นายกฯทัวร์บ้านโป่งวุ่น ตร.ลากตัวป้าตะโกนไล่ 17มีค.เพื่อไทยจัดใหญ่ โชว์โฉม400ผู้สมัคร
กกต.ออกหนังสือเตือน รทสช. คุมเข้ม ‘ไตรรงค์’ ปราศรัยพาดพิงสถาบัน พร้อมร่อนจดหมายทุกพรรคคุมหาเสียง อย่าให้สุ่มเสี่ยง ‘ตู่’ นำคณะตรวจงานราชบุรี บรรยากาศสุดชุลมุน หญิงสูงวัยดักตะโกนไล่ ตำรวจรีบตะครุบปิดปาก กระชากลากขึ้นรถไปโรงพัก อีกรายสาวบุกชู 3 นิ้ว ‘ประยุทธ์’ ไม่ให้ราคา เย้ยกลุ่มต้านมาแค่ 3 คน ไล่ให้ไปหาหมอตรวจ อีก 2 นิ้วหายไปไหน วิษณุชี้นายกฯ ลงพื้นที่ถี่ ทำได้แต่อย่าพลาด เพื่อไทยเตรียมจัดใหญ่ 17 มี.ค. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครครบ 400 เขต แถลงนโยบายเพิ่ม รทสช.ปล่อยแคมเปญ ‘ไอติม’ เทียบสวัสดิการยุคประยุทธ์ กับประชานิยมในอดีต ‘ป้อม’ ทัวร์สุราษฎร์ฯ-ชุมพร-ระนอง อ้อนคนสมุยเลือกกลับมาแก้ปัญหาน้ำ
ตู่ลุยราชบุรี‘อัครเดช-กุลวลี’รับ
เวลา 09.00 น. วันที่ 13 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกเดินทางจากสนามเฮลิคอปเตอร์ พล.ม.2 รอ. เขตพญาไท กรุงเทพฯ ลงพื้นที่จ.ราชบุรี โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกฯ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ร่วมคณะ จากนั้นเวลา 10.00 น. เดินทางด้วยรถยนต์มายังวัดหุบกระทิง ต.เบิกไพร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ทันทีที่มาถึงนายกฯ ทักทาย หยอกล้อกับนักเรียนโรงเรียนวัดหุบกระทิงที่มารอเจอนายกฯ ที่รั้วโรงเรียน เด็กๆ บอกว่าเคยเห็นนายกฯ แต่ในติ๊กต็อก เพิ่งเจอตัวจริงวันนี้
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์สักการะพระประธานอุโบสถ หลวงพ่อสมปรารถนา และนมัสการพระมหาสงกรานต์ (สันติ กะ โร) เจ้าอาวาสวัดหุบกระทิง โดยมี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) ที่เตรียมย้ายมาพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เตรียมย้ายมา รทสช. ต้อนรับ รวมทั้งมีชาวบ้านมารอต้อนรับพร้อมชูป้ายข้อความ ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ, เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ลุงตู่สู้ๆ, หนีเมียมา เชียร์ลุง, ลุงตู่อยู่ยาวๆ เป็นต้น
ขณะที่การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวดเจ้าหน้าที่คัดกรองคนเข้าออกให้ติดสติ๊กเกอร์และค้นสัมภาระอย่างละเอียด รวมทั้งประชาสัมพันธ์ว่าช่วงถ่ายรูปขออย่าหอมแก้ม จับมือและบีบมือ เนื่องจากนายกฯ มือยังเจ็บอยู่ ขณะที่นายกฯ พยายามยกมือขวาขึ้นสูง ช่วงหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าไปลูบหัวสุนัขที่ขาวบ้านอุ้มมาต้อนรับ พร้อมกล่าวว่า “น่ารักแข็งแรงนะลูก”

ทักทาย – พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทักทายกระบือเผือก พร้อมสอบถามเจ้าอาวาสถึงการเลี้ยงดู ระหว่างเยี่ยมชมวัด หุบกระทิง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ระหว่างนั้นมีคนมุงดูจำนวนมากทำให้ควายหงุดหงิด เมื่อวันที่ 13 มี.ค.
คุยกับควาย-ใครทำร้ายนายกฯระวัง
จากนั้น นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เกษตรวิถีพุทธ, ร้านกาแฟ มา-หา และตลาดร่มสักส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน และสนทนาธรรมกับ เจ้าอาวาส โดยสนับสนุนที่วัดสร้างเศรษฐกิจชุมชน ขอให้พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ
ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เข้าไปทักทายกระบือหรือควายที่มีคนมาถวายวัด รวมทั้งสอบถามเจ้าอาวาสถึงการเลี้ยงดู แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมากทำให้ ‘เจ้าโควิด’ ควายเผือกซึ่งมีอายุ 4 ปี ที่เกิดช่วงโควิดระบาด เกิดอาการระแวงและทำท่าฮึดฮัด พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวปลอบว่า “อย่าไปทำอะไรเขานะ พวกนักข่าว ไม่มีใครทำร้ายนายกฯ หรอก แต่ใครที่คิดจะทำร้ายนายกฯ ก็ขอให้ระวังก็แล้วกัน ขอให้คิดดี ทำดี”
สำหรับบริเวณวัดหุบกระทิง เดิมเป็นป่าช้า ต่อมาพัฒนาและประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อทอง หลวงพ่อเสือ ที่พระอุโบสถยังเป็นทองคำ ภายในวัดยังมีพญานาคมุจลินท์ ชาวบ้านในพื้นเชื่อว่าขอสิ่งใดจะสมความปรารถนาทุกประการ อีกทั้งภายในวัดยังประดิษฐานองค์ท้าวเวสสุวรรณ และเครื่องบูชาซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชน
ทั้งนี้ ระหว่างทางมีการขึ้นป้ายต้อนรับขนาดใหญ่ เป็นภาพพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมข้อความ ชาวบ้านโป่งยินดีต้อนรับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาตรวจราชการโครงการขนาดใหญ่ 8 โครงการงบประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท”

ปิดปาก – เจ้าหน้าที่และตำรวจนอกเครื่องแบบ กรูเข้าใช้มือปิดปากและล็อกตัวกระชากลากถูหญิงชาวบ้านที่เข้าไปประท้วงและต่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระหว่างลงพื้นที่ พบปะประชาชน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 13 มี.ค.
จนท.กระชากลากถูคนเห็นต่าง
เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์สักการะเจ้าแม่เบิกไพร ที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์ ก่อนที่เวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ไปยังศาลาประชาคมเทศบาลเมืองบ้านโป่ง ต.บ้านโป่ง เพื่อตรวจติดตามแนวทางการพัฒนาอำเภอบ้านโป่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางถึงประมาณ 10 นาที เกิดเหตุชุลมุนขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและประชาชน ผู้เห็นต่างเป็นผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่ง มายืนดักขบวนนายกฯ เพื่อแสดงออก พร้อมตะโกนด่าและตำหนิการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ จึงถูกตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบ 2 นาย พร้อมตำรวจชาย 1 นาย เข้าสกัด กระชากและลากตัวหญิงคนดังกล่าวเพื่อนำตัวออกไป โดยกระชากเข้าไปยังซอกรถตู้และเอาร่มกาง เพื่อบังไม่ให้ผู้สื่อข่าวเก็บภาพ และบางช่วงเอามือปิดปากไม่ให้หญิงคนดังกล่าวตะโกนใส่ขบวนนายกฯ แต่มือเจ้าหน้าที่หลุดช่วงขบวนพล.อ.ประยุทธ์ผ่านพอดี หญิงสูงวัยจึงตะโกนว่ากล่าวพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยถ้อยคำรุนแรง
ก่อนถูกตำรวจหญิงลากตัวขึ้นไปบนรถตู้ตำรวจเพื่อนำตัวออกนอกพื้นที่ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามเข้าห้ามปรามและถ่ายภาพ เจ้าหน้าที่มองหน้า จับและผลักแขน และมองมาที่บัตรประจำตัวที่คล้องคอ ก่อนอ้างว่า “จะพาป้าไปหาหมอ” โดยกองเชียร์ฝ่ายสนับสนุนก็บอกว่า “ป้าเขาจะเป็นลม”
หญิงอีกรายโผล่ชู 3 นิ้ว
ขณะที่หญิงอีกรายสวมเสื้อยืดสีดำซึ่งอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้สนับสนุน ได้ชู 3 นิ้ว แสดงความเห็นต่าง เจ้าหน้าที่และกลุ่มสนับสนุนพยายามห้ามไม่ให้เคลื่อนไหว โดยขอให้ออกนอกพื้นที่อย่าทำให้เสียชื่อคนบ้านโป่ง แต่หญิงเสื้อดำไม่ยอม เจ้าหน้าที่จึงใช้ร่มกางช่วงขบวนนายกฯ ผ่าน รวมทั้งกันไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ
ขณะเกิดเหตุการณ์ชุลมุน ผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปบันทึกภาพ แต่เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้ามาสอบถามว่าถ่ายทำไม และพยายามขอดูบัตรสื่อมวลชนและกันไม่ให้ถ่ายภาพ
เหน็บคนชู 3 นิ้ว-ไล่เช็กอาการ
เวลา 11.30 น. ที่ศาลาประชาคมเทศบาลเมืองบ้านโป่ง พล.อ.ประยุทธ์พบปะประชาชน กล่าวช่วงหนึ่งว่า “สถานการณ์เงินเฟ้อสถาน การณ์การเงิน การคลังของเรายังมั่นคง ต่างชาติยอมรับ เขาบอกว่าลุงไม่รู้เรื่อง แต่อยู่มาตั้ง 8 ปีจะโง่ไม่รู้เรื่องเหรอ ลุงไม่ได้โง่เกินไปนักหรอก คณะรัฐมนตรี 36 คน 20 กว่ากระทรวง ข้าราชการกี่หมื่น กี่แสนคน คณะทำงานร้อยกว่าคณะ แต่ละเรื่องไม่ใช่นายกฯ สั่งโง่ๆ เขามีคณะทำงาน แสดงความคิดเห็นอะไรไปก็ ต้องฟัง ถ้าพูดไม่เข้าท่าเขาก็ด่า
ไม่รู้จะพูดอะไร พูดมากเดี๋ยวก็โดนด่าอีก ในนี้รับรองไม่มีใครด่าผมแน่นอน ข้างนอกไม่แน่เมื่อกี้ยังมีข้างนอก ไม่รู้เป็นอะไรมือมี 3 นิ้ว มันหายไปไหน 2 นิ้ว ต้องไปดูสุขภาพ ฝากหมอดูด้วยว่าอีก 2 นิ้วเป็นอะไร ขอให้ดูด้วยแล้วกันว่าต้องมีปัญหาอาการอะไรสักอย่าง ผมโกรธเขาไม่ได้หรอกเขาคือคนไทย แต่เขาคิดอะไรผมไม่รู้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ขอพรเยอะให้ทุกอย่างสำเร็จ
หลังพูดถึงการทำงานของรัฐบาลหลายๆ เรื่อง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ใครด่ากูไม่ได้ ก็ด่าตัวเองนั่นแหละ มันไม่มีความสุขนักหรอกที่ยืนตรงนี้ แต่ต้องทำ มันเป็นหน้าที่” ยิ่งพูดมากเดี๋ยวยิ่งเป็นเรื่อง ขอโทษ ถ้าพูดอะไรตรงๆ ไปหน่อย เราก็เป็นคนแบบนี้ พร้อมยกมือขยับสามนิ้ว กล่าวว่า “ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันเหลืออย่างนี้ ฝากผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่าให้เป็นอย่างนี้ ตอนนี้มีใครไม่สบายไหม แต่น่าจะแข็งแรงกันดี ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้” จากนั้นเดินพบปะประชาชนพร้อมกล่าวว่า “เวลาโมโหใคร ไม่ชอบใครให้นึกถึงหน้านายกฯไว้”
เวลา 13.00 น. ที่วัดใหญ่นครชุมน์ ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พล.อ.ประยุทธ์เยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายรามัญ โดยนำผ้าขาวม้ามาห่มเป็นสไบแบบชาวมอญ พร้อมกล่าวกับชาวบ้านว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หลายอย่างตนวางกรอบไว้หมดแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะทำต่ออย่างไร จึงคิดว่าวันนี้เราเดินมาถึงเลยครึ่งทางแล้วและผ่านมาหลายเหตุการณ์แล้ว และตนก็ทำมาตาแทบกระเด็น อยากให้ทุกคนสบายใจว่ามันดีขึ้นแล้ว
ช่วงท้ายกล่าวว่า วันนี้ขอพรพระและขอศาลไว้เยอะให้ทุกอย่างสำเร็จ ให้ไทยเดินไปข้างหน้า ที่สำคัญมีความรักให้กันไม่มีวันสิ้นสุด อย่าเกลียดกันเท่านั้นเอง รักกัน นายกฯ ไม่ชอบคนที่ทำให้คนเกลียดกันมันเป็นบาปขอให้จำไว้
เมินคนต้านแค่ 3ไม่ใช่ร้อยคนพันคน
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์กรณีคนต้าน ชูสามนิ้วไล่ที่อ.บ้านโป่งว่า อย่าไปสนใจ มันจะเห็นต่างสักกี่คน เป็น 100 เป็น 1,000 คนหรือไม่ มา 3 คน ตนไม่สนใจอยู่แล้ว เมื่อถาม ถึงการดูแลกลุ่มเห็นต่างของเจ้าหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เขาก็ดูแลดีไม่ใช่หรือ ตำรวจก็ดูแลไม่ให้ทำผิดกฎหมาย เมื่อถามว่าการลงพื้นที่จากนี้อาจเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สื่ออย่าไปคุ้ยหรือให้ความสำคัญ ตนไม่ให้ความสำคัญ
เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างเกินเหตุไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “รุนแรงตรงไหนล่ะ ผมไม่เห็นนี่ รุนแรงอย่างไร” ผู้สื่อข่าวอธิบายว่ามีการกระชาก ลากตัวหญิงสูงอายุ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเสียงดังว่า “อ้าวก็ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเปล่าล่ะ ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า เขาห้ามทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า ถ้าเขาห้ามแล้วไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการอื่น แล้ววันนี้ผมมาทำอะไรให้กับใคร ทำให้คนตั้งเป็น 1,000 เป็น 10,000 คน แล้วเขาเสียประโยชน์หรือไม่ ผมไม่ได้โกรธเขานะแต่ผมไม่เห็นประโยชน์ แล้วอย่าไปให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ในหนังสือพิมพ์ เพราะมันไม่เกิดประโยชน์”
หลังพูดจบพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นไปนั่งบนรถแล้วลดกระจกลงมาพูดกับผู้สื่อข่าวว่า “คำถามแบบนี้อย่าถามกันอีกนะ คนมาเป็น 10,000 คน กับคนอีกแค่ 3 คน” ผู้สื่อข่าวระบุนายกฯ อย่ามีอารมณ์โมโห พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้โมโห
ชาวบ้านปลื้ม 8 โครงการพันล.
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ปชป. ที่ย้ายไปอยู่ รทสช. เผยว่า ชาวบ้านโป่งปลื้มใจที่นายกฯ แม้จะยังบาดเจ็บที่มือแต่ก็ยังเดินทางมาตรวจราชการ ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ 8 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ชาวบ้านโป่งเฝ้ารอ ทั้ง 8 โครงการ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ถนน 4 เลน จากหนองปลาหมอ ไปเขาขลุงและเตาปูน เพื่อลดอุบัติเหตุ 2.อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วม 3.อาคารโรงพยาบาลบ้านโป่ง 7 ชั้น 4.อาคารโรงพยาบาลบ้านโป่ง 8 ชั้น 5.อุโมงค์ลอดสี่แยกหัวโป่ง 6.เขื่อนริมตลิ่ง 5 ตำบล 7.สะพานเชื่อมร.พ.บ้านโป่ง แห่งที่ 1 กับ 2 และ 8.สถานีสูบน้ำแก้ภัยแล้ง ต.เขาขลุงเฟส 2
ประชาชนที่มาต้อนรับต่างรู้สึกดีใจที่ นายกฯ เดินทางมา และมอบสิ่งๆ ดีให้ชาวบ้านโป่ง พร้อมเชียร์และสนับสนุนให้เป็น นายกฯ ต่อไป ขณะที่นายกฯ รู้สึกปลื้มใจ ที่เห็นประชาชนมารอต้อนรับจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงเสียงตอบรับ
วิษณุชี้ตู่ทัวร์ถี่ทำได้แต่อย่าพลาด
ที่ทำเนียบ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณี นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย ระบุการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ แฝงหาเสียง ว่า ตนเคยพูดมาแล้วว่าไม่ใช่การหาเสียง คนเป็นรัฐบาลก็ต้องทำงาน หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องบริหารประเทศ “เวลาทำงานอาจแยกยากว่าเป็นการทำเพื่อหาเสียง หรือไม่ใช่หาเสียง แต่ถ้ามันโจ่งแจ้งเกินไปก็อาจถูกจับผิดได้ง่าย ดังนั้นทุกคนในรัฐบาลก็ต้องระมัดระวังตัวเอง”
ที่นายกฯ ลงพื้นที่บ่อยช่วงนี้ก็ต้องมองว่าเขาเป็นรัฐบาล เมื่อประชาชนมีปัญหาและอยู่ในโปรแกรมที่นายกฯ ต้องลงไป ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารประเทศ ซึ่งสามารถทำแบบนี้ได้ เมื่อถามว่า นายสมชัย ระบุ นายกฯ ใช้ทรัพยากรรัฐเฮลิคอปเตอร์ รถยนต์ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าเป็นการใช้เครื่องไม้เครื่องมือเพื่อการบริหารประเทศก็ไม่เป็นไร ส่วนคาบเกี่ยวกับเวลาราชการสุ่มเสี่ยงหรือไม่นั้น นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้จะพูดคลุมเครือไม่ได้ ต้องดูเป็นวันๆ เป็นเวลาๆ และแต่ละเหตุการณ์ไป เวลาคนจะร้องเรียนก็ต้องร้องเรียนเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ฉะนั้นนายกฯ หรือคนในรัฐบาลอย่าไปพลาดก็แล้วกัน
เลขาฯกกต.แจ้งเตือนหาเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ลงนามในหนังสือ เรื่อง การควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกพรรค การเมืองกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย แจ้งหัวหน้าทุกพรรค ระบุ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 22 กำหนดให้ กก.บห.พรรค ควบคุม กำกับดูแลมิให้สมาชิกพรรคกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศและคำสั่ง กกต. และเมื่อมี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง มีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลมิให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคกระทำลักษณะอาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด
เพื่อให้พรรคปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวจึงขอให้พรรคแจ้งสมาชิกปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของ กกต.โดยเฉพาะระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนของการนำสถาบัน พระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อความปรากฏต่อ กก.บห. หรือเมื่อได้รับแจ้งจากนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าสมาชิกพรรคกระทำการลักษณะฝ่าฝืนมาตรา 22 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้มีมติหรือสั่งการให้สมาชิกพรรคยุติการกระทำนั้นโดยพลัน และกำหนดมาตรการหรือวิธีการที่จำเป็นเพื่อ มิให้สมาชิกพรรคกระทำการอันอาจมีลักษณะดังกล่าวอีก แล้วแจ้งให้นายทะเบียนฯ ทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีมติ
เตือนรทสช.-ไตรรงค์ปราศรัย
หาก กก.บห.พรรคไม่ปฏิบัติตามมาตรา 22 วรรคสามแห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง นายทะเบียนฯ จะเสนอให้กกต.เพื่อพิจารณามี คำสั่งให้ กก.บห.พรรคนั้นพ้นจากตำแหน่ง ทั้งคณะ คำสั่งดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา และห้ามมิให้ กก.บห.พรรคซึ่งพ้นจากตำแหน่งดำรงตำแหน่งใดในพรรคจนกว่าจะพ้นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 22 วรรคสี่
เลขาธิการ กกต. ยังลงนามในหนังสือเรื่องการควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกพรรคกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ส่งถึงหัวหน้า รทสช. มีรายละเอียดว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อ 25 ก.พ. 2566 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ปราศรัย ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ช่วงหนึ่งนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้หาเสียง นายทะเบียนฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายไตรรงค์ อาจฝ่าฝืนระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียงฯ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ จึงขอให้ควบคุมและกำกับดูแลมิให้นายไตรรงค์ กระทำการอันอาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของ กกต.
พท.จัดใหญ่-เปิดตัว400ผู้สมัคร
เวลา 11.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำพรรค นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส. นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมือง พื้นที่กรุงเทพฯ ร่วมเปิดตัวผู้ซึ่งประสงค์ลงสมัคร ส.ส.เหนือ อีสาน กลางและกรุงเทพฯ รวม 11 คน
นพ.ชลน่านกล่าวว่า วันที่ 17 มี.ค. ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ที่ยิมเนเซียม 4 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต พท.จะจัดงาน “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” ภายในงานจะมีกิจกรรมสำคัญ คือการเปิดว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 400 เขตพร้อมกัน เพื่อสื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่สำคัญว่าที่ผู้สมัครทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาตามกฎหมาย พร้อมประกาศรายชื่อไปยังเขตแต่ละจังหวัด เพื่อให้ประชาชนให้ความเห็นชอบต่อไป
ยอมรับว่าการแข่งขั้นครั้งนี้สูงมากแต่มั่นใจว่าเมื่อเราสื่อสารนโยบายที่ชัดเจนเพื่อสร้างความหวัง ไม่ว่าจะมีกลไกอำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจการจัดการที่มิชอบอย่างไร เชื่อว่าผู้สมัครของเรา รวมถึงนโยบายจะเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้
เปิดนโยบายเพิ่มเติม
นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรายังจะประกาศนโยบายเพิ่มเติมซึ่งจะเป็นความหวัง แก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเลือกพท.เกิน 310 บวกๆ ได้ แต่วันนั้นยังไม่ถึงเวลาเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เราจะประกาศตัวเมื่อมีการยุบสภา เมื่อถามว่าจะเปิดตัว ในส่วนบัญชีรายชื่อยังต้องผ่านกระบวนการสรรหาจากพี่น้องประชาชนก่อน ซึ่งจะประกาศหลังยุบสภาเช่นกัน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะเป็นที่คนเข้าไปทำงานในสภา ซึ่งคนที่ทำงานระดับรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อ แต่ถ้าแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความรู้ความสามารถ ก็จะอยู่ในลำดับต้นๆ
ส่วนจะมีชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย อยู่ในบัญชีรายชื่อด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการสรรหาพิจารณา ไม่มีกฎหมายบังคับไว้ แต่ส่วนตัวมองว่าก็ต้องดูความเหมาะสมอีกครั้ง
นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันที่ 17 มี.ค.จะได้เห็นนโยบายสำคัญๆ กลไกของพรรค เรามี ผู้มีความรู้ ความสามารถทุกมิติ ส่วนเรื่อง แคนดิเดต นายกฯ เราจะส่งครบทั้ง 3 คน เชื่อว่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง
รทสช.ปล่อยแคมเปญ‘ไอติม’
วันเดียวกัน รทสช. เปิดแคมเปญใหม่ชื่อชุด “ไอติม” ภายใต้แนวคิด “มา 100 ได้ 100” เป็นแคมเปญใหญ่ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนผ่านเพจพรรค ในเวลา 13.00 น.วันนี้ และให้สมาชิกพรรคแชร์ผ่านเพจส่วนตัวในเวลา 13.00 น. พร้อมกัน นอกจากคลิป “ไอติม” แล้ว ยังทยอยปล่อยคลิปวิดีโอในคอนเซ็ปต์ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” ตามมาอีกหลายชุด
เนื้อหาคลิป “ไอติม” ยาว 30 วินาที เปรียบเทียบโครงการสวัสดิการให้เงินช่วยเหลือประชาชนในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กับโครงการประชานิยมในอดีต โดยสื่อให้เห็นว่า โครงการประชานิยมในอดีต กว่าจะถึงมือประชาชนต้องถูก “คนกลาง” เบียดบัง หักส่วนแบ่ง เก็บหัวคิว เหมือนที่เกิดกับหลายๆโครงการ คล้ายไอติม 1 แท่งกว่าจะถึงมือประชาชน ต้องผ่านคนกลางกัดกินจนเกือบหมดกว่าจะถึงมือประชาชนก็เหลือเนื้องานติดไม้เล็กน้อย บางโครงการเหลือเพียงไม้ไอติม ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร
แต่โครงการสวัสดิการที่ พล.ประยุทธ์ “ทำแล้ว ทำอยู่” ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลส่งเงินช่วยเหลือไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายใหญ่ คือประชาชนครบถ้วน ทุกบาททุกสตางค์ และตรงเวลา เช่น โครงการเราชนะ โครงการคนละครึ่ง โครงการมาตรา 33 เรารักกัน และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น ที่ได้นำเทคโนโลยีในแก้ปัญหา การทุจริตตามนโยบาย “ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่โกงไม่กิน”
ป้อมอ้อนคนสมุยเลือกกลับมา
วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และคณะ ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร และระนอง ตรวจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จุดแรก เวลา 10.00 น. ที่ศาลาอเนกประสงค์พรุเฉวง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาได้ดูแลปัญหาน้ำ มีความก้าวหน้าและพร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งให้ประชาชน และได้เตรียมขุดลอกอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ลึกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนได้มากขึ้นและแก้ปัญหาภัยแล้ง ขอให้มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล ต้องการให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ด้วยปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การพัฒนาล่าช้า ซึ่งรัฐบาลได้กระจายงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนตลอดมา
“หากต้องการให้ผมได้กลับมาแก้ปัญหาน้ำให้ ต้องเลือกผมให้กลับมาอีกครั้ง เพราะขณะนี้ใกล้เวลาที่จะเลือกตั้งแล้ว” จากนั้น พล.อ.ประวิตรเดินทักทายชาวบ้านที่มาต้อนรับ ส่วนใหญ่เป็น อสม.ที่มารอมอบดอกกุหลาบแดงและถ่ายรูป ส่งเสียงให้ลุงป้อมสู้ๆ ตลอดทาง ขณะที่บรรดาแฟนคลับเข้ามาหอมแก้ม สร้างความปลาบปลื้มให้ พล.อ.ประวิตร ก่อนขึ้นรถไปสนามบินสมุย เพื่อขึ้นเครื่องบินเจ็ตของกองทัพบกไปยัง จ.ชุมพร และจ.ระนอง
ประเสริฐยังไหว-ข้อเท้าร้าว
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพท. ให้สัมภาษณ์ถึงอาการ หลังพลัดตกเวทีปราศรัยใหญ่ที่อาคารวังเป็ดร่วมใจ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เมื่อ 12 มี.ค.ว่า ขณะนี้ตนเข้ารับการตรวจอาการที่ ร.พ.พระราม 9 แล้ว คุณหมอระบุข้อเท้าขวาแตกร้าว แต่กระดูกข้อเท้าไม่ได้เคลื่อน ต้องใส่เฝือกอ่อน ขอไม่ให้ตนเดินหรือเคลื่อนไหวประมาณ 1 สัปดาห์ ยังต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงตัวอยู่บ้าง
อาการโดยรวมขณะนี้ข้อเท้าขวายังบวม รู้สึกเจ็บบ้างเวลาเดินหรือเคลื่อนไหว แต่ยืนยันไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน คาดว่าจะสามารถไปร่วมงานแถลงนโยบายและเปิดตัวผู้สมัครของพท.ทั้ง 400 เขตได้ในวันที่ 17 มี.ค.ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ชูวิทย์ยื่นปปช.สอบโยงศักดิ์สยาม
ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนาย นิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบกรณีส่อทุจริต 4 เรื่อง 1.กรณีกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ให้นอมินีถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น รับโครงการจากกระทรวงคมนาคม 40 โครงการนำเงินที่ได้ไปบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 2.ให้ตรวจสอบนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าฯ รฟท. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง 3.ตรวจสอบนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ป.ป.ช.กรณีขาดคุณสมบัติ 4.ตรวจสอบเลขาธิการ ส.ป.ก. กรณีปล่อยปะละเลยให้พนักงานบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี 68 ไร่ จะตามทำลายภท. และจะไปจ.บุรีรัมย์ ไปเคาะประตูบ้านนายเนวิน ชิดชอบ และนายศักดิ์สยาม และหลังยุบสภาจะยื่น กกต.ตรวจสอบเพื่อยุบภท.เรื่องเงินบริจาค การตรวจสอบไม่ใช่เรื่องการเมือง
ขณะนี้ตนกำลังจับจ้องนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่มีเบื้องหลังเรื่องสำคัญ ตนมีหลักฐานหมดแล้ว ขอดูพฤติกรรมก่อน จะตั้งใจจริงเป็นนักการเมืองแค่ไหน ถ้าดูแล้วไม่มีอุดมการณ์จะเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยว กับที่ดิน
ทนายส.ว.แจงตัดบิ๊กปั๊ดจากพยาน
วันที่ 13 มี.ค. นายเรืองศักดิ์ สุขเสียงศรี ทนายความ ผู้รับมอบหมายจากนายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เปิดเผยความคืบหน้า กรณีได้รับมอบหมายจากนายอุปกิตให้ยื่นฟ้องนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาท ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยทางศาลได้มีการนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 10 เม.ย.2566 เวลา 09.00 น.นี้ว่า
ก่อนหน้านี้ในการไลฟ์สดของนายอัจฉริยะ บางครั้งมีการนำภาพของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาประกอบการอ้างอิงต่างๆ นานาด้วย จึงเป็นประเด็นที่ทีมกฎหมายต้องนำสืบข้อเท็จจริงต่างๆ หักล้าง โดยเห็นสมควรต้องนำพยานที่ถูกพาดพิง ขึ้นเบิกความต่อศาลด้วยตัวเอง เพื่อประกอบการบรรยายพฤติการณ์การกระทำผิดต่างๆ ของนายอัจฉริยะ ตามคำฟ้อง
และคิดว่า เป็นประโยชน์ต่อตัวของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ที่ถูกกล่าวพาดพิงด้วย ทีมกฎหมายจึงได้บรรจุชื่อ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ไว้ในบัญชีพยาน โดยที่ยังไม่ได้แจ้งให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ทราบ
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ทีมกฎหมายพยายามประสานงานไป แต่ก็ยังไม่สามารถติดต่อหรือแจ้งให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ทราบได้
ทีมกฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนพล.ต.อ.สุวัฒน์ออกจากบัญชีพยานแล้ว อย่างไรก็ตามทีมกฎหมายได้ซักซ้อมพยานและแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม พบว่า รูปคดีฝ่ายโจทก์มีข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดจำเลยได้ โดยสามารถตัดพยานบางปากออกไปได้เพื่อความรวดเร็วในพิจารณาคดีของศาล ทั้งนี้ ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเอาผิดได้อย่างแน่นอน
ปธ.ฎีกาตั้งกก.สดับตรับฟัง
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรมเปิดเผยความคืบหน้าหนังสือร้องเรียนไปยัง ก.ต. ของพนักงานสอบสวน สน.พญาไท เกี่ยวกับการร้องขอออกหมายจับ ส.ว.คนดัง กรณีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการเพิกถอนหมายจับ ซึ่งมีการเผยแพร่ในสื่อโซเชี่ยล ว่าวันเดียวกันนี้นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสดับตรับฟังข้อเท็จจริง มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อรายงานต่อประธานศาลฎีกาภายใน 30 วัน คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริง โดยสามารถเชิญขอความร่วมมือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง เพื่อนำเสนอไปยังประธานศาลฎีกาพิจารณามีคำสั่งต่อไป
สำหรับคณะกรรมการดังกล่าวยังไม่ใช่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เเละยังไม่ใช่ขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย ยังไม่ถึงขนาดมีอำนาจเรียกบุคคลมาสอบ เป็นเพียงการขอความร่วมมือเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงรายงานประธานศาลฎีกาเท่านั้น