จัดประชุมใหญ่คึกคัก ประยุทธ์เมินจม.พี่ป้อม จี้เลิกขุดรัฐประหารปี 57ปปช.ฟ้อง‘หมอพรทิพย์’คดีจัดซื้อเครื่องจีที200
เพื่อไทยประชุมใหญ่คึกคัก ‘อุ๊งอิ๊ง-ชลน่าน’ ประกาศก้าวข้าม 250 เสียง ลุยเพิ่มเป้าหมายแลนด์สไลด์เป็น 310 ที่นั่ง ตั้งรัฐบาลเข้มแข็ง ปิดสวิตช์ส.ว. กำจัดระบอบประยุทธ์ ‘บิ๊กตู่’ เมินจดหมาย‘พี่ป้อม’ วอนเลิกขุดรัฐประหารปี 57 ขึ้นมาดิสเครดิต ลั่นเดินหน้าสู้ตามกติกาประชาธิปไตย ‘บิ๊กป้อม’ เตรียมปราศรัยเปิดตัวผู้สมัครกทม.18 มี.ค. หวังกวาดส.ส.เกิน 12 เก้าอี้ ต่อสายกล่อม ‘นิโรธ’ ให้อยู่ พปชร.ต่อ หลังโดน รทสช.ทาบย้ายพรรค ป.ป.ช.ลุยฟ้องเอง ‘หมอพรทิพย์’ คดีจัดซื้อเครื่องจีที 200 ยืนยันมีหลักฐานแน่น
‘บิ๊กตู่’อ่านจดหมาย‘พี่ป้อม’แล้ว
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าปฏิบัติภารกิจในเวลา 09.12 น. โดยได้ถอดสาย ARM SLING หรือสายคล้องแขนออกจากมือด้านขวาแล้ว คงเหลือเพียงเฝือกอ่อนไว้ ขณะที่บริเวณมือด้านซ้าย ได้ถอดอุปกรณ์ทางการแพทย์ สายฉีดยาออกแล้วเช่นกัน หลังจากรักษาอาการมืออักเสบ มาหลายวัน และเวลา 10.30 น. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2566
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ว่า ในฐานะนายกฯ ก็มองว่าทุกคนหาเสียงในสิ่งที่ตัวเองจะทำในวันข้างหน้า ตนก็ไม่อยากไปเกี่ยวข้อง ต่างคนต่างหาเสียงไปกัน แต่หากจะตอบที่ไม่ใช่ในฐานะนายกฯ ในการหาเสียงตนบอกแล้วต้องทุกอย่างต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ไม่ให้เกิดภาระกับประเทศในวันข้างหน้า เพราะเราแก้มาตั้งนานแล้วหลายๆ เรื่องก็ดีขึ้น จะกลับไปที่เก่าทั้งหมดก็มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) ออกจดหมายฉบับที่ 5 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็อ่านๆ อ่านไป ไม่เห็นมีอะไร ใครจะเขียนก็เขียนได้ทั้งนั้น คิดเอาเองแล้วกัน ต่อข้อถามว่า ในจดหมายย้อนถึงเรื่องอำนาจนิยมและการรัฐประหาร (รปห.) พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เลิกได้แล้วตั้งแต่ ปีไหนมาแล้ว ผมมายืนตรงนี้มายืนด้วยอะไร รัฐธรรมนูญไม่ใช่เหรอ ด้วยระบบสภาไม่ใช่เหรอ แล้วในช่วงก่อนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ลองดูซิว่าถ้ามันไม่มีอะไรที่ทำให้ความขัดแย้งลดลงมันจะเกิดอะไรขึ้น ถึงวันนี้เราจะยืนอยู่แบบนี้ได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
วอนเลิกขุดรปห.มาดิสเครดิต
ต่อข้อถามว่า วันนี้บรรยากาศไม่ได้มีความขัดแย้งแบบนั้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่เห็นจะมีอะไรเลย เพียงแต่ประชาชนทุกคนต้องคิดว่าเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว ทุกอย่างจะพัฒนาได้ประเทศต้องสงบเรียบร้อย มีความสุข คือไม่มีเรื่องรุนแรงเกิดขึ้น ขออย่ากลับไปที่เดิมอีกเลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร เขียนเรื่องนี้ 2-3 ครั้งที่ย้อนถึงเรื่องการรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็แล้วแต่ท่าน แล้วใครจะรัฐประหาร ใครจะทำ ผมถาม ผมเคยพูดไปตั้งนานแล้วว่ามันครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ควรจะมีอีกแล้วและอยู่ที่พวกเราจะช่วยกันได้อย่างไร ถ้าขัดแย้งรุนแรงกัน ผมก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาด้วยอะไร เพราะผมไม่เกี่ยวแล้ว” ต่อข้อถามว่าแสดงว่าหลังจากนี้จะไปสู่ประชา ธิปไตยในการเลือกตั้งใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า แล้ววันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยเหรอ ก็ประชาธิปไตย ทุกคนพยายามรักษากฎกติกากฎหมาย
ต่อข้อถามว่า มีกระแสพูดถึงเรื่องการรัฐประหารในช่วงนี้มองว่าเป็นการดิสเครดิตก่อนการเลือกตั้งหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ นายกฯ มาแบบนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เหรอนานแล้วนะ เธอก็ถามท่านมาแบบนี้อยู่แล้ว ก็แน่นอน เขาต้องดิสเครดิตเราแน่นอน อธิบายชี้แจงไปก็หลายครั้ง สภาพูดอะไรก็คิดเอาเองแล้วกัน”
เมื่อถามว่านายกฯ มองว่าวันนี้พล.อ. ประวิตร เปลี่ยนไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็เป็นพี่ผมเหมือนเดิม ไม่มีอะไรหรอก” ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางที่ออกมาเป็นการสื่อสารด้านการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็มีคนช่วยท่านเยอะอยู่แล้วนิ” เมื่อถามอีกว่ามองว่าคำพูดที่ใช้อาจมาจากคนรอบข้าง ไม่ใช่จากพล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่ทราบ
ปัดมอง‘เศรษฐา’เป็นคู่แข่ง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดหน้าทางการเมืองเต็มตัวมองว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากังวลหรือไม่ว่า “ผมไม่เคยไปแข่งอะไรกับท่าน เพียงแต่ที่พูดในครั้งก่อนนั้น อยากให้มองมุมภาพใหญ่ที่รัฐบาลทำตอนนี้ ทุกคนเก่งหมด หลายคนอาจจะมองว่าผมไม่มีความรู้เศรษฐกิจ แต่ผมอยู่มาหลายปีแล้วและได้ศึกษา พร้อมทั้งมีคนเก่งอยู่กับผมจำนวนมากเป็นร้อยคน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่าตอนนี้พรรคไหนเป็นคู่แข่งตัวจริง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่รู้เหมือนกันทุกพรรคแหละมั้ง เพราะทุกพรรคก็แข่งกันหมด”
ต่อข้อถามว่า พล.อ.ประวิตร ชูจุดขายเรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง ในเรื่องขั้วอำนาจอนุรักษนิยมและเสรีนิยม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “แล้วมันขัดแย้งตรงไหนตอนนี้ ขั้วอะไร ผมไม่เห็นมีขั้วสักขั้ว ก็คิดกันเองหมด อย่าสร้างความสับสนอลหม่านมากนักเลย ใครพูดอะไรมาขยายหมดมันก็มีแต่เรื่อง ผมจะไม่พูดอะไร เรื่องพวกนี้มันจบไปแล้ว ของเก่าก็ของเก่า วันนี้เดินหน้าประเทศไปเถอะ บนท่ามกลางความสงบสุข ความเรียบร้อยของประเทศชาติไม่ดีกว่าหรือ ผมคิดแค่นี้ ที่ผ่านมาผมคิดแบบนี้มาตลอด”
ลั่นสู้ตามกติกาปชต.
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากได้กลับมาจะพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตอนนี้ความขัดแย้งมันไม่มี จะมีตรงไหน ตนไม่เห็นมีอะไร ขัดแย้งทั้งสิ้น แต่ถ้าความเห็นต่างโอเค รับได้ ถ้าความขัดแย้งต้องต่อยตีกัน หรือทำอะไรสักอย่าง ทุกคนทราบดีอยู่แล้วหลายปีที่ผ่านมาเกิดมาแล้ว อย่าให้เกิดอีก”
ต่อข้อถามว่า มองอย่างไรกับการที่นายกฯ พยายามจะสู้บนระบอบประชาธิปไตยตามกติกา แต่มีคนพยายามลากออกมาเล่นนอกกติกา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อ้าว เรื่องอะไรผมจะให้เขาลากออกไปเล่า ผมก็อยู่ในกติกาของผม กติกาของประชาธิปไตย วันนี้จาก ต่างประเทศประเมินประเทศไทยอันดับขึ้นเรื่องประชาธิปไตยดูตรงนั้นสิ โลกลงคะแนนกันมาแล้ว คะแนนเราสูงขึ้นแล้ว มาบอกว่าเราไม่มีประชาธิปไตยตรงไหน ผมไม่เข้าใจ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า อาการมือเจ็บของ นายกฯ ยังต้องให้ยาฆ่าเชื้ออยู่อีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังต้องให้ทุกวัน เมื่อถามว่า สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไปได้เพราะไปด้วยหัวใจ”
ควง‘ป๊อก-เฮ้ง’ลุยฉะเชิงเทรา
ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ ร่วมคณะ
เวลา 14.30 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะออกเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากสนามเฮลิคอปเตอร์ กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ไปยังจุดจอดเฮลิคอปเตอร์(ฮ.) ช.พัน.2 รอ. ค่ายศรีโสธร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร เพื่อสักการะหลวงพ่อพระพุทธโสธร และกราบนมัสการพระราชภาวนาพิธาน เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร
จากนั้น เวลา 16.00 น. นายกฯ เป็นประธานในพิธีเปิดสวนสาธารณะเฉลิม พระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา และเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สินค้าของดีเมืองแปดริ้ว และผลิตภัณฑ์ จากการส่งเสริมอาชีพของอบจ.ฉะเชิงเทรา ก่อนกลับถึงสนามเฮลิคอปเตอร์ กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ เวลา18.30 น.
หัวหน้าพทท.ตาม‘ชัช’เข้ารทสช.
ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ นาย โกวิทย์ พวงงาม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) มาสมัครเป็นสมาชิก รทสช. โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และนายชัชวาลล์ คงอุดม รองหัวหน้าพรรคต้อนรับ พร้อมสวมเสื้อสัญลักษณ์พรรคให้นายโกวิทและสมาชิกพรรคที่ตามมาด้วย
นายโกวิท ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับ พทท.จะยังคงสภาพของพรรคไว้ แต่ขุมพลังของพรรคหลายคนมาอยู่ที่ รทสช. บางคนอาจ แยกไปอยู่พรรคอื่นบ้าง แต่ตนยังคงยึดมั่นในการทำงานเพื่อท้องถิ่นได้เรียนกับนายพีระพันธุ์แล้วว่าอยากทำยุทธศาสตร์เรื่องท้องถิ่นและการศึกษา โดย 2 พรรคนี้จะทำงานไปด้วยกันเพราะยืนอยู่ข้างรัฐบาลเหมือนกัน
‘บิ๊กป้อม’จ่อโชว์ผู้สมัครกทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่เข้าปฏิบัติภารกิจในทำเนียบรัฐบาล เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 1/2566 และการประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 1/2566 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด กรุงเทพฯ
ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพปชร. และกรรมการสรรหาผู้สมัครส.ส.ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดปราศรัยใหญ่ในกทม. ในวันที่ 18 มี.ค. เวลา 17.00 น. ที่ลานคนเมืองกทม. ว่า ในวันดังกล่าวพล.อ.ประวิตร หัวหน้าพปชร.จะร่วมเวทีด้วย โดยจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 เขต นำเสนอนโยบายสำหรับคนกทม. ที่เน้นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง จะมีทีมเศรษฐกิจของพรรค นำโดย นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง นายมิ่งขวัญ แสง สุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีแนะนำนโยบาย
นอกจากเวทีใหญ่ในกทม.ในวันดังกล่าวแล้ว พรรคจะจัดเวทีย่อยในกทม. ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อนำเสนอนโยบายของพื้นที่ในเขตนั้นๆ สำหรับความคืบหน้าการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคนั้นขณะนี้ได้ตัวครบเกือบหมดแล้ว มีเพียงบางพื้นที่ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเขตใหม่ คือลด 4 จังหวัด และเพิ่ม 4 จังหวัด รวมถึงในกทม.
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคตั้งเป้ารักษาฐานส.ส.กทม.เท่าไหร่ หลังจากรอบที่แล้วได้ 12 คน นางนฤมลกล่าวว่า จะพยายามทำให้ได้มากกว่าเดิม เพราะเชื่อมั่นว่าผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคมีของดีอยู่ในตัว เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร ตั้งเป้ามากกว่าเดิม นางนฤมลกล่าวว่า อยากได้ที่นั่ง ส.ส.กทม. 12+ ขึ้นไป
ต่อสายกล่อม‘นิโรธ’อยู่พปชร.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) พปชร.ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธานการประชุมช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค มาประชุมเกือบทั้งหมด ขาดเพียง บางราย เช่น นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส. นครสวรรค์ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ทำให้กรรมการบริหารพรรคคนอื่น สอบถามกันว่านายนิโรธจะเอาอย่างไร อยู่หรือไป เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวว่าถูกชวนไปอยู่กับรทสช.
ขณะที่ พล.อ.ประวิตรแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า นายนิโรธป่วยและได้ลาประชุมต่อหัวหน้าพรรคแล้ว แต่ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประวิตรได้ต่อโทรศัพท์หานายนิโรธถึงความชัดเจนว่าจะอยู่หรือไป ซึ่งนายนิโรธอ้างว่า กำลังเจรจากับคนใกล้ชิดรายหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ พล.อ.ประวิตร บอกกับนายนิโรธทำนองว่า “ไม่ต้องไป อยู่ที่นี่แหละ”

ปลุกพลัง – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประชุมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 7 จังหวัดภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อซักซ้อมความพร้อม ให้กำลังใจปลุกพลังขอให้ทุ่มเทเดินหน้าอย่างดีที่สุด ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.
‘อู๊ดด้า’ปลุกพลังชิงภาคกลาง
เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าปชป. ร่วมประชุมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ปชป.เขตภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ได้แก่ จ.ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง และอุทัยธานี ทั้ง 16 คน ประกอบด้วย นายประชา ยอดวานิช นายสนธยา ภูษิต ชัยนาท, นายนเรศน์ ดาวเรือง นายเอกราช ใกล้สว่าง ดร.เอก เกิดเต็มภูมิ นายเกรียงไกร จู้ทิ่น นายอาทิตย์เทพมงคล ทองรอด พระนครศรีอยุธยา, นายวีระศักดิ์ วิสิฐศักดิ์ชัย นายธนสรรค์ คงสงฆ์ นายชุมพล นวลวิจิตร ลพบุรี, นายสมพงษ์ ภูพานเพชร สระบุรี, นายสาโรจน์ พันธาสุ สิงห์บุรี, นายชวลิต ประสิทธิสมบัติ น.ส.ภัทรสุดา บุษรานันท์ อ่างทอง และนายกุมภา วงษ์หัสแดง นายวิทยา จันทร์สม อุทัยธานี
นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นการประชุมภาคกลาง 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งหมด 21 เขต เพื่อซักซ้อมความพร้อมและให้กำลังใจ ผู้สมัครทุกคนให้ขยัน และใช้พลังเพิ่ม ทุกอย่างไม่เกินความสามารถของเราทุกคน พวกเรามีสิทธิ์สู้ได้ทุกคน ขอให้มุ่งมั่นทุ่มเทเดินหน้า ทุกอย่างถือว่าไปได้ดีที่สุด ทั้งนโยบาย ทั้งคน
ชทพ.ไม่แข่ง‘อ่างทอง-บุรีรัมย์’
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงทีมเศรษฐกิจของ ชทพ.ว่า ทีมเศรษฐกิจพรรคจะมีนายสันติ กีระนันท์ ดูแลตลาดเงิน ตลาดทุน นายกนก วงษ์ตระหง่าน ดูแลด้านสังคม เศรษฐกิจฐานราก ส่วนด้านการเมืองตนดูแล และเตรียมเปิดตัวนายชาติชาย พยุหนาวีชัย อดีต ผอ.ธนาคารออมสิน เป็นทีมเศรษฐกิจที่มีความพร้อมทุกมิติ ขุนพลแต่ละด้านครบ แม่ทัพแต่ละด้านก็พร้อม ครบเครื่องหมดแล้ว ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงตลาดทุน ตลาดหุ้น เป็นการพร้อมมากที่สุดแล้ว
ส่วนกำหนดการหาเสียงของพรรคเราจะออกไปนำเสนอนโยบายและปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่ซีลหมดแล้ว ทุกสนามเคาะแล้ว ใครจะเข้าไปก็ได้ลองดู และเราจะกลับไปอีกรอบหนึ่งคือเราจะแพ้ ไม่ได้ ป้องกันด้วยชีวิต พื้นที่อื่นภาคกลางจะไปที่ จ.เพชรบุรี ภาคเหนือที่ จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอนมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ค่อนข้างที่มีน้ำหนัก ภาคอีสานมีพื้นที่หลักคือ จ.ร้อยเอ็ด และพื้นที่อื่นอีก 3-4 จังหวัด ส่วนภาคใต้อาจส่งบางเขต เราจะไม่ส่ง จ.อ่างทอง และบุรีรัมย์ เพราะเป็นเรื่องของมารยาทและไม่อยากให้ใครเสียความรู้สึก
ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) ตั้งเป้าไว้ 10-12 คน และคาดจะได้ส.ส.เขตประมาณ 25 คน ชทพ.จะเน้นนโยบายด้าน สิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค และว่าที่แคนดิเดตนายกฯ อาจไม่ได้เป็นนายกฯ แต่จะได้เข้าไปทำนโยบายให้เกิดได้จริง ถือเป็นกระบวนการมุ่งไปสู่นายกฯ ไม่ใช่ไปเป็นนายกฯ จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันเลือก ถ้าชอบสิ่งแวดล้อมก็เลือก ชทพ.

แลนด์สไลด์ – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้า ครอบครัวฯ ร่วมประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ประกาศย้ำแลนด์สไลด์ตั้งเป้าต้องได้ 310 ส.ส.ขึ้นไป ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 มี.ค.
พท.ประชุมใหญ่-ชูเป้า 310 เสียง
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 โดยมีแกนนำ คณะกรรมการบริหารพรรค อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัว เพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พท. นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรค เข้าร่วม
นพ.ชลน่าน กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ประเทศไทยปัจจุบันนี้ถือเป็นจุดต่ำสุด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า พท.เท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงจุดนี้ได้ เราเคยประกาศยุทธศาสตร์และเป้าหมายการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย คือแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ต้องได้ ส.ส.มากกว่า 250 ที่นั่งขึ้นไป แต่เวลานี้สิ่งที่มุ่งหวังตรงนั้นและสิ่งที่วางแนวทางไว้ว่าต้องชนะ ส.ว. 250 ที่นั่งที่มีอยู่ในวุฒิสภา เราไม่กังวลกับหน้าที่และอำนาจของส.ว.ต่อไปอีกแล้ว เพราะมั่นใจว่าเราผ่านจุด 250 เสียงขึ้นมาแล้ว
ขอประกาศว่าเราต้องได้อำนาจจากพี่น้อง 310 เสียงขึ้นไป ซึ่งเป็นเสียงที่จะบอกกับผู้มีอำนาจขณะนี้ว่าเราต้องการกำจัดให้ระบอบประยุทธ์สิ้นซาก ระบอบประยุทธ์เป็นระบอบที่อันตรายมาก ทำลายโอกาสของพี่น้องประชาชน ดังนั้น 310 เสียงเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราจะร่วมสู้ร่วมก้าวกันต่อไป เพื่อให้ได้รัฐบาลของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงคือรัฐบาลของพท. เราจะเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในนามรัฐบาลพท. จึงต้องเลือกพท.ทั้งคนทั้งพรรคทั้ง 2 ใบ
ส่วนการสรรหาแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคนั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และมีรายชื่อมากกว่า 3 คน ยืนยันพท.จะส่ง 3 คน เราตั้งใจจะประกาศรายชื่อช้าที่สุดก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อ ยกตัวอย่างถ้ายุบสภา 22 มี.ค. มีการเปิดรับสมัคร หากปิดรับสมัคร 28 มี.ค. ช้าสุดจะประกาศไม่เกิน 28 มี.ค.
ขอเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ด้าน น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศเป็นรัฐบาลพรรคเดียวว่า จริงๆ อยากเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง เป็นรัฐบาลที่ไม่ถูก ล้มด้วย ส.ว. ไม่แต่งตั้งนายกฯ ได้ด้วย ส.ว. เราอยากเป็นรัฐบาลที่จัดตั้งนายกฯ ได้โดยประชาชน “จริงๆ เราต้องช่วยกัน ที่หัวหน้าพรรคประกาศเรื่อง 310 เสียงเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องมีทุกคนทั้งหัวหน้า เลขาฯ พรรค นายเศรษฐา และทุกคนที่ต้องช่วยกันทุกจุด เราไม่สามารถทำได้เพียงคนเดียว เพราะนี่คือการใหญ่มากๆ เราต้องเดินหน้าเต็มที่”
ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร ร่อนจดหมายเชิญชวนทั้งสองขั้วการเมืองก้าวข้ามความขัดแย้งนั้น น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เราไม่ได้มองหาความขัดแย้งอยู่แล้ว ส่วนการจับมือทางการเมืองนั้นยังเร็วไปมากที่จะบอกว่าเราจะร่วมกับใคร เรามองหาคนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเหมือนกัน อุดมการณ์เรื่อง ปากท้อง เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง
ด้านนายเศรษฐา กล่าวกรณีการออกจดหมายขอลางานชั่วคราวโดยไม่รับเงินเดือนจาก บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เพื่อมาช่วย พท.ปราศรัยหาเสียงช่วงการเลือกตั้งว่า ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่แฟร์กับทุกคน การที่ตนเดินมาสู่สนามการเมือง เราอยากทุ่มเทให้เต็มที่กับการเลือกตั้งครั้งนี้
เมื่อถามว่าจะได้เห็นนายเศรษฐาและ น.ส.แพทองธาร ขึ้นเวทีปราศรัยที่ จ.พิจิตร และพิษณุโลกช่วงสุดสัปดาห์นี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นเรื่องการนำเสนอนโยบาย ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธารและทีมงานทำไว้ดีแล้ว ตนแค่เข้ามาเป็นตัวเสริม ซึ่งตนพร้อมจะขึ้นเวทีปราศรัย
‘อิ๊ง-เสี่ยนิด’จับมือขึ้นเวทีแรก
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย เปิดเผยว่า พท.ลงพื้นที่และจัดเวทีปราศรัย ที่ จ.พิจิตรและพิษณุโลกระหว่างวันที่ 11-12 มี.ค. นอกจากการนำเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ทั้งราคาพืชผลการเกษตร การบริหารจัดการน้ำแล้ว ไฮไลต์สำคัญในครั้งนี้คือจะเป็นครั้งแรกที่น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา ขึ้นเวทีปราศรัย โดยมีแกนนำคนสำคัญของพรรคพท.เข้าร่วมเช่นเคย
โดยวันที่ 11 มี.ค. คณะพท.จะไปจ.พิจิตร สักการะหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร ก่อนไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ส่วนวันที่ 12 มี.ค. ไปจ.พิษณุโลก กราบสักการะพระพุทธ ชินราช ก่อนไปเปิดเวทีปราศรัยที่อาคารวังเป็ดร่วมใจ วัดวังเป็ด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สวนกลางเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป สัปดาห์ถัดไป พท.มีโปรแกรมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมี นายเศรษฐาเข้าร่วมด้วย ส่วนบางพื้นที่จะมีน.ส.แพทองธารร่วมกับนายเศรษฐา รวมถึงยังคงขึ้นเวทีปราศรัยในช่วงสุดสัปดาห์อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงกำหนดคลอด
นับจากนี้ไปจะเห็นว่าทีมพท.มีความพร้อมและสมบูรณ์มากขึ้นทุกวัน ถือเป็นพรรคที่มีความพร้อมมากที่สุดก็ว่าได้ ถ้าทุกคนเห็นตรงกันว่าเรื่องความเป็นอยู่ ปากท้อง และเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน พท.มีความพร้อมทั้งในแง่บุคลากร ประสบการณ์ เป็นที่ประจักษ์ของสังคม เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน
เล็งฟ้อง‘ชวน’เบรกพรก.อุ้มหาย
ที่พรรคเสรีรวมไทย (สร.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย แถลงถึงการทำหน้าที่ของนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2566 สั่งไม่ให้ลงมติพ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายภายหลังมีส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความถูกต้องของพ.ร.ก.ดังกล่าว ว่า การทำหน้าที่ของนายชวนส่อทำผิดรัฐธรรมนูญ เริ่มจากการแจ้งเรื่องให้ที่ประชุมสภาทราบในเวลา 13.19 น. วันที่ 28 ก.พ. ว่า มีส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเข้าชื่อกันส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความถูกต้องของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ทำให้ที่ประชุมสภาต้องยุติการลงมติพ.ร.ก.ดังกล่าว
ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นหนังสือราชการพบว่า เรื่องการเข้าชื่อของส.ส .ฝ่ายรัฐบาลส่งมาถึงกลุ่มงานประธาน ทางสภาทราบเรื่องเวลา 13.35 น. วันที่ 28 ก.พ. นายชวนต้องลงชื่อรับทราบเรื่องหลังจากนั้น แต่ปรากฏว่านายชวนไปแจ้งเรื่องการเข้าชื่อของส.ส.ฝ่ายรัฐบาลให้ที่ประชุมสภารับทราบเวลา 13.19 น.ก่อนเซ็นรับทราบหนังสือได้อย่างไร นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 จะต้องยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อน จึงค่อยเบรกการพิจารณาพ.ร.ก.ฉบับนั้น ไม่ใช่ไปสั่งเบรกก่อนแล้วจึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ
ตนจะนำกรณีดังกล่าวหารือที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายชวน จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถ้าป.ป.ช.ระบุว่ามีความผิดจะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาพิจารณาต่อไป ถ้าศาลตัดสินว่าผิด จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต รวมถึงพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี ด้วยหรือไม่ก็ได้
ครม.คืนตำแหน่งเลขาฯศอ.บต.
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า การครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยอนุมัติยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2566 เรื่องการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ของพล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เและให้คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่เดิม (เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือศอ.บต.) ต่อไปอีกไม่เกินหนึ่งปี ตามมาตรา 58 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 นั้น สาเหตุหลักเนื่องจากเกรงว่าการดำรง ตำแหน่งเลขาฯ ศอ.บต.ของพล.ร.ต.สมเกียรติ จะมีปัญหาได้เนื่องจากครบวาระ 4 ปี
เนื่องจากตำแหน่งเลขาฯ ศอ.บต.ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2562 นั้น แม้จะเป็นมติ ครม.แต่ก็ยังเป็นรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะรัฐบาลประยุทธ์ 2 เริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2562 เพื่อไม่ให้เป็นปัญหา อีกทั้งพล.ร.ต.สมเกียรติจะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.2566 ครม.จึงมีคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกฯ แล้วจึงมีคำสั่งอีกครั้งให้ยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าว และให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ ศอ.บต.เช่นเดิม โดยอาศัยมติ ครม.ชุดปัจจุบัน