ตู่ปลื้มลุยสงขลา-ยะลาเชียร์ลั่น พีระพันธุ์คิกออฟ-ชู5นโยบาย ปชป.เปิดเพิ่มล็อต2อีก8ด้าน นิโรธทิ้งพปชร.ย้ายซบ‘รทสช.’

‘อุ๊งอิ๊ง’ ควง ‘เศรษฐา’ ลุยพิจิตร ไหว้หลวงพ่อเพชร ‘เสี่ยนิด’ ประเดิมปราศรัยเวทีแรกกับเพื่อไทย ชี้ 8 ปีประเทศไทยเสียโอกาส ไม่มีที่ยืนบนเวทีโลก ด้านณัฐวุฒิลั่นวันที่ 17 มี.ค. เปิดนโยบายชุดใหญ่ ด้าน ‘ตู่’ยกคณะทัวร์สงขลา-ยะลา ไหว้ขอพรศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ให้ทำงานสำเร็จ ปลื้มเสียงเชียร์กระหึ่มตลอดเส้นทาง หยอดหวานไม่เคยลืมภาคใต้ รทสช.คิกออฟแคมเปญหาเสียง ชู 5 นโยบาย ใช้บัตรสวัสดิการพลัสกู้ฉุกเฉินได้ คืนเงินสะสมชราภาพผู้ประกันตน 30% ก่อนครบอายุ เตรียมแถลงอีกล็อตใหญ่เม.ย.นี้ ปชป.เปิดนโยบายก๊อก 2 เพิ่มอีก 8 เรื่อง ตรวจสุขภาพฟรี รักษาฟรี เพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน 1,000 บาทต่อเดือน ‘นิโรธ’ ยื่นลาออกพปชร.แล้ว เตรียมสมัครเข้ารทสช.

เปิดนโยบาย – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. พร้อมด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี, นายอลงกรณ์ พลบุตร และ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค เปิดนโยบายที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้งเพิ่มอีก 8 ข้อ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์

ปชป.เปิดนโยบายก๊อก 2 เพิ่ม 8 เรื่อง
วันที่ 11 มี.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค และนายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานนโยบายพรรค ร่วมกันแถลงนโยบายที่จะใช้หาเสียง

นายจุรินทร์กล่าวว่า หลังเปิดตัว 1 ชุด 8 นโยบาย เมื่อ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ วันนี้ถือเป็นชุดที่ 2 ที่จะเปิดอีก 8 นโยบาย ได้แก่ 1.อินเตอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ทุกห้องเรียน ซึ่งหมายถึงชุมชนในเขตเมือง เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในกทม.ด้วย 2.นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรีในสาขาที่ตลาดต้องการ ประมาณ 12 สาขาสำคัญ

ตรวจสุขภาพ-รักษาฟรี
3.นโยบายตรวจสุขภาพฟรี รักษาฟรี โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว ต่อยอดนโยบายเดิมพรรคทำมาตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นรมว.สาธารณสุข (สธ.) ตนเป็นเลขานุการรมว.สธ. ต่อมาตนเป็นรมว.สธ. ปี 2553 ได้ริเริ่มนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรี 48 ล้านคน โดยไม่ต้องเสีย 30 บาท ต่อยอดจากสิ่งที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว 4.นโยบายชมรมผู้สูงอายุรับ 3 หมื่นบาททุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน 5.นโยบายเอสเอ็มอีต้องมีแต้มต่อ 3 แสนล้าน มีการตั้งกองทุน 3 แสนล้านเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนให้เดินหน้าเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไปได้

6.นโยบายปลดล็อกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ซื้อบ้านได้ จะปลดล็อกให้สมาชิกทั้ง 2 กองทุนนี้นำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านได้ หรือมาลดหนี้บ้านได้ ซึ่งเป็นการช่วยทั้งข้าราชการ และผู้ทำประกันสังคม 7.นโยบาย 3 ล้านบาท ต่อยอดเกษตรแปลงใหญ่ ปัจจุบันมีอยู่เกือบ 1 หมื่นแปลง มีเกษตรกรเข้าร่วม 5 แสนราย ซึ่งเกษตรแปลงใหญ่เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ และ 8.นโยบายค่าตอบแทนอาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน (อกม.) 1,000 บาทต่อเดือน

ทยอยเปิดนับร้อยนโยบาย
ทั้งหมดเป็น 8 นโยบายในชุดที่ 2 ของพรรค จะพิจารณาเปิดนโยบายเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป ไม่ได้แปลว่าพรรคมี นโยบาย 8 บวก 8 เท่านั้น แต่ยังมีอีกเป็นร้อยนโยบาย แต่ที่นำมาเปิดตัวคิดว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนจะเข้าถึงได้ง่าย และจะมีนโยบายเฉพาะในส่วนกทม.อย่างเดียวอีกด้วย

ด้านนายอลงกรณ์กล่าวว่า นโยบาย 2 ชุดที่เปิดมาจะเห็นว่าเป็นการให้น้ำหนักทุกกลุ่มทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม เช่น นโยบายกองทุนต่อยอดเกษตรแปลงใหญ่ ที่มีประมาณ 1 หมื่นแปลง ถือเป็นการต่อยอดนโยบาย และก้าวเข้าสู่การเป็นเอสเอ็มอีภาคเกษตร เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเกษตร ส่วนค่าตอบแทน อมก.ที่ครอบคลุมทุกหมู่บ้านจะช่วยแก้ไขปัญหา และต่อยอดพัฒนานโยบายของรัฐบาล และการทำงานของปชป.

นิโรธทิ้งพปชร.เข้ารทสช.
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ ประธานวิปรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เผยว่า ได้ตัดสินใจจะย้ายพรรคไปทำงานกับ รทสช. เพื่อช่วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรคร่วมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และจะลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่จ.นครสวรรค์ โดยได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพปชร. ต่อกกต.เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา เตรียมสมัครสมาชิก รทสช.ต่อไป

ก่อนตัดสินใจได้พูดคุยปรึกษากับผู้ใหญ่ของพปชร. ถึงเหตุผลและความจำเป็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้ฝากเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้า พปชร. ให้รับทราบถึงการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พล.อ.ประวิตรเข้าใจในเหตุผลและความจำเป็น และเมื่อมีโอกาสจะเข้าไปกราบพล.อ.ประวิตรด้วยตนเองอีกครั้ง “ย้ำว่าส่วนตัวรักและเคารพทั้งพล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ ประกอบกับเห็นว่า นครสวรรค์หรือพื้นที่ฐานเสียงภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐแข็งแกร่งอยู่แล้ว และมีว่าที่ผู้สมัครดาวรุ่ง จึงตัดสินใจไปช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์”

พท.ยันป้ายใช้รูปอิ๊งหาเสียงได้
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พท. กล่าวกรณีมีการให้ความเห็น พท.แต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ช่วยหาเสียงไม่อาจทำได้ และการติดป้ายหาเสียงมีแต่รูป น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โดยไม่มีนโยบายพรรค อาจเข้าข่ายถูกยุบพรรค ว่า การให้ความเห็นทางวิชาการเป็นสิ่งที่ทำได้และต้องเคารพทุกความเห็น แต่ผู้ให้ความเห็นควรศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจน อยู่บนพื้นฐานของความไม่มีอคติด้วย

ชัดเจนว่าความเห็นข้างต้นคลาดเคลื่อนจากข้อกฎหมายมาก 1.กรณีอ้างว่านายณัฐวุฒิ ไม่อาจเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ ไม่ถูกต้อง การเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามระเบียบ กกต. กำหนดไว้เพียงว่าเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น นายณัฐวุฒิแม้ถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ห้ามสมัครสมาชิกพรรคและห้ามสมัคร ส.ส. แต่ยังคงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ และการทำกิจกรรมในนามครอบครัวเพื่อไทยก็ไม่มีการกระทำใดที่จะถือเป็นการควบคุม ครอบงำหรือชี้นำพรรค

2.กรณี พท.ติดป้ายหาเสียงโดยมีรูป น.ส.แพทองธาร ไม่มีรูปหัวหน้าพรรคและนโยบายพรรคนั้น ตามระเบียบ กกต.สามารถระบุชื่อพรรค โลโก้พรรค คติพจน์ คำขวัญ ภาพผู้สมัครและภาพของสมาชิกพรรคได้ น.ส.แพทองธารเป็นสมาชิกพท. พรรคก็สามารถนำภาพขึ้นบนป้ายหาเสียงได้ และแต่ละป้ายก็มีชื่อพรรคและสโลแกนหาเสียงด้วย เช่น “เพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” จึงไม่มีประเด็นว่าป้ายหาเสียงของพรรคจะผิดระเบียบ กกต.

โวยขบวนการสกัดแลนด์สไลด์
ขณะนี้เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ผู้ให้ความเห็นใดๆ ประชาชนควรแยกแยะว่าเป็นไปโดยอิสระหรือมีอคติ ต้องการดิสเครดิตทางการเมือง ขอตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีขบวนการที่ออกมาเพื่อสกัดเป้าหมายแลนด์สไลด์ของพรรค โดยนำเรื่องที่อ้างว่าพรรคจะถูกยุบมาขยายความ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย ผมขอยืนยันว่าพรรคยังไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนให้ดำเนินการชี้แจงเรื่องดังกล่าว ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการสร้างกระแสว่าพรรคจะถูกยุบนั้นเป็นเรื่องการทำลายเครดิตทางการเมืองเท่านั้น

รทสช.คิกออฟ 5 นโยบายโดนใจ
ที่ทำการ รทสช. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เปิดนโยบายหาเสียงภายใต้แคมเปญ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” ว่า นโยบายภายใต้เคมเปญนี้เป็นความตั้งใจของพรรคที่จะสานต่อโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการไปแล้ว

นำร่องหาเสียงด้วย 5 นโยบายโดนใจ ที่พร้อมช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระหนี้ สร้างโอกาสใหม่ๆ และขจัดอุปสรรคด้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ 1. เพิ่มสิทธิบัตรสวัสดิการพลัส เป็น 1,000 บาท/เดือน และสิทธิเบิกฉุกเฉิน 10,000 บาท/คน, 2.ตั้งกองทุนฉุกเฉินประชาชน วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท, 3.คืน 30% เงินสะสมชราภาพ ให้ผู้ประกันตนมาตรา 33, 4.โครงการปลดหนี้ด้วยงาน, 5.รื้อกฎหมายที่รังแกประชาชน และเป็นอุปสรรคการทำกิน

เพิ่มสิทธิกู้-บัตรสวัสดิการพลัส
การเพิ่มสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการพลัส’ เป็นโครงการ “ทำต่อ” จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้สิทธิเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน จัดสรรจากเงินงบประมาณที่รองรับโครงการนี้อยู่แล้ว และผู้ถือบัตรมีสิทธิกู้ฉุกเฉินวงเงิน 10,000 บาทต่อคน โดยนำบัตรนี้ไปเป็นหลักประกันเงินกู้กับธนาคารออมสินซึ่งมีโครงการให้สินเชื่อ รายย่อยในวงเงิน 10,000 บาทอยู่แล้ว

บัตรนี้มีความน่าเชื่อถือ เพราะรัฐบาลเป็นคนจ่ายเงิน สามารถใช้เป็นหลักประกันอะไรก็ได้ ขณะที่ทางธนาคารออมสินมีโครงการให้เงินกู้แก่ชาวบ้านรายย่อยในวงเงิน 10,000 บาทอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาแทบจะไม่ค่อยได้ปล่อยกู้ เพราะชาวบ้านระดับฐานรากไม่ค่อยมีหลักประกัน

คืนเงินประกันตนก่อนครบอายุ
“กองทุนฉุกเฉินประชาชน” วงเงินกองทุนนี้จะมาจากการนำกองทุนที่มีอยู่แล้วประมาณ 30 กว่ากองทุน มาจัดระบบใหม่และตั้งเป็นกองทุนฉุกเฉินให้ประชาชนกู้ยืมไปใช้ในกิจการหรือการทำมาหากินที่ประสบปัญหา คาดจะรวบรวมวงเงินได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หลักเกณฑ์การขอกู้จะผ่อนคลายมากกว่าเงื่อนไขของสถาบันการเงิน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านระดับล่าง

กลุ่มแรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หากประสบปัญหาเดือดร้อนหรือต้องการเงินฉุกเฉิน สามารถเบิกเงินสะสมชราภาพมาใช้ก่อนได้ 30% โดยไม่ต้องรอครบกำหนดอายุ ส่วนนโยบาย “ปลดหนี้ด้วยงาน” ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่มีหนี้สิน ขณะที่ภาครัฐเองต้องการคนมาดูแลปัญหาหลายเรื่อง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง คนสูงอายุ คนด้อยโอกาส หรือสอนหนังสือเด็กๆ สามารถใช้หนี้แทนด้วยการทำงานได้

เป็นกันเอง – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เดินพบปะพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ตลอดแนวบริเวณชายหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อ วันที่ 11 มี.ค.

จ่อเปิดนโยบายชุดใหญ่เม.ย.นี้
ส่วนการ “รื้อกฎหมายที่รังแกประชาชนและเป็นอุปสรรคการทำกิน” รทสช.ดำเนินการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว มีการร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน จะปรับแก้กฎหมายนโยบายที่ดินแห่งชาติเพื่อดำเนินการต่อยอดให้ผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินมีโอกาสมีที่ทำกินมากขึ้น การขออนุญาตประกอบกิจการเปิดร้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใบอนุญาต

ทั้ง 5 นโยบายนี้ถือเป็นการนำร่องหาเสียง ก่อนการเปิดตัวนโยบายทั้งหมดของ รทสช.บนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรค ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในต้นเดือนเม.ย.นี้ มั่นใจว่าทุกนโยบายของพรรคทำได้จริงและทำได้ทันทีได้แน่นอน

‘ตู่’ยกคณะทัวร์สงขลา-ยะลา
เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ออกเดินทางจาก บน.6 ดอนเมือง กรุงเทพ ไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 56 ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เพื่อตรวจราชการที่จ.สงขลาและยะลา

โดย พล.อ.ประยุทธ์ ยังใส่เฝือกอ่อนที่มือขวาที่อักเสบ มือซ้ายยังคงใส่ที่พยุงข้อมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อบริเวณที่มีรอยจากการถอดสายใส่ยาฆ่าเชื้อ ก่อนออกเดินทาง พล.อ.ประยุทธ์ยกมือรับไหว้สื่อมวลชนและกล่าวทักทาย “สวัสดีนะจ๊ะ เดินทางปลอดภัย”

เชียร์กระหึ่ม – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำแกนนำพรรค รทสช. ชู 2 มือทักทายประชาชนชาวสงขลา ที่มารอต้อนรับอย่างอบอุ่น ส่งเสียงเชียร์กระหึ่ม บริเวณตลาดกิมหยง อ.หาดใหญ่ เจ้าตัวส่งภาษาแหลงใต้ว่า ‘รักจังฮู้’ เมื่อ 11 มี.ค.

ไหว้ขอพรศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
จากนั้น คณะพล.อ.ประยุทธ์เดินทางต่อมาที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ถ.นางงาม ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา โดยมี นายคณธร รัตนปราการ นายกสมาคมฮกเกี้ยนสงขลา คณะกรรมการสมาคมจีนจังหวัดสงขลา และนายเจือ ราชสีห์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. ว่าที่ผู้สมัคร รทสช. และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี อดีต ส.ส.เขต 4 สงขลา พปชร. นายสายัณห์ ยุติธรรม อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พปชร. ว่าที่ผู้สมัคร รทสช. ร่วมด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยว รอต้อนรับ

เมื่อมาถึง นายกฯ ไหว้เทวดา ฟ้า ดิน ซึ่งตั้งอยู่ภายนอกศาลเจ้า ก่อนมายังบริเวณที่ตั้งโต๊ะพิธีภายในศาลเจ้าซึ่งมีดอกไม้ ธูปเทียน น้ำชา อาหาร ผลไม้ นายกฯ ได้สักการะองค์เจ้าพ่อหลักเมือง เสี่ยง ฮ๋อง เหล่า เอี๋ย และ เทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ภายในศาลเจ้า จากนั้นตีกลอง ตีระฆัง ตีฆ้อง เอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการ ก่อนแวะทักทายประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

สำหรับศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลาแห่งนี้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเชื้อสายจีนทั้งในสงขลาและใกล้เคียง ตามความเชื่อของชาวสงขลาเชื้อสายจีนนั้น ผู้ใดที่มากราบไหว้สักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา และเทพเจ้าภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลามักจะประสบความสำเร็จ

เชียร์ลั่นคนสงขลารักลุงตู่
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์มายังท่าแพขนานยนต์ ตรวจความคืบหน้าพื้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบเชื่อม อ.เมืองกับ อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยมีประชาชนมารอให้กำลังใจมอบดอกไม้เป็นจำนวนมาก พร้อมส่งเสียงเชียร์ “ลุงตู่สู้ๆ” “คนสงขลารักลุงตู่” ตลอดเส้นทาง นายกฯ เดินไปตรวจจุดก่อสร้าง และรับฟังรายงานความคืบหน้า

นายกฯ กล่าวบนเวทีที่มีประชาชนกว่า 1,500 คน ร่วมงานว่า มีโอกาสมาเยือนชาวสงขลาอีกครั้ง โดยเฉพาะชาวสิงหนคร ชาวสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ได้พบประชาชนมาตั้งแต่เช้าทุกคนมีรอยยิ้ม ได้สักการะศาลหลักเมืองเป็นสิริมงคล ขอพรให้ประเทศชาติ ประชาชนมีความสุขปลอดภัย ให้เราได้ทำงานได้สำเร็จเพื่อประชาชนทั้งประเทศรวมทั้งชาวสงขลาด้วย ภาคใต้เป็นภาคที่ตนให้ความสำคัญมากที่สุด หลายอย่างเริ่มไว้และจะทำในเรื่องที่ยังไม่ได้ทำมีหลายเรื่อง หลายโครงการก่อนหน้ารัฐบาลนี้ทำแล้วทำอีก ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง หลายโครงการกลับมาทำเรื่องเดิมๆ อย่างเรื่องกัดเซาะที่ทำมาบ้างแล้วแต่ไม่ครบ ตนจะรับไปทำให้ครบและทำให้ดี ปัญหาที่ซ้ำซากยาวนานต้องแก้ไข อาจไม่สำเร็จในวันเดียวแต่ก็ต้องเดินหน้าไป แต่ไม่ใช่ทำซ้ำในสิ่งเดิมสิ่งเก่าๆ แน่นอน จะทำให้มันเดินหน้าต่อไป

เจอลูกยุ-แหลงใต้
ช่วงหนึ่งมีประชาชนตะโกนว่า “นายกฯ ทำได้” พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “มันต้องได้ ถ้าได้ทำนะ” ก่อนจะหัวเราะ และกล่าวว่า ตนก็ทำแบบนี้มาตลอดอยู่แล้วไม่ต้องกลัว วันนี้รับฟังความเดือดร้อน อ่านเอกสารอะไรต่างๆ และมาฟังทุกคนในวันนี้ก็เห็นว่ามีงานค้างอีกจำนวนมาก และหลายอย่างไม่ใช่ให้แล้วจบเลยแต่ต้องศึกษาและผ่านขั้นตอนต่างๆ แต่รับว่าจะเร่งพิจารณาให้

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวตอนหนึ่งว่า ยังไม่กล้าพูดภาษาใต้ พูดใต้กลายเป็นอีสานไปแล้ว แต่เมื่อชาวบ้านยุให้พูดใต้ นายกฯ จึงกล่าวว่า “รักจังฮู้” “หรอยแรง” และกล่าวว่า เดี๋ยวไปหัดต่อ ต้องหัดให้ได้ “ได้ม้าย”

ทั้งนี้ ระหว่างที่นายกฯ กล่าวบนเวทีมีเสียงเชียร์จากประชาชนตะโกนต่อเนื่อง จนนายกฯ เอ่ยแซวว่า “ผู้ว่าฯ เอามาจากไหน น่าจะพาไปตะโกนหน้าทำเนียบ” เรียกเสียงเฮเชียร์ดังลั่น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวจบ

บุกหาดใหญ่-ไม่เคยลืมภาคใต้
เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์พบปะประชาชนชาวหาดใหญ่ ที่ตลาดสันติสุข และตลาดกิมหยง อ.หาดใหญ่ มีพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติ และชาวมาเลเซีย เข้ามาถ่ายภาพและบางส่วนได้มอบดอกไม้ ตะโกนให้กำลังใจ ลุงตู่สู้ๆ, ลุงตู่อยู่ต่อ, ลุงตู่ทำต่อ, คนสงขลาหาดใหญ่ชอบคนสู้, ให้ลุงตู่สู้ต่อไปเพื่อชาวสงขลา, รักลุงตู่มากๆ ขอกอดหน่อย

นายกฯ กล่าวผ่านโทรโข่ง ภาคใต้ จ.สงขลา ต้องมีสันติสุข พวกเราต้องช่วยกันและช่วยรัฐบาล ช่วยให้บ้านเมืองสงบสุข ขอบคุณน้ำใจไมตรี รัฐบาลจะดูแลทุกคน ไม่นึกว่าคนจะเยอะขนาดนี้ ถึงไม่ได้มาก็คิดถึงเสมอและติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด ไม่เคยลืมภาคใต้ เมื่อเช้าก็ไปรับฟังปัญหาและรับ จะไปดูแลภาคใต้ ดีใจที่ได้มาเจอพี่น้อง ชาวหาดใหญ่และสงขลา ไม่ว่าจะมาที่หาดใหญ่กี่ครั้งก็ได้รับการต้อนรับอย่างแสนอบอุ่นเช่นนี้เสมอ วันนี้ได้เห็นหน้าตาที่แจ่มใสก็ปลื้มใจที่พี่น้องมีความสุขกันถ้วนหน้า นายกฯรักคนไทยทุกคนโดยเฉพาะคนปักษ์ใต้ วันนี้ฝึกพูดปักษ์ใต้ด้วย หรอยจังฮู้ พรือมั้ง บายดีม้าย ภาษาปักษ์ใต้เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นที่โดดเด่น

พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำอยู่เป็นระยะว่า มือยังเจ็บอยู่และยังเป็นแผล จึงต้องขอโทษที่ให้จับไม้จับมือไม่ได้ และตลอดการเดินตลาดของ พล.อ.ประยุทธ์ มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

เยี่ยม‘ดะวะห์’ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลงพื้นที่พบปะผู้นำศาสนา กลุ่มดะวะห์ อูลามะห์ ที่มาร่วมประกอบพิธีโยร์กิจกรรมศาสนาอิสลาม ที่ศูนย์ดะวะห์แห่งประเทศไทย มัสยิดอิล-นูร (มัรกัสยะลา) ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 มี.ค.

ไปยะลาพบผู้นำดะวะห์
เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์ดะวะห์แห่งประเทศไทย (มัรกัสยะลา) อ.เมืองยะลา จ.ยะลา พล.อ.ประยุทธ์ พบปะผู้นำดะวะห์และผู้เข้าร่วมบรรยายธรรม เพื่อต้อนรับเดือนรอมฎอนอันประเสริฐของชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลาม พร้อมร่วมนั่งดื่มน้ำชา พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ผู้นำดะวะห์กล่าวขอบคุณและร่วมขออำนวยพร (ดุอาอ์) หวังให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในประเทศไทยต่อไป พร้อมอวยพรให้นายกฯ ประสบความสำเร็จทุกๆ เรื่อง ทำให้ประเทศเจริญยิ่งๆ ขึ้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่มีอะไรทำให้บ้านเมืองเราสงบสุขได้ เท่าความรัก ความสามัคคีของคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาไหนล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น

จากนั้น นายกฯเดินพบปะทักทายให้กำลังใจชาวไทยมุสลิมอย่างเป็นกันเอง และตลอดเส้นทางมีประชาชนมาขอเซลฟี่ และให้กำลังใจ บอกให้เป็นนายกฯอยู่ต่อไปอีกนานๆ

2แคนดิเดต – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน 2 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ร่วมกันเป็นครั้งแรก ที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จ.พิจิตร โดยมีประชาชนมาร่วมฟังเต็มพื้นที่ เมื่อ 11 มี.ค.

‘อิ๊ง’ควงเศรษฐาบุกพิจิตร
เวลา 15.30 น. ที่วัดท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร แกนนำพท. นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พร้อม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตส.ส.พิจิตร พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรค ทั้ง นายภูดิท อินสุวรรณ์, นายปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร และนายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ เข้าสักการะ หลวงพ่อเพชรเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ จ.พิจิตร ที่เวทีปราศรัยวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งสวมเสื้อแดงรอ มอบดอกไม้ให้กำลังใจ

น.ส.แพทองธารให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จะแนะนำนายเศรษฐาให้ประชาชนได้เห็น เพราะเป็นครั้งแรกที่มาปราศรัยร่วมกับทีมพท. มาในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอยู่ในทีมเศรษฐกิจด้วย เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพื้นที่จ.พิจิตร เป็นของพปชร.ทั้ง 3 เขต จะทำให้แลนด์สไลด์ได้หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เรามั่นใจอย่างมากด้วยนโยบายของเรา และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ทำงานกันอย่างหนัก ฉะนั้นเรามั่นใจและต้องได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนขอทั้ง 3 เขต

ตอกกลับวันชัยปมเหน็บแม้ว-ปู
เมื่อถามถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. เตือนนายเศรษฐา ระวังจะเป็นเหมือนอดีต นายกฯ พท. น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “สิ่งที่อิ๊งเห็นคือคุณพ่อ คุณอาทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมากมาย การที่เราขึ้นเวทีและพูดถึงนโยบายเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังใช้ได้อยู่ เพียงแต่เพิ่มเรื่องเทคโนโลยีเข้ามา นั่นคือบทพิสูจน์ว่าประชาชนได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากคุณพ่อ คุณอา ที่เป็นนักธุรกิจมาก่อน แต่เมื่อเป็นมุมมองของคนก็ต้องรับฟัง”

ด้านนายเศรษฐากล่าวกรณีนายวันชัย เห็นว่าการเป็นนักการเมืองต้องสลัดภาพนักธุรกิจว่า ถือเป็นคำเตือน ตนน้อมรับ แต่ตอนที่ตนเริ่มเข้ามาทำงานการเมืองก็พยายามสลัดภาพตัวเองออกจากนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลางานโดยไม่รับผลตอบแทนและโอนหุ้นให้บุตร เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนระยะยาวขอให้ดูกันต่อไป และจะไม่ลืมปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเอาบ้านเมืองเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง

เศรษฐาให้ย้อนดูอดีต
เมื่อถามนายวันชัยยังเตือนอีกว่าหากสลัดภาพไม่หมดจะเหมือนนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ต้องออกนอกประเทศ นายเศรษฐากล่าวว่า “ขอให้ดูไป ระยะเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าในอดีตมันเกิดอะไรขึ้น หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องของการรัฐประหาร เรื่องของการปกครองบ้านเมือง เราเองก็ต้องดูกันไป ผมเพิ่งเข้ามายังไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่ประธานที่ปรึกษาคงต้องเป็นขั้นเป็นตอนไป”

ทั้งนี้ นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. โพสต์ เฟซบุ๊ก “เมื่อเศรษฐา นักธุรกิจ คิดจะเล่นการเมือง” ระบุ “พ่อค้านักธุรกิจทำงานเพื่อเงิน เพื่อผลกำไร เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว บริษัทบริวาร หาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ใครคิดจะมาเป็นนักการเมืองต้องทิ้งแนวทางของพ่อค้านักธุรกิจออกไปให้ได้ขืนมาเป็นนักการเมืองแล้วยัง สวมวิญญาณพ่อค้านักธุรกิจที่สุดก็ทุจริตคอร์รัปชั่น ติดคุกติดตะรางมีให้เห็นกัน หลายคน ยังอยู่ในคุกก็มี หนีไปต่างประเทศก็หลายคน”

ไม่จับมือป้อม-ขอเป็นรบ.พรรคเดียว
เวลา 17.00 น. ที่เวทีปราศรัยวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร พท. จัดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยน.ส.แพทองธาร รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย ร่วมเวที มีประชาชนรอรับฟังคำปราศรัยจนเต็มหน้าลานวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร นายชูศักดิ์ปราศรัยว่า 8-9 ปีที่ผ่านมาประชาชนยากลำบาก เราต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงความทุกข์ของประชาชนทั้งประเทศ และเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล ต้องเป็นผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ ก้าวทันโลกซึ่งมาจาก พท. ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งเขตและบัญชีรายชื่อไม่มีแบ่ง เพื่อให้แลนด์สไลด์

นพ.ชลน่านปราศรัยว่า วันนี้เราต้องชูธง ปักชัย เพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน 310 เสียง ถ้าเราไม่ได้ 310 พี่น้องชาวพิจิตรต้องอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าเราไม่ได้คะแนนจากพี่น้องชาวพิจิตร เสียง 310 อาจเป็นไปไม่ได้เลย ต้องมาขอคำมั่นสัญญาจากชาวพิจิตรจะเลือกพท.ทั้ง 2 ใบ

มีคนออกมาตั้งข้อสังเกตหลังเลือกตั้ง พท.จะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ยืนยัน หลังการเลือกตั้ง พท.จะไม่จับมือกับลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพปชร.) พท.จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ถ้าเราได้ 310 เสียงจะได้นายกฯ จากประชาชนและเราจะได้ผลักดันนโยบายที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้

เศรษฐาร่วมเวทีปราศรัย
ด้าน น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ดีใจได้มาเจอคนพิจิตรด้วยตัวเอง ถ้าพิจิตรแลนด์สไลด์ นายกฯ มาจากพท.แน่นอน จ.พิจิตรมีปัญหามากมาย การเกษตร เราจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรดียกแผง ข้าวราคาดี ปุ๋ยต้องถูกลง พท.จะมีนโยบายใช้เทคโนโลยีมาช่วยประชาชน จะทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างเท่าเทียมกัน ตนขอฝากผู้สมัครทั้ง 3 เขตของจ.พิจิตร ให้แลนด์สไลด์ เลือกพท.ทั้งคนทั้งพรรค และพิเศษที่สุดที่ จ.พิจิตร ขอแนะนำนายเศรษฐา ประธานที่ปรึกษาและอยู่ในทีมเศรษฐกิจ มั่นใจได้เลยว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นแน่นอน

ด้านนายเศรษฐาปราศรัยว่า ขอบคุณ น.ส.แพทองธารที่ให้โอกาสตนมาพบประชาชน รู้สึกเป็นเกียรติ อบอุ่น และซึ้งใจเป็นอย่างมาก ตนมีหัวใจประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่เอาเผด็จการ ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตย วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ตนในฐานะนักธุรกิจที่สะสมประสบการณ์มา 30 ปี ต้องก้าวออกจากวงการธุรกิจเพื่อทำประโยชน์ให้บ้านเมือง 8 ปีที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาที่ยาวมาก เราสูญเสียโอกาสไปมาก รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม 8 ปีที่ผ่านมาเพียงพอหรือยัง ตนว่าพอแล้ว

“อีกไม่กี่เดือนเราจะมีวันสำคัญยิ่งคือวันเลือกตั้ง ถ้าเราไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ใน 8 ปี ถึงเวลาที่จะเข้าคูหากาเพื่อไทย ไม่มีการปันใจให้คนอื่น อยากเห็นประเทศชาติมีอนาคต ที่สดใส จึงขอแลนด์สไลด์ให้เพื่อไทย” นายเศรษฐากล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า วันที่ 17 มี.ค.นี้ ขอให้ประชาชนรอฟัง พท.จะเปิดนโยบายชุดใหญ่ๆ ซึ่งจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ อกแตกตาย ถ้าเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ไม่ต้องถามต่อจะยกเก้าอี้ ให้พล.อ.ประวิตรหรือไม่ ถ้าเพื่อไทยแลนด์สไลด์จะจัดตั้งรัฐบาล วันนี้สองลุงไม่ได้แตกกันถ้าเพื่อไทยได้ไม่ถึงครึ่งจะเปลี่ยนแปลง ไม่ได้

รับอบอุ่น – ชาวชัยภูมิแห่ต้อนรับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกลอย่างเนืองแน่น ระหว่างลงพื้นที่ อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ พร้อมร่วมเวทีปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัครของพรรค เมื่อวันที่ 11 มี.ค.

ปปช.แจ้งข้อกล่าวหา‘สุขุมพันธุ์’ ปมฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียว
วันที่ 11 มี.ค. รายงานข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งว่า เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และพวกรวม 13 คน กรณีว่าจ้าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 3 เส้นทาง ไปจนถึงปี 2585 ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงและไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และเอื้อประโยชน์ให้แก่ BTSC เพียงรายเดียว ตามที่องค์คณะไต่สวนเสนอ

สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 13 ราย ประกอบด้วย 1.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ 2.นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. 3.นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ปธ.กก.บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด 4.นายอมร กิจเชวงกุล กก.บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด 5.นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกทม. 6.นางนินนาท ชลิตานนท์ รองปลัดกทม. 7.นายจุมพล สำเภาพล ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง 8.นายธนา วิชัยสาร ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง 9.นายกฤษณ์ เกียรติพนชาติ ผอ.กองการขนส่ง 10.นายคีรี กาญจนพาสน์ กก.บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 11.นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กก.บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 12.บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด 13.บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

โดยมีข้อกล่าวหาว่า กระทำทุจริตในการทำสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ว่าจ้าง ในฐานะวิสาหกิจของกทม. กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC (ในเครือ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS) ผู้รับจ้าง เมื่อ 8 พ.ค.55 ในวงเงินกว่า 190,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการจ้างเดินรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (สถานีอ่อนนุช-แบริ่ง) 2. สายสีลม (สถานีสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่) 3.ว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าในเส้นทางสถานีหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ออกไปอีก 13 ปี โดยให้สัญญาว่าจ้าง BTSC เดินรถทั้ง 3 เส้นทาง ดังกล่าวไปสิ้นสุดพร้อมกันปี 2585

‘ตะวัน-แบม’ยุติอดอาหารเพื่อสู้ต่อ
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก Tawan Tantawan ได้เผยแพร่คำชี้แจงกรณีนางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) และนางสาวอรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) โดยระบุว่า ตะวันและแบมขอแจ้งต่อสาธารณชนว่าพวกเธอได้เลิกอดอาหารแล้ว และจะรับการรักษาเพื่อนำเอาชีวิตไปต่อสู้ต่อไป เนื่องจากยังคงไม่ได้รับการตอบรับจากศาล โดยคำชี้แจงดังกล่าว มีเนื้อหาว่า หลังจากที่แบมและตะวัน กลับเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ขณะนี้อาการของทั้งคู่ ยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยแพทย์และผู้เกี่ยวข้องมีความกังวลเรื่องการทำงานของไตและอวัยวะอื่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากการอดอาหารและน้ำเป็นเวลานาน ตะวันและแบม ขอแจ้งต่อสาธารณชนว่าพวกเธอได้เลิกอดอาหารแล้ว และจะรับการรักษาเพื่อนำเอาชีวิตไปต่อสู้ต่อไป เนื่องจากยังคงไม่ได้รับการตอบรับจากศาล

สำหรับร่างกายของพวกเธอนั้น พวกเธอตอบโต้ได้ ตื่นรู้ตัวดี พูดคุยเหมาะสมกับบริบท และในขณะนี้แม้พ้นขีดอันตรายต่อชีวิตแล้ว ก็คาดว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ตะวันและแบมยังคงกังวลเมื่อได้รับข่าวว่ามีผู้ต้องหาทางการเมืองถูกจับกุมคุมขังเพิ่มขึ้น และการพิจารณาคดีของศาลสำหรับจำเลยในคดีมาตรา 112 กรณีสถานทูตเยอรมันไม่ได้รับโอกาสในการต่อสู้คดี ซึ่งตะวันและแบมเห็นว่ามันเป็นการพิสูจน์ว่าข้อเรียกร้องของพวกเธอทั้งสองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

สุดท้ายนี้ ทั้งคู่บอกว่า แม้ไม่มีพวกเธอ ขอให้ทุกคนต่อสู้ต่อไป ทั้งนี้ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ‘ตะวัน’ และ อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ ‘แบม’ 2 เยาวชนที่ประกาศถอนประกันตนเอง ก่อนอดอาหาร-น้ำ ตั้งแต่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อร่างกาย กระทั่งได้นำตัวไปรักษา ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ กระทั่งปัจจุบันเป็นเวลา 53 วันแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน