะรับไม่ได้-ตีกินหาเสียง
เวลา 15.55 น. พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงด้วยน้ำเสียงที่มีอารมณ์ และใบหน้าบึ้งตึง ว่า ตนฟังมาแต่เช้าแล้ว มีหลายคนแสดงความคิดเห็นทั้งแนะนำ และกล่าวตักเตือน แต่ที่พูดมาทั้งหมด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ตนทำมาหมดแล้วแต่ยังไม่เกิดผล ท่านก็เอามาตีกิน ตรงนี้ เวลารัฐบาลพูดท่านไม่ฟัง กระทรวงการคลังและหน่วยราชการชี้แจงท่านก็ไม่ฟังอีก ดังนั้นนโยบายอะไรของท่าน ถ้าท่านได้เป็นรัฐบาลก็ทำเถอะ ถ้าท่านได้เป็นนะ ในส่วนของการดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ตนทำตั้งแต่ระดับฐานราก เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน ประชาชนที่มีรายได้น้อย มีการแก้ปัญหาความยากจน แบบมุ่งเป้า ท่านลองไปศึกษาดูแล้วกัน ถ้าง่ายอย่างที่ท่านพูดมา คงทำไปนานแล้ว สมัยก่อนท่านก็ทำไม่ได้ เรื่องการทุจริตผิดกฎหมายในกระบวน การยุติธรรม ก็ไปว่ามา
การที่เอาตนไปโยงคนนั้นคนนี้ จะต้องเป็นญาติคนนั้นญาติคนนี้ ตนคือตัวตน คือครอบครัวตน และไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้ใคร ก็ไปตรวจสอบมา สมัยท่านเป็นรัฐบาลกัน เรื่องทุจริตไม่เห็นมีการพูดกันสักคำ ต่อไปนี้ ตนจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจง ตนไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ เราเพิ่งผ่านห้วงวันเวลาของวันวาเลนไทน์มาด้วย ไม่อยากทำให้เสียอารมณ์ นั่งฟังมาแต่เช้า เรื่องที่ดีๆ ก็จดไว้ หลายเรื่องที่ไม่ตรง และไม่ถูกต้องคงต้องให้ฝ่ายตนชี้แจงบ้าง เรื่องสำคัญตนเตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะชี้แจง จำเป็นต้องหยุดตรงนี้ไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นท่านก็ฉวยโอกาสตรงนี้หาเสียง ตนพยายามไม่ไปแตะต้องอะไรท่านเลย ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามมารยาท กติกาของสภา คนเราต้องมีมารยาทในการพูดจากัน
หลายอย่างเป็นปัญหาในเชิงบริหาร หลายอย่างเป็นปัญหาในเชิงกฎหมาย ทุกอย่างมีหลักการ เราเตรียมไว้หมดแล้ว ก็ไปตรวจสอบมาให้เกิดความชัดเจน ก่อนกล่าวอ้างว่าใครผิด ใครถูก จนกว่าผลการสอบสวนจะออกมา ตนไม่เคยปล่อยปละละเว้น เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา ก็สอบสวน ถ้ายังไม่เกิดก็ให้ไปทำให้มันเกิด โดยมีคนมาร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะกฎหมายมีแบบนี้ การที่มาพูดในนี้แล้วคนข้างนอกได้ยิน กลายเป็นว่าไอ้คนนี้ผิดไปแล้ว หรือคนนั้นถูกไปแล้ว มันไม่ใช่ ขอให้เคารพกระบวนการยุติธรรมด้วย
“ผมไม่อยากให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ไปก้าวล่วงอำนาจการบริหารมากจนเกินไป เพราะคนละอำนาจกัน ผมไม่ว่าถ้าจะค้านอะไร แต่บางอย่างเป็นเรื่องของการบริหาร ถ้าไม่ดีก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ใช่มาติติงและพูดจาเสียหายแบบนี้ บางอย่างผมรับไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘สุทิน’สับหลอกชุมชนทำไฟฟ้า
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พท. อภิปรายถึงโครงการ “โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ของรัฐบาลว่า ตนชื่นชมและเชียร์โครงการนี้แต่ไปๆ มาๆ กลับล้มเหลว แฝงด้วยวัตถุประสงค์ร้าย โครงการดังกล่าวเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากหรือ VSPP ต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ นำร่อง 150 เมกะวัตต์ ให้ชุมชน เป็นเจ้าของ แบ่งเป็นกังหันลม โซลาร์เซลล์ โรงไฟฟ้าขยะและชีวมวล แต่ 8 ปีที่เสนอมา ไม่เกิดแม้แต่โรงเดียว เพราะไปติด 14 ขั้นตอน พอไปดูก็เห็นว่าไม่อยากให้เกิดขึ้นจริง มีการสกัดเอกชน มีด่านเก็บค่าผ่านทาง
เงื่อนไขที่ตั้งไว้ไม่ให้เกิดโดยให้นายทุนถือหุ้นถึง 90% แต่ให้ชุมชนถือหุ้นแค่ 10% หลอกให้ชาวบ้านฝันค้าง และต้องมีเงินประกันสัญญา 500 ล้านบาท ชุมชนที่ไหนจะมีเงินมากขนาดนั้น แถมยังมีปัญหาฮั้วประมูลจาก 43 โรงที่ผ่านการประมูล มี 20 โรงที่ฮั้วประมูลเพราะเป็นเจ้าของเดียวกัน เรื่องฟ้องร้องอยู่ที่ป.ป.ช.ไม่ได้เซ็นสัญญาสักราย
“หากผมเป็นรัฐบาลจะแก้เงื่อนไขให้เป็นของชุมชน ส่วนทุนใหญ่ไปเอาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และขนาดกลาง อย่าไปแย่งชุมชน ที่ท่านออกเงื่อนไขยาก เพราะหวังให้โรงงานขนาดเล็กทำไม่ไหวและรวบให้ทุนใหญ่ทำหรือไม่ สุดท้ายท่านก็กลับมาเป็นบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำอีกรอบ ดูไปเหมือนฉลาดที่คิดเรื่องนี้ สุดท้ายเหมือนฉลาดแกมโกง โง่แล้วยังไม่พอ อมสเปโตด้วย” นายสุทินกล่าว
‘ตู่’ว้ากถูกหัวเราะใส่
เวลา 18.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ลุกขึ้นชี้แจงอย่างมีอารมณ์ว่า ที่ฟังมาเป็นข้อเสนอแนะในสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องโรงไฟฟ้ากรุณาไปดูรายละเอียดอีกครั้ง กติกาว่าอย่างไร ทำไมตนถึงไม่สนับสนุน ทำไมให้รายใหญ่ได้ มันมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ 90 กับ 10 ซึ่ง 10 ของประชาชนสามารถเพิ่มได้ถึง 40 เอกชนลดลงเหลือ 60 ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้วย และพื้นที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้าก็ประมาณ 700 วัตต์ที่จะให้ดำเนินการ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ยืนยันว่าสิ่งที่สมาชิกพูดตนทำหมดแล้ว แต่ท่านไม่เห็นเอง
เรื่องการปฏิรูปตำรวจ รัฐบาลให้ความสำคัญอยู่แล้วตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยมีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบเกี่ยวกับการบริหารบุคคลต่างๆ ซึ่งสภาได้ร่วมกันพิจารณาจนสามารถออกพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ซึ่งประกาศราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว ที่พูดมาทั้งหมดว่ายังมีคดีโน้นคดีนี้ ตนคิดว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นส่วนที่ผู้บังคับบัญชาต้องดูแลให้ดีที่สุด ตำรวจใช้ไม่ได้ ทหารก็แย่ ลองกลับมาย้อนดูตัวเองบ้างก็แล้วกัน ขอให้เห็นใจด้วยว่าตำรวจมี 2 แสนกว่านาย ทำงานดีๆ เยอะแยะ ไม่เช่นนั้นเมืองอยู่ไม่ได้ ตำรวจคนไหนเข้าไปเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์ หากมีการร้องทุกกล่าวโทษก็ดำเนินคดีอาญาทุกราย ตนจำเป็นต้องรักษาศักดิ์ศรีตำรวจดีๆ ไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าอะไรก็ไม่ดี ติมันง่าย ให้กำลังใจเขาบ้างเป็นหรือไม่
เรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง ท่านทราบดีอยู่แล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปีแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ขาดน้ำ น้ำแล้งมาโดยตลอด ท่านไปย้อนดู 8 ปีที่ผ่านมาทำอะไรไว้บ้าง ท่านบอกน้ำยังท่วมอยู่ มันก็ต้องท่วม เพราะฝนมันตก ถ้าฝนไม่ตกก็ไม่ท่วม
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์พูดถึงตรงนี้ ทำให้มีเสียงหัวเราะดังลั่นห้องประชุมจนพล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “หัวเราะอะไร หัวเราะอะไร ท่านรู้หรือไม่ปริมาณน้ำ สมัยก่อนท่านทำน้ำท่วมเท่าไหร่ แล้วผมลดปริมาณน้ำท่วมลงได้เท่าไหร่ ปี 2554 เป็นอย่างไร ปี 2557, 2558 และปีที่แล้วท่วมมากเพราะอะไร เพราะฝนตกเกิน 50 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง รู้เรื่องบ้างไหมรายละเอียดน่ะ ถ้าติว่าน้ำท่วมเพราะรัฐบาลไม่แก้ปัญหา ผมว่าไม่เป็นธรรม ในปี 2555-2565 หมู่บ้านที่เป็นพื้นที่ภัยแล้งลดลงอย่างต่อเนื่อง ปี 2566 ก็ลด”
ร่ายผลงาน 8 ปี-แจงโซเชี่ยลอีก
เรื่องซิมม้า บัญชีม้า วันนี้ได้เห็นชอบร่างพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาให้ทันเวลา 1 ปี รับแจ้งความเรื่องบัญชีม้า 90,000 กว่าคดี อายัดได้ 60,000 กว่าบัญชี จึงต้องมีกฎหมายใหม่ให้แก้ปัญหาทันท่วงที การเลื่อนการออกคำชี้ขาดและเจรจากับบริษัทคิงส์เกต โดยเอาทรัพยากรของประเทศไปแลกกับการประนีประนอมยอมความ เช่น การอนุญาตสำรวจแร่ 44 แปลง และระหว่างนี้มีการเจรจาในอนุญาโตตุลาการ ซึ่งวันนี้มีแนวโน้มที่ดี บริษัทอัคราฯ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดใหม่ ซึ่งต้องใช้การเจรจากันเพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ประโยชน์ของตน และเหมืองนี้เกิดในสมัยใคร ทำไมไม่ทำให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก
การกล่าวหาว่าพัฒนามา 8 ปีสูญเปล่า สาเหตุที่ไปไม่ค่อยได้ ติดหล่ม ไม่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางท่านก็โทษตน อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเกิดความขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้ง นโยบายเดินหน้าไม่ได้ การลงทุนต่างๆ หยุดชะงัก แต่รัฐบาลก็พัฒนาระบบขนส่งจำนวนมาก ถ้าท่านคิดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ใช้ของเดิมของท่านไปก็แล้วกัน และที่บอกว่า 8 ปีที่ผ่านมาเราไม่มีผลงาน ไม่ได้รับการตอบรับจากต่างประเทศ ท่านต้องฟังเวลาเขาประเมินว่าไทยได้อันดับ 8 ของโลก ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก
“ส่วนการกล่าวหารัฐบาลกู้หนี้และสร้างหนี้สาธารณะมากที่สุดนั้น 8 ปี รัฐบาลชุดนี้สามารถชำระหนี้ในอดีตได้สูงสุด ชำระหนี้ไปแล้ว 2.6 ล้านล้านบาท รวมถึงหนี้ที่เกิดจากความเสียหายของบางโครงการก่อนปี 2557 ด้วย ผมอยากเรียนให้ทราบเท่านั้นไม่ได้มาโอ้อวด โม้ ให้ทุกคนหมั่นไส้ หลายคนบอกว่าผมไม่ได้ทำอะไรเลย 8 ปีที่ผ่านมา ผมก็น้อยใจเหมือนกัน คงใช้เวลาเยอะพอสมควรแล้ว เมื่อย เพราะทำเยอะเมื่อยพูด เดี๋ยวผมจะเอาไปออกโซเชี่ยล ให้โฆษกฯ ชี้แจงแล้วท่านก็เถียงมาละกันว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง ท่านเสนอแต่ว่าทำนี่ ทำโน่น แล้วทำไมไม่ทำก่อนหน้านี้ ท่านจะมาเคลมผมแบบนี้ไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘ณัฐชา’ขยี้มหาดไทย
จากนั้นนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. ก.ก. อภิปรายถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ระดับอธิบดี และปลัดกระทรวง ของกระทรวงมหาดไทย (มท.) เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ปี 2562 ที่เริ่มทำโครงการ “สร้างถนนยางพารา หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งกิโลเมตร” หรือโครงการพาราซอยล์ หลังมีโครงการดังกล่าวได้ไม่นานราคายางไม่ได้ดีขึ้น แต่เงินในกระเป๋าของข้าราชการระดับสูงหลายคนเพิ่มขึ้น เพราะมีการผูกขาดเพียง 3 บริษัทสารเคมีเพื่อผสมน้ำยางในการทำถนน มีข้าราชการ มท. ระดับรองปลัดเทศบาล อำนาจเจริญ อักษรย่อ พ. มีสามีเป็นนาย ช. ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทค้าสารเคมีที่ต้องผสมน้ำยาง โดยมีเพื่อนรักเป็นเพื่อนสนิทที่ทำถนนพาราซอยล์ ชื่อน.ส. ป. มีการพูดคุยกันว่าต้องแบ่งค่าน้ำร้อนน้ำชาทั้งหมด 15% แบ่งเป็น 5% ส่งให้ท้องถิ่น ส่วนอีก 10% ส่งให้นาย สุดท้ายได้มอบหมายให้รองอธิบดีรายหนึ่งเป็นผู้เซ็นอนุมัติโครงการ
นายณัฐชาอภิปรายพร้อมแสดงภาพแช็ตไลน์การพูดคุยกันของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ใช้ชื่อในแช็ตไลน์ตัวย่อ “อสถ.” โครงการดังกล่าวมีมูลค่า 1,870 ล้านบาท ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในโครงการ โดย น.ส. ป. ได้เงินจากโครงการถนนพาราซอยล์ 394 ล้านบาท จาก 55 โครงการ ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคอีสาน ข้อมูลดังกล่าวไม่ผ่านสำนักงบประมาณ แต่อยู่ในมือของ “อสถ.” และมีการโอนเงินไปมาระหว่างกันรวม 39 ล้านบาท เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกระบวนการตรวจสอบภายในมท.เป็นการตรวจสอบกันเอง บอกว่า น.ส. พ. ผิดวินัยร้ายแรง แต่ “อสถ.” กลับไม่ผิด ขณะที่ ช. เป็นเอกชนไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ และสุดท้ายทุกคนได้ดีกันหมด ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้น
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอน การแต่งตั้งข้าราชการก็ทำตาม กฎระเบียบ หากมีข้อมูลตามที่อภิปรายก็ให้ ส่งข้อมูลมา ตนจะดำเนินคดีทางวินัย ส่วน ด้านอาญาต้องร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)