ให้การยืนยันมัดจนท. จำได้ทุกคน-ลั่นเอาผิด
ป้าร้านขายของชำชี้ตัวจนท.สรรพสามิต รุดสน.บางเขน ให้การเพิ่มถูกยัดบุหรี่เถื่อนข่มขู่รีดเงิน เผยมีภาพกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ทุกมุม จำหน้าได้ทุกคนจำได้หมดใครทำอะไรบ้าง ถูกอุ้มขึ้นรถตู้รีดเงินยกมือไหว้ขอร้องแล้วก็ยังไม่ฟัง พยายามจะเอาเงินให้ได้ หลังเกิดเรื่องมีวัยรุ่น ขี่รถจยย.มาโยนซองบุหรี่ตปท.ทิ้งไว้หน้าร้านอีก ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงเพราะไม่มีใครอยู่กับหลานแค่ 2 คน ลั่นดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่มียอมความ ส่วนร้านคงต้องหยุดไม่เหลือเงินทุนแล้ว
วันที่ 19 ก.พ. ที่สน.บางเขน นางสุณาภรณ์ บุญเกิด อายุ 75 ปี หรือป้าพร เจ้าของร้านขายของชำในซอยพหลโยธิน 52 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพฯ เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ดุสิต ลาวัลย์ สว.(สอบสวน) สน.บางเขน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีชาย 5 คน แอบอ้างเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ยัดบุหรี่เอสเอ็มเอสปลอมและบังคับเอาเงินไป 5,500 บาท

ให้การเพิ่ม – ป้าเจ้าของร้านขายของชำวัย 75 ปี เข้าให้การเพิ่มเติมกรณีถูก 5 เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตยัดบุหรี่ปลอมแล้วรีดไถเงิน โดยชี้ตัวและยืนยันดำเนินคดีจนถึงที่สุด ที่สน.บางเขน เมื่อวันที่ 19 ก.พ.
จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า หลังเกิดเรื่องขึ้นไม่สบายใจเพราะอยู่เพียงลำพังกับหลาน เขาขู่เอาไว้ไม่ให้บอกใคร เมื่อเป็นข่าวไปแล้วก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจะไปถึงไหน จำทั้ง 5 คนที่มาในวันเกิดเหตุได้ดีว่าใครทำอะไรบ้าง ใครเข้ามาหรือไม่เข้ามา ใครอยู่ข้างหน้าร้าน ใครเอาตนไปที่รถตู้และให้ตนนั่ง คนที่เป็นหัวหน้านั่งอยู่ข้างหน้า และมีคนที่ขู่บอกให้ตนเอาเงินให้ 20,000 บาท แต่ตนไม่มีเงิน จึงขู่บังคับเอาเงินที่อยู่ติดตัวนับธนบัตรใบละ 20 และ 100 รวมเป็นเงิน 5,700 บาท แต่ตนซ่อนไว้ 200 บาทเพื่อเอาเงินไว้ให้หลานไปโรงเรียน และยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ได้ทุกมุม วานนี้มาให้การกับเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว รวมถึงพยานที่ขายก๋วยเตี๋ยวหลอดก็เข้ามาให้ปากคำไว้เรียบร้อยแล้ว
นางสุณาภรณ์เปิดเผยว่า เมื่อเช้ามีวัยรุ่น 2 คนขี่รถจักรยานยนต์มาโยนซองบุหรี่นอกทิ้งไว้บริเวณหน้าร้าน ยืนยันว่าที่ร้านไม่ได้ขายบุหรี่ยี่ห้อนี้ จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จะไม่ยอมโดยเด็ดขาดเพราะตนโดนขนาดนี้จะมาขอร้อง จะเอากระเช้ามาให้ก็จะไม่ยอม เพราะตนขอร้องยกมือไหว้เขาบนรถแล้วว่าอย่าทำๆ เขาก็ไม่ฟัง พยายามจะเอาเงินให้ได้ อยากขอร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ตนไม่อยากสู้รบปรบมือเพราะเป็นชาวบ้านธรรมดา ในบ้านก็ไม่มีผู้ชาย มีแต่หลาน และตนเองก็อายุ 75 ปีแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากขอให้ตำรวจช่วยด้วย ตอนนี้นอนก็หวาดระแวง ไม่มีใคร ส่วนร้านถ้ามีเรื่องอย่างนี้คงต้องปิดร้าน และร้านก็ไม่มีของแล้ว เงินเขาก็เอาไป ตอนนี้อยู่ด้วยความหวาดกลัว เพราะเขาขู่ว่าห้ามพูด ถ้าพูดจะเอาให้หนักกว่านี้ เกิดเรื่องตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2566 ตนคิดแล้วคิดอีก ตัดสินใจเข้าแจ้งความวันที่ 16 ก.พ.เพราะกลัวว่าเขาจะมาอีก