สาธิตดันมาร์คขึ้นแท่น แคนดิเดตนายกเบอร์2 ศาลฎีกาฟันกนกวรรณ ตัดสิทธิการเมืองทั้งชีวิต ผิดคดีบุกรุกป่าเขาใหญ่ ธนาธรหย่าศึกป๊อก-พิธา

ศาลฎีกาพิพากษา ‘กนกวรรณ วิลาวัลย์’ อดีตรมช.ศึกษาธิการ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ปมบุกรุกป่าเขาใหญ่ ให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพิกถอนสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ‘บิ๊กตู่’ตรวจราชการจันทบุรี-ระยอง ขอพรพระเจ้าตากให้มีชัยชนะทุกเรื่อง ชูสโลแกนใหม่ 3 ทำ ‘ทำแล้ว-ทำอยู่-ทำต่อ’ อุบฤกษ์ วันยุบสภา ลั่นพร้อมเลือกตั้ง 500% ‘พีระพันธุ์’ เผยเตรียมใช้เป็นสโลแกนหาเสียงของพรรค รทสช. ‘สาธิต’เล็งชง ปชป.เพิ่ม ‘มาร์ค’ เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยปูดเลือกตั้งรอบนี้ซื้อเสียงพุ่งหมื่นล้าน ‘ธนาธร’โดด หย่าศึก‘ปิยบุตร-พิธา’

‘บิ๊กตู่’ขอพรพระเจ้าตากสิน
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จ.จันทบุรี และระยองพร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม (ทส.) โดยเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ มายังกองพันทหารราบ ที่ 2 ค่ายตากสิน

ฤกษ์ดี – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์เวลา 09.19 น. นำคณะเข้าสักการะศาลหลักเมือง ระหว่างเดินทางไปตรวจราชการที่จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

เวลา 09.19 น. พล.อ.ประยุทธ์ นั่งรถ อัลพาร์ดทะเบียน กท 1111 จันทบุรี มาสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด ที่ศาลหลักเมืองจันทบุรี นำคณะสวดบูชาศาลหลักเมือง พร้อมผูกผ้าสามสี ที่เสาหลักเมือง ซึ่งเป็นพิธี ส่วนตัว เสร็จแล้วเดินมาสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่อยู่ด้านข้าง ถวายพระมาลา และกล่าวคำบูชาสมเด็จพระเจ้า ตากสินว่า

“ขอบูชาสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ด้วยเครื่องสักการะ ธูปเทียนดอกไม้ขอเดชะพระบารมีเป็นที่พึ่ง ขอให้มีชัยชนะ ในการทุกเรื่อง ขอให้ศัตรูทั้งปวงจงพินาศหมดสิ้นไป ขอให้สรรพสิทธิ์การงานจงพลันสำเร็จ บังเกิดลาภผลเพิ่มพูน ขอสิ่งที่ประสงค์จนบรรลุสมปรารถนาทุกประการ” และรับ ผ้ายันต์ จากคณะกรรมการมูลนิธิศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นถุงแดง โดยมีพุทธคุณ แคล้วคลาดปลอดภัย จากภยันตรายทั้งปวง ปกปักรักษาคุ้มครอง

เวลา 10.30 น. ที่วัดเขาตาหน่วย ต.เกาะเปริด อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าสักการะพระประธานในพระอุโบสถ และนมัสการเจ้าอาวาสวัดเขาตาหน่วย เป็นการส่วนตัว ก่อนมาชมการแสดงฟ้อนรำอย่างอารมณ์ดี และร่วมตีฆ้องอย่างสนุกสนาน จากนั้นเยี่ยมชมกลุ่มฝีมือแรงงาน โดยชาวบ้าน กล่าวว่า “นายกฯ ตัวจริงหล่อมาก และยังหนุ่ม” พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับว่า พยายามจะทำตัวให้หนุ่มตลอด แต่อย่ามองคนด้วยความหล่อ ความสวยอย่างเดียวให้มองความดีที่เขาทำ ด้านประชาชน กล่าวว่า “ถ้าไม่ดีก็ไม่มารับ” ทำเอา พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับหัวเราะ พร้อมกล่าวว่า “ไม่พูดดีกว่า ใจถึงใจ สู้ๆ” ประชาชนก็ตอบรับว่า “ลุงตู่สู้ๆ “รักลุงตู่ ที่ลุงตู่รักสถาบัน”

ขอพร – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะเข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดเขาตาหน่วย อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ระหว่างเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

ยันเปล่าหาเสียง-มาเก็บตกผลงาน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน นี้คือหัวใจ นายกฯ เข้าใจหรือไม่ นายกฯ ทำแล้ว ให้ไปหาดู ว่าทำอะไรบ้างในพื้นที่ของพวกเรา และยังทำอยู่ แต่ยังไม่เสร็จ และพยายามจะทำต่อ ถ้าได้อยู่ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบทางน้ำ อากาศ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลายอย่างจะดูแลอยู่แล้ว ทั้งคนพิการ คนชรา ให้ตามกำลังทรัพย์ แต่เมื่อรวยขึ้น ลงทุนเกิด ภาษีก็จะกลับมา เข้าใจหรือไม่ขอให้อายุยืนนะ” ก่อนยกนิ้วโป้งชูกล่าวว่า “From My heart จากหัวใจนายกฯ”

ตอนนี้กำลังเข้าสู่การเมืองการเลือกตั้ง ก่อนจะตั้งคำถามว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ประชาชนตอบว่าวันที่ 7 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นไปตามไทม์ไลน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกฯ จริงใจกับพวกเราทุกคน รักพวกเรา แต่บางครั้งหงุดหงิดบ้าง ไม่ทันใจซึ่งนายกฯ อยู่มาหลายปีก็เข้าใจ เราต้องเข้าใจว่าวันนี้ได้ทำอะไรไป “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” เป็นการต่อเติมที่มีอยู่แล้ว ต่อเติม เรื่องบัตรสวัสดิการ ซึ่งต้องหาเงินด้วยการสร้างเศรษฐกิจใหม่มาเติม ถ้าคิดแต่จะใช้อย่างเดียว ก็ไม่มีตังค์จะลำบาก

“วันนี้นายกฯ มีเวลาในการบริหารราชการ ก่อนยุบสภาถึงประมาณเดือนมี.ค.อะไรที่ทำได้ ก็ทำจริง ไม่ได้มาหาเสียง มาดู มาเก็บตกผลงาน ที่ยังมีปัญหาความเดือดร้อน ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.และอบจ.เพราะนี่คือประเทศไทยของเรา เรามีหลักชัยของประเทศ 1.ชาติ 2.ศาสนา และ 3.พระมหากษัตริย์ และ 4.คือประชาชน อันนี้มาใหม่ 4 คือประชาชน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ขณะที่ชาวบ้านตะโกนว่า 4 คือ นายกฯ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำท่าเขินและบอกว่า “ไม่ใช่ 4.คือประชาชน ไปดีกว่าอันตราย แต่ถ้าไม่เห็นนายกฯ แล้วจะคิดถึงนะจ๊ะ”

ชูสโลแกน‘ทำแล้ว-ทำอยู่-ทำต่อ’
เวลา 13.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางถึงวัดโค้งสนามเป้า ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี สักการะพระประธานในพระอุโบสถ และนมัสการพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี จากนั้นรับฟังปัญหาพื้นที่ทับซ้อนเขตอำเภอเมืองจันทบุรี จากประชาชน พร้อมกล่าวว่า นายกฯ ไม่ต้องการจะทำร้ายคนไร้ที่ดินอะไร ไม่ใช่เราต้องดูข้อกฎหมาย ซึ่งต้องให้คณะกรรมการพิสูจน์ และเราก็รู้ว่าที่ดิน บ้านช่องสำคัญพอสมควร ซึ่งนายกฯ พูดยาก แต่จะทำให้อยู่ในกรอบที่สามารถทำได้รับที่จะดำเนินการให้ดีและเร็วที่สุด ได้เห็นข้าราชการ ได้เห็นประชาชน ก็เหนื่อยไม่ได้

“นายกฯ ขอรับปากอย่างนี้แล้วกัน สัญญาว่าในฐานะที่อยู่มาหลายปี สิ่งแรกสำคัญ คือ 1.นายกฯ ทำแล้ว นึกออกหรือไม่ว่าทำอะไร ให้ลองหาดู ถนนหนทาง รถไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานนี่ คือสิ่งที่ทำแล้ว 2.ทำอยู่ และสิ่งที่นายกฯ กำลังทำอยู่ คือสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จ นั่นเขาเรียกว่าทำอยู่ และ 3.คือทำต่อ ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกัน อะไรทำได้ ทำให้หมด รักกันมากๆ เดี๋ยวไปถ่ายรูปด้วยกัน จะได้รู้ว่าเราร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน เอาร่วมเป็นแล้วกันไม่ร่วมตาย”

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า มาด้วยความห่วงใยและแก้ปัญหาอะไรที่ติดขัด ติดค้าง และดูว่าจะทำอะไรได้บ้างอย่างไร เพื่อที่จะได้แก้ปัญหา ตามสโลแกน 3 คำ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” เมื่อถามว่ารู้สึกเขินหรือไม่ ที่ประชาชนให้ความสำคัญกับนายกฯ เป็นหลักสำคัญของประเทศอันดับที่ 4 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็แล้วแต่เขา แล้วแต่ประชาชน บังคับไม่ได้อยู่แล้ว”

สำหรับคำว่า ‘ทำแล้ว-ทำอยู่-ทำต่อ’ เป็นสโลแกน หรือมอตโต้ ที่พล.อ.ประยุทธ์ คิดด้วยตัวเอง

อุบวันยุบสภา-พร้อมลต.500%
เวลา 15.20 น. ที่สำนักงานตลาดกลางยางพารา จังหวัดระยอง ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมยางพาราและพืชเศรษฐกิจ EEC 2023 พร้อมเป็นสักขีพยานในโอกาสการลงนามการจับคู่ธุรกิจ โดยบันทึกความร่วมมือในการทำธุรกิจร่วมกันในประเทศไทย และเยี่ยมชมนิทรรศการการประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรอุตสาหกรรม ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด โดยมี นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมงาน

หลังพล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงาน ประชาชนที่มาต้อนรับตะโกนว่า “รักลุงตู่ที่สุดเลย” พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า “รักให้น้อยกว่ารัฐมนตรีสาธิตหน่อยแล้วกัน บ้านอยู่ที่นี่ เดี๋ยวเขาน้อยใจ เดี๋ยวจะโดนเล่นงาน แหย่เล่นๆ” เป็นคนไทยต้องรักกัน ตนเป็นนายกฯ ที่จับต้องได้ ไม่ต้องโก้หรู แอ๊กอาร์ต ตนไม่ใช่แบบนั้น มนุษย์เป็นอะไรก็เหมือนกัน หัวโขน แต่ระหว่างที่สวมหัว ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกันใช่หรือไม่ ตนเคยมาที่จ.ระยองหลายครั้งแล้ว ขอให้ทุกคนรักกัน ตนกับรัฐมนตรีสาธิต รักกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหากัน เหมือนพี่น้องและช่วยกันทำงาน รวมถึงคณะกรรมการยางทุกคนที่รู้จัก และได้สู้กับปัญหานี้มาตลอด ดังนั้น เราจะต้องสู้ต่อไป เพื่อประเทศไทยของเรา

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวจะยุบสภาในวันธงชัย 15 มี.ค. ว่า จะวันอะไรก็ไม่รู้เหมือนกันแหละ เมื่อพร้อมทุกอย่างก็ยุบสภาได้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะเป็นวันธงชัยในช่วงเดือนมี.ค.ใช่หรือไม่ที่จะยุบสภา พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ถามมาแบบนี้จะให้ตอบอย่างไร ต้องทำให้ประชาชนมีความสุขก่อน อย่าเพิ่งเอาอะไรมาใส่หัวมากๆ ทะเลาะเบาะแว้งกันการเลือกตั้งมันก็วุ่นอีกนั่นแหละ ต้องทำให้บ้านเมืองสงบตั้งแต่วันนี้ ทำไมไม่รู้เหมือนกัน ทีวีบางช่อง ทั้งวัน ผมถามว่าบ้านเมืองจะสงบไหม ไม่เกิดประโยชน์เลย บางคำถาม ซึ่งผมตอบไม่ได้ แต่ผมก็ตอบ ไม่รักไม่ตอบ ชอบ ไม่ชอบไม่รู้”

ต่อข้อถามว่านายกฯ พร้อมเลือกตั้งกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมพร้อม 500% แล้วมั้ง” ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ อยากเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวประชดว่า “ไม่อยากอ่ะ” เมื่อถามยังอยู่ด้วยกันอีก 2 ปีใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “แล้วแต่เธอนั่นแหละ”

รทสช.รับ‘3 ทำ’ใช้หาเสียง
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการ นายกฯ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับมอบหนังสือจากกลุ่มชาวประมง เพื่อให้กำลังใจนายกฯ ถึงสโลแกน ‘ทำแล้ว-ทำอยู่-ทำต่อ’ ที่พล.อ. ประยุทธ์ ใช้ในการลงพื้นที่ จะเป็นสโลแกนในการหาเสียงของรทสช.หรือไม่ว่า “อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียง ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ผลงานของนายกฯ เพราะหลายเรื่องท่านได้ทำมานานแล้ว ซึ่งยังทำ ต่อเนื่อง และจะทำต่อไปอีกให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเปิดนโยบายของรทสช.จะทำได้เมื่อไร นายพีระพันธุ์กล่าวว่า คงจะปลายเดือนก.พ.นี้ รวมถึงการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.อาจเปิดตัวพร้อมกันเลย ซึ่งทุกอย่างเรียบร้อยครบ 100% ภายในสิ้นเดือนก.พ.นี้อย่างแน่นอน ต่อข้อถามถึงการปราศรัยใหญ่อีกครั้งของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จ.นครราช สีมาในวันเสาร์ที่ 25 ก.พ. ถือเป็นการปราศรัยครั้งแรกในเวทีบ้านเกิดและเป็นการเปิดประตูสู่พื้นที่ภาคอีสานใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรหรือไม่เพราะตนไม่ได้เป็นคนจัด จึงไม่ทราบ รายละเอียดของงานครั้งนี้ และขณะนี้ไม่อยากที่จะพูดในเรื่องการเมืองมากนัก

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ยังพูดต่อเนื่องโดยเฉพาะการพาดพิงถึงที่ทำการพรรคกับกลุ่มทุนสีเทา นายพีระพันธุ์กล่าวว่า “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ผมและพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร ตามที่ได้ชี้แจงไปแล้ว” ส่วนโอกาสที่จะยื่นฟ้องร้องหรือไม่นั้น ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา คิดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคอย่างแน่นอน คิดว่าประชาชนทั่วไปก็รับรู้ เราไปเช่าทรัพย์สินใคร เราจะไปรู้หรือว่าเขาทำอะไร ถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดหรือถูก ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา ต่อข้อถามว่าสัญญาเช่าระยะเวลากี่ปี นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เช่าแบบปีต่อปี เมื่อถามว่าหากครบสัญญาแล้วอาจย้ายที่ทำการพรรคหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า “ก็แล้วแต่ ถ้าหากพรรคใหญ่กว่านี้ก็ต้องย้ายที่ทำการพรรคไปในที่ที่ใหญ่กว่า”

ชูยุทธศาสตร์นายกฯลูกอีสาน
ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้า รทสช. นายจำลอง ครุฑขุนทด รองหัวหน้าพรรค ซึ่งดูแลภาคอีสาน ร่วมแถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส. 4 จังหวัดภาคอีสาน ประกอบด้วย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และสกลนคร รวม 22 คน

นายวิทยากล่าวว่า การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครล็อตแรก 4 จังหวัด 22 คน ครั้งนี้ ทุกคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อมั่นผลงานที่ ทำมาในพื้นที่ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ พวกเขาจึงมาจับมือกับรทสช. เพื่อช่วยกันผลักดันให้พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวเข้าสู่เส้นชัยได้เป็นนายกฯ อีกสมัย

สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงภาคอีสาน มีหลายนโยบายที่โดนใจประชาชนแน่นอนเมื่อเปิดออกมา พรรคได้รับคำเสนอแนะนำจากว่าที่ผู้สมัครหลายคน บอกว่านโยบายบางเรื่องของพรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นนโยบายทีเด็ด เช่น กองทุนหมู่บ้าน มาวันนี้หลายๆ หมู่บ้านในภาคอีสานเรียกร้องเพื่อให้ทบทวน เพราะไม่ต้องการมีภาระหนี้ในกองทุนหมู่บ้านต่อไป แม้โครงการจะยุติแล้วแต่ยังต้องหาเงินมาจ่ายหนี้กองทุนหมู่บ้านทุกปี พวกเขาจึงอยากหาทางลงให้กับหนี้สินที่ไม่หมดสักที

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยุทธศาสตร์พท.ที่ประกาศจะแลนด์สไลด์หวั่นไหวหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ได้ถามว่าที่ผู้สมัครทุกคนแล้ว ไม่มีใครกลัว หรือหวั่นไหวเลย แต่กลับมองว่าส.ส.เก่าที่ไม่มีผลงานอะไรเลยต้องกลัวมากกว่า ขอให้ระวังตัวให้ดี “ผมคิดว่าในรอบเดือนที่ผ่านมาคนในภาคอีสานเริ่มรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นลูกอีสานจริงๆ และเป็นลูกอีสานที่เขาภูมิใจ เพราะทำงานเพื่อคนไทยทั้งชาติ”

‘บิ๊กป้อม’ฟิตลุยวันเดียว 3 จว.อีสาน
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า มีกำหนดการลงพื้นที่จ.อุดรธานี จ.หนองคาย และจ.เลย ในวันที่ 24 ก.พ. ช่วงเช้าจะตรวจติดตามการดำเนินงาน อ่างเก็บน้ำลำห้วยเชียงตอนบน ต.ขอนยูง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี และรับฟังความคืบหน้าการบริหารการจัดการน้ำ จ.อุดรธานี พร้อมทั้งมอบนโยบายและพบปะประชาชน ที่โรงเรียนภูพานวิทยา ต.ของยูง อ.กุดจับ

จากนั้นพล.อ.ประวิตร ไปจ.หนองคาย เพื่อตรวจติดตามโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง กรมชลประทาน อ.ท่าบ่อ ติดตามการบริหารการจัดการน้ำ จ.หนองคาย พร้อมมอบนโยบาย พบปะประชาชนในพื้นที่และผู้นำท้องถิ่น และรับเรื่องแก้ปัญหาน้ำประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคของอ.โพธิ์ตาก ที่ลานวัฒนธรรม เทศบาลเมืองท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ แล้วไปตรวจติดตามโครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาเทศบาลเมืองท่าบ่อ

ช่วงเย็น พล.อ.ประวิตร เดินทางไป จ.เลย เพื่อตรวจติดตามโครงการประตูระบายน้ำ ศรีสองรัก อ.เชียงคาน มอบนโยบาย พบปะประชาชนในพื้นที่และผู้นำท้องถิ่น ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ

พปชร.โชว์อีก 15 ผู้สมัคร
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพปชร. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค แถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.พปชร. ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง 10 จังหวัด 15 คน

ภาคอีสาน จ.อุบลราชธานี นายเข็มทอง แก้วเนตร เขต 5 นายนิวัฒน์ จำปาทอง เขต 9 นายศุภโชค ฐานเจริญ เขต 10 นายยิ่ง ภูผา เขต 11, จ.สุรินทร์ นายมานพ แสงดำ เขต 2, จ.หนองบัวลำภู นางศรัณยา สุวรรณพรหม เขต 1

ภาคเหนือ จ.เชียงราย นายพิษณุ เขื่อนเพชร เขต 1 นายวัชรพงศ์ ปิโย เขต 2, จ.เชียงใหม่ นายบดินทร์ กินาวงศ์ เขต 8, จ.นครสวรรค์ นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ เขต 1, จ.เพชรบูรณ์ นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เขต 4

ภาคกลาง จ.นครปฐม นายจักรพงษ์ ทิมมณี เขต 4, จ.เพชรบุรี พล.อ.ท.ชนนนาถ เทพลิบ เขต 2 นายทัตณัชพงษ์ เติมวรรธนภัทร์ เขต 3

ภาคใต้ จ.พังงา นายกานต์ เพชรบูรณ์
นายวิรัชกล่าวว่า สาเหตุที่พปชร.เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครบ่อยครั้ง เพราะต้องเติมเต็มนโยบายป้อม 700 ที่ยังขาดตัวบุคคลนำไปเผยแพร่ จึงต้องเติมให้เต็ม และอยากให้ผู้สมัครเอานโยบายบัตรประชารัฐ 700 และนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ 3 4 5 6 7 8 และยังมี นโยบายเรื่องโฉนดส.ป.ก. มีเราไม่มีแล้ง อยากให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนกับพรรค และรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประวิตรที่จะมาเป็นนายกฯ คนที่ 30

ตีปี๊บนโยบาย – นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค พร้อมว่าที่ผู้สมัครส.ส. เต้นท่าประกอบนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ผู้สมัครนำไปใช้หาเสียง เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่พรรคพลังประชารัฐ

ตีปี๊บนโยบายเอาใจคุณแม่
นายสันติกล่าวว่า นอกจากเปิดนโยบายดูแลผู้สูงอายุ 3 4 5 6 7 8 ไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา พปชร.ยังมีนโยบายดูแลสตรีทั่วประเทศ 34 ล้านคน เนื่องจากสตรีมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย พรรคจึงมีนโยบายดูแลสตรีเป็นพิเศษ คือ นโยบายดูแลทุกช่วงวัย “แม่ บุตร ธิดา รัฐประชารัฐ” โดยจะดูแลเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงเดือนที่ 5-9 ที่จะใกล้คลอด จะสนับสนุนค่าดูแลเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือนจนกว่าจะคลอด สำหรับสตรีที่ทำประโยชน์ และเมื่อคลอดแล้วจะช่วย ค่าเลี้ยงดูบุตร เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 6 ปี จนถึง 6 ขวบ เพื่อให้สตรีได้มั่นใจ ว่าพปชร.จะดูแลเพศแม่ให้ดี เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรเนื่องจากขณะนี้อัตราการเกิดต่ำกว่าเป้าถึง 20%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงเปิดตัว ผู้สมัครและนโยบายสวัสดิการสตรี ทุกช่วงวัย นายสันติ และนายวิรัช พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สตรี ได้ร่วมเต้นท่าเปิดตัวนโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 3 4 5 6 7 8” แนะนำให้ใช้หาเสียงอย่างสนุกสนาน โดยนายวิรัชระบุว่า จะนำ ท่าเต้นดังกล่าวไปสอนพล.อ.ประวิตรด้วย

ขายฝัน‘น้ำมันประชาชน’
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพปชร. แถลงผลประชุมคณะกรรมการฯ ถึงแนวคิดเรื่องลดราคาพลังงาน ว่า ที่ประชุมเห็นด้วย และพล.อ. ประวิตร ได้มอบให้ตนมาพูดเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในเบื้องต้นก่อน เมื่อได้ ข้อสรุปแล้ว พล.อ.ประวิตรจะแถลงให้ทราบต่อไป โดยจะใช้ชื่อ นโยบาย “น้ำมันประชาชน” มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยจะปรับลด 1 ปี นับตั้งแต่เราเป็นรัฐบาล และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วช่วง 3-4 เดือนแรก จะมีคณะกรรมการขึ้นมาปรับโครงสร้างใหญ่ คือภาค 2 ที่จะดำเนินการ หากโครงสร้างถูกปรับเปลี่ยน จะสามารถลดราคาน้ำมันเบนซินลงได้ประมาณลิตรละ 18 บาท และลดราคาน้ำมันดีเซล ลงประมาณลิตรละ 6 บาท

การลดราคาน้ำมันด้วยมาตรการดังกล่าวประมาณ 1 ปีจะมีมาตรการอื่น ที่จะทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ใช้น้ำมันอย่างมีความสุข โดยตนจะทำคลิปเพื่ออธิบายเหตุผล ที่มาที่ไปและมาตรการอื่นเสนอให้พล.อ.ประวิตร และกรรมการบริหารพปชร.เพื่อกำหนดเป็นนโยบายต่อไป ส่วนราคาพลังงานชนิดอื่น ทางพปชร.จะศึกษา และดูแลให้ครอบคลุม เพราะเมื่อใช้ชื่อพปชร.ต้องทำให้คนไทยมีความสุข

‘สาธิต’เล็งดัน‘มาร์ค’ชิงนายกฯ
ที่จ.ระยอง นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าปชป. จะเชิญ 3 อดีตนายกฯของปชป.ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และช่วยหาเสียงเลือกตั้งว่า จากที่ตนได้เสนอประเด็นดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีการนัดกันกับหัวหน้าพรรคมาก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหัวหน้าพรรคได้ตอบรับแล้ว หลังจากนั้นคงมีวิธีที่จะไปเชิญอย่างเป็นทางการ

ยืนยันว่าสถานการณ์ของปชป.ขณะนี้ไม่ได้เป็นวิกฤต แต่แค่ไม่ได้เหมือนเก่า ตอนนี้เหมือนการเข้าสู่ลู่การแข่งขัน ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ไม่ได้ลาออกไปไหนและยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ เพียงแต่ท่านมีหลักการและสัจจะ คิดว่า นายอภิสิทธิ์ มีศักยภาพที่จะทำให้คะแนนเสียงของปชป.ดีขึ้นได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปชป.ควรเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกฯ กี่คนและควรมีชื่อนายอภิสิทธิ์หรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่ตนคิดอยู่ ตนอาจจะเสนอในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี วันที่ 23 ก.พ. ว่าควรจะเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าด้วยการเป็นสถาบันทางการเมือง หัวหน้าพรรคควรเป็นอันดับหนึ่งในการถูกเสนอชื่อเป็น แคนดิเดตนายกฯ แต่อีก 2 ที่ ควรเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะใช้สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด

เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์อาจเป็นแคนดิเดต นายกฯ อันดับ 2 ของพรรคใช่หรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า ตนคงไม่เสนอนายอภิสิทธิ์ แต่มองในหลักการ หากกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็ควรคิดเรื่องนี้ และนำมาพูดคุยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาตนพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ อยู่ตลอด ทั้งเรื่องการเมือง และเรื่องฟุตบอล

ประชัน – ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ตราด พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นป้ายชูนโยบายเพิ่มเงินบัตรประชารัฐเป็น 700 บาท ประชันป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ชูนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท จบปริญญาตรีรับเงินเดือน 25,000 บาท ที่ถนนสุขุมวิท ต.เขาสมิง อ.เขาสมิง จ.ตราด

พท.แถลงจี้กกต.เที่ยงธรรม
วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง การกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการยุบพรรคการเมือง ระบุว่า ตามที่กกต.ได้ปรับปรุงระเบียบกกต.ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีมีเหตุปรากฏว่าพรรคการเมืองกระทำตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และเป็นเหตุในการยุบพรรค ซึ่งได้มีการกำหนดระยะเวลาในการรวบรวมข้อเท็จจริงและ พยานหลักฐาน เพื่อเสนอกกต.และพิจารณา ยืนยันคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรอบเวลา เบื้องต้นคือ 67 วัน และกกต.ได้อ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามพ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.2565 ซึ่งได้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 ม.ค.นั้น

พท.ขอยืนยันในหลักการว่าพรรคการเมือง ถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นของสมาชิกและประชาชน ไม่ควรกกต.มีอำนาจใดที่จะมายุบพรรคการเมือง เว้นเสียแต่พรรคการเมืองนั้นมีการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง และควรแยกแยะการกระทำความผิดส่วนบุคคลออกจากพรรคการเมือง

ขอตั้งข้อสังเกตว่าการจัดทำกำหนด ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการยุบพรรคการเมือง และประกาศให้ทราบทั่วกันในช่วงเวลาที่จะมีการเลือกตั้งส.ส.ในระยะ อันใกล้นี้ เป็นสัญญาณที่ไม่ปกติ และอาจเป็นเหตุให้มีการกลั่นแกล้งโดยการร้องให้มีการยุบพรรคการเมืองในเรื่องต่างๆ ทั้งที่เป็นสาระและไม่เป็นสาระ ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลอย่างยิ่ง ต่อการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่จะมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองนั้นๆ และ ไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งในภาพรวม

พท.จึงขอเรียกร้องให้กกต.ได้ตระหนัก ถึงปัญหา และผลกระทบดังกล่าว และขอให้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม หากมีกรณีการร้องให้มีการยุบพรรค ไม่ควรรับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เป็นสาระ โดยยื่นมาเพื่อหวังผลหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง และกกต.ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับคำร้องที่ยื่นมาในระยะเวลาที่มีการเลือกตั้ง เพราะในเวลานี้มีพรรค การเมืองบางพรรคปราศรัยทำนองว่าอย่าไปเลือกพรรคนั้นเปล่าประโยชน์ ไม่ได้เป็นรัฐบาล

นอกจากนั้น ต้องเปิดโอกาสให้พรรค การเมืองนั้น ได้ต่อสู้แก้ข้อกล่าวหา โดยมีระยะเวลาอย่างเพียงพอ มิใช่การเร่งรัดเพื่อสรุปความเห็นเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งยุบพรรคการเมือง ซึ่งอาจมีผลโดยตรงต่อการเลือกตั้งดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และ สุดท้ายกกต.จะต้องดำเนินคดีโดยเด็ดขาดกับ ผู้ร้องเท็จด้วย

หวั่นซื้อเสียงพุ่งหมื่นล.
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พท. ให้สัมภาษณ์ว่า จากที่พท.ลงพื้นที่ในนามครอบครัวเพื่อไทยในหลายพื้นที่ ได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ตั้งเป้าว่าหลังจากหมดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ จะเปิดเวทีทั้งในนามพรรคและในนามครอบครัวเพื่อไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอนโยบายของพรรคต่อประชาชน มั่นใจว่าสามารถสร้างแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดินได้อย่างแน่นอน ผู้สมัครของพรรคจะได้รับชัยชนะมากกว่า 250 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพราะพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศตอบรับนโยบายของพรรค และมั่นใจว่าเป็นนโยบายที่สามารถจับต้องได้ นำมาปฏิบัติได้จริง

ในการเลือกตั้งที่จะถึงหวังว่ากกต.สามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทันต่อการกระทำผิดการเลือกตั้ง ไม่เอื้อประโยชน์พรรคใดพรรคหนึ่ง มีหลายฝ่ายประเมินว่าการเลือกตั้งที่จะถึง คาดว่าจะมีการใช้เงินมาเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้เลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด นอกจากนี้ ได้รับทราบว่าในบางพื้นที่มีการซื้อเสียงล่วงหน้ากันแล้ว ได้ยินข่าวแล้วน่าตกใจ เพราะมีการประมาณการกันว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะมีการใช้เงินถึงหลักหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน

‘วิษณุ’ยันกกต.มีแผนรับผลศาล
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้องของกกต. เรื่องการนำจำนวนราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทย มาคิดคำนวณจำนวน ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดพึงมี และแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยนัดอภิปรายหารือและ ลงมติ 3 มี.ค.ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดได้ 3 มี.ค.นี้ ถือว่าเร็ว แต่ไม่ทราบว่าสามารถชี้ขาดได้เลยหรือไม่ หากลงมติ 3 มี.ค. ถือว่าเป็นการดี ส่วนจะกระทบไทม์ไลน์เลือกตั้งหรือไม่ ยังไม่รู้ เพราะยังไม่รู้ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร จากการหารือกับ กกต.ทราบว่าได้เตรียมแผนไว้ทุกรูปแบบ หากคำวินิจฉัยระบุว่าให้นับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยรวมด้วยนั้นถูกต้องแล้ว กกต.ก็เดินแผนหนึ่ง ถ้าไม่ถูกก็เดินอีกแผนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบเวลาที่คิดไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรอบเวลาวันเลือกตั้งยังเป็น 7 พ.ค.นี้ นายวิษณุกล่าวว่า แนวโน้มเป็นอย่างนั้น ส่วนที่นายกฯระบุ 7 พ.ค. ไม่ได้ยืนยันเองเพราะนายกฯ ไม่มีสิทธิ์ แต่เป็นการพูดตามที่ กกต.พูดไว้ และดูว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด เหมือนที่ตนเคยอธิบายว่าการเลือกตั้งต้องเป็นวันอาทิตย์ ห่างจากวันยุบสภาไม่เกิน 60 วัน เร็วเกินไปไม่ได้ และช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 50 กว่าวัน จะตกวันที่ 7 พ.ค.นี้ ไม่ว่าจะยุบสภาวันใดก็ตาม แต่หากจะให้เร็วกว่า 7 พ.ค.จะไปตรงกับวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งทำได้ แต่อาจมีเสียงโอดครวญว่าเหลือเวลาหาเสียงได้สั้นลง ส่วนส.ส.ที่เตรียมย้ายพรรคเวลานี้ยังทำได้เพราะการสังกัดพรรคใหม่กรณียุบสภา กำหนดว่าต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน นับจนถึงวันเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญอ่าน คำวินิจฉัย 3 มี.ค.จะยุบสภาได้ทันทีหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่แน่ใจ อยู่ที่นายกฯ ซึ่ง นายกฯ เปรยว่าจะคุยกับพรรครัฐบาล จะเป็นการหารือภายในเพราะสาเหตุการยุบไม่ใช่เพราะรัฐบาลขัดแย้งกับสภา ไม่ใช่คุยใน คณะรัฐมนตรี(ครม.) จึงมีเวลาคิด และการออกพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) ยุบสภา เป็น พ.ร.ฎ.เดียวที่ออกโดยไม่ต้องนำเข้าครม.

‘โรม’ยื่นป.ป.ช.ฟัน‘อุปกิต’
เวลา 09.40 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกก.ก. ให้สัมภาษณ์กรณีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายอุปกิต ปาจรียางกูร ส.ว. ว่า ตนตั้งเป้าว่าภายในวันที่ 28 ก.พ. จะเอานายอุปกิตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นให้ได้ ซึ่งเป็นบันไดขั้นสำคัญที่เราจะต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมและประชาธิปไตยเรากลับคืนมา แม้ปากของรัฐบาลบอกว่าจะจัดการเรื่องทุนสีเทา แต่ถึงเวลาก็ไม่ทำอะไร ไม่แม้แต่จะเสแสร้งว่าจะทำ หากตนเป็นนายกฯ คงบอกว่าจะจัดการให้ จะตั้งตำรวจให้มีการสอบสวน แต่รัฐบาล ไม่แม้แต่จะพูดประโยคนี้ แสดงให้เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมที่จะปล่อยเรื่องนี้ ให้สังคมลืมไป

“วันที่ 23 ก.พ. ผมจะไปยื่น ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบนายอุปกิต ส่วนเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ได้ยื่นทุกเรื่องเนื่องจากบางเรื่องเป็นหน้าที่ของตำรวจ และบางเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการจริยธรรม พูดถึงเรื่องจริยธรรมแล้ว ฝากไปถึงส.ว. ด้วยว่า ที่ส.ว.ชอบพูดว่า ตนเอง เป็นคนดีเช่นนี้ แต่ทำไมเรื่องนี้ถึงไม่สอบเลย หรือสุดท้ายก็ช่วยเหลือพวกกันเอง”

‘ปิยบุตร-พิธา’ซัดกันน่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นาย ปิยบุตร แสงกนกกุล หรือป๊อก เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก “แลนด์สไลด์ ที่พรรคก้าวไกลแก้ไม่ออก” ระบุ ก.ก.คะแนนนิ่งที่ได้จากแฟนพันธุ์แท้ ไม่เพิ่ม ไม่ลด เหมือนน้ำเต็มแก้ว จำเป็นต้องหาคะแนนเพิ่มจากคนที่ยัง ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อเพิ่มส.ส.เขต ซึ่งต้องแก้ปมแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย ต้องทำให้คนเชื่อว่าพรรคจะชนะและเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ ไม่อย่างนั้นคงได้ส.ส.ไม่เกิน 30 ที่นั่ง แต่หากรอเกาะเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ไม่ต้องแก้อะไร

พร้อมแนะให้ขีดเส้นแบ่งใหม่ เป็นการต่อสู้ระหว่างพลังเก่ากับพลังใหม่ ก.ก.คือตัวแทนพลังใหม่ แต่สำคัญคือผู้คนต้องเชื่อว่าเราทำได้จริง ปัญหาคือผู้นำ ก.ก.มีศักยภาพพอที่จะทำให้คนเชื่อว่าจะชนะในเขตเลือกตั้งได้หรือไม่ มีความสามารถพอที่จะทำให้คนเชื่อว่าต้องมี ก.ก.เป็นตัวแทนพลังใหม่ในการเปลี่ยนประเทศได้หรือไม่

ต่อมา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า ก.ก. โพสต์เฟซบุ๊กรำลึก 3 ปี การยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ว่า ก.ก.มีสมาชิกพรรค 70,000 คน แซงอนค.ไปแล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอันดับเป็น 1 ถึง 4 ปีซ้อน อิงจากตัวเลขผู้เสียภาษีให้พรรค พร้อมเรียกร้อง ให้นายปิยบุตรต้องเลิกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ เลิกทำตัวไม่เป็นมืออาชีพ ทำตามที่นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยขอไว้ กลับมา ช่วยกันเท่าที่กฎหมายอนุญาต

จากนั้น นายปิยบุตรโพสต์โต้ว่า เพิ่งได้อ่านนายพิธาเขียน “เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้ผม” ทั้งหมดแล้ว จะทยอยเขียนอธิบายให้ฟัง ทั้งหมดยาวๆ ใครกันแน่ “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” ใครกันแน่ “จับเสือมือเปล่า”

‘ธนาธร’หย่าศึก-ดัน‘ทิม’นายกฯ
ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าอนค. ออกมากลบกระแสความขัดแย้งนี้ โดยโพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ ความว่า “ครบ 3 ปี ยุบพรรคอนาคตใหม่ ผู้มีอำนาจทำลาย poltical project ของเราไม่ได้ ชาวอนาคตใหม่ ผม ปิยบุตร พร้อมสนับสนุน ก้าวไกล ส่งพิธาเป็นนายกฯ คนต่อไป”

นายปิยบุตรได้รีทวีตข้อความดังกล่าวของนายธนาธรไปยังทวิตเตอร์ของตนเองด้วย ส่วนข้อความตอบโต้นายพิธาอย่างรุนแรงในเฟซบุ๊กของนายปิยบุตรได้ถูกลบออกไปแล้ว

เวลา 20.10 น. วันที่ 22 ก.พ. นายปิยบุตร โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมได้คุยกับคุณทิมเรียบร้อยแล้ว ปรับความเข้าใจกันได้ดี ผมยืนยันว่าในสถานการณ์หัวต่อหัวเลี้ยวทางการเมืองเช่นนี้ จำเป็นต้องมีพรรคก้าวไกล ผมสนับสนุนให้พิธา และผู้บริหารพรรคนำพาพรรคก้าวไกลสู้ต่อไปในสนามการเลือกตั้ง

ผมต้องขอโทษพนักงานพรรค ทีมงานที่ประจำอยู่ทุกจังหวัด เครือข่ายต่างๆ เพื่อน ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. สมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนพรรคทุกคน ที่สร้างความกังวลใจและทำให้ทำงานกันอย่างยากลำบาก

ขอให้ทุกคนร่วมต่อสู้ด้วยกัน ช่วยกันทำตามความฝันของทุกคนที่ร่วมกันสร้างมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคก้าวไกล

‘โรม’ยันก้าวไกลไม่แตกแยก
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกก.ก. ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีนายปิยบุตรโพสต์เฟซบุ๊กตลอดมาในการวิพากษ์วิจารณ์ ก.ก.หลายๆ เรื่อง เชื่อว่าคงอยากเห็นพรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ซึ่งนายพิธาอาจคาดหวังให้นายปิยบุตรทำในส่วนอื่นที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวในเรื่องประชาธิปไตย หากมองเบื้องหลังถ้อยคำที่รุนแรงจะพบว่าแต่ละคนล้วนมีแต่ความปรารถนาดี จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนายพิธาบอกว่าอยากให้นายปิยบุตรช่วยเท่าที่ช่วยได้ตามที่กฎหมายเอื้ออำนวย ต้องยอมรับว่าตั้งแต่นายปิยบุตรถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในพรรคได้ แต่ยังสามารถทำเท่าที่ยังทำไหวในการทำให้ประเทศเราพ้นไปจากยุค 3 ป. เริ่มเป็นประชาธิปไตยสักที แม้จะมีถ้อยคำที่รุนแรงไปบ้างแต่เราต้องปรับจูน ปรับแก้กันไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าภายในพรรคมีปัญหากัน ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า สมาชิกพรรค คนที่สนับสนุนพรรคเชื่อว่าเขารักทุกคนทั้งนายธนาธร ทั้งนายปิยบุตร หรือแม้แต่นายพิธา ทุกคนที่เคยเป็นองคาพยพในพรรคอนาคตใหม่ แต่ความไม่เข้าใจกันเป็นเรื่องธรรมดาของพรรค การเมือง ยืนยันเราไม่ได้มีความขัดแย้งกันภายในพรรค ไม่ได้แตกเป็น 2-3 กลุ่ม แต่วันนี้คงจะมีความเข้าใจไม่ตรงกัน หรืออาจใช้ถ้อยคำที่รุนแรงไปบ้าง อาจต้องใช้เวลานี้ในการปรับความเข้าใจ ให้เคลียร์ให้ชัด แต่คงไม่ถึงขั้นที่ทำให้ก.ก. ไม่สามารถเดินหน้าเลือกตั้งต่อไปได้ หรือจะทำให้ ส.ส.แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้

ต่อข้อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดจะกระทบต่อพรรคหรือไม่เพราะเคยเกิดกรณี นายคริส โปตระนันทน์ อดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. มาก่อน นายรังสิมันต์กล่าวว่า กรณีของนาย คริสตัดไปได้เลย เพราะไม่คิดว่ากรณีของ นายคริสจะมีปัญหาอะไร เป็นธรรมดาที่อาจมีความเห็นส่วนตัว ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเราก็อาจเดินออกไป แน่นอนว่านาย ปิยบุตรโพสต์ก่อนหน้านี้เราก็พยายามปรับและนำมาเป็นกระจกส่องตนเองเช่นกัน แต่ยืนยัน ณ วันนี้ ตนยังไม่เห็นสัญญาณแตกแยกภายในพรรคระยะยาว

‘คริส’ขยี้‘พิธา’น้อมรับคำวิจารณ์
นายคริส โปตระนันทน์ อดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ก.ก. โพสต์เฟซบุ๊ก “คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana” ว่า วัฒนธรรมการซุกปัญหาไว้ใต้พรมไม่ใช่ส่วนผสมของระบอบประชาธิปไตย การบอกว่ามาทำภารกิจกันก่อน ส่วนข้อวิจารณ์ ขอให้ทำการภายใน เดี๋ยวเราค่อยแก้ไข ไม่ต่างกับ “การขอเวลาอีกไม่นาน” การวิจารณ์ในที่สาธารณะ อาจเป็นเรื่องยากและเรื่องใหม่สำหรับบ้านเรา ที่มักติดกับ “ลัทธิบูชาผู้นำ”

ก.ก.ยังดีกว่านี้ได้ ต้องเลิกคิดว่าคนที่วิจารณ์ทั้งหมดเป็นศัตรู คุณมาทำการเมือง ต้องน้อมรับคำวิจารณ์ แก้ไขหรือไม่แก้ไขเป็นเรื่องของทีมบริหาร คนส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับทีมบริหารในนั้นสามารถรอได้ ถ้าพรรคปล่อยให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหาร คนส่วนน้อยที่คิดไม่เหมือนโปลิตบูโรจะได้มีช่องให้หายใจบ้าง

เผอิญว่า กลไกในย่อหน้าสุดท้ายไม่มี ประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยไม่เกิดขึ้น วันนี้ผมมีโอกาสได้ทำอะไรในแบบที่ผมฝันแล้ว พี่ๆ น้องๆ คนใด ฝันอยากจะทำการเมืองด้วยอุดมการณ์แบบนี้ ขอเชิญชวนให้มาทำความฝันร่วมกัน

เผยยอดส.ส.เหลือ416คน
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ได้แจ้งที่ประชุมรับทราบถึงสมาชิกลาออกจากส.ส.และลาออกจากสมาชิกพรรคการเมือง 4 คนคือ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.) น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ พปชร. นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พปชร. และนายภาคิน สมมิตรธรกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพปชร. และรับทราบประกาศสภาเรื่องให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ แทนตำแหน่งที่ว่าง คือ นายปฏิวัติ พิจารณ์ ลำดับที่ 5 พรรคประชาธิปไตยใหม่ น.ส.ภคอร จันทรคณา ลำดับที่ 3 ทศล. จากนั้นทั้ง 2 คนได้กล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ทำให้ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 416 คน องค์ประชุม 208 คน

ขณะที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส. นครศรีธรรมราช พปชร. ได้ลุกขึ้นประกาศ ยื่นหนังสือลาออกจากส.ส.กลางที่ประชุม โดยให้มีผลวันที่ 7 มี.ค.

ก่อนการประชุมสภาจะเริ่มขึ้น มีเจ้าหน้าที่ในห้องประชุมสภา นำป้ายชื่อพรรคพลเมืองไทย (พลท.) ออกจากห้องประชุม เนื่องจาก น.ส.ศิลัมภา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลท. ได้ย้ายสังกัดมาอยู่รทสช. อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ก.พ. ทำให้ไม่มี ส.ส.ของพลท. ในข้อมูลของสำนักงานเลขาธิกาสภาแล้ว

น.ส.ศิลัมภาให้สัมภาณ์ว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ. กรรมการบริหารพลท. มีมติให้ตนพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ทำให้ตนต้องหาสังกัดใหม่ และเมื่อ 9 ก.พ. ตนได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก รทสช.แล้ว ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินกิจการของพลท. น.ส.ศิลัมภากล่าวว่า ทราบว่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมรักษาการกรรมการบริหารพลท. และมีมติเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยให้นายคริส โปตระนันทน์ เป็นหัวหน้าพรรค และมีมติเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น “พรรคเราทำได้” อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดต้องสอบถามจากนายคริสอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ รทสช. มีส.ส. ในสภา รวมแล้ว 2 คนคือ นางบุญญาพร นาตะธนภัทร ซึ่งย้ายมาจากพรรคพลังชาติไทย และ น.ส.ศิลัมภา ที่ย้ายมาจากพลท.

รุมจวกเลื่อนใช้พ.ร.บ.อุ้มหาย
สำหรับการประชุมสภา ก่อนเข้าสู่วาระ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. หารือว่า ตนร่วมเป็นผู้เสนอ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (กฎหมายซ้อมทรมานอุ้มหาย) ให้รัฐสภาเห็นชอบ มีผลบังคับใช้ 22 ก.พ.2566 แต่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยกเว้นไม่บังคับใช้ มาตรา 22-25 ไปอีก 8 เดือน ด้วยเหตุผลสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มีความพร้อม รัฐบาลออก พ.ร.ก.ลักษณะนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และนายกฯ ยังไม่รีบนำส่ง พ.ร.ก.มาให้รัฐสภารับรองภายในกำหนดโดยเร็วอีก ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 (3)

เวลา 10.30 น. พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพท. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์พรรคเสรีรวมไทย (สร.) นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. แถลงกรณีเดียวกัน โดย นพ.ชลน่านกล่าวว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย ผ่านรัฐสภา แปลว่ากระบวนการตรากฎหมายรอบคอบ แต่ ครม.อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ออก พ.ร.ก.เลื่อนวันบังคับใช้ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย ทั้งยังขัดเจตนารมณ์กฎหมายอย่างชัดแจ้ง

นายสมชัยกล่าวว่า ถ้า ครม.ไม่แสดงความตั้งใจส่ง พ.ร.ก.มาสภา ภายในวันที่ 24 ก.พ. ศุกร์ตนจะยื่น ป.ป.ช.ให้ถอดถอน ครม.ทั้งคณะ เนื่องจากจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย และฝ่ายค้านจะใช้สิทธิอภิปรายรวมถึงรวบรวมรายชื่อ 1 ใน 5 ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความพ.ร.ก.

ลุยกรุง – นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค เปิดตัวนายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ผู้สมัครส.ส.กทม. ที่เวทีปราศรัยหมู่บ้านเสนานิเวศน์โครงการ 1 เขต 12 ลาดพร้าว วังทองหลาง เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

กม.กัญชาตกสภา-ภท.ดันต่อ
สำหรับการประชุมสภา เป็นระเบียบวาระเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว เวลา 11.00 น. เข้าสู่การลงมติในมาตรา 15 เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 15/1 ที่ กมธ.เพิ่มขึ้นใหม่ เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตเพื่อปลูกกัญชา ส.ส.ฝ่ายค้าน และปชป. แสดงความเห็นคัดค้านกัญชาเสรี เพราะจากสถานการณ์ขณะนี้การใช้กัญชาระบาดไปทั่ว เป็นการปลดล็อกกัญชาก่อนมีกฎหมายออกมาควบคุม จึงต้องปิดสวิตช์ให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติดเช่นเดิม ด้าน กมธ.และส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตอบโต้ว่านโยบายนี้ไม่ใช่กัญชาเสรี และจะต้องรีบผ่านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์

กระทั่งช่วงแสดงตนในมาตรา 15/3 บรรยากาศห้องประชุมค่อนข้างโหรงเหรง แต่สามารถลงมติในมาตรานี้ได้อย่างหวุดหวิด เกินองค์ประชุมมาเพียง 3 เสียง โดยมีผู้ลงมติ 211 เสียง เห็นด้วย 148 เสียง ไม่เห็นด้วย 21 เสียง งดออกเสียง 36 เสียง ไม่ลงคะแนน 6 เสียง จึงถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับการเพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ของกมธ.

จากนั้นนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่ 2 ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้แจ้งว่า เราจะดึงดันประชุมต่อไปก็ไม่ครบองค์ประชุม จึงขอปิดประชุมในเวลา 14.42 น. แล้วเจอกันใหม่ในวันที่ 23 ก.พ. ซึ่งถือว่าร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ต้องตกไป เพราะเป็นร่างพ.ร.บ.ที่พรรคการเมืองเสนอ หากจะเสนอกลับมาใหม่ต้องเป็นสภาสมัยหน้า

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภท. ประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. กัญชา กัญชง พ.ศ. … ให้สัมภาษณ์ว่า แนวโน้มชัดเจนแล้วว่ากฎหมายนี้จะไม่ผ่านสภา ดังนั้น สมัยหน้า ภท.จะเสนอเข้ามาใหม่

ปปช.แจ้งข้อกล่าวหา‘ทักษิณ’
ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร แสดงความคิดเห็นทางคลับเฮาส์หลังถูก ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวผิดในคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องยนต์แอร์บัส A340-500 จำนวน 10 ลำ ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อกล่าวหางวดแรกและจะมีงวดที่ 2 ตามมา ซึ่งในการแจ้งข้อกล่าวหามีอดีตนายกฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้วคงจะไปตรวจสอบข้อเท็จจริง สาเหตุที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และอาจทราบว่ามีคนให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง แต่ในขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ป.ป.ช.มีการสอบพยานปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว

ส่วนการที่นายทักษิณกล่าวอ้างว่ามีการให้ข้อมูลพยานหลักฐานที่เป็นเท็จ ก็จะต้องพิสูจน์ โดย ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตามข้อมูลที่มีอยู่ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและนำพยานหลักฐาน พยานบุคคล พยานเอกสารมาแสดงต่อ ป.ป.ช. เหมือนเป็นการซักค้าน ยอมรับว่า ป.ป.ช.ยังไม่ได้เจอพยานผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ทราบว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ ยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิด เพียงแต่แจ้งข้อกล่าวหาให้รับทราบและมาชี้แจง ส่วนที่บอกว่าเหตุใดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ไม่ถูกแจ้งข้อหานั้น เบื้องต้นยังไม่มีมูลที่จะซัดทอดว่าเป็นคนสั่งการอนุมัติ เพราะหลักฐานที่ป.ป.ช. มี เป็นอีกคนที่สั่งการ แต่หากภายหลังมีมูลและมีการพาดพิงไปถึงก็กลับมาพิจารณาได้ เพราะข้อกล่าวหายังไม่ยุติ เพียงแต่ไม่แจ้งข้อกล่าวหา เรื่องนี้ต้องวินิจฉัยทั้งเรื่องใครผิดใครถูก จะวินิจฉัยในตอนสุดท้าย ฉะนั้นจึงแจ้ง ข้อกล่าวหาในส่วนที่มีหลักฐานก่อน

ศาลฎีกาชี้‘กนกวรรณ’รุกเขาใหญ่ ห้ามนั่งเก้าอี้การเมืองตลอดชีวิต
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ.2/2565 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ผู้ร้อง นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตรมช.ศึกษาธิการ ผู้คัดค้านเรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คดีนี้ ป.ป.ช.ผู้ร้องยื่นคำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2545 ผู้คัดค้านดำเนินการ ขอออกโฉนดที่ดินในพื้นที่หมู่ที่ 15 ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 30-2-80.5 ไร่ โดยอ้างว่าซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจาก นายทิว มะลิซ้อน เมื่อปี 2533 แต่นายทิวไม่มีตัวตน ทั้งไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และแนวเขตป่าไม้ถาวร ป่าเขาใหญ่ ทำให้รัฐสูญเสียที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติให้แก่ผู้คัดค้าน การออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 41158 ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จึงมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นความเสียหาย ร้ายแรง ผู้คัดค้านยังคงยึดถือครอบครองที่ดินต่อเนื่องตลอดมาจนกระทั่งเข้าดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ

ป.ป.ช.ผู้ร้องจึงขอให้ศาลฎีกา มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกา รับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษา ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 8 และข้อ 11, 17 ประกอบข้อ 27

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.65 ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีคำสั่งให้นางกนกวรรณ ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีคำพิพากษา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 87 วรรคสาม และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 12 วรรคสอง และมีการพิจารณาคดีครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 65 และมีการพิจารณาคดีเรื่อยมาจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า นางกนกวรรณฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่าง ร้ายแรงให้พ้นจากตำเเหน่งรมช.ศึกษาธิการ 26 ส.ค.65 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสี่ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

ด้านนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวภายหลังศาลฎีกาพิพากษา น.ส.กนกวรรณ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ว่า คดีเกี่ยวกับ น.ส.วิลาวัลย์ แบ่งเป็น 2 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีแรกเกี่ยวกับเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่ศาลฎีกาตัดสิน แต่ยังมีในส่วนคดีอาญา ขณะเดียวกัน นายสุนทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี และ น.ส.กนกวรรณ ยังถูกกล่าวหาเพิ่มเติมกรณีออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบอีก 1 สำนวน ซึ่งยังนำสืบไม่เสร็จ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน